บทที่ 41 ชีวิตนี้ฉันไม่อยากแต่งงาน
บทที่ 41 ชีวิตนี้ฉันไม่อยากแต่งงาน
เฉินซีซีก้มหัวอย่างสำนึกผิด “ขอโทษนะคะพี่กู่ และขอบคุณจริง ๆ นะคะที่ช่วยพวกเรา”
ใบหน้าของกู่อวี๋เฉิงไม่สบอารมณ์นัก “ซูหยิน มากับฉัน”
เฉินซีซีมองตามพวกเขาที่เดินจากไปพร้อมกันอย่างอยากรู้อยากเห็น “พี่สาว ทำไมพี่กู่ถึงขอให้พี่สาวซูไปด้วยกันล่ะ”
ซูโย่วอี๋ส่ายหัวอย่างปลง ๆ แต่เธอจำได้ราง ๆ ว่าเคยพบกับกู่อวี๋เฉิงตอนที่สัมภาษณ์รายการวาไรตี้ เขาน่าจะเป็นคนระดับสูงของเทียนฉีเอนเทอร์เทนเมนต์
ณ บันไดหนีไฟ
กู่อวี๋เฉิงเอามือข้างหนึ่งไว้ในกระเป๋ากางเกงแล้วพูดอย่างไม่สบอารมมณ์ “ซูหยิน คุณควรรู้ตัวนะว่าคุณเป็นบุคคลสาธารณะ”
ซูหยินยิ้ม “อย่าโกรธไปเลยน่า ก็มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นออกบ่อยนี่ ยังไงฉันก็ไม่ใช่คนแรกซะหน่อย”
“คุณไม่สำนึกผิดหน่อยเหรอ?”
ซูขยับกระโปรงของเธอ “สำนึกผิดอะไร?”
จากนั้น เธอก็ยกมือผ่านไหล่ของกู่อวี๋เฉิงไป แล้วดันตัวของกู่อวี๋เฉิงติดกำแพง สายตาของเขามองเธออย่างหวาดระแวง “คุณจะทำอะไร?”
ซูหยินเลิกคิ้ว แล้วดวงตาของเธอก็ฉายแววความเจ้าเล่ห์ พลางหยิบด้ายสีเหลืองที่ติดอยู่บนผมของเขาออกมา “นี่มัน…”
ริมฝีปากสีแดงเผยอออกแล้วเป่ามันอย่างแผ่วเบาจนเส้นด้ายสีเหลืองปลิวออกไปจากนิ้วเรียว
ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้กู่อวี๋เฉิงเสียสติไปชั่วขณะ
“คุณควรจำไว้เสมอว่าคุณเป็นคนของเทียนฉีเอนเทอร์เทนเมนต์ รวมถึงซูโย่วอี๋และเฉินซีซีด้วย พวกเขายังมีสัญญาในระหว่างการถ่ายทำรายการวาไรตี้ คุณเคยคิดไหมว่ามันจะส่งผลกระทบต่อพวกคุณและบริษัทมากแค่ไหน ถ้าเกิดมีวิดีโอเหตุการณ์วันนี้ถูกอัปโหลดลงโลกออนไลน์?”
“ผมไม่ต้องการถูกลากเข้าสู่ที่ประชุมฉุกเฉินเพราะเรื่องที่พวกคุณไปก่อไว้ในวันหยุด”
ซูหยินเงียบไป จากนั้นจึงเปิดปากพูดอย่างจริงจัง “ตกลง ฉันเข้าใจแล้ว”
กู่อวี๋เฉิงที่กำลังเดินออกไปจากบันไดหนีไฟ แต่จู่ ๆ ก็ถูกเสียงของซูหยินที่เหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้และตะโกนรั้งเขาไว้ “ที่รัก คุณรู้จักผู้คนรอบตัวฉันเหมือนกับคนพวกนั้นวิ่งเต้นอยู่บนฝ่ามือของคุณ คุณสนใจฉันเหรอ? ถ้าใช่ฉันจะได้จัดคิวให้คุณอยู่คิวแรก”
กู่อวี๋เฉิงตัวแข็งทื่อ “ผมไม่รู้ว่าคุณพูดถึงอะไร”
ซูหยินไม่มีอารมณ์ที่จะกินอาหารญี่ปุ่นแล้ว เธอวางแผนที่จะพาทั้งสองคนกลับบ้าน แต่ทันทีที่เธอกำลังจะเดินผ่านไป เฉินซีซีก็ดึงเธอเข้ามาอย่างระริกระรี้ว่า “เราเป็นคิวต่อไป”
ฮะ? ไม่ใช่สิ เหลืออีกกว่ายี่สิบคิวไม่ใช่เหรอ?
เฉินซีซีขยิบตาอย่างขี้เล่น “คนเลวเมื่อกี้นี้ เขาออกจากแถวไปแล้วโยนบัตรคิวทิ้งลงพื้นด้วย ฉันเลยเก็บมันมา ถือว่าเป็นการตอบแทนพวกเราละกัน”
“หมายเลข 33 อยู่ที่นี่หรือเปล่าครับ”
เฉินซีซียกบัตรคิวขึ้นและพูดว่า “นี่ค่ะ”
พวกเธอถูกพาไปที่ห้องส่วนตัว หลังจากเสิร์ฟอาหาร พวกเธอก็บอกพนักงานว่าไม่ต้องให้พนักงานมาบริการและล็อกประตู
จากนั้น ทั้งสามคนก็ถอดหน้ากากออก
“เอาล่ะ ในที่สุดฉันก็กินอาหารดี ๆ ได้สักที”
ซูโย่วอี๋เพิ่งนึกได้ว่าเมื่อกี้นี้เกิดอะไรขึ้น “รองประธานกู่เรียกเธอไปคุยเรื่องอะไรเหรอ?”
ซูหยินคิดอย่างจริงจัง “เขาอาจจะชอบฉันและต้องการคุยกับฉันตามลำพังล่ะมั้ง”
แม้ว่าจะฟังดูเหมือนล้อเล่น แต่เฉินซีซีกลับเชื่อในสิ่งที่ซูหยินพูดและขอให้ซูหยินเล่าให้เธอฟังเพิ่มเติม
ซูโย่วอี๋ตอนนี้เหมือนกับนั่งอยู่ท่ามกลางนกกระจิบสองตัว
“อย่าพูดอะไรเกินจริงนักสิ”
“พี่สาว ทำไมพี่ต้องทำลายความรักของคนสองคนด้วย”
…
จู่ ๆ ก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ซูโย่วอี๋จำได้ทันทีว่าเป็นเพลงที่เธอร้อง
เฉินซีซีก็มองอย่างสงสัย “พี่สาวซู ไม่รับเหรอ”
ซูโย่วอี๋มองไปที่ซูหยิน แต่ก็พบว่าใบหน้าของเธอเหยียดยิ้มอย่างน่ากลัว และไม่มีการแสดงออกใด ๆ อีกแม้แต่แววตาของเธอก็เรียบเฉยเหมือนเครื่องจักรที่ไร้ความรู้สึก
หัวใจของซูโย่วอี๋สั่นกลัวเมื่อมองไปทางซูหยินในตอนนี้ เธอไม่เคยเห็นมาก่อน “หยินหยิน”
เหมือนกับหลุดออกจากภวังค์ ซูหยินเงยหน้าขึ้นมองเธอ โดยไม่พูดอะไรสักคำ จากนั้นก็หยิบโทรศัพท์มือถือและเดินออกไปด้านนอก
แม้ว่าเธอจะตั้งใจพูดเสียงเบา แต่ก็ยังได้ยินอย่างชัดเจนว่าซูหยินกำลังพูดถึงอะไร
“อืม มีบางอย่างที่ฉันต้องจัดการ”
…
“ไม่ใช่คืนนี้”
…
“แค่นั้นแหละ”
และเมื่อกลับเข้ามาในห้องส่วนตัว เธอก็กลับมาเป็นซูหยินคนเดิม
คืนนั้น ซูหยินตะโกนบอกทุกคนว่าเธอจะไม่เมาอีก และดื่มไวน์ลูกเดือยไปห้าหรือหกกระป๋องจนแก้มของเธอแดง
โทรศัพท์ที่ดังครั้งแล้วครั้งเล่า แต่หญิงสาวก็ไม่มีทีท่าว่าจะรับเลยสักสาย ก่อนจะปิดเครื่องไป
ซูโย่วอี๋เหลือบเห็นชื่อของสายที่โทรเข้ามา – ต้าฉู่*[1]
ทันใดนั้นเธอก็นึกถึงวันเกิดของพวกเธอเมื่อตอนเด็ก ๆ
ไม่มีเค้กวันเกิด ไม่มีญาติ มีเพียงเด็กสองคนนั่งยอง ๆ ที่มุมหนึ่งของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าพลางมองไปที่ดวงจันทร์บนท้องฟ้า
“หยินหยิน เธออยากได้อะไร”
“ฉันอยากปลูกต้นไม้ใหญ่”
“ถ้าอย่างนั้นเราไปขอต้นกล้ากับท่านประธานกันเถอะ ฉันจะปลูกให้เธอเอง แต่ทำไมเธอถึงอยากปลูกต้นไม้ล่ะ”
ซูหยินตอบว่า “เพราะฉันต้องการพ่อ เมื่อฉันไม่อยากเดิน พ่อจะอุ้มฉันขึ้น แต่เพราะฉันไม่มีพ่อ ฉันเลยอยากได้ต้นไม้ใหญ่ เพราะมันสูงใหญ่ ดูอบอุ่นปลอดภัยเหมือนกับพ่อของฉัน”
อยู่ ๆ ซูโย่วอี๋ก็อยากสะอื้นขึ้นมา เธอมองซูหยินผู้สดใสที่อยู่หน้าเวที แต่ลืมไปว่าครั้งหนึ่งเธอเคยขาดความอบอุ่นและความรักมากแค่ไหน
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เธอไม่เคยนึกถึงเพื่อนคนนี้เลย
เธอลูบแก้มของซูหยินเบา ๆ “หยินหยิน เธอมีคนที่ชอบหรือยัง”
ซูหยินดูสับสนและพึมพำว่า “ไม่ คนที่ฉันชอบ… มีเพียงเธอเท่านั้น ที่รัก ชีวิตนี้ฉันไม่อยากแต่งงาน”
ซูโย่วอี๋คิดว่าเพื่อนของเธอเมามากแล้ว
หลังจากจ่ายเงินเสร็จ พวกเธอก็พาซูหยินกลับไปที่ห้อง
…
แสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้า
ซูหยินตื่นขึ้นมาด้วยอาการแสบร้อนที่แก้ม เธอปวดหัวมากจากอาการเมาค้าง เธอจึงลุกขึ้นนั่งอย่างช้า ๆ และเห็นว่าซูโย่วอี๋นอนหลับอยู่ข้าง ๆ เธอ
หญิงสาวเดินออกจากห้องนอนอย่างเงียบ ๆ นั่งอยู่บนโซฟาและเปิดโทรศัพท์เพื่อดูสายที่ไม่ได้รับ
เธอพิมพ์ข้อความสั้น ๆ แล้วโทรหาผู้ช่วยให้มารับเธอ
ไม่ถึงนาที โทรศัพท์ก็ดังขึ้น
ซูหยินเพลียเล็กน้อยและรับโทรศัพท์ “สวัสดี”
“ทำไมไม่รับโทรศัพท์ผม” เสียงของชายปลายสายดังขึ้น
ซูหยินพูดเบา ๆ ว่า “ฉันคิดว่าข้อความของฉันชัดเจนแล้ว”
“แล้วตอนนี้คุณกำลังคุยกับผมอยู่หรือเปล่า”
เกิดความเงียบอยู่ครู่หนึ่ง
ซูหยินเห็นว่าซูโย่วอี๋ยังคงหลับอยู่ จึงพูดต่อว่า “ฮัวเฉา เรามายุติสัญญากันเถอะ”
จากนั้น ก็กดวางสายอย่างไม่สบอารมณ์
เธอยืนคิดอยู่นานเพราะไม่อยากจากไปโดยไม่บอกกล่าวเพื่อนรักของเธอ
แต่เมื่อซูโย่วอี๋ตื่น ซูหยินก็จากไปแล้ว เธอมองไปยังเตียงที่ว่างเปล่าและรู้สึกสับสน
‘ฉันอยากจะทำอาหารให้หยินหยินกินด้วยตัวเองจัง’
เธอหยิบโทรศัพท์ออกมาแล้วส่งข้อความไปว่า [หยินหยิน ครั้งหน้ามากินอาหารเย็นที่บ้านฉันนะ]
ไม่นานซูหยินก็ส่งอีโมจิโอเคขนาดใหญ่กลับมา
ในวันนั้น ทีมงานรายการก็ได้ส่งข้อความถึงผู้เข้าแข่งขันในช่วงเย็น
[ผู้เข้าแข่งขันโปรดทราบ วันพรุ่งนี้พวกคุณจะต้องเข้าร่วมกิจกรรมอาสาสมัครหนึ่งวันที่บ้านพักคนชรา โปรดมาถึงท่าเรือโอวไห่ก่อน 08:30 น. และขึ้นรถบัสไปที่บ้านพักคนชราหรงกุ่ย ไม่มีข้อกำหนดสำหรับเสื้อผ้าทำกิจกรรม แต่ต้องแต่งกายอย่างสุภาพและเหมาะสม]
[ทีมงาน ‘22 วันปั้นดาว’]
กำหนดการนี้จะเริ่มในพรุ่งนี้เช้า เพราะฉะนั้นคืนนี้เธอไม่จำเป็นต้องกังวล
ซูโย่วอี๋ทานอาหารเช้าและไปที่พื้นที่ฮอโลแกรมเพื่อออกกำลังกายเป็นเวลาสองชั่วโมง จากนั้นลงชื่อเข้าใช้ระบบ ถึงตอนนี้เธอได้ลงชื่อเข้าใช้เป็นเวลาเจ็ดวันแล้ว อีกสามวันเธอก็จะมีโอกาสได้จับฉลาก
เธอถามเจ้าจิ้งจอกว่า “ความคืบหน้าในการลดน้ำหนักของฉันเป็นอย่างไรบ้าง?”
ระบบเรียกแผงข้อมูลส่วนตัวขึ้นมา และการฝึกของซูโย่วอี๋ก็ปรากฏขึ้นในหน้าแรก
[ผู้ใช้: ซูโย่วอี๋]
[ส่วนสูง: 170 เซนติเมตร]
[น้ำหนัก: 77 กิโลกรัม]
[อัตราไขมันในร่างกาย: 36%]