ในเวลานี้ ทั้งสองฝ่ายกำลังยืนประจันหน้ากัน แรงกดดันอันทรงพลังของทั้งสองฝ่ายปะทะกันกลางอากาศจนเกิดประกายไฟและดูราวกับห้วงมิติบิดเบือนไปชั่วขณะ
“ฮวาฟางเฟย ข้าไม่สบอารมณ์กับเจ้ามานานแล้ว เจ้ากล้าสู้กับข้ารึไม่ !”
ฉินอวี้โม่มองตรงไปที่ฮวาฟางเฟยและกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
“พรืดด ! ฮ่า ๆ ๆ ฉินอวี้โม่ ใครกันที่มอบความกล้าหาญให้เจ้าจนริอาจท้าทายข้าเช่นนี้ ? เจ้าคงจะคิดว่าตนเองไร้เทียมทานเพียงเพราะมีพรสวรรค์ที่โดดเด่นมากสินะ การที่คิดท้าทายข้าไม่แตกต่างไปจากการรนหาที่ตาย !”
ฮวาฟางเฟยอดหัวเราะไม่ได้ วาจาของนางแสดงถึงการดูถูกเหยียดหยามอย่างชัดเจนและเชื่อว่าฉินอวี้โม่ไม่มีฝีมือมากพอที่จะเอาชนะตนได้แน่
ต้องกล่าวเลยว่าความแข็งแกร่งของฉินอวี้โม่พัฒนาขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ฮวาฟางเฟยมั่นใจว่าพลังของสตรีผู้นี้ยังห่างชั้นจากตนอีกมากนัก เพราะถึงอย่างไรนางก็ถือว่าเป็นจอมยุทธ์สิบอันดับแรกของดินแดนมหาเทพและมิใช่ระดับที่จอมยุทธ์สตรีเยาว์วัยเช่นฉินอวี้โม่จะรับมือได้
“ฮ่า ๆ ๆ ฮวาฟางเฟย ตั้งใจฟังให้ดี ข้าไม่ได้คิดที่จะท้าทายเจ้า ทว่าข้าต้องการจะสั่งสอนเจ้าต่างหาก”
ฉินอวี้โม่ยกยิ้มมุมปากและแสดงความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมเช่นกัน แม้ภายนอกพลังของนางอาจดูด้อยกว่าฮวาฟางเฟย ทว่าด้วยไพ่ตายมากมายที่มี นางก็มีโอกาสสูงที่จะเอาชนะคู่ต่อสู้ตรงหน้าได้
ครานี้ที่นางเลือกเดินทางมาที่นิกายหมื่นบุปผาด้วยตัวเองก็เพื่อที่จะจัดการกับฮวาฟางเฟย ต่อให้สังหารอีกฝ่ายไม่ได้ ฉินอวี้โม่ก็สามารถมอบบทเรียนที่เจ็บปวดให้กับอีกฝ่ายได้
อย่างไรก็ตาม ฮวาฟางเฟยไม่สะทกสะท้านแต่อย่างใดและยังคงเชื่อว่าฉินอวี้โม่ไม่สามารถเอาชนะตนได้อย่างแน่นอน
“ถ้าเช่นนั้น…ข้าก็จะตอบสนองต่อความปรารถนาของเจ้า !”
นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาและตรงเข้าจู่โจมฉินอวี้โม่ทันที
“ฝากจัดการคนอื่น ๆ ด้วย”
ฉินอวี้โม่กล่าวพร้อมรอยยิ้มและตรงเข้าโจมตีตอบโต้ฮวาฟางเฟย
“เหอะ มีกำลังคนเพียงเท่านี้ทว่าคิดจะยึดครองนิกายหมื่นบุปผาไปงั้นรึ พวกเจ้าจะมั่นใจเกินไปแล้ว !”
เยว่ปู้ฉินแค่นเสียงเย็นชาทันที หากมีกำลังคนเพียงเท่านี้ พวกเขาก็ไม่รู้สึกถึงความกดดันใด ๆ ด้วยซ้ำ
“หึ เยว่ปู้ฉิน ข้าขอแนะนำให้เจ้ากลับที่สำนักของตัวเองจะดีกว่า ในเวลานี้สำนักห้าขุนเขาของเจ้าคงจะถูกถล่มจนราบเป็นหน้ากลองแล้ว”
เหลยเจี้ยนเชิงกล่าวย้ำเตือนเยว่ปู้ฉิน ‘ด้วยความหวังดี’ เมื่อคำนวณจากเวลาที่ผ่านมา กองกำลังของสำนักเบิกภูผาและนิกายหงส์แดงก็คงจะไปถึงสำนักห้าขุนเขาแล้ว
“อะไรนะ ?! นี่พวกเจ้ากล้าดีอย่างไร…”
สีหน้าของเยว่ปู้ฉินถอดสีทันทีและในที่สุดเขาก็ตระหนักได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่แปลกใจเลยที่ฝ่ายตรงข้ามจะนำกำลังคนมาเพียงเท่านี้ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง !
“ฮ่า ๆ ๆ เราก็แค่ตอบแทนพวกเจ้าด้วยวิธีการของพวกเจ้าเอง ก่อนหน้านี้ที่พวกเจ้าร่วมมือกันเพื่อโจมตีและยึดครองฐานที่มั่นของเราไป พวกเจ้าก็ควรจะคาดการณ์ถึงผลลัพธ์เช่นนี้ไว้ก่อนแล้ว !”
เหลยเจี้ยนเชิงหัวเราะเบา ๆ และยืนยันข้อสันนิษฐานในใจของเยว่ปู้ฉิน
“ล่าถอยกลับกันก่อน !”
สีหน้าของทุกคนในกลุ่มของเยว่ปู้ฉินเปลี่ยนไปทันที ขุมกำลังของพวกเขายังมีสมบัติล้ำค่าซ่อนไว้มากมาย หากถูกโจมตีและช่วงชิงเอาไป มันจะเป็นความเสียหายอย่างหนักต่อขุมกำลังอย่างแน่นอน
การที่ขุมกำลังหลายแห่งร่วมมือกันเพื่อโจมตีฐานทัพของพวกเขาเช่นนี้ เกรงว่าคนที่นั่นคงจะต้านทานไว้ได้ไม่นานนัก
เหลยเจี้ยนเชิงและคนอื่น ๆ ก็ไม่ขัดขวางเยว่ปู้ฉินและสมาชิกของขุมกำลังอื่น ๆ โดยที่ปล่อยให้พวกเขาจากไปแต่โดยดี
ทันทีที่คนของทั้งสามขุมกำลังจากไป คนที่เหลือในที่แห่งนี้ก็มีเพียงคนของจอมยุทธ์ปีศาจและนิกายหมื่นบุปผาเท่านั้น
“ฮวาหรง มาเจอกันสักหน่อยเถอะ !”
ฮวาเยว่ก้าวออกไปข้างหน้าและมองตรงไปที่ฮวาหรงผู้ซึ่งยืนอยู่ด้านหลังพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
ทั้งสองเป็นศัตรูคู่อริกันมาเสมอและฮวาหรงก็ชิงชังฮวาเยว่อย่างที่สุด ในเมื่อมีโอกาสเช่นนี้ แน่นอนว่านางจะทุ่มเทอย่างสุดฝีมือเพื่อสะสางความบาดหมางที่ผ่านมา
“เจอก็เจอ ข้าพร้อมต่อสู้กับเจ้าเสมอ คิดว่าข้าจะกลัวเจ้างั้นรึ ?!”
ฮวาหรงตอบกลับไปทันที หากเป็นใครคนอื่น นางอาจไม่กล้าประจันหน้าโดยตรง ทว่าสำหรับฮวาเยว่ผู้นี้ นางมั่นใจว่าจะเอาชนะอีกฝ่ายได้อย่างแน่นอน
“เหอะ มังกรกระดูกดำ วันนี้ข้าจะทำให้เจ้าเหลือเพียงแต่เศษโครงกระดูก !”
ในเวลานี้ซิวก็เหาะออกจากคฤหาสน์เฟิงหัวและประจันหน้ากับมังกรกระดูกดำทันที
คนอื่น ๆ ที่เหลือก็เลือกคู่ต่อสู้ของตนเช่นกันและเริ่มปลดปล่อยการโจมตีอย่างรวดเร็ว
นิกายกระบี่สายฟ้าและสำนักเมฆาครามก็ร่วมมือสามัคคีกันและมีจำนวนที่มากกว่าคนที่เหลืออยู่ในนิกายหมื่นบุปผาเสียอีก เพราะเหตุนั้น กองกำลังของฉินอวี้โม่จึงกลายเป็นฝ่ายได้เปรียบภายในเวลาเพียงไม่นาน
บนอากาศเหนือนิกายหมื่นบุปผา ฉินอวี้โม่และฮวาฟางเฟยก็กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด
ทั้งสองล้วนทรงพลังอย่างยิ่ง ทว่าเนื่องจากความแข็งแกร่งภายนอกที่ด้อยกว่า ฉินอวี้โม่จึงไม่มีความคิดที่จะยั้งมือแม้แต่น้อย ทันทีที่เริ่มต้นการต่อสู้ นางก็เรียกกองทัพอสูรมายาของตนออกมาเพื่อโจมตีฮวาฟางเฟยด้วยกัน
ฮวาฟางเฟยเองก็เรียกหงส์ฟ้า—อสูรมายาของตนออกมาเช่นกัน
ความแข็งแกร่งของหงส์ฟ้าในตอนนี้ไม่ด้อยไปกว่ามังกรกระดูกดำและซิวมากนัก หลังจากฝึกวิชาอยู่กับฮวาฟางเฟยมานาน ความแข็งแกร่งของมันก็เหนือกว่าผู้เป็นนายเสียอีก เพราะเหตุนั้น ทันทีที่มันปรากฏตัวขึ้นมา มันจึงขัดขวางบรรดาอสูรมายาของฉินอวี้โม่ได้อย่างง่ายดาย
“นายหญิง พวกเราจะจัดการเจ้าหงส์ฟ้านี่เอง !”
เสี่ยวเฮยกล่าวเสียงดังก่อนส่งกระแสจิตสื่อสารกับอสูรมายาทั้งหมดและพวกมันเริ่มจัดตำแหน่งในกระบวนท่าอสูรรวมร่าง
ในตอนนี้จำนวนของอสูรมายาที่รวมร่างกันก็มีมากกว่าสองร้อยตัวเสียอีก พลังของมันจึงแกร่งกล้ายิ่งกว่าเดิมมาก ทันทีที่มันปรากฏตัว เพียงแรงกดดันที่แผ่ออกไปก็มากพอที่จะทำให้หงส์ฟ้าตกตะลึงได้
“นี่มันอะไรกัน ?!”
สีหน้าของหงส์ฟ้าเปลี่ยนไปทันที มันไม่เคยพบเห็นอสูรขนาดมหึมาที่ไร้ใบหน้าซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของเสี่ยวเฮยและอสูรมายาจำนวนมากเช่นนี้มาก่อน
“เจ้าหงส์ฟ้าตัวน้อย ริอาจวางท่าหยิ่งยโสต่อหน้านายหญิงของพวกเรางั้นรึ ?!”
เสียงที่ดังสนั่นปะทุออกมาจากปากของอสูรดังกล่าวและทำให้หงส์ฟ้ารู้สึกปวดแก้วหูในทันที การรวมร่างของอสูรมายากว่าสองร้อยตัวเช่นนี้ไม่เพียงแต่ทำให้พลังเพิ่มขึ้นเท่านั้น ทว่าเสียงของมันก็ดังขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัวเช่นกัน
ตูมมม !
หงส์ฟ้าและอสูรรวมร่างก็เข้าปะทะกันหลายกระบวนท่าก่อนที่หงส์ฟ้าจะกระเด็นถอยหลังออกไปกลางอากาศในสถานการณ์ที่เสียเปรียบเล็กน้อย…
“ฉินอวี้โม่ ตายเสียเถอะ !”
อีกฟากหนึ่งของการต่อสู้ ฮวาฟางเฟยแสยะยิ้มเย็นชาเมื่อเห็นอสูรทั้งสองฝ่ายต่อสู้กัน นางไม่รอช้าและเริ่มร่ายกระบวนท่าที่อัดแน่นไปด้วยพลังมายาเก้าในสิบส่วนของตนและปลดปล่อยตรงไปยังจุดที่ฉินอวี้โม่ยืนอยู่ทันที
ตูมมม !
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวและคลื่นพลังรุนแรงนั้นก็ครอบงำร่างของฉินอวี้โม่ไว้โดยสมบูรณ์ จากนั้นห้วงมิติก็ดูราวกับบิดเบือนไปอีกครั้ง ทว่ากลับคืนสู่สภาวะปกติอย่างรวดเร็ว
“เหอะ นี่เป็นการรนหาที่ตายของเจ้าเอง ไม่มีใครที่เจ้าจะกล่าวโทษได้ !”
ฮวาฟางเฟยแค่นเสียงเย้ยหยัน สำหรับกระบวนท่าโจมตีเมื่อครู่ ต่อให้ฉินอวี้โม่จะไม่ตาย นางก็จะต้องได้รับบาดเจ็บสาหัสอย่างแน่นอน
“เจ้ากำลังพูดพล่ามอะไรอยู่คนเดียว !”
ทันใดนั้น เสียงของฉินอวี้โม่ก็ดังขึ้นจากข้างหลังฮวาฟางเฟยส่งผลให้รอยยิ้มเย้ยหยันบนใบหน้าของนางชะงักนิ่งไปทันที
“นี่มันเป็นไปได้อย่างไรกัน ?!”
เมื่อฮวาฟางเฟยหันหลังกลับอย่างรวดเร็วและพบว่าฉินอวี้โม่ยืนอยู่ข้างหลังนางในสภาพที่สมบูรณ์ไร้รอยขีดข่วน นางก็กล่าวด้วยน้ำเสียงที่แปลกใจไม่น้อย
เห็นได้ชัดว่ากระบวนท่าโจมตีเมื่อครู่กระทบเข้ากับร่างของฉินอวี้โม่อย่างจัง แล้วเหตุใดฉินอวี้โม่จึงดูไร้รอยขีดข่วนเช่นนี้ ?
“คิดจะทำร้ายข้าด้วยความเร็วเพียงเท่านี้ ฮวาฟางเฟย…นี่เจ้ากำลังฝันกลางวันอยู่รึ ?”
ฉินอวี้โม่มองอีกฝ่ายด้วยแววตาเยาะเย้ย เมื่อครู่นี้ กว่าที่ฮวาฟางเฟยจะรวบรวมพลังเพื่อปลดปล่อยการโจมตีได้สำเร็จ นางก็ได้เคลื่อนตัวออกไปแล้วและสิ่งที่หลงเหลือเป็นเพียงภาพติดตาเท่านั้น
ด้วยความเร็วของนางในตอนนี้ หากแสดงความเร็วสูงสุดออกมา นางก็สามารถทิ้งภาพติดตาไว้เบื้องหลังได้และทำให้ศัตรูเกิดความสับสนว่าร่างใดคือร่างจริง ร่างใดคือภาพติดตา
“เหอะ ต่อให้เจ้าจะหลบหลีกได้แล้วอย่างไรกัน ! ความแข็งแกร่งของเจ้ายังอ่อนแอเกินกว่าจะทำร้ายข้าได้ เจ้าเพียงแค่ยื้อเวลาตายออกไปเท่านั้น !”
ฮวาฟางเฟยแค่นเสียงเย็นชาและน้ำเสียงยังคงแสดงถึงความดูแคลนไม่เปลี่ยนแปลง
ถึงแม้ว่านางจะประมาทเกินไปในกระบวนท่าโจมตีเมื่อครู่ อย่างไรก็ตาม ฉินอวี้โม่ก็ยังมิใช่คู่มือของนางอยู่ดีและนี่มิใช่สิ่งที่จะต้องสงสัยแม้แต่น้อย
“โอ้ งั้นรึ ?”
ฉินอวี้โม่ยกยิ้มมุมปากก่อนหัวเราะเบา ๆ
“ฮวาฟางเฟย ลองรับมือกับข่ายอาคมที่ข้าเพิ่งเรียนรู้มาใหม่เถอะ !”
นางกล่าวเพียงสั้น ๆ และทันทีที่สิ้นเสียงดังกล่าว ข่ายอาคมส่องแสงเจิดจ้าก็ปรากฏรอบตัวฮวาฟางเฟยซึ่งห้อมล้อมนางไว้ข้างในอย่างสมบูรณ์