บทที่ 220 ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเจ้า
บทที่ 220 ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเจ้า
กลางดึกคืนนี้ ฮั่วเสวียนพลิกตัวไปมาเพราะนอนไม่หลับ จนเอ๋อหว่าจาต้องจุดเทียนไข “เข่อลี่น่า ท่านกำลังเป็นกังวลเรื่องงานแต่งงานพรุ่งนี้หรือเจ้าคะ?”
“แม้ว่าการแต่งงานของหญิงสาวจะเป็นเรื่องใหญ่ แต่ก็มิต้องกังวลไป ท่านผู้นำดีต่อท่านมาก พวกข้ารู้เห็นเป็นอย่างดี ต่อไปท่านจะไม่ผิดหวังเป็นแน่”
ฮั่วเสวียนลุกขึ้นนั่งโดยไม่ได้พูดอะไร
พรุ่งนี้นางจะหนีไปได้หรือไม่ นางถูกขังอยู่ที่หร่งตี๋มานานจึงรู้สึกร้อนใจเล็กน้อยอย่างเลี่ยงไม่ได้
หากแต่เอ๋อหว่าจาพูดอย่างกระตือรือร้นและดูมีความสุขราวกับว่านางเป็นคนที่แต่งงานเสียเอง
ทันใดนั้น เสียงขลุ่ยดังขึ้นในท้องฟ้ายามค่ำคืน มันทั้งยืดยาวและเยือกเย็น
ฮั่วเสวียนถาม “ในค่ายนี้มีคนเป่าขลุ่ยเป็นด้วยหรือ?”
เอ๋อหว่าจาส่ายหัวอย่างสับสน “ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย ไม่รู้ว่าผู้ใดกำลังเป่าขลุ่ยอยู่”
อาจเป็นเพราะนางนึกถึงตอนที่หลี่จื้อมายังชายแดนและเป่าขลุ่ยเพลงหงส์เกี้ยวหงส์ ฮั่วเสวียนจึงรู้สึกสงสัยในคนที่กำลังเป่าขลุ่ยอยู่
ในเมื่อนอนไม่หลับ นางจึงสวมเสื้อผ้าและเดินตามเสียงขลุ่ยไป
มีองครักษ์ชุดดำเดินตามหลังมาด้วยเช่นเคย
ระหว่างทางนางก็พบกับเหล่าทหารที่พากันทำความเคารพนาง “นายหญิง”
เรื่องที่ฮั่วเสวียนจะกลายเป็นนายหญิงของผู้นำแห่งหร่งตี๋ได้รับความเห็นเป็นเอกฉันท์ในหมู่ทหารทั้งหมด
ฮั่วเสวียนตามเสียงขลุ่ยมาจนถึงแหล่งน้ำแห่งหนึ่ง แม่น้ำนี้มีต้นหญ้าเขียวชอุ่ม ริมน้ำมีผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่บนโขดหิน
ร่างนั้นซ้อนตัวอยู่ภายใต้แสงจันทร์
พอเดินเข้าไปดูนางจึงรู้ว่าคืออูซือม่าน
โชคร้ายเสียจริง!
ฮั่วเสวียนกำลังจะหมุนตัวเตรียมเดินจากไป แต่อูซือม่านเรียกนางเอาไว้ “อย่าพึ่งไป”
“มีเรื่องอันใด?”
อูซือม่านกระโดดลงมาจากบนโขดหิน เขาสวมชุดคลุมสีดำซึ่งขับให้เขาดูสง่าอย่างไม่มีผู้ใดเปรียบยิ่งขึ้น รวมถึงใบหน้าคมและดวงตาสีเข้มนั่นด้วย
“ฮั่วเสวียน เจ้าคิดเห็นเช่นไรกับการแต่งงานในครั้งนี้?”
“เจ้าพยายามฉีกหน้าข้าครั้งแล้วครั้งเล่า หากต้องตกอยู่ในมือของเจ้า ข้าขอยอมตายเสียยังดีกว่า”
เสียงของอูซือม่านแหบแห้ง “เจ้าคิดเช่นนั้นกับข้างั้นหรือ?”
“ทำไมรึ?” ฮั่วเสวียนมีสีหน้าไม่สนใจ
ตอนนี้อูซือม่านรู้ว่าตัวเองแพ้แล้ว
พ่ายแพ้จนสิ้นท่า
นางไม่เคยสนใจเขา
และตอนนี้ความเศร้าก็เข้าครอบงำจิตใจเขา
ภายใต้แสงจันทร์นี้ ความรักที่อยู่ในอกไม่สามารถระบายออกมาได้ ทำให้สายตาของอูซือม่านแน่วแน่อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน “ฮั่วเสวียน”
“ข้า อูซือม่านขอสาบานต่อเจ้าป่าเจ้าเขา ณ ที่นี้ ในใจของข้ามีแต่เจ้า ข้าจึงขอแต่งกับเจ้า มิใช่ด้วยเหตุผลอื่นใด”
“หากข้าแค่ต้องการดูถูกเจ้า ข้ามีวิธีอื่นอีกพันหมื่นวิธีโดยที่ไม่จำเป็นต้องเสียสละตัวเองเพื่อลงโทษเจ้าเลย”
ฮั่วเสวียนตกตะลึง
“เจ้าพูดอันใด?”
อูซือม่านก้าวมาข้างหน้าสองก้าว “เจ้ามองตาข้า มันไม่เคยโกหก”
ความรักอันแรงกล้าในดวงตาของอูซือม่านแผดเผาหัวใจของฮั่วเสวียนไปชั่วขณะ
แต่แล้วมันก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว
จากนั้นนางพูดขึ้นอย่างนิ่งสงบ “พวกเราเป็นศัตรูกัน”
“ใช่ แต่ข้าชอบเจ้า มันคือความจริง”
น้ำเสียงของอูซือม่านดูมั่นคงและหนักแน่น “ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ชอบถูกบังคับ แต่มีเพียงวิธีนี้ที่ข้าจะสามารถทำให้เจ้าอยู่เคียงข้างข้าได้ เจ้าจะเกลียดข้าก็ชั่ง แต่ข้าไม่มีวันปล่อยเจ้าไป”
ทั้งสองจ้องตากัน
อูซือม่านเป็นฝ่ายยอมแพ้ก่อน “นี่ก็ดึกมากแล้ว”
ฮั่วเสวียนลดสายตาลงเล็กน้อย ก่อนที่จะหมุนตัวและเดินกลับไป
โดยมีอูซือม่านเดินตามอยู่ด้านหลัง ทั้งสองคนไม่ได้พูดสิ่งใดอีก
ในตอนนี้ ท้องฟ้ายังไม่สว่าง แต่ฮั่วเสวียนก็ถูกเอ๋อหว่าจาเรียกให้ลุกขึ้น “เข่อลี่น่า ลุกขึ้นมาแต่งหน้าได้แล้วเจ้าค่ะ”
ในใจของฮั่วเสวียนกำลังครุ่นคิดถึงบางสิ่งจึงนอนไปได้นิดเดียว และต้องรีบลืมตาขึ้นในทันที
เธอสังเกตเห็นว่าสาวรับใช้บางคนดูไม่เหมือนคนของหร่งตี๋เลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังเหมือนคนต้าเซี่ยเสียมากกว่า
เอ๋อหว่าจาอธิบาย “ท่านผู้นำตั้งใจส่งคนไปหาคนพวกนี้มาจากต้าเซี่ย บอกว่าเป็นผู้ที่มีฝีมือในการแต่งหน้าของที่นั่น”
ทุก ๆ ขั้นตอน ฮั่วเสวียนอยู่ภายใต้การจัดการของคนอื่น ๆ
ใบหน้าอันสะอาดเอี่ยมของนางถูกทาด้วยแป้ง เขียนคิ้ว และทาปาก…
ฮั่วเสวียนลืมตามองดูตัวเองในกระจกที่เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน
เอ๋อหว่าจาร้องขึ้นอย่างอดไม่ได้ “เข่อลี่น่า ท่านจะต้องเป็นผลงานชิ้นเอกที่น่าภาคภูมิใจที่สุดของเจ้าป่าเจ้าเขาเป็นแน่ ไม่สิ ข้าลืมไปว่าท่านเป็นคนต้าเซี่ย”
สาวรับใช้หยิบชุดแต่งงานออกมาและก้มหัวลงเหมือนของอนุญาต “ฤกษ์งามยามดีกำลังจะมาถึง เชิญท่านเข่อลี่น่าเปลี่ยนชุดเถิดเจ้าค่ะ”
ในใจของฮั่วเสวียนรู้สึกสับสนไปหมด
เดิมทีนางคิดว่าคงไม่มีโอกาสที่จะได้สวมชุดแต่งงานไปตลอดชีวิต แต่ตอนนี้กลับต้องใส่เพราะคนที่ตัวเองไม่ได้รัก
นางสลัดชุดแต่งงานของตัวเองออก เผยให้เห็นแขนเสื้อขนาดใหญ่ทอด้วยทองสองชั้น ปักลายด้วยขนเป็ดและเม็ดทับทิมที่ขอบ ปกคอเสื้อปักด้วยเม็ดทับทิมทองคำสีแดง ชุดคลุมด้านนอกปักด้วยลายก้อนเมฆและพู่สีทอง ชายกระโปรงหางยาวลากพื้นประมาณสามฉื่อเศษ
มันช่างงดงามเป็นอย่างยิ่ง
ฮั่วเสวียนโบกมือให้ทุกคนออกไป เดิมทีนางอยากจะใส่ด้วยตัวเอง แต่ความซับซ้อนของชุดนั้นมากเกินความเข้าใจของนาง จึงทำได้เพียงให้เอ๋อหว่าจามาช่วย
เอ๋อหว่าจาเห็นเช่นนั้นก็หัวเราะ “ท่านคงไม่ค่อยได้สวมชุดผู้หญิงเป็นแน่”
เมื่อสวมใส่จนเสร็จ เอ๋อหว่าจามองดูอย่างตะลึง “เข่อลี่น่า วันนี้ท่านจะต้องเป็นผู้หญิงที่งดงามที่สุดในทุ่งหญ้าแห่งนี้แน่นอนเจ้าค่ะ”
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าดังขึ้น พร้อมกับเสียงของอูซือม่านที่ดังมาจากด้านนอกกระโจม “ไปเชิญให้เข่อลี่น่าออกมา”
เอ๋อหว่าจารีบสวมผ้าคลุมที่หัว “เข่อลี่น่า อีกสักครู่จะต้องจับมือข้าเอาไว้ให้ดี ๆ นะเจ้าคะ”
ฮั่วเสวียนวางมือลงบนแขนของเอ๋อหว่าจา “ไปกันเถิด”
ม่านถูกยกขึ้น ร่างของฮั่วเสวียนในชุดแต่งงานสีแดงปรากฏขึ้นที่หน้าประตูด้วยท่าทางที่สูงส่งและดูบอบบาง
การมองเห็นของนางถูกปิดกั้น จึงมองเห็นรองเท้าหนังสีดำของอูซือม่านได้ไม่ค่อยชัดเจน เพียงแต่รองเท้าคู่นั้นดูสะอาดมากจนไร้ร่องรอยของฝุ่น
และอีกฝ่ายก็สวมชุดคลุมสีแดงขนาดใหญ่แบบเดียวกัน
เฟ่ยชินทั่วหัวเราะขึ้น “ชาวหร่งตี๋อย่างพวกเรามาเรียนรู้การรับเจ้าสาวของต้าเซี่ย น่าสนใจไม่น้อย”
“ได้ยินมาว่าการรับเจ้าสาวอย่างเป็นทางการ เจ้าบ่าวต้องทดสอบความสามารถทางวรรณกรรมและวรยุทธ์ด้วย ดีที่พ่อของเข่อลี่น่าไม่อยู่ มิเช่นนั้นพวกเราคงต้องลำบากแน่”
“เจ้านี่ป่าเถื่อนเสียจริง ไม่ควรพูดถึงเรื่องส่วนตัวของผู้อื่น”
ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ว่าพ่อกับแม่ของฮั่วเสวียนไม่อยู่ ยังจะพูดถึงเรื่องพวกนี้ให้นางเจ็บใจอีก
อูซือม่านเดินเข้ามาใกล้ ๆ และถามขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “เจ้าต้องการทดสอบอะไรข้า? วันนี้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเจ้าแล้ว”
เสียงนั้นอยู่ใกล้มากราวกับมาจากด้านบนหัวของนาง
ฮั่วเสวียนก้าวถอยออกไปสองก้าว
ทุกอย่างขึ้นอยู่กับนาง?
ถ้าอย่างนั้นปล่อยนางไปได้หรือไม่?
นางรู้ทั้งรู้ว่าไม่มีทาง ฮั่วเสวียนจึงไม่ได้ขออะไร “ไม่จำเป็น ข้าไม่สนใจเรื่องพวกนี้”
อูซือม่านรู้ว่าฮั่วเสวียนไม่ได้สนใจตน แต่วันดี ๆ เช่นนี้ เขาเก็บซ่อนความสุขเอาไว้ไม่ได้เลย
เขารับผ้าไหมสีแดงมาจากมือของเอ๋อหว่าจาและส่งให้กับฮั่วเสวียนด้วยมือของตัวเอง “เดินตามข้ามาช้า ๆ หากเจ้าไม่สะดวกก็ดึงผ้าไหมสีแดงนี้ แค่นั้นข้าก็รู้แล้ว”
รองแม่ทัพที่อยู่ใกล้ ๆ เห็นว่าผู้นำระมัดระวังในเรื่องเล็กน้อยเพียงใดก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “ท่านผู้นำอู ท่านวางใจและเดินไปอย่างสง่างามเถิด พวกข้าช่วยท่านดูอยู่ขอรับ”
อูซือม่านเองก็ยิ้มขึ้น
หุยเค่อตงร้องไห้อยู่ข้าง ๆ ในที่สุดภาพความฝันในวัยเด็กของนางก็เป็นจริง เพียงแต่ว่าคนที่พี่อูขอแต่งงานด้วยไม่ใช่นาง
กระโจมของฮั่วเสวียนอยู่ไม่ไกลจากหอจัดพิธีแต่งงาน ทุกคนจึงไปถึงอย่างรวดเร็ว
อูซือม่านพาฮั่วเสวียนก้าวข้ามเตาอั้งโล่*[1]และมายืนอยู่ตรงกลาง ส่วนบิดาและมารดาของอูซือม่านนั่งอยู่บนที่นั่งหลัก พวกเขาดูมีท่าทางเคร่งขรึม เพราะไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานในครั้งนี้
หากแต่ทั้งสองเป็นบุคคลสำคัญของทั้งสี่เผ่า จึงมาร่วมแสดงความยินดีกับท่านผู้นำด้วย
ทั้งห้องโถงนี้ ผู้ที่มีความสุขมากที่สุดก็น่าจะมีเพียงแค่อูซือม่านเพียงผู้เดียว!
จากนั้นเสียงแหลม ๆ ของสี่ผอ*[2]ดังขึ้น “เคารพสวรรค์”
ฮั่วเสวียนยืนเฉย ๆ โดยไม่ขยับ “อูซือม่าน ตามพิธีกรรมของหร่งตี๋ของพวกเจ้า ไม่จำเป็นต้องมีพวกนี้หรอก”
เมื่อเห็นเช่นนี้ ผู้อาวุโสสองคนก็ยิ่งไม่พอใจมากยิ่งขึ้น “ลูกชายของข้าตั้งใจจัดเตรียมมาแล้ว เจ้าแค่ทำตามพิธีก็พอ มีเหตุผลอันใดที่เจ้าไม่ต้องการอีก”
“หลังจากวันนี้ไปเจ้าจะเป็นสะใภ้ตระกูลอูของข้า ต้องทำหน้าที่ของตัวเอง ดูแลสามี อย่าทำตัวโอหัง…”
ฮั่วเสวียนยิ้มอย่างเย็นชา ยังไม่ทันได้เป็นแม่สามีจริง ๆ นางก็ทำตัวเจ้ากี้เจ้าการเสียแล้ว
เมื่อสถานการณ์คุกรุ่นยิ่งขึ้น อูซือม่านจึงพูดขึ้นมาก่อน “เอาตามที่นางพูด ไม่ต้องทำพิธีการอื่น ๆ แล้ว”
ได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของผู้อาวุโสก็ไม่พอใจเป็นอย่างมาก แต่กลับไม่กล้าพูดขัดอะไร อย่างไรเสียลูกชายก็เป็นผู้มีอำนาจ
[1] การข้ามเตาอั้งโล่เป็นประเพณีโบราณของจีน เพื่อขอให้โชคดีและหลีกเลี่ยงจากสิ่งชั่วร้าย
[2] สี่ผอ คือ ผู้ดำเนินการในงานแต่งงาน โดยทั่วไปเป็นหญิงวัยกลางคนที่แต่งงานแล้ว เป็นบุคคลที่เข้าใจขนบธรรมเนียม ประเพณีพื้นบ้าน และประเพณีการแต่งงาน