หมอดูยอดอัจฉริยะ – ตอนที่ 235

 กลับเขา

“ปีใหม่แล้ว ปีใหม่แล้ว!”

ในเทศกาลปีใหม่คนที่มีความสุขที่สุดคงหนีไม่พ้นพวกเด็กๆ หลังจากรับประทานอาหารในคืนส่งท้ายปีเก่าแล้ว หลิวหลานหลานกับเสี่ยวจวิ้นหานเล่นดอกไม้ไฟอยู่ในสวน นี่คงเป็นปีสุดท้ายที่เล่นดอกไม้ไฟในถิ่นชาววังได้ ก่อนที่จะถูกสั่งห้ามเล่นดอกไม้ไฟอีกต่อไป เสียงพลุดอกไม้ไฟดังกึกก้องกระทบแก้วหู

พวกผู้ใหญ่นั่งสนทนากันอยู่ในบ้าน เยี่ยเทียนที่ไม่ค่อยได้ดูโทรทัศน์บ่อยนัก แต่รายการ ‘ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่’ของปีนี้กลับทำให้เขาดูเพลิน

ดูตัวละครที่เติบโตขึ้น สถานะทางสังคมของตัวละครก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา ทำให้ความทรงจำวัยเยาว์ของเยี่ยเทียนหวนกลับมาอีกครั้ง

“พ่อ หลังจากวันที่สามไปแล้ว ผมว่าจะกลับบ้านสักหน่อย แล้วจะเลยไปเยี่ยมลุงอวี๋ที่เซี่ยงไฮ้ด้วย…”

เยี่ยเทียนรำลึกถึงอาจารย์เสมอ เขาอยากจะกลับไปเคารพหน้าหลุมศพของอาจารย์และบอกเล่าถึงความก้าวหน้าของกาารฝึกวิชาที่ผ่านช่วงที่ยากลำบากที่สุดไปแล้ว ตอนที่อาจารย์ยังมีชีวิตอยู่ สภาพร่างกายของเขาเป็นสิ่งที่อาจารย์กังวลที่สุด

“ได้สิ ก็น่าจะกลับไปบ้าง ปีนี้พ่อไปไม่ได้ ฝากลูกทักทายคนในหมู่บ้านด้วยนะ”

เยี่ยตงผิงพยักหน้าเห็นด้วย เขารู้สึกผูกพันกับหมู่บ้านแห่งนี้อย่างลึกซึ้ง และจะต้องกลับไปเยี่ยมทุกปี แต่ช่วงหลังปีใหม่เป็นช่วงเวลาที่ตลาดพานเจียหยวนคึกคักที่สุด เขาจะปลีกตัวไปไหนไม่ได้

“ใช่ละ ลูกรอเดี๋ยว”

เยี่ยตงผิงนึกอะไรขึ้นมาได้ลุกออกไปจากห้อง ผ่านไปอีกสองสามนาที ก็กลับมาพร้อมกับสมุดเล่มหนึ่งส่งให้เยี่ยเทียน “หลายเดือนนี้มีคนโทรศัพท์มาหาลูกหลายคน พ่อจดเอาไว้ให้ เผื่อลูกจะโทรกลับไปทักทายสวัสดีปีใหม่เขา”

“เฮ้อ พ่อไม่บอกผมก็ลืมไปเลย…”

เยี่ยเทียนรับสมุดมาดู นอกจากเว่ยหงจวินที่วันนี้ขนของขวัญมาสวัสดีใหม่ป้าใหญ่เป็นคันรถแล้ว เยี่ยเทียนยังไม่ได้เจอใครอีก สงสัยจะยังไม่รู้ว่าเขาเก็บตัวจบแล้ว

“ซาหลิงเซียว”

“เหลยอู้”

“หลิวต้าจื้อ”

“หูจวิน”

“ห๊ะ?“

ลุงเฉินก็โทรมาด้วยเหรอ?”

เห็นรายชื่อสุดท้ายแล้วทำให้เยี่ยเทียนรู้สึกผิด เขายืนขึ้นพูดกับพ่อว่า “พ่อ อา ผมไปโทรศัพท์ก่อน…”

คนที่มีรายชื่ออยู่ด้านบนเป็นคนที่มีผลประโยชน์ร่วมกับเยี่ยเทียนทั้งนั้น แต่สำหรับเฉินสี่ฉวนเป็นคนที่เยี่ยเทียนให้ความเคารพด้วยใจจริง เพราะเฉินสี่ฉวนไม่รู้มาก่อนว่าเยี่ยเทียนเป็นถึงหมอดูดูดวงดูฮวงจุ้ย และไม่เคยขอความช่วยเหลือจากเยี่ยเทียนเลย

“ฮัลโหล ลุงเฉิน ผมเสี่ยวเยี่ยนะ เยี่ยเทียน ผมโทรมาสวัสดีปีใหม่ลุงน่ะครับ!” เยี่ยเทียนหลังจากกลับเข้าห้องแล้วโทรหาเฉินสี่ฉวน

“เจ้าเด็กนี่ บอกให้เธอมาหาลุงบ้างช่วงนี้เธอหายไปไหนมาล่ะ?” เสียงของเฉินสี่ฉวนดังออกมาจากโทรศัพท์ น้ำเสียงดีอกดีใจเมื่อทราบว่าเป็นเยี่ยเทียน

“เหอะๆ ลุงเฉิน ช่วงก่อนผมสุขภาพไม่ดี เลยพักฟื้นอยู่เงียบๆ เดี๋ยวพอเลยปีใหม่แล้วผมยังต้องไปเจียงหนานอีก รอให้กลับมาแล้วผมค่อยไปรบกวนลุงแล้วกัน สุขสันต์วันปีใหม่นะครับลุง!”

ด้วยนิสัยของเยี่ยเทียน ถ้าใครที่ให้เกียรติเขา เขาจะให้ความเคารพผู้นั้นมากกว่าหลายเท่า เยี่ยเทียนคิดจะมอบเครื่องรางของเขาให้เฉินสี่ฉวนสักชิ้น แต่เฉินสี่ฉวนอยู่ที่มณฑลซินเจียงไม่ได้กลับมาปักกิ่งเลย เขาจึงยังไม่ได้ให้เสียที

คุยกับเฉินสี่ฉวนจบ เยี่ยเทียนโทรศัพท์หาเหลยอู้ หลิวต้าจื้อและซาหลิงเซียวต่อ กับเหลยอู้และหลิวต้าจื้อเขาเพียงแต่สวัสดีปีใหม่ทั่วไป แต่ตอนที่คุยกับซาหลิงเซียวทำให้เยี่ยเทียนรู้เรื่องบางอย่าง

สามเดือนมานี้มีคนฟ้องร้องซาหลิงเซียวด้วยเรื่องของสำนักงานบริษัทหลักทรัพย์ แต่เพราะเยี่ยเทียนล่วงรู้ล่วงหน้า จึงทำการปิดสำนักงานไป อีกทั้งเรื่องนี้ไม่มีหลักฐานชัดเจน สุดท้ายการฟ้องร้องจึงต้องตกไป

ตอนที่โทรศัพท์หาหูจวิน ทำให้เยี่ยเทียนรู้ว่าเขาย้ายมาอยู่ที่ปักกิ่งแล้ว รู้สึกว่าจะทำงานเกี่ยวกับพวกอุปกรณ์สื่อสาร งานเป็นไปอย่างราบรื่น และเอาแต่บ่นว่าอยากจะเลี้ยงข้าวเยี่ยเทียนสักมื้อ

เยี่ยเทียนเตรียมตัวจะไปเจียงหนานในอีกไม่กี่วัน จึงยังไม่รับปาก รอให้กลับมาแล้วค่อยนัดเจอกับหูจวินอีกที คนๆนี้เติบโตมาในค่ายทหาร จึงมีนิสัยง่ายๆสบายๆแบบที่เยี่ยเทียนชื่นชอบ

เบอร์โทรสุดท้ายโทรมาจากฮ่องกง เยี่ยเทียนคิดไปคิดมาแล้วเก็บสมุดขึ้น ด้วยความสามารถของเขาในตอนนี้เชื่อว่าสามารถรักษาอาการป่วยของถังเสวียเสวี่ยได้แน่นอน

ถึงตอนนี้ ‘อาจารย์เยี่ย’ จะยังขาดแคลนทุนทรัพย์ แต่เขาก็จะไม่เสนอตัวไปหาถังเหวินหยวนก่อนเป็นอันขาด

ต้องให้ถังเหวินหยวนมาหาเขาถึงที่สิถึงจะถูก

หลายปีนี้ตลาดพานเจียหยวนเติบโตขึ้นจนกลายเป็นแหล่งรวมสินค้าศิลปะพื้นบ้านแห่งชาติไปแล้ว ช่วงเทศกาลปีใหม่ของทุกปี จะมีทั้งนักท่องเที่ยวทั้งชาวจีนและชาวต่างชาติมาเที่ยวมากมาย

ทำให้กิจการร้านของเยี่ยตงผิงในสองวันแรกหลังปีใหม่ขายดีมาก เยี่ยเทียนก็ได้ไปช่วยงานอยู่สองวัน พ่อของเขาจึงยัดเงินใส่กระเป๋าเยี่ยเทียนสองหมื่นหยวนเพื่อให้เขานำติดตัวขึ้นรถไฟไปเจียงหนานด้วย

รถไฟมาถึงสถานีเจียงหนานแล้ว เยี่ยเทียนเข้าตัวอำเภอไปพบกับพี่อิ๋งอิ๋ง แน่นอนว่าได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น เขาพักในอำเภอคืนหนึ่ง วันรุ่งขึ้นหลังจากซื้อของขวัญมาเต็มคันรถแล้ว ก็มุ่งหน้าสู่หมู่บ้านกลางหุบเขาที่เขาจากไปเมื่อสองปีก่อน

มองเห็นศาลเจ้าหน้าปากทางเข้าหมู่บ้านที่เคยเก่าแก่พุพังตอนนี้ถูกบูรณะจนเหมือนใหม่ เขารู้ทันทีว่าบิดาของเขาเป็นคนออกทุน มองเห็นสถานที่คุ้นเคยที่เคยวิ่งเล่น อยู่ๆ ก็น้ำตารื้นขึ้นมา

“นั่นเยี่ยเทียนใช่ไหม?”

“พี่เยี่ยเทียน กลับมาแล้วเหรอ?”

“เสี่ยวเยี่ยจื่อ นี่ๆ เสี่ยวเยี่ยจื่อกลับมาแล้ว!”

รถรับจ้างหยุดที่หน้าหมู่บ้าน เห็นเยี่ยเทียนเดินลงจากรถ คนในหมู่บ้านต่างก็ตื่นเต้นดีใจ หมู่บ้านนี้มีชาวบ้านสิบกว่าครัวเรือน ตอนเด็กเยี่ยเทียนเคยไปร่วมวงกินข้าวด้วยเกือบทุกบ้าน จึงมีความสนิทสนมกับทุกคน

“พี่สะใภ้ น้าทึ่มสบายดีไหม?”

“ปู่สาม สุขภาพแข็งแรงดีไหม?”

“พี่อ้วน ผมคิดถึงพี่จัง!”

การได้พบกับเหล่าเพื่อนบ้าน ความคุ้นเคยกับหมู่บ้านนี้ ทำให้เรื่องราววีรกรรมในวัยเด็กของเยี่ยเทียนผุดขึ้นมาอีกครั้ง ความทรงจำชัดเจนเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง

หลังจากมอบของขวัญจนครบทุกบ้านแล้ว เยี่ยเทียนไปนั่งพักที่บ้านของผู้ใหญ่บ้าน ในสายตาของคนในหมู่บ้าน เยี่ยตงผิงเป็นคนเก่งมีความสามารถ สามารถซื้อบ้านในตัวอำเภอได้ไม่พอ ตอนนี้ยังย้ายไปทำธุรกิจที่ปักกิ่งแล้ว

ผู้เฒ่าผู้แก่หลายคนก็ตามมานั่งคุยด้วย เพื่อถามไถ่สารทุกข์สุกดิบและชีวิตในปักกิ่งของเยี่ยเทียนพ่อลูก

รอจนคนอื่นกลับไปกันหมดแล้ว เยี่ยเทียนหาเวลาไปที่บ้านของน้าทึ่มหลี่เอ้อ ทักทายกับพี่สะใภ้ที่กำลังนั่งทานข้าวเที่ยงอยู่ “พี่สะใภ้ ยังได้ไปที่อารามบ้างไหม?”

อารามแห่งนั้นเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของเยี่ยเทียน ตอนนี้ให้ครอบครัวเจ้าทึ่มช่วยดูแลอยู่ เยี่ยเทียนให้เงินค่าบำรุงรักษาแก่พวกเขาเริ่มต้นตั้งแต่เดือนละสามร้อยจนตอนนี้เดือนละพันแล้ว

“เยี่ยเทียน วางใจเถอะ น้าทึ่มขึ้นไปอยู่บนเขานู่นแหนะ ฉันเองก็เพิ่งลงจากเขามาเมื่อวาน ทุกอย่างเรียบร้อยดี มา เยี่ยเทียน พี่ทำข้าวห่อใบบัวให้เธอสี่ห่อ ต้องกินให้หมดนะ!”

พี่สะใภ้พูดพลางยกข้าวออกมาสองชาม ในชามแต่ละใบมีข้าวห่อใบบัวอยู่สี่ห่อ นี่เป็นธรรมเนียมการต้อนรับแขกของคนในหมู่บ้านนี้

“พี่สะใภ้ ผมจะขึ้นเขาไปดูหน่อย พี่อยู่บ้านเถอะ ปีใหม่ไปเยี่ยมญาติบ้างก็ได้ ไม่ต้องรีบกลับไปอารามเร็วนักหรอก!”

กินข้าวห่อใบบัวหมด เยี่ยเทียนออกจากบ้านของน้าทึ่ม รั้วไม้ไผ่เตี้ยๆหายไปกลายเป็นกำแพงสูงปิดทึบล้อมบ้าน ตอนนี้อยากจะมาแอบดูบ้านเจ้าทึ่มคงไม่ได้อีกแล้ว

“เยี่ยเทียน!” ตอนที่เยี่ยเทียนเตรียมจะขึ้นรถเดินทางขึ้นภูเขา ก็ได้ยินเสียงเรียก

“พั่ง…พั่งตุน?”

หันไปเห็นคนที่มาเยี่ยเทียนตาลุกวาว แม้ว่าเพื่อนของเขาตอนนี้สูงถึงร้อยแปดสิบกว่า แต่เยี่ยเทียนยังคงชอบเรียกฉายาของเขา

เยี่ยเทียนชกเข้าที่หน้าอกของพั่งตุนทีหนึ่ง ถามอย่างดีใจว่า “พั่งตุน เป็นยังไงบ้าง?

สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ที่ไหน?”

“พี่เทียน ผม…ปีที่แล้วผมเครียดมาก คืนก่อนสอบผมนอนไม่หลับ วันรุ่งขึ้นยังท้องเสียอีก เลย…สอบไม่ติด…”

จากที่เคยให้คำสัญญาไว้กับเยี่ยเทียน แต่พั่งตุนกลับทำไม่ได้จึงรู้สึกละอายใจมาก ความจริงแล้วคะแนนของเขาดีใช้ได้ เพียงแต่โชคไม่ค่อยดีเท่านั้น

“ไม่เป็นไร พั่งตุน ปีนี้สอบอีก สอบไปที่ปักกิ่ง ฉันเชื่อว่าเธอทำได้!” เยี่ยเทียนตบบ่ายิ้มให้กำลังใจกับเพื่อนร่วมแก๊งค์ในวัยเยาว์

ตอนเด็กๆตาจมูกปากของพั่งตุนกระจุกอยู่กลางใบหน้า แต่พอโตขึ้นใบหน้าขยายออก เนื้อแก้มเต็มอิ่ม จมูกตรงกลม โดยเฉพาะใบหูทั้งสองข้างกางออกเห็นชัด หูแดงและหนา เป็นโหงวเฮ้งใบหน้าของจอหงวนตามที่โบราณว่าไว้ เยี่ยเทียนจึงเชื่อว่าปีนี้พั่งตุนต้องสอบได้แน่นอน

“จริงเหรอ?” ตอนเด็กๆลูกน้องในแก๊งค์ต่างก็เชื่อถือคำพูดของเยี่ยเทียนทั้งนั้น พอวันนี้ได้ฟังอีกครั้ง สายตาของพั่งตุนก็สดใสเป็นประกายขึ้น

“เยี่ยเทียนยิ้ม “จริงสิ ไป พั่งตุน ขึ้นเขาไปด้วยกัน ฉันจะไปเคารพหลุมศพอาจารย์หน่อย!”

ทางจากหมู่บ้านไปอาราม หลายสิบปีมานี้เยี่ยเทียนปีนขึ้นไปนับครั้งไม่ถ้วน เขามักจะระลึกถึงอารามแห่งนี้อยู่เสมอ แต่ตอนนี้ในใจเยี่ยเทียนกลับรู้สึกโหยหามากกว่า

ตัวอารามยังคงเหมือนเก่า แม้ว่าได้ซ่อมแซมไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน ตอนนี้ก็ยังคงแข็งแรงคงทน บ้านพักของเจ้าทึ่มอยู่หน้าอารามเลี้ยงเป็ดไก่ไว้เต็มไปหมด

เยี่ยเทียนให้คนอื่นรออยู่ที่อาราม ตัวเขาเองถือพลั่วกับกระเป๋าสะพายออกไปที่หลุมศพอาจารย์ เขาตักดินกลบเนินหลุมศพเพิ่ม แล้วนั่งลงตรงหน้าป้ายวิญญาณ

“อาจารย์ วิชาของสำนักเรา ผมฝึกจนถึงขั้นแปรลมปราณให้กลายเป็นพลังจิตได้แล้ว ตอนนี้ก็ไม่ด้อยกว่าอาจารย์แล้วนะ?

ท่านโปรดวางใจ สำนักเสื้อป่านของเรา ศิษย์จะสืบทอดต่อไป!”

เยี่ยเทียนเปิดกระเป๋าหยิบเอาเหล้าเหมาไถออกมา เทลงที่หน้าหลุมศพ ปากพึมพำต่อ “อาจารย์ เสี่ยวเยี่ยจื่อกลับมาเยี่ยมอาจารย์แล้ว นี่เป็นเหล้าเหมาไถเก็บไว้ยี่สิบปี ผมขโมยพ่อมา ท่านลองลิ้มรสดู อ้อ ยังมีไก่ย่าง ผมรู้ว่าอาจารย์ไม่ชอบกินเจสักเท่าไหร่!”

หวนนึกถึงอดีตที่เคยอยู่ร่วมกับอาจารย์ เยี่ยเทียนอดไม่ได้ น้ำตาไหลออกมา ถึงเขาจะเป็นคนเข้มแข็งแค่ไหน แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าอาจารย์ เยี่ยเทียนก็ยังเป็นเด็กน้อยที่ซุกซนอยู่เสมอ

เยี่ยเทียนนั่งอยู่ตรงนั้นตั้งเที่ยงจนฟ้ามืด เขาเล่าเรื่องราวที่เขาได้ประสบพบเจอมาในปีที่ผ่านมาให้อาจารย์ฟัง จนกระทั่งคนขับรถรับจ้างมาตามหา เยี่ยเทียนถึงยอมกลับไปที่อาราม

เตียงไม้ไผ่ในอดีตถูกเจ้าทึ่มกับภรรยาเปลี่ยนเป็นเตียงไม้อัด แต่เยี่ยเทียนก็นอนหลับสบาย หลังจากพักบนเขาหนึ่งคืน เยี่ยเทียนก็อำลาคนในหมู่บ้าน กลับเข้าไปในตัวอำเภอ

หมอดูยอดอัจฉริยะ

หมอดูยอดอัจฉริยะ

ในยุคสมัยหลังการปฏิวัติวัฒนธรรมครั้งใหญ่ ประเทศจีนเริ่มพัฒนาสู่ความทันสมัย ผู้คนต่างหันไปพึ่งวิทยาการตะวันตก ถ้าใครแสดงออกว่าสนใจเกี่ยวกับ “ศักดินางมงาย” อาจมีตำรวจมาเยี่ยมถึงบ้าน เยี่ยเทียน เด็กชายจากหมู่บ้านชาวนาผู้มีชะตาไม่ธรรมดา มีโอกาสได้รับการถ่ายทอดศาสตร์โบราณที่ถูกตีตราว่าล้าหลังและงมงาย เสี่ยงทาย ฮวงจุ้ย คำนวณชะตา โหงวเฮ้ง ทำนายฝัน ดูฤกษ์… เขาจะใช้ทักษะเหล่านี้ (และอื่นๆ) อย่างไรในยุคสมัยเช่นนี้?

Options

not work with dark mode
Reset