The Great Geneticist in Apocalypse – ตอนที่ 30 เป็นประเด็นของฝูงชนแล้วสิ

ตอนที่30 เป็นประเด็นของฝูงชนแล้วสิ
วันนี้ผมว่างจัดเขียนได้กี่ตอนลงเท่านั้น
ก่อนอ่านขอแก้ไขนึดนึงนะครับตอนแรกเขียนว่าจะไปเอารถตู้คือง่ายๆแอดกาวตอนเขียนคิดว่ารถตู้คือรถบัส ขอเปลี่ยนนะครับ
เบลซก็มาถึงชะเงื้อมองออกไปนอก หน้าต่างมองดูหนูกลายพันธ์ปีนป่ายซักพักก็มีรอยย่นบนคิ้วของเขา
ในสภาพแวดล้อมที่แออัดหนูกลายพันธ์ขนาดนี้แม้ความแข็งแกร่งของพวกเขาและเพื่อนๆจะถูกนำออกมาใช้จนหมดก็ยังต้องคิดหนักอยู่กับสถานการณ์ตอนนี้
เบลซรีบหันและเดินไปที่หน้าต่างด้านหลังของเขาแล้วมองลงไป
ในด้านหลังของหอพักหญิงมีเพียงหนูกลายพันธ์ไม่กี่ตัวกำลังเดินไปรอบ ๆ
เมื่อสังเกตภูมิประเทศเสร็จแล้วจากนั้นเบลซก็เดิน ไปหาสาว ๆ และกล่าวว่า “ออกจากที่นี้ไม่ได้เป็นเรื่องยากแต่ส่วนที่ยากจริงๆคือวิธีการที่จะหนีออกจากมหาลัยและความสามารถที่จะมี
ชีวิตอยู่ตอนออกไปภายนอก ตอนนี้โลกทั้งโลก เต็มไปด้วยสัตว์อสูรถ้าด้านนอกไม่มีปลอดภัยเรา อาจจะอยู่ที่นี่น่าจะดีกว่า”
เบลซแนะนำเพราะถ้าเขาจะไปเอารถตู้เขาก็ต้องการแค่คนที่สามารถต่อสู้ได้เท่านั้น จากความรู้สึกของเขา เขาเดาได้ว่าถ้าจะไปเอารถที่นั้นต้องมีอุปสรรคแน่ๆ
เบลซ มองเข้าไปสายตาของสาว ๆทั้ง 4 แล้ว ถามด้วยเสียงลึกว่า “ในหมู่พวกคุณมีใครขับ รถได้บ้างไหม?”
“ฉันขับรถได้!” เอมิเลียยืนและพูดกับเบลซ
“ฉันก็สามารถขับรถได้” เมิ่งหยิงหยิงยังลุกขึ้นยืน มองไปที่เบลซ แสดงให้เห็นถึงความสามารถ ของเธอ มีเพียงการแสดงออกถึงความน่ารักและความสามารถของเธอที่เธอจะสามารถมีโอกาสที่ดีในการอยู่รอด
ความจริงเบลซจะขับเองก็ได้แต่เขาคิดว่าเขาควรจะไปสู้คุ้มกันรถมากกว่าขับรถ
“คุณพอจะรู้ไหมว่ากุญแจรถบัสรุ่นเก่าที่ใช้ในงานพาเหรดของโรงเรียนอยู่ที่ไหน” เบลซยังคงถามต่อหากไม่มีกุญแจถึงจะเจอรถบัสก็จะไร้ประโยชน์ขึ้นมาทันที
เอมิเลียตอบได้อย่างรวดเร็วว่า
“คนที่เก็บกุญแจรถของโรงเรียนที่ไม่ใช้ประจำชื่อเสี่ยวหลิว ถ้าไม่อยู่สำนักงานทั่วไปก็คงอยู่ห้องวิชาการ ถ้าไม่มีอะไรเค้าควรจะอยู่สองสถานที่นี้ไม่ที่ใดก็ที่หนึ่ง แต่ถ้าเป็นกุญแจก็คงเก็บไว้ที่สำนักงานทั่วไป
เอมิเลียเป็นเลขาประธานสภานักศึกษาเนื่องจาก
เธอเป็นแกนหลักของของสภามหาลัย หากมีการจัดงานมหาลัยหรือกับสถานที่อื่นๆ เธอจะไปกับสภานักศึกษาเสมอและสภานักศึกษามักจะ ใช้รถบัสโรงเรียนไปยังสถานที่อื่นๆเสมอนั้นคือเหตุผลที่เธอสนิทกับคนขับรถและรู้ว่ากุญแจอยู่ที่ไหน
“อะ เออฉันมีเรื่องหนะขอออกไปก่อนนะคะ จะอยู่แค่นั้นชั้นนี้แหละ” เอมีเลียพูดก่อนที่จะออกไปข้างนอกห้อง
“เอาหละงั้นก่อนอื่นเราต้องจัดการพวกสัตว์อสูรธาตุก่อนตอนนี้” เบลซพูดก่อนที่จะเอาคริสตัลสองธาตุมืดน้ำออกมาก่อนจะยื่นให้เรย์ลิน “เรย์ลินจากนี้เราต้องการกำลังของนายร่วมกันสู้ด้วยนะฝากด้วยหละ”
เรย์ลินตบหน้าอกตัวเองสองทีก่อนจะพูดว่า “ไว้ใจได้เลยเบลซแต่ว่าอย่างที่นายรู้สไตล์ของฉันหนะ”
“อือ เอาที่นายสบายใจ” เบลซกับเพื่อนๆรู้หมอนี้ชอบให้เล่ห์แหลมในการต่อสู้หรือใช้ในชีวิตประจำวัน เล่นเกม สไตล์ของเรย์ลินเป็นเอกลักษณ์มากเขาเป็นประเภทชอบหาโอกาสดีๆแล้วจัดการในทีเดียว พอได้คริสตัลที่มีคุณสมบัติเกี่ยวกับแสงเบลซก็นึกถึงเพื่อนจอมแสบของเขาในทันทีมันต้องเหมาะกับเรย์ลินมากแน่ๆ ส่วนเหมาะยังไงหรอไปตามอ่านต่อเอาเองเซ่
เอาหละทีนี้คนที่มีปลุกพลังแล้วมีพลังธาตุก็จะมี เรา(เบลซ) เอลลี่ ชิน แล้วก็เรย์ลิน แล้วจากนั้นเขาจะจัดการสัตว์อสูรหนูที่มีพลังธาตุที่อยู่ข้างล่างนั้น 2 ตัวเขาก็จะมีคริสตัลธาตุเพิ่มอีกเขาก็จะเอาไปให้เพื่อนของเขาปลุกพลังแล้วก็มาช่วยร่วมสู้กันได้
ประสิทธิภาพโดยรวมของทีมก็จะดีขึ้นเยอะ
“ดูดซับ” เรย์ลินหลับตาลงกำคริสตัลสองธาตุของจิ้งจกอสูรเกล็ดเขียวในมือไอทมิฬและสายน้ำไหลเข้าไปในตัวของเขา
ซักพักเรย์ลินก็ลืมตาขึ้นมาพร้อมกับพูด “ระบบ!”
ชื่อ เรย์ลิน ยูบีวัท เหรียญชีวิต0เหรียญ
ระดับ1
สิ่งมีชีวิตระดับ ขาว(0/100) พลังธาตุ
อาชีพ ไม่มี
อาชีพเสริม ไม่มี
ฉายา ไม่มี
Strength(แรงกาย) : 15
Agility(ความว่องไว) : 17
Vitality(พละกำลัง) : 8
Stamina(ความทรหด) : 6
Spirituality(จิตวิญญาณ) : 9
ทักษะ
การโจมตีจุดสำคัญจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น5%
“นายต้องมีนิสัยแบบไหนจนกลายเป็นทักษะได้เนี่ย” เบลซทั้งดีใจและละเหี่ยใจ
“ว่องไว ตีแรง แต่บางเกิน สมเป็นนายเรย์ลิน” ชินพูด
“ฉันไม่อึดแต่ก็ไม่ช้าเป็นเต่าเหมือนแกละกัน” เรย์ลินตอบสีหน้าแบบมีนัยยะ
“ไอ[email protected]###@[email protected]#*$#@[email protected]”
“โถ่วๆ ไม่เห็นต้องร้อนขนาดนั้นเลยว่ามั้ย?”
“!!!!!!!!!!”
“เอาเถอะพวกนายพอก่อน” เบลซขัดจังหวะทั้งคู่ก่อนจะอธิบายต่อ
“ไอพวกหนูกลายพันธ์กำลังพยายามพังประตูหรือไม่ก็ปีนขึ้นมาเราต้องเคลียร์พวกมันให้หมดก่อน เดี๋ยวตอนที่ฉันไปเอารถจะไม่สามารถเอาคนทั้งหมดนี้ไปด้วยได้แล้ว ต้องมีคนเฝ้าที่นี้ในระหว่างที่ฉันไปเอารถ แน่นอนว่าต้องแบ่งเป็นสองกลุ่มแต่ก่อนอื่นตอนนี้คนของเราไม่พอ”
เรย์ลินพยักหน้าอย่างเข้าใจแล้วถาม “งั้นก่อนอื่นที่นี้มีมีดไหม?”
“มีด? มีสิๆอยู่ในครัวหน่ะพอได้รึปล่าว” เอลลี่ตอบแล้วก็ชี้ไปในห้องครัว
“ขอแค่เป็นมีดก็พอ” เรย์ลินตอบด้วยรอยยิ้มเย็นๆแล้วก็เดินไปหยิบมีดเลาะกระดูกมาหนึ่งเล่ม
“เอาหละงั้นชินเฝ้าอยู่นี้นะส่วนคนอื่นตามฉันมา”
แต่ในขณะที่กำลังจะไปนั้นเองเขาก็ได้ยินเสียงแว่วๆ
“เอมีเลียส่งปีศาจนั้นมาซะ”
“นั้นหนะมันอันตรายรีบจัดการมันเร็วเข้า!”
“ฆ่ามัน!”
“นั้นสิมันอันตรายนะ ถ้าเธอไม่ปล่อยฉันจะฟันจริงๆแล้วนะ”
“อย่านะ ฮึก ไม่ ฮือออ อย่าเข้ามานะ!”
“เสียงเอมิเลียหนิ” เอลลี่พูดแต่ในขณะที่เธอพูดอยู่เบลซและซีฟอสวิ่งไปแล้ว
“หยุดดดดด!” เมื่อเห็นกลุ่มคนกำลังรวมตัวอยู่ จนเบลซดูไม่รู้เรื่องเลยต้องใช้มาตราการขั้นเด็ดขาด
“เจ้าดาบน้อยคำรามทีดิ๊”
“โกร๊วววว!” เจ้าดาบน้อยคำรามดังลั่น
“!”
“!”
“!”
“!”
คนที่ชุลมุนเป็นกลุ่มเหล่านั้นได้ชะงักลงพวกเขาไม่ได้ชะงักเพราะเสียงดังแต่เป็นเพราะความกดดันจากความแข็งแกร่งอย่างมหาศาลของซีฟอส
ความจริงถ้านับเฉพาะขั้นสีขาวด้วยกันในตอนแรกๆของวันแห่งหายนะนี้ด้วยการพัฒนาที่ค่อนข้างเร็วของเจ้าดาบน้อยแรงกดดันที่ออกมาเกือบจะเท่าหัวหน้าเขตอย่างจิ้งจกอสูรเกล็ดเขียวแล้ว
“เหวออออออ”
“กรี๊ดดดดดดดดดด”
ผู้คนที่ชุลมุนอยู่ต่างชะงักค้าง ประหนึ่งเวลาถูกหยุดนึ่ง ตอนนี้พวกเขากำลังสั่งด้วยความกลัวขณะที่ซีฟอสส่งเสียงขู่อยู่ในลำคอ “กร๊อววว กร๊อววววว” ตลอดเวลา
เบลซเดินเขามาใกล้ๆเข้าเห็นว่ามีคนอยู่20กว่าคนพร้อมกับเอมิเลียที่กอดอะไรบางอย่างอยู่พร้อมกับน้ำตาซึม

The Great Geneticist in Apocalypse

The Great Geneticist in Apocalypse

The Great Geneticist in Apocalypse เบลซ แร็คน่าร์ (Blaze Ragnar) เป็นหนึ่งในชายหนุ่มที่ฉลาดมากในโลกยุคปี3xxx เขาเป็นคนที่หลงใหลในโลกยุคโบราณตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ยันยุคเหล็ก ในชีวิตของเขามีความฝันอยากจะไปสัมผัสยุคเหล่านั้นด้วยตเอง แต่ด้วยวิทยาการปัจจุบันและด้วยความที่เขาเป็นหนึ่งในคนที่อัจฉริยะที่สุดในโลกเขารู้ได้ในทันทีว่าต่อให้เขารวบรวมอัจฉริยะระดับโลกมาทั้งหมดก็ไม่สามารถคิดค้นวิธีการย้อนเวลากลับไปหรือหามิติอื่นที่ยังอยู่ในยุคโบราณได้ก่อนที่เขาจะตาย แต่ด้วยความฝันของเขา อย่างน้อยๆเขาก็อยากจะลองที่จะขี่ไดโนเสาร์ เสือเขียวดาบ และก็ แมมมอธดูซักครั้ง เขาเลยตั้งหน้าตั้งตา เป็นนักบรรพชีวิตวิทยาเพื่อสร้างไดโนเสาร์ที่สูญพันธ์ไปแล้วขึ้นมาในยุคปัจจุบัน ซึ่งด้วยสมองระดับเขามันคงเป็นไปได้ใน 5-10 ปีแต่ในขณะที่เขากำลังหาตัวอย่างยีนในหน้าผาแห่งหนึ่งแต่เขากลับเผลอหยิบชิพประหลาดขึ้นมาหนะสิ แต่ว่ามันจะเป็นอย่างงั้นจริงๆรึปล่าวนะ? และแล้วการเข้าสู่ยุคมืดก็เริ่มขึ้น “พวกมนุษย์ปุถุชนตัวเล็กๆทั้งหลาย ข้าคือ อิกดราซิล! บัดนี้โลกได้เข้าสู่ยุคแห่งพลังธาตุและวิวัฒนาการแล้ว จงต่อสู้! การต่อสู้ที่ ยากลำบากจะกลายเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์สำหรับพวกเจ้า จงเอาตัวรอดและวิวัฒนาการตัวเอง มีเพียงความแข็งแกร่งที่จะสามารถนำพาชีวิตพวกเจ้าให้อยู่รอด หากไม่แข็งแกร่งพอพวกเจ้าก็จงเป็นเหยื่อ ให้กับโลกที่โหดร้ายใบนี้ซะเถอะ!”

Comment

Options

not work with dark mode
Reset