Devil’s love ทิ้งรักของนายปีศาจไป – ตอนที่ 279 เจี่ยนถงเป็นลม

ตอนที่เดินทางกลับจากซุปเปอร์มาร์เก็ต เจี่ยนถงหน้ามืดตลอดทาง

รถจอดอยู่ที่ที่จอดรถชั้นใต้ดิน ตอนที่ลงจากรถ คนคนนั้นก็เริ่มถือของใช้ในชีวิตประจำวันมากมายด้วยตัวเอง ที่จริงแล้วแค่เป็นการซื้อของใช้ที่จำเป็นธรรมดาเท่านั้น แต่เมื่อพาเขาไปด้วย กลับกลายเป็น……

เจี่ยนถงหน้ามืด มองไปที่เนินเขาเล็กๆนั้น

ในตอนนี้ รู้สึกว่าการที่ตอบตกลงจะพาเขาไปซุปเปอร์มาร์เก็ต เป็นความผิดพลาดมากๆ

แต่คนคนนั้น ทั้งมือขวาและมือซ้ายเต็มไปด้วยของมากมาย ยืนอยู่ตรงหน้าเธอ ยิ้มแล้วใช้สายตาบอกเธอว่า ตอนนี้เขาอารมณ์ดีมากๆ

แต่ว่าเธออารมณ์ไม่ดี ไม่ดีอย่างมาก

ทั้งสองเดินเข้าลิฟต์ไปทีละคน คนคนนั้นยังยื่นหน้าไปพิงเธอด้วย เธอเลยเดินถอยหลังไปเล็กน้อยด้วยความรู้สึกรำคาญ ถ้าเปลี่ยนเป็นคนทั่วไป ก็จะรู้ตัวแล้วขยับออกเล็กน้อยโดยอัตโนมัติ ใครจะอยากให้มาประจบสอพลอ

แต่ว่าเสิ่นซิวจิ่นกลับไม่มีจิตสำนึกนี้เลย

เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก เธอเดินไปที่ประตูบ้าน หยิบกุญแจออกมาเงียบๆ เปิดประตู แต่กลับเวียนศีรษะและตาลายขึ้นมา

“ถงถง คุณไม่เป็นอะไรใช่ไหม?” แขนที่แข็งแรงโอบรอบเอวเธอที่กำลังจะล้มลง

เธอยื่นมือแล้วผลักออกด้วยใบหน้าที่เย็นชา “แค่เหนื่อยนิดหน่อย คุณเข้าบ้านไปเถอะ อย่าลืมเอารองเท้าที่ซื้อใหม่ใส่มาด้วย”

เธอก็มองดูคนคนนั้นนำรองเท้ามาเปลี่ยนอย่างเชื่อฟัง รองเท้าแตะรูปกระต่ายชมพูฟ้า สวมอยู่บนเท้าของเขา เขาดูตื่นเต้นมาก ถามเธอว่า “ถงถง สวยไหม? สวยใช่ไหม?”

“…….”

คนคนนั้นยังคงมุ่งมั่น ไล่ตามถามเธอ และต้องถามให้รู้คำตอบว่า “สวยไหม? ตกลงสวยไหม?”

แล้วเธอจะพูดอะไรได้อีก เจี่ยนถงมองดูรองเท้าแตะรูปกระต่ายชมพูฟ้าอย่างเงียบๆ เมื่อสวมบนเท้าของคนนี้แล้ว กลับรู้สึกว่ามันตลกแปลกๆ เสียงของคนคนนั้นตามถามเธอแบบไม่หยุด “สวยไหม?” โดนถามจนรำคาญ เธอทำได้เพียงตอบ “อืม”ไปอย่างคลุมเครือ เธอพูดกับเจ้าของใบหน้านี้ว่า “คุณใส่รองเท้ากระต่ายชมพูฟ้านี้แล้ว มันน่ารักและสวยมาก”

อย่าว่าแต่พูดประโยคนี้เลย แค่คิด เธอก็รู้สึกแปลกๆแบบพูดไม่ออก

แต่เพียง “อืม” ของเธอแค่คำเดียว ทำให้คนคนนั้นมีความสุขมากๆพลางก้มลงหาของในกระเป๋า เธอมองดูอย่างไม่เข้าใจ คนคนนั้นพูดขึ้นมาว่า “โอ้” และพูดอย่างตื่นเต้น “หาเจอแล้ว”

รองเท้าแตะรูปกระต่ายชมพูอ่อน สีชมพูระยิบระยับ ก็ปรากฏในสายตาเธอ

“ถงถงใส่สิ”

กึก เธอแทบจะได้ยินเสียงกัดฟันของตัวเอง ปวดหัวอย่างรุนแรงขึ้นมา……..ใส่บ้าอะไร!

เกือบไปแล้ว เกือบโดนคนคนนี้บีบเค้นให้ควบคุมตัวเองไม่ได้!

ตรงหน้า คนคนนั้นไม่สนใจอะไรเลย ถือรองเท้าแตะรูปกระต่ายชมพู แล้วนั่งลงตรงหน้าเธอ

เจี่ยนถงก็ถูกการกระทำนี้ทำให้รู้สึกไม่เข้าใจอย่างบอกไม่ถูกอีกครั้ง

ตอนที่ก้มศีรษะลง เธอกลับบังเอิญชนโดนตาของคนคนนั้น เขานั่งลงบนพื้น เงยหน้ามองเธออย่างซื่อๆ หัวเราะเหอะๆและเร่ง “ถงถงก็เปลี่ยนรองเท้าแตะกระต่ายชมพู”

“…….ไม่”

ขณะที่เธอพูด ก็ถอดรองเท้าออก หยิบรองเท้าแตะสีเทาอ่อนของตัวออกมาจากตู้รองเท้า กำลังจะเปลี่ยน มือข้างหนึ่งยื่นมาโดยเร็ว คว้ารองเท้าแตะที่เธอใส่ประจำไว้ สีหน้าของเธอเปลี่ยน และกำลังจะพูด

มือข้างหนึ่งของคนคนนั้นจับรองเท้าที่ซื้อมาใหม่หนึ่งข้าง แล้วอีกข้างจับที่ข้อเท้าของเธอ ข้อเท้าถูกจับ เธอตกใจ กำลังจะหลบ

คนคนนั้นตะโกนลั่น “ถงถง คุณอย่าขยับสิ ฉันจะช่วยสวมรองเท้าแตะกระต่ายให้คุณ”

นี่เป็นคำพูดที่ไม่ได้คุกคามอะไร แต่กลับทำให้เจี่ยนถงตัวสั่นไปหมด

ทันใดนั้นดวงตาเบิกกว้างขึ้น มองไปที่คนคนนั้นที่นั่งอยู่ตรงหน้าเธอ ใบหน้าที่หล่อเหลานั้น ราวกับดาบและขวาน ศีรษะของเธอเวียนมากขึ้น ในความงุนงง รู้สึกว่าไม่ใช่ความจริง

เขา…….กำลังทำอะไร?

คนคนนั้นหยิบรองเท้าแตะขึ้นมาอย่างงุ่มง่าม และสวมบนเท้าของเธอ แต่กลับเงอะงะ คนคนนั้นใช้ทั้งมือและเท้า จากที่นั่งยองๆก็กลายเป็นคุกเข่าแบบเข่าข้างหนึ่งแตะกับพื้นแล้ว…….

ในฉากนี้ เธอราวกับโดนไฟดูด! ปวดตาทันที “ปล่อย~!”

“อย่าขยับสิ ใกล้จะเสร็จแล้ว……”

“เสิ่นซิวจิ่น คุณลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้” เธอรู้เพียงว่า ตอนนี้ตัวเองรู้สึกโกรธมากๆ เธอต้องการเพียงให้ถาพนี้หายวับไปจากตรงหน้าเธอทันที

ดีที่สุดคือ คนตรงหน้านี้หายวับไปด้วย!

“อ้า รออีกเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว……”

เธอมองดูคนที่อยู่ข้างล่าง คุกเข่าข้างเดียว มือข้างหนึ่งจับเท้าของเธอ มืออีกข้างถือรองเท้า พูดไม่ออกว่าภาพตรงหน้าตอนนี้ มันขัดหูขัดตามากแค่ไหน

แต่ ก็ขัดหูขันตา!

“เสิ่นซิวจิ่น” เธอเสียงแหบ ตะโกนใส่เขา “คุณฟังให้ดี ฉันไม่ต้องการให้คุณช่วยฉันสวมรองเท้า ไม่ชอบรองเท้าแตะกระต่ายสีชมพูที่คุณเลือกให้ฉัน ไม่ชอบแปรงสีฟันรูปแมวคิตตี้อะไรนั่น ยิ่งไม่ชอบแก้วน้ำอะไรนั่นด้วย รองเท้าแตะกระต่ายสีชมพูรูปอะไรนั่น ที่บอกว่าสวย ฉันโกหกคุณทั้งนั้น! ”

เธอพูดถึงท้ายๆ เสียงดังขึ้นเรื่อยๆ ท้ายๆคือแทบจะเป็นการตะโกนใส่เขา

โกรธและรู้สึกแย่

ความโกรธและความรู้สึกแย่ๆนี้ เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน มันจึงไม่มีเหตุผล!

เจี่ยนถงหน้าแดงทั้งหน้า เธอจ้องเขาอย่างโกรธเคือง คนคนนั้นตะลึงกับเสียงที่เธอตะโกนใส่ ก็คุกเข่าข้างเดียวอยู่อย่างนั้นแล้วเงยหน้าขึ้นมองเธอแบบทึ่มๆ ดวงตาสีดำคู่นั้น ที่ผ่านมามีแต่ความเฉยเมยและอย่างที่จะมีอย่างอื่นอยู่

ณ ขณะนี้ เหลือเพียงแค่ความเฉื่อย สงสัย และไม่เข้าใจ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงโกรธขนาดนี้ ทำไมถึงอารมณ์เสียกะทันหันแบบนี้ เขายกมือขึ้นกุมไว้ที่หัวใจ ยิ่งสับสนและไม่เข้าใจ ป่วยหรือเปล่า?ทำไมตรงนี้มันจึงเจ็บ

แต่แม้จะเจ็บสักเพียงใด ก็เทียบไม่ได้กับการที่ถงถงอารมณ์เสียนะตอนนี้ ทำให้เขากังวลมาก

“ฉัน……..”

“คุณอะไร?” เจี่ยนถงดุถาม เมื่ออารมณ์ที่เก็บกดมานานถูกปลดปล่อยออกมา เธอเหมือนไม่มีอะไรต้องกลัวอีกแล้ว

คนคนนั้นตกตะลึงกับเสียงตะโกนของเธออีกครั้ง ความกังวลลึกๆก็ปรากฏขึ้นในตาของเขา “ขอโทษ…..”

“พอแล้ว! เสิ่นซิวจิ่น!” เส้นประสาทบางเส้นของเธอเหมือนจะได้รับการกระตุ้นจากคำพูดของเขา สีหน้าดูแย่ขึ้น โกรธมากขึ้น “คุณไม่ต้องพูดคำว่าขอโทษแล้วได้ไหม?”

ถ้าเขาอยากขอโทษจริงๆ ให้เขามาขอโทษตอนที่เขามีสติมากกว่านี้

การขอโทษแบบตอนนี้ เธอ ไม่ยอมรับ!

สำหรับเหตุผลที่ทำไมเพียงคำว่า “ขอโทษ” ของเสิ่นซิวจิ่นเพียงคำเดียว เธอจึงโกรธ เจี่ยนถงอธิบาย พูดกับตัวเองว่า ไม่ต้องการให้เด็กอายุแปดขวบมาขอโทษ

เธอเปลี่ยนไปสวมรองเท้าแตะในบ้านที่เธอใส่เป็นประจำ ไม่สนใจคนคนนั้น แล้วเดินไปทางห้องนอน เวียนศีรษะเล็กน้อย ในใจพูดว่าช่วงนี้ทำงานหนักเกินไปแล้ว วันนี้จะพักผ่อนให้เต็มที่

ในใจเพิ่งจะคิดแบบนี้ ยังไม่ทันเดินผ่านทางห้องรับแขก ก็หมดสติไป

ตัวของเจี่ยนถงอ่อนลง คนที่อยู่ด้านหลังสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แทบจะกระโจน เข้าไปกอดผู้หญิงในอ้อมแขนได้ทัน เขาก้มศีรษะมองผู้หญิงในอ้อมแขน แขนที่รัดรอบเอวของเธอนั้นยิ่งกระชับขึ้น

“ถงถง? ถงถง?”

เขาเรียกผู้หญิงที่อยู่ในใจอย่างกังวล แต่กลับไม่ได้รับการตอบรับใดๆ

เขาไม่มีวิธีอื่น รีบหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋าของเธอ ค้นหาเบอร์ติดต่อของซีเฉิน “ถงถงเป็นลมแล้ว”

……

ผ่านไปสิบห้านาที ซีเฉินพาหมอมาท่านหนึ่ง

“ไข้ขึ้นสูง สามสิบเก้าองศา ทำไมเพิ่งรู้ตอนนี้” คำพูดของหมอแฝงความตำหนิเล็กน้อย มองไปทางชายคนที่เฝ้าอยู่ข้างเตียง

ชายข้างเตียงเม้มปาก ในตามีแต่ความกังวล “ตากฝน เมื่อวานถงถงตากฝนมา”

ต้องเป็นเพราะแบบนี้แน่ๆ

หมอคนที่เป็นหมอประจำของบ้านซีเฉิน อายุก็มากพอสมควรแล้ว ก็นับได้ว่าเป็นคนที่เห็น เสิ่นซิวจิ่น ไป๋ยู่สิง ซีเฉิน สามคนนี้ตั้งแต่เด็กจนโต เกี่ยวกับเรื่องของเสิ่นซิวจิ่น เขาก็ได้ฟังมาบ้าง คนคนนี้คำพูดเก่าๆมีไม่เยอะ

เหลือบมองคนที่เฝ้าอยู่หน้าเตียงแวบ แล้วส่ายหัว “ฉันไปโทรโทรศัพท์ ให้คนจ่ายยา เอามาส่งข้างล่างตึก ”

ไม่นานหลังจากนั้น เขาก็ลงไปเอายาที่ใต้ตึกด้วยตัวเอง ถือกล่องยา เดินไปยังหน้าเตียงของเจี่ยนถง เอาเข็มเจาะ แล้วห้อยน้ำเกลือ

กริ่งหน้าประตูดังขึ้น ซีเฉินเดินไปตรงหน้าประตู “คนไหน”

“พนักงานบริการทำความสะอาดบ้าน”

เมื่อได้ยินว่าเป็นพนักงานทำความสะอาดบ้าน จึงเปิดประตู

เวลาค่อยๆผ่านไป พนักงานทำความสะอาดบ้านทำความสะอาดเสร็จก็กลับไป

ซีเฉินอยู่รอจนกว่าเจียนถงจะหยอดน้ำเกลือหมด จึงค่อยเก็บของพร้อมกับหมอ เตรียมตัวจะกลับ

ก่อนกลับ ซีเฉินก็มองไปที่คนที่นอนอยู่บนเตียง และคนที่เฝ้าอยู่หน้าเตียง

“พรุ่งนี้พวกเราจะมาอีกครั้ง”

พูดย้ำ แล้วรีบออกไป

หลังจากเรื่องวุ่นๆนี้ ท้องฟ้าก็มืดแล้ว

เจี่ยนถงค่อยๆตื่นขึ้น รู้สึกได้แค่ไม่มีแรงทั้งตัว ปวดศีรษะมาก

เมื่อเธอขยับตัว ชายที่เฝ้าเธออยู่หน้าเตียง ถูกการเคลื่อนไหวเล็กน้อยนี้ทำให้ตื่นขึ้นมา ลืมตาที่สะลึมสะลือขึ้น ก็เห็นว่าผู้หญิงบนเตียงตื่นขึ้นมาแล้ว “ถงถง คุณตื่นแล้ว!” เขาตะโกนด้วยความที่ทั้งตกใจและดีใจทันที

เจี่ยนถงมองดูคนน่าเตียงที่ท่าทางดีใจจนออกท่ามือไม้ หัวใจก็ปวด ความโกรธเคืองก่อนหน้านี้ ก็หายไปราวกับควันที่ลอยหายไปแล้ว “ฉันเป็นอะไรไป?”

“ถงถงเป็นลมหมดสติไป อาซิวโทรหาคุณลุงซีเฉิน คุณลุงซีเฉินพาคุณตาหมอมารักษาถงถง คุณตาหมอบอกว่า ถงถงไข้ขึ้น เป็นความผิดของอาซิวเอง อาซิววิ่งออกไปข้างนอก เลยทำให้ถงถงตากฝน ถงถงตากฝนเลยทำให้ไข้ขึ้น”

ในขณะที่พูด สายตาอันใสซื่อของเขาแสดงออกถึงการโทษตัวเอง

เมื่อเจี่ยนถงเห็น น้ำเสียงอ่อนลงอย่างบอกไม่ถูก พูดแบบเบาๆ “กินข้าวหรือยัง?”

คนคนนั้นพูดอย่างครุ่นคิด “ใช่สิ ถงถงยังไม่ได้กินข้าวเลย” หลังจากพูดก็วิ่งออกจากห้องนอนไป เจี่ยนถงจะเรียกก็ไม่ทัน คนคนนั้นก็วิ่งหายไปโดยไม่เห็นเงาแล้ว

กะบังลมในห้องนี้ถือว่าค่อนข้างดี ผ่านไปสักพัก เธอกลับได้ยินเสียงกริ่งดังในห้องนั่งเล่น ทันใดนั้นความยุ่งเหยิงในตอนเช้าก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตา ทันใดนั้นมีลางสังหรณ์ที่ไม่ดี พยุงตัวเองขึ้นมา เท้าของเธอห้อยลง จับผนัง แล้วเดินไปที่ห้องรับแขกช้าๆ

เธอยืนตรงมุมห้องนั่งเล่น เธอได้วางแผนที่เลวร้ายที่สุดแล้ว พรุ่งนี้ค่อยไปซุปเปอร์มาร์เก็ตอีกรอบ เธอถอนใจในใจแบบนี้

ตรงหน้า กลับไม่ปรากฏภาพสยองที่แวบเข้ามาในหัวเธอนั้น คนคนนั้นอยู่ในครัวที่เป็นแบบเปิดโล่ง ดูยุ่งๆ แต่กลับไม่ได้ทำข้างของอะไรเสียหาย

ในทางเดิน ตรงมุมของห้องรับแขก ผู้หญิงยืนพิงกำกำแพงนิ่งๆ มองดูคนที่ยุ่งๆในครัว โดยไม่พูดอะไรขัด เพียงแค่ดูร่างยุ่งๆนั้นอย่างเงียบๆ

คนคนนั้นเหมือนจะโดนลวก จับหูแล้วกระทืบเท้า “ร้อน ร้อน ร้อน” ปากยังคงร้องไม่หยุด

ชายรูปร่างสูงใหญ่คนนั้น ยุ่งอยู่หน้าเตา มือและเท้ายุ่งเหยิง นี่เป็นครั้งแรกที่เจี่ยนถงเห็นเสิ่นซิวจื่นในอีกมุมหนึ่ง

อยู่ในภวังค์ จู่ๆก็นึกถึงอดีต ในบางปี บางเดือน บางวัน เธอเคยนึกฝันภาพอันอบอุ่นแบบนี้ ไม่เพียงแค่ภาพที่อยู่ตรงหน้านี้ ยังมีอีกมากมาย

สุดสัปดาห์นั่งบนโซฟาดูโฮมเธียเตอร์ด้วยกัน

อิ่มอร่อยไปด้วยเฟรนช์ฟรายส์และมันฝรั่งทอดมากมาย ไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้น ทั้งสองคนอยู่ด้วยกัน ผ่านสุดสัปดาห์อันเสื่อมโทรมไปด้วยกัน ถ้าหากว่ามีลูก…….

เจี่ยนถงได้สติขึ้นมาทันใด

มีลูกไม่ได้

เธอก้มศีรษะเงียบๆ แล้วพูดกับตัวเอง

เขาและเธอ การเริ่มต้นของพวกเขาตั้งแต่แรก ก็เป็นสิ่งที่ผิด เพราะว่าเป็นสิ่งที่ผิด จึงมีความทุกข์มากขนาดนี้

ถ้าหากว่าไม่ใช่ความผิดพลาด ทำไมถึงมีความทุกข์มากขนาดนี้

ความรัก ควรเป็นสิ่งที่หอมหวานไม่ใช่เหรอ?

…….ไม่มีลูกแน่ๆ พวกเขา

“ถงถง” เสียงที่ตื่นตาตื่นใจของคนคนนั้น ผ่านเข้ามาในหูของเธอ

เธอเงยหน้าขึ้นทันที

คนคนนั้นวิ่งมาทางเธอแบบมีความสุขแล้ว “ถงถง มากิน”

คนคนนั้นยื่นมือมา เขาจับมืออีกข้างที่ห้อยอยู่ข้างกายของเจี่ยนถงโดยธรรมชาติ เท้าที่นิ่งเฉยของเธอ ถูกเขาจูงไป สะบัดก็สะบัดไม่ออก ไปยังโต๊ะทานข้าวแบบเคาน์เตอร์

บะหมี่ชามร้อนวางอยู่ตรงหน้าเธอ “ถงถง กิน”

เธอมองบะหมี่ ต้มจนไหม้ บะหมี่สีขาวซีด ดูแล้วไม่น่ากินเลย ตะเกียบคู่หนึ่งถูกยัดในมือ “ถงถง คุณกิน”

คนคนนั้นกระตุ้นเป็นครั้งที่สาม

เจี่ยนถงเงยหน้าขึ้นและชำเลืองมองคนคนนั้น เห็นความคาดหวังในดวงตาของเขาอย่างชัดเจน

เธอไม่ทันได้คิด มือก็นำสมองไปแล้ว ก็ได้กินคำหนึ่งเข้าปากไปแล้ว หลังจากคำนี้ เธอถือตะเกียบ และมันก็ติดอยู่ที่ริมฝีปาก สีหน้าของเธอเดี๋ยวซีดเดี๋ยวขาวเริ่มไม่แน่นอน ทำไมเธอถึงกินคำนี้ ทำไมเธอถึงกินคำนี้!

ในปากยังอมบะหมี่คำนั้นไว้ เจี่ยนถงหลับตาลง หิวจนเบลอแล้ว อืม ใช่ ฉันก็แค่หิวเท่านั้นแหละ

เธอค่อยๆกลืนบะหมี่คำนั้นลงไป

คนคนนั้นกลับรอคำชม “ถงถง อร่อยหรือไม่?”

“ไม่…” อร่อยมากๆ……

“ฉันฉลาดใช่ไหม เมื่อวานถงถงทำไปครั้งเดียว ฉันดูแล้วก็ทำเป็นเลย ฉันฝึกทำบะหมี่แบบถงถง ต้องอร่อยแน่นอน”

“……” เธอปิดปาก ก้มศีรษะกินบะหมี่ในชามเงียบๆ

คนคนนั้นหยิบตะเกียบขึ้นมาอย่างกระตือรือร้น เอาเข้าปากไปหนึ่งคำ “บะหมี่ที่ถงถงสอนทำ ต้องอร่อยที่สุดในโลกแน่ๆ……”

เจี่ยนถงหลับตาซ้ำๆ

คนคนนั้นก็ยังตะโกนข้างหูเธอ “หวาน ถงถง หวาน!” ถามเธอแบบไม่หยุด “ถงถง ทำไมบะหมี่ที่คุณสอนผมทำมันหวาน?’

เธอใช้แรงบีบตะเกียบ บะหมี่ที่เธอทำมันเป็นแบบเค็ม

ผีที่ไหนจะรู้ว่าทำไมเขาถึงทำให้มันเป็นแบบหวาน

ตรงหน้า มือสองข้างจับที่ชามของเธอกะทันหัน “ถงถง อาซิวจะทำใหม่”

เธอกินไปอีกสองคำ เงยหน้ามองดูเขา พูดแบบเรียบๆ “ฉันอิ่มแล้ว”

“แต่ว่า……”

“ครูไม่เคยสอนคุณเหรอว่า อย่ากินทิ้งขว้าง?” เธอยังคงพูด

“ครู?”คนคนนั้นแสดงออกสีหน้าทึ่มๆ “ครูของอาซิวคือใคร?”

เจี่ยนถงมองไปยังใบหน้าไม่รู้ไม่ชี้ของอีกฝ่าย ใต้ตาของเธอปั่นป่วนและพูดว่า “ฉันลืมไป อาซิวของฉันอยู่ในวัยที่ต้องเข้าเรียนแล้ว พรุ่งนี้จะไปเลือกโรงเรียนให้คุณ”

คนคนนั้นสีหน้าเปลี่ยนทันที เหลือบมองเธออย่างโกรธๆ ถือชามของตัวเอง “บะหมี่ที่อาซิวทำอร่อยที่สุด” ความหมายก็คือจะ “โดดเรียน”

รู้ดีว่าระหว่างเขากับเธอ ล้วนแล้วเป็นความทุกข์ ในอดีต ปัจจุบัน หรือว่าอนาคต เธอคิดว่า ล้วนแล้วเป็นทุกข์ แต่ในขณะนี้ มุมปากของเธอ กลับโค้งขึ้นเล็กน้อย

Devil’s love

Devil’s love

เซี่ยเวยเหมิงเสียชีวิตแล้ว เสิ่นซิวจิ่นส่งตัวเจี่ยนถงเข้าไปในเรือนจำหญิงสามปีในคุก คำพูดของเสิ่นซิวจิ่นที่ว่า“ดูแลเธอให้ดีๆ”ทำให้เจี่ยนถงทรมานและเปลี่ยนไปมาและเปลี่ยนไปมาก ยิ่งไปกว่านั้นคือตอนที่อยู่ในคุกถูก “ยินยอมที่จะบริจาคไตโดยไม่สมัครใจ”ก่อนเข้าคุก เจี่ยนถงพูด:ฉันไม่ได้ฆ่าเธอ เสิ่นซิวจิ่นไม่แสดงท่าทีอะไรหลังออกจากคุก เจี่ยนถงพูด:ฉันเป็นคนที่ฆ่าเซี่ยเวยเหมิง ฉันอาชญากรรมแล้วเสิ่นซิวจิ่นพูดด้วยสีหน้าซีดขาว:หุบปากไปเลย! อย่าให้ฉันได้ยินประโยคนี้อีก!เจี่ยนถงยิ้ม:จริงๆ ฉันเป็นคนที่ฆ่าเซี่ยเวยเหมิง ฉันติดคุกมาสามปี เจี่ยนถงหลบหนีไป เสิ่นซิวจิ่นตามหาเธอทั่วทุกมุมโลก เสิ่นซิวจิ่นพูด:เจี่ยนถง ฉันยกไตให้คุณ คุณมอบหัวใจให้ฉันเถอะ เจี่ยนถงเงยหน้ามองเสิ่นซิวจิ่น แล้วพูด…

Comment

Options

not work with dark mode
Reset