“ขอรับๆ นายท่าน พวกมันทั้งหลายนั้นมีตาหามีแววไม่ ไปทำให้นายท่านขุ่นเคืองใจ แต่ขอนายท่านโปรดอย่าไปสนใจพวกมันเลย เหรียญปรมาจารย์นี้มันมิใช่สิ่งที่คนต่ำต้อยอย่างพวกมันจะรู้จักได้” ฉินชงรีบร้องบอกอธิบายออกมา
ตำแหน่งของผู้ที่ถือครองเหรียญปรมาจารย์นั้นมันยิ่งใหญ่ปานใด? มีหรือที่คนเช่นนั้นจะยอมให้ใครมาลบหลู่ได้?
คนระดับนั้นสามารถที่จะตัดสินความเป็นความตายของเขาได้ด้วยคำพูดเพียงแค่คำเดียว
เพราะแม้ตัวของเขานั้นจะเป็นถึงเทพถ่องแท้เก้าดาวแต่ต่อหน้าเทพสวรรค์แล้วตัวเขามันก็เป็นได้แค่มดปลวกตัวหนึ่ง
เพราะแม้แต่เจ้าเมืองของเขาเองก็คงไม่คิดจะไปลบหลู่ผู้มีเหรียญปรมาจารย์เพราะตัวตนเทพถ่องแท้น้อยๆ อย่างเขา
แต่แน่นอนว่าการที่เย่หยวนนั้นมีเหรียญปรมาจารย์ติดตัวมันทำให้เขาตกตะลึงอย่างมาก มันเป็นเรื่องราวที่แม้แต่จะจินตนาการตามยังทำได้ยากยิ่ง
แต่สุดท้ายเหรียญปรมาจารย์มันก็ยังเป็นเหรียญปรมาจารย์ ฉินชงนั้นย่อมจะไม่สงสัยในอำนาจของมัน
ในแดนใต้นี้มีใครบ้างที่จะสามารถแย่งชิงเหรียญนี้ออกมาจากยอดคนทั้งเจ็ดได้?
เย่หยวนนั้นย่อมไม่มีกำลังใดๆ ไปต่อต้านคนทั้งเจ็ดนั้นโดยตรง แน่นอนว่าเรื่องลักขโมยมามันย่อมไม่มีทางเกิดขึ้น
ที่สำคัญเหรียญปรมาจารย์นี้หากถูกแย่งชิงมาแล้วมันจะไม่อาจใช้งานได้อีก!
เพราะฉะนั้นต่อให้ตอนนี้จิตใจของเขามันจะเปี่ยมไปด้วยความสงสัยอย่างเหนือล้นแต่ฉินชงก็ไม่กล้าที่จะทำอะไรโดยพลการ
เย่หยวนนั้นตอบกลับมาพร้อมยกมือโบกปัด “ข้าก็แค่อยากเจ้าเมืองชั้นในแต่พวกมันทั้งหลายนี้กลับมาหาว่าข้าจะหลอกลวงผู้คนใดๆ เฮ้อ… ตอนนี้ข้าเข้าไปได้หรือยัง?”
ฉินชงรีบตอบกลับมาทันที “แน่นอนๆ! ตอนนี้ที่พักของเหล่าปรมาจารย์ทั้งหลายนั้นถูกจัดไว้แล้ว ข้าน้อยขออนุญาตนำทางให้ท่านเอง!”
เย่หยวนพยักหน้าและเดินตามเขาไป
หนิงซืออวี๋นั้นสะใจอย่างมากเมื่อได้เห็นสีหน้าของเจิ้งปู้ฉุนทั้งหลายในตอนนี้
“พวกเจ้าทั้งหลายมันไม่มีปัญญาแม้แต่จะรู้จักเหรียญปรมาจารย์แต่กลับมาอวดอ้างตน ข้าคงบอกได้แค่ว่าเจ้าทั้งหลายนั้นมันไร้ค่าสิ้นดี! พวกเจ้าว่ากล่าวนายของข้า แต่ไม่ได้รู้เลยว่าตัวตลกที่แท้จริงมันคือตนเอง! ระดับของพวกเจ้านั้นมันแตกต่างจากนายข้านัก!”
พูดจบหนิงซืออวี๋ก็วิ่งตามเย่หยวนไปทิ้งผู้คนทั้งหลายให้ยืนมึงงงอยู่ตรงนั้น
เจิ้งปู้ฉุนร้องขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อสายตา “นั่นคือเหรียญปรมาจารย์? นี่มัน… จะเป็นไปได้อย่างไร?”
ชายหนุ่มที่มาด้วยกันนั้นเองก็ทำสีหน้าราวกับได้เห็นผี “เทพถ่องแท้สามดาวเป็นปรมาจารย์? นี่มัน… มีอะไรผิดพลาดหรือไม่?”
…
ที่พักของเหล่าปรมาจารย์นั้นยิ่งใหญ่หรูหราตามคาดเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังวิญญาณอันเหลือล้น ตั้งอยู่ในตำแหน่งที่สุดแสนจะงดงาม
เรือนพักนั้นมันถูกสร้างขึ้นรอบๆ ทะเลสาบน้อยๆ ที่ตั้งอยู่ตรงกลาง
ฉินชงนั้นค่อยๆ เดินนำทางเย่หยวนมายังเรือนก่วมแดงซึ่งเป็นที่พักของเขา
เมื่อได้เห็นท่าทางของฉินชงที่เปิดปากคิดจะพูดแต่สุดท้ายก็หุบมันลงโดยไม่กล่าวอะไรเย่หยวนจึงได้พูดขึ้น “อยากถามอะไรก็ถามมาเถอะ ทำไมชายร่างใหญ่กำยำอย่างเจ้าต้องมาทำตัวราวกับเป็นสาวน้อยแรกรุ่นด้วย?”
ฉินชงที่ได้ยินจึงต้องยิ้มขึ้นมากลบเกลื่อน “ข้าแค่สงสัยว่าอาจารย์เย่นั้นได้เหรียญมาจากเจ้าเมืองท่านใด?”
ฉินชงนั้นย่อมรู้จักหน้าเทพสวรรค์ทั้งเจ็ดผู้ครองดินแดนศักดิ์สิทธิ์ดีและเย่หยวนก็ย่อมมิใช่หนึ่งในเจ็ดคนนั้น เช่นนั้นแล้วเขาก็คงได้รับเหรียญนี้มาจากเทพสวรรค์ทั้งเจ็ดนั้นอย่างแน่นอน
เย่หยวนจึงตอบกลับไป “เย่ผู้นี้ถูกเทพสวรรค์เปียวหยูเชิญมา”
ฉินชงที่ได้ยินเช่นนั้นจึงเบิกตาขึ้นกว้าง “เทพสวรรค์เปียวหยู?”
เย่หยวนที่เห็นท่าทางเช่นนั้นจึงถามขึ้น “ทำไมเล่า? มีอะไรหรือ?”
ฉินชงรีบตอบกลับมาทันทีด้วยใบหน้ายิ้มๆ “ไม่มีอะไรขอรับ”
แม้ว่าตัวเขานั้นจะมีนิสัยเลือดร้อนแต่เขาเองก็ไม่ได้เป็นคนไม่รู้จักการวางตัว เพียงแค่ว่าเหรียญปรมาจารย์ในมือของเย่หยวนนี้มันทำให้เขาตกตะลึงมากจนเกินไป
เย่หยวนขมวดคิ้วแน่นถามขึ้นอีกครั้ง “เจ้าคิดว่าข้านั้นยังเด็กถูกหลอกได้ง่ายปานนั้น?”
ฉินชงที่ได้ยินก็หน้าถอดสีไปทันทีก่อนจะพูดขึ้นมาด้วยรอยยิ้มแห้งๆ “จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร? ก่อนๆ มาเทพสวรรค์เปียวหยูนั้นจะเชิญเทพสวรรค์ซืออี้แห่งหอมหาสมบัติมาเสมอ ไม่นึกว่า… ครั้งนี้เขากลับจะไปชวนอาจารย์เย่มาแทน?”
เย่หยวนที่ได้ยินเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วแน่นขึ้นมา
เดิมทีเขานั้นย่อมคิดตอบตกลงเทพสวรรค์เปียวหยูไม่อย่างไม่คิดอะไรมากมายจนลืมไปว่ามันต้องมีเรื่องเช่นนี้อยู่
ในเมื่อเจ้าเมืองแต่ละคนนั้นมีเหรียญอีกคนละเหรียญมันก็ย่อมจะมีตัวตนผู้คนที่เคยได้รับเหรียญนั้นในงานครั้งก่อนๆ!
ตอนนี้เมื่อเหรียญนี้มันมาตกอยู่ในมือเขา มันจะไม่เป็นการล่วงเกินปรมาจารย์ท่านอื่นไปหรือ?
คิดมาได้ถึงตรงนี้เย่หยวนก็อดรู้สึกปวดหัวตุบๆ ขึ้นมาไม่ได้
เทพสวรรค์เปียวหยูนั้นได้มอบตำแหน่งที่สูงส่งนี้มาให้ แต่เทพสวรรค์เปียวหยูก็ได้โยนกองไฟมาพร้อมๆ กับตำแหน่งนี้เช่นกัน
ที่ด้านข้างทางฉินชงก็ได้แต่คิดไปเรื่อยเปื่อยถึงตัวตนที่แท้จริงของเย่หยวน
เขานั้นคิดไปถึงขั้นว่าบางทีเย่หยวนนี้อาจจะเป็นยอดอัจฉริยะจากวังพำนักจักรพรรดิเทพสวรรค์วันเปา?
เดินทางมายังงานชุมนุมโอสถเมฆาครั้งนี้ก็เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์โลกภายนอก
เพียงแค่ว่าถึงจะอย่างไรการจะให้เหรียญปรมาจารย์นี้มันจะไม่เกินไปหน่อยหรือ?
ด้วยกำลังของเย่หยวนนี้หากคิดอยากให้เขามาเผชิญประสบการณ์จริง ส่งเขาเข้ามาในรุ่นคนหนุ่มสาวเหล่าลูกศิษย์ทั้งหลายมันจะไม่ดีกว่าหรือ?
คิดมาได้ถึงตรงนี้ฉินชงก็รู้สึกได้ว่ามันมีอะไรแปลกๆ
เย่หยวนนั้นมีวิชายุทธที่สุดแข็งแกร่ง สามารถต่อสู้ข้ามดาวได้อย่างง่ายดาย เช่นนั้นแล้ววิชาโอสถของเขาจะเก่งกาจได้สักเพียงใด?
ที่นี่มันคืองานชุมนุมโอสถ มิใช่งานชุมนุมวรยุทธ
คิดมาได้ถึงตรงนี้ฉินชงก็เริ่มรู้สึกดูถูกเย่หยวนอยู่ในใจ
‘ใช่แล้ว! เจ้านั้นเป็นแค่ยอดฝีมือวิชายุทธ แต่กลับได้มายังงานชุมนุมโอสถเมฆาด้วยตำแหน่งปรมาจารย์!’
‘เมื่อถึงเวลาเจ้าจะต้องเสียหน้าอย่างแน่นอน’
เขานั้นคิดไปถึงขั้นว่าเย่หยวนนั้นคงเป็นยอดคนทายาทจากตระกูลใหญ่ที่ใช้ชีวิตอย่างอวดดีเพราะฝีมือที่เหนือล้ำของตน
เขานั้นคงเติบโตมาในวังพำนักจักรพรรดิเทพสวรรค์และเดินทางออกมาหาเรื่องสนุกๆ ทำ ฉินชงตัดสินจากการที่เขาพาตัวนางคนรับใช้หน้าตางดงามออกมาด้วย
แต่แน่นอนว่าเรื่องทั้งหลายนี้มันเกิดขึ้นในความคิดของเขาและไม่ได้พูดออกมาแม้แต่น้อย
“เอาล่ะ เจ้าไปเถอะ อ่า จริงด้วย! นางผู้นี้มีนามว่าหนิงซืออวี๋ เจ้าช่วยจัดการสมัครนางเข้าร่วมงานชุมนุมโอสถเมฆาให้ข้าหน่อย” เย่หยวนบอก
“ขอรับนายท่าน” ฉินชงนั้นยังไม่เข้าใจเรื่องราวใดๆ มากมายแต่เขาก็ตอบรับกลับไป
หรือว่าที่เด็กคนนี้มันเดินทางมาร่วมงานชุมนุมโอสถเมฆาจะเป็นเพราะสาวน้อยนางนี้?
แต่ขึ้นครองตำแหน่งปรมาจารย์เพราะจอมเทพโอสถห้าดาวผู้หนึ่ง มันช่างน่าขัน!
…
ข่าวเรื่องที่เทพถ่องแท้สามดาวกลับกลายเป็นปรมาจารย์มันแพร่กระจายไปทั่วเมืองอย่างรวดเร็ว
แต่นอกจากความตื่นตะลึงแล้วมันยังมีเสียวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นมาด้วย
แค่เทพถ่องแท้สามดาวจะมีความสามารถอะไรขึ้นเป็นปรมาจารย์ได้?
เพราะไม่ว่าอย่างไรเสียจอมเทพโอสถหกดาวในเมืองนี้มันก็มีอยู่ทุกหนแห่ง ทั้งยังล้วนเป็นยอดฝีมือหนุ่มสาวทั้งสิ้น มันมีแม้แต่ยอดจอมเทพโอสถหกดาวที่มีชื่อเสียงลือลั่นทั่วดินแดน
คนทั้งหลายนี้จะมีใครอ่อนแอกว่าเย่หยวนบ้าง?
ที่สำคัญคนทั้งหลายยังพอมองออกว่าเย่หยวนนั้นมีอายุเพียงแค่พันกว่าปี ที่สำคัญพวกเขายังได้ยินมาด้วยว่าวิชาวรยุทธของเขานั้นนับได้ว่าเหนือล้ำอย่างมาก มันยิ่งทำให้เรื่องราวรู้สึกแปลกประหลาด
ในเวลานี้เหล่ายอดนักหลอมโอสถราวเจ็ดถึงแปดคนได้มาร่วมตัวกันพูดคุยถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในร้านอาหารแห่งหนึ่ง
“พี่หยุนยี่ ท่านนั้นไม่ทราบแต่เจ้าเด็กคนนี้มันเย่อหยิ่งโอหังอย่างเหนือจะรับ บอกว่ามันนั้นคือยอดอัจฉริยะอันดับหนึ่งในด้านการโอสถ! แต่สำหรับข้าหากจะให้พูดถึงยอดอัจฉริยะอันดับหนึ่งในด้านการโอสถมันย่อมต้องเป็นพี่หยุนยี่!” แน่นอนว่าผู้กล่าวนี้ย่อมจะเป็นเจิ้งปู้ฉุน
แต่ตั้งที่เขาได้รู้ว่าเย่หยวนนั้นมีตำแหน่งเป็นถึงปรมาจารย์ตัวเขาย่อมไม่คิดจะยอมรับมัน
มีหรือที่เทพถ่องแท้สามดาวผู้หนึ่งจะเก่งกาจพอเป็นปรมาจารย์ได้?
ท่าทางอัน ‘เย่อหยิ่งโอหัง’ ของเย่หยวนนั้นมันไม่คิดจะเห็นตระกูลเจิ้งอยู่ในสายตา
มีหรือที่เขาจะยอมรับการดูถูกนี้ไว้ได้
เพียงแค่ว่าตอนนี้เย่หยวนเป็นถึงปรมาจารย์ เขาจึงได้แต่ต้องกล้ำกลืนแม้จะอยากทำอะไรก็ตามแต่
แต่แม้ว่าเขาจะไม่อาจทำอะไรเย่หยวนได้ แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะทำไม่ได้
หยุนยี่นี้เป็นยอดอัจฉริยะนักหลอมโอสถแห่งยอดเมืองหลวงจักรพรรดิโอสถเมฆา หนึ่งในคนแค่ไม่กี่คนที่สามารถบรรลุอาณาจักรเต๋าได้ในงานชุมนุมโอสถเมฆานี้
หากไม่มีอะไรผิดพลาดแล้วงานชุมนุมโอสถเมฆาในครั้งนี้ผู้ชนะก็คงเป็นหนึ่งในเหล่าคนที่ขึ้นถึงอาณาจักรเต๋ามาได้นี้ทั้งสิ้น
ที่สำคัญกว่านั้นหยุนยี่ยังมีตำแหน่งที่สุดแสนพิเศษเพราะว่าตัวเขานั้นคือเหลนของเทพสวรรค์ดันหยู่ มีตำแหน่งที่นับได้ว่าสูงส่งมากในยอดเมืองหลวงจักรพรรดิโอสถเมฆา
ด้วยตัวเขาแล้วมันย่อมจะสามารถจัดการเจ้าเด็กคนนี้ได้ไม่ยากเย็นนัก
อย่างน้อยๆ เขาก็น่าจะทำให้เจ้าเด็กคนนั้นสูญสิ้นชื่อเสียงและจำต้องออกจากยอดเมืองหลวงจักรพรรดิโอสถเมฆาไปด้วยสภาพน่าสมเพช
…………………………