Apocalypse Meltdown โลกาวินาศล่มสลาย – ตอนที่ 672 กลัว

“มีความคิดเห็นอะไรมั้ย?” ชูฮันขณะกวาดตาสบตาเข้ากับเหล่าคนที่หน้าซีดเผือดตามมาด้วยคำพูดที่ข่มขู่จนทำให้คนที่ได้ฟังแทบหายใจไม่ออก “นี่เป็นคำเตือนสุดท้ายสำหรับทุกคน ใครกล้าทำร้ายคนของฉัน ฉันจะฆ่าล้างโคตรคืน!”

 

ก่อนหน้านี้ที่เห็นภาพคนมากมายล้อมตัวซางจิ่วตี้ ความโกรธของชูฮันก็สั่งสมรอเวลาปะทุมานานแล้ว

 

ทันทีที่ชูฮันพูดออกไป สีหน้าของฝูงชนก็ขาวซีดราวกับกระดาษ

 

หลังจากสั่นประสาทของเหล่าคนที่จิตใจอ่อนไหวทั้งหลายได้แล้ว ชูฮันก็หมุนตัวเดินไปที่จุดที่จับตัวประกันเอาไว้ ซึ่งชูฮันไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของติงเซวหรือหลิวยู่ติง

 

อาคารเพียงอาคารเดียวกัยในค่ายเขี้ยวหมาป่าที่ถูกสร้างไว้ในมุมมืดหลบสายตาผู้คน ซึ่งมันก็คือสถานที่แรกที่ชูฮันมาตั้งแต่มาที่นี้ครั้งแรก มันทั้งมืดและอับชื้น มีกลิ่นเหม็นๆลอยคลุ้งในอากาศ

 

หลังจากที่ชูฮันได้ครองค่ายเขี้ยวหมาป่าจากหยางเทียน มันก็ถูกเปลี่ยนเป็นสถานที่สำหรับจับตัวประกันหรือศัตรูมาไว้

 

ตอนนี้เจียงฮงหยูยืนเฝ้ารักษาการณ์อยู่ที่ด้านนอกอาคาร เช่นเดียวกับบริเวณรอบๆที่ถูกวางกำลังคุ้มกันไว้อย่างแน่นหนา แม้แต่แมลงก็ไม่สามารถลอดผ่านสายตาพวกเขาเข้ามาได้

 

ชูฮันผลักประตูเข้าไป ฝุ่นหนาลอยฟุ้งขึ้นในอากาศ มันมีโต๊ะตัวหนึ่งตั้งอยู่กลางบ้านพร้อมกับผู้ชายคนหนึ่งที่ถูกเชือกมัดไว้แน่นนั่งอยู่บนเก้าอี้ มีผ้าสีดำคลุมหัวอยู่ ร่างกายสั่นอย่างเห็นได้ชัด แสดงออกว่าผู้ชายคนนี้กำลังกลัวมากแค่ไหน ตรงหน้าของชายคนนั้นมีติงเซวยืนอยู่ สีหน้าค่อนข้างตึงเครียด

 

“หัวหน้า” เมื่อเห็นชูฮันปรากฏตัวขึ้น หลิวยู่ติงก็รีบลุกขึ้นยืนขึ้นมาทันที เขารีบรายงานสถานการณ์ให้ชูฮัน “นี่เป็นคนสุดท้ายครับ ที่เหลือเราตรวจสอบข้อมูลเรียบร้อยแล้วครับ”

 

ชูฮันพยักหน้า “นายถามอะไรพวกเขา?”

 

“ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันหมดค่ะ” ติงเซวยื่นปึกกระดาษหนาให้ชูฮัน

 

ชูฮันรับมา แววตามีประกายบางอย่าง “น่าสนใจนี่ ทุกคนพูดคำเดียวกันหมด”

 

หลิวยู่ติงแสยะยิ้ม “ผมไม่คิดว่าการบังคับให้สารภาพมันจะพอ ลองให้พวกมันเป็นของพวกหนูซอมบี้ พวกมันไม่กล้าที่จะต่อต้านอีกแน่!”

 

“เฮ้” ชูฮันถอนหายใจ วางปึกกระดาษในมือลงที่โต๊ะ

 

แววตาของหลิวยู่ติงส่องประกาย “หัวหน้า ก็อย่างที่หัวหน้าเคยทำ? ขู่ว่าจะเอาพวกมันไปให้พวกหนูซอมบี้แทะกิน?”

 

ชูฮันยิ้มอย่างชั่วร้าย “ถ้าพวกมันไม่พูดความจริงก็ฆ่ามันทิ้งซะ!”

 

“คัรบ!” หลิวยู่ติงตอบรับเสียงดัง ท่าทางตื่นเต้นเกินหน้าเกินตา ตั้งแต่ที่หลิวยู่ติงได้รับตำแหน่งหัวหน้าแผนกกฏระเบียบทหารไป ความน่ากลัวของหลิวยู่ติงก็พัฒนาขึ้นเรื่อยจนแทบจะเป็นปีศาจอยู่แล้ว

 

ชายที่ถูกมัดตัวและคลุมหัวเอาไว้ได้ยินบทสนทนาของชูฮันและหลิวยู่ติงก็แทบทบต่อไปไม่ไหว ความกลัวเข้าครอบงำจิตใจจนสติหลุดและแหกปากร้องลั่น “ไม่! ไม่ อย่าเอาฉันให้หนูกิน ฉันจะบอก ฉันจะบอกทุกอย่าง!”

 

“เสียเวลาเปล่า” ชูฮันไม่ใจอ่อน “เอามันไปให้หนูแทะเล่นก่อนแล้วดูสิว่ามันยังจะปกป้องคนออกคำสั่งอีกมั้ย?”

 

“ไม่!” เสียงตะโกนอย่างใจสลายของชายคนนั้นดังก้อง พร้อมกับประโยคต่อมา “มันคือหวังชวงชวง เธอเป็นคนปล่อยข่าว”

 

“เธอปล่อยข่าวอะไรไปบ้าง แล้วใครคือหวังชวงชวง?” ในตอนนั้นชูฮันได้ทำการสอบปากคำซ้อนการสอบปากคำ ในเวลาเดียวกันมือข้างหนึ่งของชูฮันก็ล้วงเข้าไปในกระเป๋าตัวเอง คว้าหวังไคมาและบีบอย่างแรง ขณะเดียวกันมืออีกข้างที่อยู่ด้านนอกก็คว้าเข้าที่คอของชายตรงหน้า…

 

ความกลัวของชายคนนั้นระเบิดโพล่ง กลัวจนลนลานไปหมด แหกปากส่งเสียงร้องอ้อนวอนใหญ่ด้วยความกลัวตาย

 

“ผมจะพูด! ผมจะบอกทุกอย่าง อย่าทำผมเลย!” ชายคนนี้กำลังคลั่งเขาพูดทุกอย่างออกมาจนหมดเปลือก “มันคือหวังชวงชวงที่เป็นคนปล่อยข่าวว่าท่านจะบังคับชาวบ้านในค่ายให้อพยพไปอยู่ในเมืองอันลู! เธอบอกว่านี้เป็นความลับสุดยอดและค่ายจะคัดเลือกคนมาและบังคับให้เซ็นสัญญาตกลงรักษาความลับ”

 

ไม่น่าแปลกใจที่ข่าวจะรั่วไหลออกมา มันเป็นความจริงที่ชาวบ้านกลุ่มแรกคือคนกลุ่มแรกของค่ายเขี้ยวหมาป่าในฐานะผู้รอดชีวิต ชูฮันมักจะดูแลคนเก่าแก่ของที่นี้อยู่เสมอและมักทำดีกับคนพวกนี้ ทำให้คนพวกนี้ไม่คิดทรยศชูฮันและเชื่อมั่นในตัวชูฮัน

 

มากไปกว่านั้น เขาก็สังเกตเห็นว่าพวกที่กำลังยั่วยุปลุกระดมชาวบ้านพวกนี้ไม่ได้มีชื่ออยู่ในรายชื่อสักคน ซึ่งคงเป็นสาเหตุที่ไม่พอใจและต้องการสร้างความปั่นป่วน

 

ชูฮันไม่ได้พูดอะไรกับหวังไคเลย เขาหันไปสบตากับหลิวยู่ติงและติงเซว “หวังชวงชวง คือใคร?”

 

หลิวยู่ติงมีสายตาแระหลาดใจและส่ายหัว “ผมไม่เคยได้ยินเลยครับ ติงเซวเธอรู้จักมั้ย?”

 

ติงเซวเลิกคิ้วขึ้น “ฉันต้องตรวจสอบดู แต่มันไม่ใช่คนระดับสูงในค่ายค่ะ”

 

ชูฮันพยักหน้า “อย่าพึ่งแสดงตัวว่าเรารู้ แอบตรวจลับอย่างลับๆ”

 

ชูฮันต้องการตามหาเบาะแสให้เจอโดยไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัว ตอนนี้เสื้อผ้าของเขาค่อนข้างเปื้อนเนื่องจากวิ่งมาทั้งวัน แต่เขาควรจะไปตอนนี้ทันทีเพราะเขายังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องจัดการ เวลาที่อยู่ในค่ายนั้นจำกัดอย่างมาก ตอนนี้มันถึงเวลาที่เขาต้องไปหนานตู่แล้ว เพราะสุดท้ายแล้วการตามหาเสาหินสำหรับการประเมิณโดยรวมระยะ 4 เพื่อเข้าไปยังโลกคู่ขนานนั้นก็สำคัญมากเหมือนกัน ชูฮันเป็นกังวลเกี่ยวกับอุบัติเหตุในอนาคตอันใกล้ที่จะเกิดขึ้นกับฟานฮงเหวียนในค่ายหนานตู้

 

เพราะในชาติที่แล้ว ฟานฮงเหวียนตายในปีนี้ช่วงใกล้เดือนสิงหา

 

ชูฮันจากไปอย่างรวดเร็ว แม้แต่หลิวยู่ติงและติงเซวที่อยู่ในสถานที่เดียวกันยังไม่รู้ตัวเลย มันน่าประหลาดอย่างมาก

 

ชูฮันไม่ได้มุ่งหน้าไปพักทันที แต่เขามาที่ห้องทำงานของเหล่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงและเรียกสองคนมาพบ คนหนึ่งคือกูเหลียงเฉินที่ยุ่งอยู่ทั้งวันในแผนกเจ้าหน้าที่ และอีกคนคือเจียงเทียนชิงแห่งแผนกสอดแนมซึ่งรอบรู้ทุกอย่าง

 

“ท่าน?” กูเหลียงเฉินมองชูฮันด้วยความคิดที่ไม่สามารถเข้าใจได้ “นี่มันดึกมากแล้ว ท่านไม่พักผ่อนเหรอครับ ท่านต้องการให้เราทำอะไร?”

 

“เดี๋ยวไป” ชูฮันไม่มีเวลาจะมองหน้ากูเหลียงเฉินดีๆด้วยซ้ำ ตอนนี้ทุกคนในค่ายรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างซางจิ่วตี้กับเขาแล้ว ซึ่งความจริงชูฮันค่อนข้างยุ่งอย่างมาก ซางจิ่วตี้เองก็มีงานมากมายให้รับผิดชอบ พวกเขาทั้งคู่ยังไม่มีโอกาสได้เปิดอกคุยถึงความรู้สึกของทั้งสองฝ่ายเลย มันยากที่จะเอ่ยความรู้ในใจให้อีกฝ่ายฟังต่อหน้า แล้วไหนจะเรื่องที่ชูฮันมักมอบมายงานใหญ่ที่แสนจะเหนื่อยให้ซางจิ่วตี้อยู่เสมออีก…

 

“ฮ่าฮ่าฮ่า!” กูเหลียงเฉินและเจียงเทียนชิงหัวเราะพร้อมกัน หัวหน้าชูฮันไม่มีโอกาสได้อยู่กับซางจิ่วตี้ตามลำพังเลยจนถึงตอนนี้ แม้กระทั่งเวลานี้เหล่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงของค่ายก็กำลังประชุมปรึกษาหารือกันอยู่

 

“ฉันเรียกพวกนายสองคนมาวันนี้เพราะมีเรื่องสำคัญจะให้ทำ” น้ำเสียงของชูฮันเข้าสู่โหมดจริงจัง กูเหลียงเฉินและเจียงเทียนชิงที่นั่งตรงข้ามหุบรอยยิ้มลงทันที

 

“ก่อนหน้านี้ที่ฉันพาทั้งสามทีมไปค่ายเจียนอี๋ พวกนายทั้งหมดก็รู้ว่าผลลัพธ์คือค่ายเขี้ยวหมาป่าของเรามีจำนวนผู้รอดชีวิตเพิ่มขึ้นมาอย่างพึ่งกระฉูดอีก 10,000 คน เช่นเดียวกับจำนวนทหาร เท่าที่ฉันรู้ตอนนี้หลูอี๋รู้แล้วว่าฉันทำอะไรลงไปบ้าง ว่าฉันเคยวางกับดักเขา ซึ่งนี่เป็นเรื่องใหญ่และปัญหาก็คือฉันรอให้เขามาหาเราถึงหน้าประตูอยู่ หากแม้หลังจากเขารู้ทุกอย่างแล้วเขาก็ยังไม่มาคิดบัญชีกับฉันสักที”

 

กูเหลียงเฉินขมวดคิ้ว “มีบางอย่างผิดปกติ? หลูอี๋เป็นถึงพลโท เขาไม่น่ายอมให้ใครมาหยามตัวเองได้”

 

ชูฮันส่ายหัว “ด้วยลักษณะนิสัยของเขาแล้ว เขาไม่มีทางยอมง่ายๆ เจียงเทียนชิงในฐานะที่นายรวดเร็วที่สุด ฉันต้องการให้นายไปที่ค่ายเจียนอี๋คืนนี้เลย ตรวจสอบดูว่าเหมิงชีเหว่ยได้ครอบคลุมหน่วยข่าวกรองใต้ดินในค่ายเจียนอี๋หมดหรือยัง? สอบถามว่าทำไมหลูอี๋ถึงเคลื่อนไหวช้านัก ถ้าไม่อย่างนั้นมันจะต้องมีปัญหาบางอย่างในค่ายเจียนอี๋แน่!”

Apocalypse Meltdown

Apocalypse Meltdown

มันเป็นโลกที่ซอมบี้และมนุษย์อาศัยอยู่ด้วยความสิ้นหวัง สนามแม่เหล็กของโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงและทุกอย่างได้ย้อนกลับมายังจุดเริ่มต้น วันหนึ่ง วีรบุรุษของพวกเรา…ชูฮัน ได้เดินทางย้อนเวลากลับมาสิบปีก่อนโดยไม่รู้ตัว เขาได้ย้อนกลับมาก่อนจุดจบของโลกจะเริ่มต้นขึ้น (โลกาวินาศ) เขาถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยเสียงดังในหอพักในมหาวิทยาลัยหมิงชิว ทันใดนั้นเขาก็ตระหนักได้ว่าเขาได้กลับชาติมาเกิดใหม่ ชูฮันต่อสู้กับเหล่าซอมบี้นับสิบๆตัวก่อนจะมุ่งหน้าไปที่ลานจอดรถเพื่อขโมยรถยนต์เมอร์ซิเดซ-เบนซ์G55ออกมา เขาตัดสินใจที่จะตามหาพ่อแม่และพี่น้องของเขาด้วยG55คันนี้ ซึ่งนี้เป็นสิ่งที่เขาเสียใจที่ไม่ได้ทำในชาติที่แล้ว ระหว่างทางชูฮันได้พบปะกับคนกลุ่มหนึ่งที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง ซึ่งหนึ่งในนั้นมีคนที่ติดอันดับ 20 ของโลกาวินาศรวมอยู่ด้วย…เฉินช่าวเย่ พวกเขาพบกับซอมบี้จำนวนมากระหว่างทางบนทางหลวง ซึ่งชูฮันได้ใช้รถ G55 พุ่งชนเหล่าซอมบี้จนเละ และในตอนนั้นเอง ชูฮันถึงตระหนักได้ว่าทั้งหมดนี้คือระบบล่มสลาย และเขาสามารถได้คะแนนจากการฆ่าซอมบี้ทั้งหลาย ซึ่งเขาสามารถเอาคะแนนพวกนี้ไปแลกเปลี่ยนเป็นความสามารถพิเศษอะไรก็ได้ และในตอนนั้นเอง การเดินทางของชูฮันก็ได้เริ่มต้นขึ้นไปพร้อมๆกับระบบล่มสลาย นี่เป็นเรื่องราวของระบบล่มสลาย โดยมีเขา…ชูฮัน เป็นคนดำเนินเรื่องราว

Comment

Options

not work with dark mode
Reset