The Alchemist God ทะลุมิติเทพศาสตรา – ตอนที่ 136 เจดีย์ทงเทียน

EP.136 เจดีย์ทงเทียน

เป็นเวลาเสด็จออกว่าราชการพอดี เหล่าขุนนางยืนเรียงเป็นระเบียบอยู่ในท้องพระโรงตำหนักเจ๋อเทียน องค์จักรพรรดิฉินจิ้นประทับอยู่บนบัลลังก์มังกร พระพักตร์ตึงเครียด พระหัตถ์วางอยู่บนด้ามกระบี่ สีพระพักตร์แย่อย่างที่สุด

หลินมู่อวี่ถูกมัดมือทั้งสองข้าง โดยมีเฟิงจี้สิงควบคุมตัวมาส่งที่พระตำหนักด้วยตัวเอง บนชุดศึกของวิหารศักดิ์สิทธิ์มีเลือดเปรอะเปื้อนอยู่หลายแห่ง มีทั้งเลือดของตัวเองและเลือดของเซี่ยงอวี้ ด้านหลัง ฉินเหลยกับเซี่ยงอวี้ก็เดินเข้ามาพร้อมกัน ฉับพลันนั้นพวกเขาก็ตกเป็นเป้าสายตาของกลุ่มขุนนางที่กำลังตกใจจนปากอ้าตาค้าง

“ว่ามา”

จักรพรรดิฉินจิ้นทอดพระเนตรมองหลินมู่อวี่ด้วยสายพระเนตรที่เย็นเยียบ “ข้าอภัยโทษให้เจ้า และสามัญชนคนธรรมดาอย่างเจ้าได้เข้ามาเป็นหนึ่งในสมาชิกขององครักษ์อวี้หลิน เหตุใดเจ้าปฏิบัติหน้าที่วันแรกก็ก่อเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ ทำลายหอเลี้ยงดู ปล่อยหญิงรับใช้ประจำค่ายทหารสองร้อยกว่าคน เจ้ารู้หรือไม่ว่านี่เป็นโทษหนักสถานใด หลินมู่อวี่ เจ้าจะรับผิดหรือไม่”

“พ่ะย่ะค่ะ” หลินมู่อวี่ยอมรับผิดอย่างตรงไปตรงมา

“ความผิดของเจ้าอยู่ตรงไหน” องค์จักรพรรดิตรัสถามต่อ

หลินมู่อวี่กราบทูลเสียงเรียบ “ละเมิดกฎกองทัพพ่ะย่ะค่ะ”

“ในเมื่อเจ้ารู้กฎของกองทัพ แล้วเหตุใดถึงปล่อยโสเภณีสองร้อยคนไป” ฉินจิ้นตรัสถาม

หลินมู่อวี่เงยหน้า สายตานั้นดุจน้ำใสบริสุทธิ์ “ทูลฝ่าบาท หญิงรับใช้ค่ายทหารก็เป็นคน และก็เป็นลูกสาวของคนอื่นเช่นกัน พวกนางไม่สมควรจะได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ กระหม่อมทราบดีว่าตัวเองละเมิดกฎกองทัพ แต่กระหม่อมไม่คิดว่าตัวเองทำความผิดอะไร เป็นกฎของกองทัพต่างหากที่ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง การชุบเลี้ยงหญิงรับใช้ค่ายทหารสามารถยกระดับอานุภาพการสู้รบของกองทัพแห่งจักรวรรดิได้จริงหรือพ่ะย่ะค่ะ”

“เจ้าว่าอะไรนะ”

ฉินจิ้นทรงเลิกพระขนง เผยให้เห็นว่าพระองค์ทรงกำลังกริ้ว

เจิ้งอี้ฝานหัวหน้าของกลุ่มขุนนางที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดก้าวเท้าออกมา พร้อมเอ่ยขึ้น “ฝ่าบาท หลินมู่อวี่ไม่เห็นกฎระเบียบของกองทัพอยู่ในสายตา ตามหลักแล้วสมควรถูกประหาร กฎระเบียบเรื่องหญิงรับใช้ค่ายทหาร เทพสงครามเซี่ยงเหวินเทียนเป็นผู้บัญญัติขึ้นด้วยตัวเองเมื่อกาลก่อน หลายปีมานี้ภายในกองทัพก็เป็นไปได้ด้วยดี แต่เจ้าเด็กนี่กลับบังอาจเคลือบแคลงสิ่งที่ท่านเซี่ยงเหวินเทียนคิดวางเอาไว้อย่างดี และยังกล้าที่จะยอกย้อนฝ่าบาท ช่างบังอาจนัก!”

ฉินจิ้นตรัสด้วยพระสุรเสียงเรียบเฉย “เสนาบดีเจิ้งกล่าวถูกต้อง หลินมู่อวี่ เจ้ายังมีอะไรจะพูดอีกหรือไม่”

หลินมู่อวี่จิตใจหนักอึ้ง จักรพรรดิพระองค์นี้คิดจะฆ่าเขาจริงๆ หรือ

“กระหม่อมมิมีสิ่งใดจะกล่าวพ่ะย่ะค่ะ”

เขาพูดเสียงเรียบ จะเถียงต่อไม่ได้ คนฉลาดก็ควรจะมีวิธีการที่ฉลาด แทนที่จะโต้เถียงกับจักรพรรดิและถูกฆ่าอยู่ที่นี่ มิสู้กล้ำกลืนความอัปยศอดสูไว้ก่อนจะดีกว่า รอจนถึงเวลาที่แข็งแกร่งมากพอค่อยแก้ไขสิ่งที่ไม่เป็นธรรมทั้งหมดนี้

“ราชเลขาธิการ ความผิดของหลินมู่อวี่มีโทษอย่างไร” จักรพรรดิตรัสถาม

ราชเลขาธิการค่อยๆ ก้าวออกมา พร้อมด้วยรอยยิ้มที่ชั่วร้ายบนใบหน้า “ฝ่าบาท ความผิดนี้มีโทษประหารชีวิต ตามหลักแล้วควรขับออกจากพระตำหนักเจ๋อเทียนทันทีแล้วตัดหัวเสียบประจาน มิให้เอาเป็นเยี่ยงอย่างพ่ะย่ะค่ะ”

“อ้อ” ฉินจิ้นทรงลังเล แต่ก็ไม่ได้ตรัสอะไรออกมา

เฟิงจี้สิงรีบประสานหมัดกราบทูลว่า “ฝ่าบาท หลินมู่อวี่เพียงไม่เข้าใจกฎระเบียบของกองทัพ และยังเป็นการละเมิดกฎครั้งแรก ยิ่งไปกว่านั้นความจงรักภักดีที่เขามีต่อตระกูลฉินนั้นมิเคยเปลี่ยนแปลง กระหม่อมเห็นว่าเขามิสมควรได้รับโทษถึงประหารชีวิตพ่ะย่ะค่ะ”

ฉินเหลยก็ประสานหมัดกราบทูลเช่นกันว่า “ฝ่าบาท กระหม่อมก็เห็นว่าหลินมู่อวี่ไม่สมควรต้องโทษประหาร ขอฝ่าบาทได้โปรดทรงพิจารณา ตอนนี้จักรวรรดิต้องการผู้มีความสามารถ หลินมู่อวี่มีความสามารถทั้งบุ๋นและบู๊ มิอาจประหารพ่ะย่ะค่ะ!”

เจิ้งอี้ฝานหัวเราะเย้ยหยัน “จักรวรรดิต้าฉินของเรายังต้องการคนไม่เป็นโล้เป็นพายมาช่วยค้ำชูจักรวรรดิหรืออย่างไร ฝ่าบาท กระหม่อมเห็นว่าสมควรประหารหลินมู่อวี่ทันที มิเช่นนั้นทุกคนก็จะกล้าขัดขืนกฎระเบียบ และเกรงว่ากองทัพแห่งจักรวรรดิก็คงจะต้องแพ้ภัยตัวเองพ่ะย่ะค่ะ”

ราชเลขาธิการหลัวซิ่งประสานมือกราบทูล “กระหม่อมก็เห็นด้วยว่าต้องประหารชีวิตพ่ะย่ะค่ะ!”

หลัวปิน บุตรชายของหลัวซิ่งคือผู้ดูแลสมาพันธ์โอสถ และเคยถูกหลินมู่อวี่ทำร้ายจนบาดเจ็บ ดูท่าก้อนหินที่เขาขว้างออกไปก่อนหน้า ในที่สุดก็กลับมาถูกหัวตัวเองเข้าจนได้

สีพระพักตร์ของฉินจิ้นเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เห็นได้ชัดว่าทรงไม่คิดจะฆ่าอัจฉริยะหลินมู่อวี่ผู้นี้ แต่เจิ้งอี้ฝานกับหลัวซิ่งนั้นกำลังกดดันพระองค์อยู่ หากไม่ฆ่าหลินมู่อวี่ เหล่าขุนนางจะต้องเกิดความคิดต่อต้านขึ้นภายในใจอย่างแน่นอน ในชั่วขณะนั้นจึงทรงตัดสินพระทัยไม่ถูก

ในตอนนี้เอง จู่ๆ ก็มีเสียงดังมาจากด้านนอก “ผู้ดูแลอาวุโสของวิหารศักดิ์สิทธิ์ เหลยหง ขอเข้าเฝ้า!”

ยังไม่ทันสิ้นเสียง เหลยหงก็เข้ามาด้านในท้องพระโรงด้วยท่าทีที่ดูเหน็ดเหนื่อย เขาสะบัดแขนเสื้อขึ้น ประสานมือคำนับกราบทูลว่า “กระหม่อมเหลยหงคารวะฝ่าบาท!”

“ผู้อาวุโสเหลย ลุกขึ้นเถอะ!”

ฉินจิ้นทรงลุกขึ้นยืน และตรัสด้วยความเกรงพระทัยเป็นอย่างยิ่ง เห็นได้ถึงความไว้วางพระทัยที่พระองค์มีต่อเหลยหง “ผู้อาวุโสเหลย การที่ท่านมาตำหนักเจ๋อเทียนในครั้งนี้ คงเพราะเรื่องของหลินมู่อวี่กระมัง”

เหลยหงพยักหน้ากราบทูลว่า “พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมมาขอพระราชทานพระเมตตาให้แก่หลินมู่อวี่”

ฉินจิ้นตรัสขึ้น “เหล่าขุนนางขอร้องให้ข้าประหารหลินมู่อวี่ แต่ผู้อาวุโสเหลยกลับขอร้องให้ข้าไว้ชีวิตเขา แล้วจะให้ข้าทำอย่างไร”

เหลยหงแววตาเร่าร้อน “ฝ่าบาท เรื่องที่หลินมู่อวี่กระทำผิด ก็เพียงแค่ทำการปล่อยหญิงรับใช้ค่ายทหารสองร้อยกว่าคนไปเท่านั้น การช่วยชีวิตผู้หญิงสองร้อยคนจะมีโทษอันใดเล่า ฝ่าบาท จักรวรรดิเจริญรุ่งเรืองมาหลายพันปี มีผู้หญิงที่ต้องตายในค่ายทหารไปมากน้อยเท่าใด พวกนางก็เป็นลูกมีพ่อมีแม่ เป็นคนเหมือนกันกับเรา กระหม่อมขอถามความเป็นธรรมกับสวรรค์ เรื่องหญิงรับใช้ค่ายทหาร ความยุติธรรมอยู่ที่ใด ความเสมอภาคอยู่ใด ฝ่าบาทเป็นผู้มีคุณธรรมครองใจผู้คน เมตตาถ้วนทั่วทุกหัวระแหง หรือฝ่าบาทมิเคยคลางแคลงถึงการมีอยู่ของหญิงรับใช้ในค่ายทหารเลย ว่ามันถูกทำนองคลองธรรมหรือไม่”

“ผู้อาวุโสเหลย นี่ท่าน…”

ฉินจิ้นทรงตกตะลึงเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าพลังวาจาของเหลยหงนั้นหลินมู่อวี่เทียบไม่ติด หากแม้แต่เหลยหงก็ยังคลางแคลงเรื่องหญิงรับใช้ค่ายทหาร เช่นนั้นฉินจิ้นก็จำต้องพิจารณาให้ถ้วนถี่

เหลยหงกราบทูลด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “ฝ่าบาท โปรดพระราชทานอภัยโทษที่กระหม่อมกล่าวอย่างตรงไปตรงมา ในบรรดาหญิงรับใช้เหล่านั้นจำนวนมากยังเป็นหญิงสาว ซึ่งมีอายุใกล้เคียงกับองค์หญิงอิน ทูลถามฝ่าบาท หากองค์หญิงอินต้องตกเป็นหญิงรับใช้ค่ายทหาร ฝ่าบาทในฐานะที่เป็นพระราชบิดาจะทรงคิดทำอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ พระองค์จะกระทำอย่างหลินมู่อวี่ที่เข้าไปช่วยเหลือหญิงรับใช้เหล่านั้นหรือไม่ จากที่กระหม่อมดูแล้ว หลินมู่อวี่เพียงแค่กระทำในสิ่งที่ผู้อื่นมิกล้าที่จะกระทำ มิได้ต้องการจะท้าทายพระราชอำนาจหรือกฎของกองทัพแต่อย่างใดเลยพ่ะย่ะค่ะ”

ฉินจิ้นประทับลงอย่างเงียบๆ

เจิ้งอี้ฝานกลับยิ้มหยันแล้วกล่าวขึ้น “ผู้ดูแลอาวุโสกล่าวหนักเกินไปแล้ว กุศโลบายเรื่องหญิงรับใช้ค่ายทหารนั้น เป็นเรื่องที่เทพสงครามเซี่ยงเหวินเทียนในปฐมจักรพรรดิฉินอี้บัญญัติขึ้นมาด้วยตัวเอง เหล่าทหารทำศึกสงครามตั้งแต่เหนือจรดใต้ ล้วนต้องอาศัยความกล้าหาญฮึกเหิม พวกเขาต้องตะลอนอยู่ข้างนอกเป็นเวลาหลายปี ไม่เคยได้พบเจออิสตรี บุกป่าฝ่าดงเพื่อจักรวรรดิโดยไม่คำนึงถึงชีวิต หรือหลังจากที่ได้รับชัยชนะแล้วเราไม่ควรให้รางวัลที่พวกเขาต้องการกันหรือ มันเป็นสัญชาตญาณทางเพศ ไม่มอบหญิงรับใช้ให้แก่พวกเขา หรือจะยอมให้ทหารของเราไปกระทำอะไรกับผู้หญิงดีๆ เช่นนั้นหรือ”

เหลยหงกล่าวเสียงเรียบว่า “หญิงรับใช้ค่ายทหารนั้นเดิมทีก็เป็นสิ่งที่บิดเบี้ยวของความเป็นมนุษย์อยู่แล้ว มิมีผู้หญิงคนใดยินยอมที่จะเป็นหญิงรับใช้ค่ายทหารหรอก อีกอย่าง หญิงรับใช้ในกองทัพของจักรวรรดิส่วนใหญ่ก็ล้วนถูกบีบบังคับให้เป็น ฝ่าบาทเป็นผู้มีพระเมตตาไปทั่วสารทิศ แล้วเหตุใดจึงไม่พระราชทานความช่วยเหลือให้แก่หญิงสาวที่น่าสงสารเหล่านี้เล่า”

ราชเลขาธิการหลัวซิ่งแค่นหัวเราะ “ผู้ดูแลอาวุโสกล่าวง่ายดายยิ่งนัก หากยกเลิกหญิงรับใช้ค่ายทหาร เกรงว่าทหารในค่ายคงวุ่นวายปั่นป่วนกันน่าดู ถึงตอนนั้นหากเกิดกบฎขึ้นในกองทัพ ผู้ดูแลอาวุโสจะรับผิดชอบกับเรื่องนี้หรือไม่”

เหลยหงพูดด้วยเสียงดังเฉียบขาด “กองทัพที่ไม่มีผู้หญิงจะทำให้เกิดการกบฎ หากเป็นเช่นนี้ การล่มสลายของจักรวรรดิก็คงอยู่เบื้องหน้านี่แล้ว!”

“เหลยหง พูดจาให้รู้จักที่ต่ำที่สูงเสียบ้าง” ราชเลขาธิการตวาด “อย่าคิดว่าเจ้าเป็นขุนนางสามแผ่นดินแล้วจะสามารถจาบจ้วงเช่นนี้ได้ องค์จักรพรรดิอยู่เหนือสุด ทุกสิ่งที่นี่มีพระองค์เป็นผู้ทรงตัดสิน มิใช่เจ้า!”

เหลยหงยิ้มจางๆ “ราชเลขาธิการ ท่านกล่าวหนักเกินไปแล้ว…”

ตอนนี้เอง พระสุรเสียงของจักรพรรดิฉินจิ้นก็ดังขึ้น “ท่านทั้งสาม เลิกโต้เถียงกันได้แล้ว”

บรรดาขุนนางทยอยกันมองไปทางองค์จักรพรรดิ ราชเลขาธิการหลัวซิ่งกราบทูลด้วยความเคารพ “มิทราบว่าฝ่าบาทจะทรงวินิจฉัยอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”

ฉินจิ้นพยักพระพักตร์ ก่อนตรัสขึ้น “เห็นแก่หลินมู่อวี่ที่กระทำความผิดเป็นครั้งแรก และเคยช่วยชีวิตเสี่ยวอินที่ป่าล่ามังกร ดังนั้นจึงละเว้นโทษตาย ทว่าโทษตายละเว้นได้ แต่โทษเป็นมิอาจหลบเลี่ยง เสนาบดีเจิ้ง ท่านคิดโทษทางวินัยที่เหมาะสมให้แก่หลินมู่อวี่ก็แล้วกัน”

เจิ้งอี้ฝานกราบทูล “เช่นนั้น…ส่งเขาเข้าไปในเจดีย์ทงเทียนดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

“เจดีย์ทงเทียน?”

เหลยหงสั่นเทาไปทั้งตัว สายตาดุดันขึ้นมาทันที น้ำเสียงโมโห “เจิ้งอี้ฝาน ทำไมเจ้าไม่เข้าไปในเจดีย์ทงเทียนเองเล่า ฝ่าบาททรงละเว้นโทษตายให้หลินมู่อวี่แล้ว เจ้าส่งเขาไปยังเจดีย์ทงเทียน สุดท้ายก็ตายเหมือนกันมิใช่หรือ!”

เจิ้งอี้ฝานกล่าว “เช่นนั้นก็อยู่ที่ความสามารถของเขาแล้ว อีกอย่างเจ็ดปีแล้วที่มิได้ส่งผู้ใดเข้าไปในเจดีย์ทงเทียน ใครจะรู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นภายในนั้น ขอเพียงหลินมู่อวี่มีชีวิตรอดอยู่ภายในเจดีย์เป็นเวลาหนึ่งเดือน เช่นนั้นก็ทรงอภัยโทษให้แก่เขา ไม่ทราบฝ่าบาททรงคิดเห็นว่าอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”

ฉินจิ้นพยักพระพักตร์ “ข้าอนุญาต ทำตามที่เสนาบดีเจิ้งกล่าว ส่งหลินมู่อวี่เข้าไปยังเจดีย์ทงเทียน หากเขาสามารถอยู่รอดได้ถึงหนึ่งเดือน ข้าจะคืนตำแหน่งองครักษ์อวี้หลินให้ดังเดิม”

เฟิงจี้สิงรีบประสานหมัดกราบทูล “ฝ่าบาททรงใคร่ครวญด้วยเถอะพ่ะย่ะค่ะ ในเจดีย์ทงเทียนมีปีศาจอาละวาด คนธรรมดาไหนเลยจะอยู่ในนั้นได้ถึงหนึ่งเดือน ฝ่าบาท…ได้โปรดละเว้นอาอวี่เถอะพ่ะย่ะค่ะ!”

ฉินจิ้นตรัสด้วยพระสุรเสียงเรียบเฉย “ข้าตัดสินใจแล้ว ผู้บัญชาการเฟิงมิต้องกล่าวให้มากความ ทหาร ส่งหลินมู่อวี่ไปยังเจดีย์ทงเทียน สามวันส่งน้ำและอาหารให้หนึ่งครั้ง นอกจากนี้ กองกำลังรักษาพระองค์ กองกำลังอวี้หลิน และค่ายสารวัตรทหาร จะต้องส่งคนหนึ่งร้อยคนไปคุ้มกันที่ด้านล่างของเจดีย์ หากหลินมู่อวี่เจ้าดวงแข็งจริงๆ ละก็ ย่อมต้องมีชีวิตกลับมาหาข้าอย่างแน่นอน”

หลินมู่อวี่เงยหน้าขึ้นมองจักรพรรดิที่ชราภาพแล้วผู้นี้ พลางกราบทูลว่า “ฝ่าบาท ถึงแม้กระหม่อมจะไม่ทราบว่าเจดีย์ทงเทียนเป็นสถานที่เช่นไร แต่หากกระหม่อมมีชีวิตกลับมา พระองค์จะทรงยินยอมพิจารณายกเลิกหญิงรับใช้ค่ายทหารหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

ฉินจิ้นทรงตกตะลึงเล็กน้อย พระสุรเสียงแผ่วเบายิ่ง “ให้เจ้ามีชีวิตรอดออกมาก่อนค่อยพูดเถอะ! ทหาร คุมตัวเขาไปเจดีย์ทงเทียน”

ทหารแห่งพระตำหนักเจ๋อเทียนสองสามนายก้าวออกมา จับแขนหลินมู่อวี่ไพล่หลังแล้วพาเดินออกไปนอกพระตำหนัก ส่วนเฟิงจี้สิง ฉินเหลย และเหลยหง ก็ตามออกมา เฟิงจี้สิงใบหน้าซีดเผือด กล่าวขึ้น “คราวนี้แย่แล้ว…คราวนี้แย่แล้ว…”

“พี่เฟิง เจดีย์ทงเทียนเป็นสถานที่อะไรกันแน่” หลินมู่อวี่ถาม

เฟิงจี้สิงกัดฟันกรอด “เจดีย์ทงเทียนเป็นเจดีย์ที่สูงลิ่วจนมองไม่เห็นยอด ถูกทิ้งร้างอยู่ทางตอนเหนือของเมืองหลวง ตามตำนานเล่าว่าในเจดีย์นั้นมีตัวประหลาดจำนวนมากซ่อนตัวอยู่ ผู้ที่เข้าไปแล้วไม่มีทางที่จะมีชีวิตกลับออกมา นักรบของจักรวรรดิที่กระทำผิดร้ายแรงล้วนถูกส่งเข้าไปในเจดีย์ทงเทียน แต่ก็ไม่มีผู้ใดมีชีวิตรอดกลับออกมาได้แม้แต่คนเดียว ว่ากันว่ามีคนเข้าไปแล้วเห็นแต่กระดูกขาวกองอยู่เต็ม”

หลินมู่อวี่เงียบไปครู่หนึ่งแล้วพูดขึ้น “บางทีข้าอาจจะดวงแข็งก็ได้”

เหลยหงกล่าวว่า “เจ้าเด็กโง่ ถึงเจ้าจะดวงแข็งเพียงใดก็ไม่มีทางมีชีวิตรอดออกมาจากเจดีย์ทงเทียนหรอก ตอนนั้นมียอดฝีมือขอบเขตปราชญ์สองคนเข้าไปในเจดีย์ สุดท้ายศพของพวกเขาก็ถูกค้นพบ เจ้ายังคิดว่าตัวเองจะดวงแข็งหรือไม่เล่า”

ฉินเหลยยื่นกระบี่เหลียวหยวนส่งให้หลินมู่อวี่ แล้วกล่าวว่า “น้องชาย เจ้าจะต้องมีชีวิตรอดกลับมานะ!”

หลินมู่อวี่มองเฟิงจี้สิงกับฉินเหลย อดที่จะทอดถอนใจมิได้ พูดขึ้น “หากข้ารอดกลับออกมาไม่ได้จริงๆ พวกเราคงต้องเป็นพี่น้องกันในชาติหน้าแล้ว”

เฟิงจี้สิงขอบตาแดงก่ำ เขาหันกลับไป “ไม่ เจ้าจะมีชีวิตรอดกลับมา”

The Alchemist God ทะลุมิติเทพศาสตรา

The Alchemist God ทะลุมิติเทพศาสตรา

The Alchemist God ทะลุมิติเทพศาสตรา หลินมู่อวี่ บุตรชายมหาเศรษฐีพันล้านที่ชีวิตสมบูรณ์แบบสุดๆ คนทั้งโลกต่างพากันอิจฉา เขามีโลกอีกใบคือการเป็นเซียนเกมที่ไต่ไปถึงระดับเทพยุทธ์ แต่แล้ววันหนึ่ง เขาก็ตัดสินใจละทิ้งทุกอย่าง และหันหลังให้โลกที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เพราะพ่อต้องการให้เขาไปช่วยสืบทอดกิจการ ในวันที่เขาตัดสินใจหันหลังให้โลกใบนี้ หลินมู่อวี่ตัดสินใจลบแอคเคาน์ เพื่อจะได้ไม่ต้องโหยหาโลกใบนี้อีกต่อไป ในระหว่างที่เขาลบแอคเคาน์และรีเซ็ทระบบเพื่อออฟไลน์นั้น จู่ๆ รอบตัวก็เต็มไปด้วยความมืดมิด เขาถูกฉุดกระชากลงไปสู่ดินแดนที่ไม่คุ้นเคย มีเพียงเสียงชายชราผู้หนึ่ง ที่บอกว่าเส้นทางของเขายังไม่จบง่ายๆ หลินมู่อวี่ต้องเอาตัวรอดในโลกใหม่พร้อมปริศนาว่าใครคือต้นเหตุที่ทำให้เขาติดอยู่ในเกมและไม่สามารถออฟไลน์ออกไปได้ การผจญภัยในโลกแฟนตาซีสุดล้ำของหลินมู่อวี่จึงต้องเริ่มขึ้นอีกครั้ง…

Options

not work with dark mode
Reset