the first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์ – ตอนที่ 181 รอฉันก่อนนะ

ทันใดนั้นหลี่เสินถานก็แสยะยิ้ม “ฉันรู้นะว่าตอนที่เรากำลังคุยกันอยู่นี่ มีตัวอภิมหาอันตรายกำลังพุ่งมาที่ป้อม 109 กองกำลังป้องกันหลักของป้อมสมควรเป็นสมาคมตระกูลหลี่ที่ตอนนี้ถูกพวกเธอรั้งไว้อยู่ในมหาวิทยาลัย พอเจ้าตัวอันตรายพวกนั้นมาถึง ใครจะเป็นคนป้องกันนครแห่งนี้กันนะ ต้องมีคนมากมายเพียงไรที่โดนเจ้าพวกนั้นฆ่า ใครกันต้องเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ล่ะ”

“ผู้ก่อจลาจล สมาคมตระกูลชิ่ง สมาคมตระกูลหยาง หรือว่าบริษัทหัวจ่ง?” หลี่เสินถานถาม “พวกเธอคนไหนมีสิทธิ์มาว่าฉันด้วยเหรอ”

ลั่วซินอวี้เงียบไป

“พวกเราต่างเป็นคนบาปกันทั้งนั้น” หลี่เสินถานกล่าวเย้ยหยัน

“ตอนนี้ล้างแค้นเรียบร้อย ก็รามือได้แล้วสิ” ลั่วซินอวี่พูด “ความยุติธรรมบางครั้งก็มาช้า แต่มันย่อมมาแน่”

สีหน้าของหลี่เสินถานเหมือนเพิ่งฟังมุกตลกไป “นั่นไม่ใช่คำพูดดังเดิมเสียหน่อย ของจริงมันต้อง ‘ความยุติธรรมที่มาช้าคือความยุติธรรมที่ไม่มา’” ต่างหาก

ลั่วซินอวี่โพล่งถาม “นายคิดว่าอะไรคือความจริงเบื้องหลังการกลายเป็นผู้มีพลังพิเศษ”

“ไม่ใช่ว่าทางผู้ก่อจลาจลได้ข้อสรุปแล้วหรอกเหรอ” หลี่เสินถานหัวเราะ “พอหายนะมาถึง พลังจิตตานุภาพได้กลายเป็นอาวุธที่ดีที่สุดของมนุษย์ไว้ใช้ในการรับมือภัยอันตราย และพลังจิตตานุภาพของฉันก็…คือการพัฒนาสมองยิ่งๆ ขึ้นไป”

ลั่วซินอวี่พูดเสียงนิ่ง “แต่การพัฒนาสมองถูกหักล้างไปตั้งแต่ก่อนเกิดภัยพิบัติ”

“เรื่องที่ยังไม่ได้พิสูจน์จริงจังฉะนั้นย่อมเป็นเพียงข่าวลือ จนถึงตอนนี้สมองส่วนพัฒนาอารมณ์ของมนุษย์ยังไม่ค้นพบอย่างเต็มร้อย แบบนี้พวกเขาจะกล้าพูดได้ยังไงว่าตัวเองเข้าใจครบถ้วนกระบวนการแล้ว” หลี่เสินถานว่าเสียงจริงจัง “แต่ฉันยังไม่รู้หรอกนะว่าผู้มีพลังพิเศษคือการปลดล็อกสมองส่วนใหม่หรือคือการใช้ศักยภาพของสมองได้อย่างเต็มร้อยกันแน่ ฉันขอเรียกมันว่าเป็นพลังจิตตานุภาพไปก่อนแล้วกัน”

“งั้นจากตามหลักการที่ว่า” ลั่วซินอวี่เอ่ย “หมายความว่ายิ่งผู้มีพลังพิเศษทรงพลังมากเท่าไร ก็ยิ่งเข้าใกล้การทำลายตัวเองมากเท่านั้นสิ”

“ตามทฤษฎีแล้วก็ใช่” หลี่เสินถานว่า “ทันทีที่มนุษย์ใช้ศักยภาพของสมองได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ยามนั้นมนุษย์ก็ไม่ต่างไปจากองค์เทพ กายหยาบไม่อาจทดทานรับจิตอันไพศาลได้จนร่างกายเปื่อยเน่า เรื่องนี้อาจจะเกิดขึ้นตั้งแต่ใช้งานสมองได้ถึงเจ็บสิบเปอร์เซ็นต์”

หลี่เสินถานพลันนึกไปถึงเด็กหนุ่มคนหนึ่ง สีหน้าเผยความไม่แน่ใจเล็กน้อย “แต่เรื่องนี้น่าจะมีข้อยกเว้นอยู่ แต่ก็นะ คุยเรื่องนี้ไปตอนนี้ไร้ค่า ต้องรอให้มนุษย์ถึงจุดนั้นก่อนพวกเราถึงจะรู้คำตอบ” จากนั้นหลี่เสินถานก็ไม่สนใจลั่วซินอวี่อีก เขาเดินทอดน่องพร้อมซือหลีเหรินไปยังมหาวิทยาลัยเพื่อดูความฉิบหายของกองกำลังสมาคมหลี่แห่งป้อมปราการ 109

ลั่วซินอวี่ก็คร้านจะยิงคำถามต่อ เธอมีเรื่องอื่นสำคัญกว่าต้องไปทำ เวลาไม่คอยท่าแล้ว

ต่อให้เป็นองค์กรทรงอำนาจและมีเครือข่ายมากมายอย่างผู้ก่อจลาจล พวกเขาก็ไม่ได้ล่วงรู้ทุกความลับของโลกใบนี้ เรื่องที่พวกเธอเพิ่งคุยกันไป ลั่วซินอวี่จำเป็นต้องเขียนรายงานทุกคำอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง คนอื่นๆ ในองค์กรจะได้ปรับแผนงานวิจัยของตนเองได้

ตอนนั้นเองเขตอื่นๆ ของป้อมปราการอันสงบสุขก็เกิดความโกลาหล เหมือนกับว่ามีอะไรบางอย่างก่อให้เกิดความวุ่นวายยกใหญ่อย่างไรอย่างนั้น คนที่รู้อยู่แล้วก็หัวใจตกวูบ รู้ได้ทันทีว่าตัวทดลองมาถึงก่อนคาด!

ลั่วซินอวี่ยังไม่สนใจเรื่องนั้น เพียงยืนมองอยู่นอกมหาวิทยาลัย เธอปิดประตูเงาที่เพิ่งเปิดไปโผล่ข้างหลังหลี่เสินถาน จากนั้นก็เปิดประตูอีกครั้งแล้วเดินเข้าไป

เพียงหนึ่งก้าว เธอมุ่งหน้าจากจุดเดิมไปยังแลปวิจัยที่ดูล้ำสมัย ลั่วซินอวี่กวาดตาสำรวจ

ของที่เธอกำลังตามหาอยู่ในนั้น

ลั่วซินอวี่ยกปืนขึ้น เตรียมรับมือเผื่อยังมีพนักงานรักษาความปลอดภัยอยู่ในห้องแลปโจมตีมา แต่ดูแล้วไม่มีใครเหลืออยู่เลย ทุกคนคงหนีไปหมดแล้วจากเหตุวุ่นวายภายนอก

ทั่วทั้งแลปว่างเปล่า

ตอนนั้นเองเธอก็เห็นฮาร์ดไดรฟ์พกพาเก็บอยู่ในกล่องกระจกนิรภัย ลั่วซินอวี่ยกปืนยิงจนกระจกแตก จากนั้นก็เตรียมจะหยิบฮาร์ดไดรฟ์ออกมาแล้วหนีเข้าประตูเงา

แต่พริบตาต่อมา ไฟเพดานแลปก็สว่างโร่ ทั้งห้องสว่างไสวจนไม่เกิดเงาแม้แต่น้อย!

ลั่วซินอวี่พยายามเปิดประตูเงาหนี แต่ว่าประตูไม่อาจก่อตัวได้เลยเพราะไม่มีแหล่งเงาเลย ประตูเงาที่เธอพยายามเสกกะพริบวูบวาบสองสามครั้งก็สลายหายไป

แลปนี้ติดตั้งระบบกันขโมยที่ใช้รับมือพลังของเธอโดยเฉพาะ!

ลั่วซินอวี่ขมวดคิ้วมุ่น ตัดสินใจจะออกทางประตูแลปปกติแทน แต่แล้วก็ตระหนักว่าตัวเองไม่รู้วิธีเปิดประตูเหล็กหนาหลายเซนติเมตรของที่นี่

ว่าตามตรง ลั่วซินอวี่ตอนนี้รู้สึกหมดหนทางอยู่หน่อยๆ เป็นครั้งแรกที่เธอเจอมาตรการที่ใช้สำหรับรับมือเธอโดยเฉพาะ!

และที่เธอเป็นห่วงไม่ใช่ตัวเองหรอก แต่เป็นหยางเสียวจิ่นที่รอเธออยู่บนตึกสูงระฟ้าต่างหาก

เริ่นเสี่ยวซู่แบกจักรยานวิ่งนำหน้ากลุ่ม ตามถนนหนทาง เขาเห็นชาวป้อมปราการที่ถูกหลี่เสินสะกดจิตวิ่งผ่านไปอยู่เนืองๆ ไม่มีชาวป้อมปราการคนไหนหันมาสบตากับพวกเขาเลย

พอพวกนักเรียนเห็นท่าทางบ้าคลั่งของคนพวกนี้ พวกเขาก็ผวาไป เริ่นเสี่ยวซู่พยายามปลอบ “ไม่ต้องกลัว ทั้งเขตตะวันตกเป็นแบบนี้หมดแหละ แต่พวกเขาไม่โจมตีพวกเราหรอก”

พวกนักเรียนได้ยินว่าทั่วทั้งเขตตะวันตกเป็นเช่นนี้ก็หวาดผวากว่าเดิมอีก…

เพียงสองนาที เริ่นเสี่ยวซู่กับทุกคนก็มาถึงประตูป้อมปราการแล้ว ตอนนี้เสียงเตือนภัยดังก้องไปทั่วราวป้อมปราการถูกตัวอะไรบางอย่างบุก

หรือต้องบอกว่าเจ้าตัวอันตรายพวกนั้นมาถึงพักใหญ่แล้ว แต่พอเกิดเหตุวุ่นวายพวกมันก็โจมตีแบบเต็มกำลัง

พวกตัวทดลองบุกป้อมปราการผ่านระบบท่อระบายน้ำ ทว่าพวกมันไม่รีบร้อนเปิดการโจมตี แต่รอซุ่มโจมตีแทน

และตอนนี้มันก็ถึงเวลาแล้ว

หลัวหลานรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากที่วันนี้เขาไม่ได้เคลื่อนไหวอยู่ใต้ดินนานนัก ไม่อย่างนั้นเขาก็อาจจะเจอเรื่องน่าประหลาดใจสุดๆ ด้วยการไปเจอกับตัวทดลองฝูงใหญ่ก็ได้

ตอนนี้ทหารกองกำลังส่วนตัวที่เดิมได้รับหน้าที่กันประตูป้อมปราการนั้น หลังได้จากได้ยินเสียงสัญญาณก็ได้รุดหน้าไปยังมหาวิทยาลัยหมดแล้ว ที่นี่จึงว่างเปล่าไม่มีใคร

เหยียนลิ่วหยวนขมวดคิ้ว “พี่ พวกเราจะเปิดประตูยังไง”

เริ่นเสี่ยวซู่คิดพักหนึ่งก่อนจะว่า “ไม่ต้องห่วง ฉันมีระเบิด”

เหยียนลิ่วหยวนและคนอื่นๆ มองเริ่นเสี่ยวซู่ด้วยสายคาคาดหวัง แต่ว่าพวกเขาก็ตาเบิกโพลงหลังเห็นเริ่นเสี่ยวซู่ควักไพ่โปกเกอร์สามแต้มสี่ใบออกมา

หวังฟู่กุ้ย “???”

หวังต้าหลง “???”

เฉินอู๋ตี๋ “???”

เอิ่ม? คือคิดจะโยนไพ่สามแต้มสี่ใบ[1]ใส่ประตูแล้วบอกว่า ‘ขอผ่าน’ จากนั้นประตูก็จะเปิดให้งั้นเหรอ!

เหยียนลิ่วหยวนหน้ามืดครึ้ม “พี่ รอบนี้ขอจริงจังหน่อยได้ไหม”

“อย่าเพิ่งตกใจไป ไม่ใช่เรื่องใหญ่!” เริ่นเสี่ยวซู่พูด จากนั้นก็โบกมือให้ทุกคนถอยไป เสร็จแล้วก็ยัดไพ่สี่ใบลงที่ประตูแล้วเผ่นไปหาที่กำบัง

และแล้วเริ่นเสี่ยวซู่ก็กล่าวในห้วงสำนึกว่า “ระเบิด!”

ทันใดนั้นการ์ดโปกเกอร์ทั้งสี่ใบก็ระเบิดตู้ม ประกายเพลิงลุกโชน ประตูป้อมปราการกลายเป็นจุณ เหลือเพียงแต่ควันและฝุ่นผง

อำนาจระเบิดทำลายล้างเกิดเป็นกลุ่มควันพวยพุ่งไปฝั่งตรงข้าม เศษซากประตูกระดอนไปทั่ว พวกเหยียนลิ่วหยวนต่างหมอบกับพื้นที่กำลังสั่นสะเทือนไม่หยุด

เริ่นเสี่ยวซู่ชะโงกหน้าดู “เรียบร้อย!”

ตอนนี้ประตูป้อมปราการมีรูเบ้อเริ่ม

หวังฟู่กุ้ยตะลึงไป เล่นไพ่ ‘พิชิตแลนด์ลอร์ด’ มันอันตรายขนาดนั้นเลย?!

“ทุกคนออกจากป้อมไปเร็ว พวกเราจะมุ่งไปทางเหนือ” เริ่นเสี่ยวซู่กำหนดแผนการเดินทางไว้แล้ว ในป้อมปราการจะเกิดอะไรขึ้นล้วนไม่ใช่เรื่องของเขาอีกต่อไป

แต่พอเขาหันไปมองที่ป้อมปราการอีกครั้ง ก็เห็นจากไกลๆ ว่าหยางเสียวจิ่นยังยืนอยู่เหนือตึกนั้น รอบๆ เธอมีตัวทดลองนับสิบกำลังคลานพรวดพราดไปหาอย่างกับแมงมุม เริ่นเสี่ยวซู่ชะงัก ลั่วซินอวี่หายไปไหน ทำไมยังไม่มารับหยางเสียวจิ่นอีก!

ภาพไม่ได้ออกมาอย่างที่เขาจินตนาการไว้เลย จากประสบการณ์ส่วนตัว หยางเสียวจิ่นกับลั่วซินอวี่ต้องเป็นคู่หูที่สบายที่สุดในการล่าถอยสิ

ตอนนี้หยางเสียวจิ่นที่อยู่บนดาดฟ้าตึกสูงสิบชั้นนั้นไม่ต่างกับเรือลำน้อยลอยล่องในห้วงมหาสมุทรดำมืดเพียงลำพัง!

เป็นเรือที่อาจจะพลิกคว่ำตอนไหนก็ได้!

เริ่นเสี่ยวซู่ลังเล ก่อนจะหันไปพูดกับหวังฟู่กุ้ยว่า “พวกลุงไปกันก่อนเลย ฉันต้องกลับไปที่ป้อม! เฉินอู๋ตี้ ปกป้องทุกคนให้ดี!”

หวังฟู่กุ้ยหวั่นใจ “เสี่ยวซู่ เธอกลับเข้าไปในนั้นไม่รอดแน่”

เริ่นเสี่ยวซู่มองพวกเขาแล้วกล่าวเสียงหนักแน่น “มุ่งไปทางเหนือ อย่าหันกลับมาเด็ดขาด! เดี๋ยวฉันก็ตามทุกคนทันเอง!” จากนั้นเริ่นเสี่ยวซู่ก็กลับหลังหันมุ่งเข้าตัวเมืองป้อมปราการที่ไม่ต่างจากนรกภูมิ

เริ่นเสี่ยวซู่เองก็ไม่รู้หรอกว่าตนเองกลับไปทำไม อาจเป็นเพราะคุ้นชินกับการรับมือพวกสัตว์ร้ายเลยอยากเข้าไปสู้เสียหน่อย หรืออาจเป็นเพราะเขาชอบท้องฟ้ายามค่ำคืนของเมืองนี้จนอยากชมอีกหน่อย หรืออาจเป็นเพราะเขาลืมกระเป๋าสตางค์ไว้ก็ได้

อืม ใช่แล้วล่ะ! เริ่นเสี่ยวซู่รู้ดีว่าข้ออ้างในการกลับหลังหันพวกนั้นมันโคตรโหล่ยโท่ย ทุกอย่างอาจเป็นเพียงเพราะเขาไม่อาจเห็นเด็กสาวตายที่นี่ได้

เริ่นเสี่ยวซู่วิ่งเร็วขึ้นและเร็วขึ้น เสื้อผ้าถูกลมพัดจนเกิดเสียงดัง เขาไม่ต่างจากราชสีห์หนุ่มออกล่าตัวหนึ่ง

เขาเงยมองไปยังตึกสูง และเด็กสาวก็เหมือนหันกลับมามองตนเช่นกัน

เสียงปืนดังสนั่นรอบกาย ตัวทดลองที่กำลังเลือกเหยื่อสวาปาม โลกใบนี้ดูสับสนวุ่นวายอยู่บ้าง

ท้องฟ้ามืดสนิทราวถูกขีดแบ่งตรงกลาง

แต่เรื่องนั้นไม่สำคัญหรอก

รอฉันก่อนนะ

[1] มาจากกติกาในไพ่พิชิตแลนด์ลอร์ดของจีน แต้ม 3-3-3-3 จะหมายถึงระเบิดระดับต่ำสุด กลับกันระเบิดสูงสุดคือ 2-2-2-2

the first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์

the first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์

the first order สู่รุ่งอรุณเเห่งมวลมนุษย์
Status: Ongoing
ในความมืดมิดอันปั่นป่วนโกลาหล หนุ่มน้อยเริ่นเสี่ยวซู่ผงะตื่นขึ้นพร้อมกับปาดเหงื่อออกจากหน้าผาก จากนั้นก็หันไปมองเด็กชายอายุราวสิบสี่ปีที่ยืนอยู่ตรงประตู “ลิ่วหยวน มีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า” เริ่นเสี่ยวซู่ถาม แม้จะเรียกเด็กชายว่าลิ่วหยวน แต่ความจริงแล้วชื่อเขาคือเหยียนลิ่วหยวน มองแวบแรก เหยียนลิ่วหยวนดูราวกับคนใสซื่อไม่มีพิษภัยอะไร ทว่าในมือเขานั้นกลับกำมีดกระดูกแน่น ยืนเฝ้าอยู่ตรงประตู ตอนนี้ดึกดื่นค่อนคืน แม้ว่าเขาจะดูง่วงงุนเพียงไร ก็ไม่หลับตาลงแม้แต่น้อยเพราะว่าจำเป็นต้องเฝ้ายามตอนกลางคืน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset