คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย – ตอนที่ 126 ยืมแรง

จินเฟยเหยาไม่ทราบว่าตระกูลพานรับมือกับตระกูลอู่ที่อับอายกลายเป็นโทสะได้อย่างไร ที่นางรู้คือพานอี้อันไม่ต้องอาละวาดไม่ยอมแต่งงาน ตระกูลอู่ก็ไม่ยอมแต่งด้วย

เนื่องจากเรื่องพานจั๋วเยวี่ยเกี้ยวพาราสีอู่ฉงเหล่ยทำให้ผู้อาวุโสขั้นกำเนิดใหม่ของตระกูลทั้งสองฝ่ายออกโรง ตระกูลอู่ต้องการฟาดพานจั๋วเยวี่ยที่หยามเกียรติสตรีตระกูลตนให้ตาย บรรพชนของพานจั๋วเยวี่ยจะให้เหลนชายคนสำคัญของตนเองถูกฟาดตายได้อย่างไร อีกทั้งคนของตระกูลเจ้ายังยั่วยวนเหลนชายของข้าก่อน เกิดทะเลาะกันขึ้นมา อาละวาดจนถึงตอนท้าย ความสัมพันธ์ของสองตระกูลเปลี่ยนเป็นเลวร้ายลง แม้แต่ฮูหยินพานก็สะบัดก้นกลับบ้านเดิม

เพื่อชำระมลทินครอบครัวของตนเอง พานอี้ยังไปทวงหินผลึกเทียนจี๋ครั้งหนึ่ง แน่นอนว่าผลคือถูกไล่ออกมา ใครจะควักเนื้อคืนสิ่งของให้เขา

เรื่องนี้ก็ปล่อยคาไว้แบบนี้ ทั้งครอบครัวของพานอี้ก็ใช้ชีวิตกับการเฝ้ามุกเก็บการรับรู้ของบรรพชนผู้ล่วงลับอย่างวางใจ จินเฟยเหยาก็ได้รางวัลที่รับปากไว้ เรื่องของตระกูลพานกลายเป็นหัวข้อชั้นยอดให้ซื่อเต้าจิงนำเสนอ ซื่อเต้าจิงเขียนเรื่องนี้เป็นหลักอยู่สองเดือนเต็มๆ เห็นเรื่องราวยิ่งมายิ่งรุนแรง จินเฟยเหยาอ่านจนบันเทิงแทบตาย

สิ่งของที่ขโมยออกมาจากเจดีย์เก็บสมบัติในวันนั้น นอกจากศิลาน้ำแข็งแล้ว ยังมียาที่ใช้เป็นประจำจำนวนไม่น้อย ของดีๆ อย่างอื่นคาดว่าอยู่ชั้นบน ชั้นยิ่งสูงสิ่งของยิ่งดี นับว่านางโชคดี หากมิใช่ศิลาน้ำแข็งก้อนนี้ต้องถูกนำมาหลอมสร้างของวิเศษทันที ตอนนี้คงเก็บไว้เจดีย์ชั้นบนนานแล้ว

จินเฟยเหยาแยกหินผลึกเทียนจี๋ที่อยู่ข้างนอกออกมาอย่างระมัดระวัง เผยให้เห็นศิลาน้ำแข็งด้านในขนาดเท่ากำปั้น กลมเกลี้ยงอย่างยิ่ง มองศิลาน้ำแข็งในมือ หัวใจจินเฟยเหยาเต้นอย่างบ้าคลั่ง ของสิ่งนี้ดูเหมือนตนเองจะมีอยู่ชิ้นหนึ่ง

ใช่ คือมุกเม็ดที่ได้มาจากในสระสาวงามกลุ่มนั้นในภาพมายาของศิลารองรับฟ้า นางรีบนำมุกที่เปี่ยมล้นด้วยปราณน้ำก้อนนั้นออกมา ถือไว้ข้างละชิ้น จริงเสียด้วย ศิลาสองก้อนเหมือนกันอย่างไรอย่างนั้น มีปราณน้ำเหมือนกัน และโปร่งใสสุดเปรียบปาน

ศิลาน้ำแข็งสองก้อน…ในสมองจินเฟยเหยาพลันปรากฏลักษณะของวิเศษชิ้นหนึ่ง เหมาะสมกับศิลาน้ำแข็งอย่างยิ่ง ดังนั้นนางตัดสินใจหลอมศิลาน้ำแข็งอันล้ำค่าสองก้อนเป็นอาวุธเวทแก่นชีวิต

เพียงแต่นอกจากนางเคยซ่อมกระเป๋าเก็บของและทรมานอ่างมายาจิ่งเทียน ก็ไม่เคยหลอมอาวุธมาก่อน ถ้าใช้ศิลาน้ำแข็งหลอมอาวุธทันทีอาจจะได้ขยะออกมากองหนึ่ง ต้องเลื่อนระดับการหลอมอาวุธจนไม่มีทางพลาดก่อนจึงลงมือได้

วิธีเดียวที่สามารถเลื่อนระดับการหลอมอาวุธได้ก็คือพยายามหลอมอาวุธ คิดถึงหลายปีมานี้ตนเองเก็บสะสมสิ่งของไว้เป็นจำนวนไม่น้อย มิสู้นำออกมาจำแนกชนิดทั้งหมดแล้วเริ่มจากสร้างอาวุธระดับต่ำสุด

“พั่งจื่อ ต้านิว รีบมาช่วยเร็วเข้า” จินเฟยเหยาตัดสินใจนำกระเป๋าเก็บของในอดีตออกมาและเดินออกมานอกบ้าน

นอกบ้านมีต้นหญ้าเขียวขจีขึ้นนานแล้ว ปุ๋ยของที่นี่ใช้ได้ผลดีกว่าโลกหนานซาน ต้นหญ้าสีเขียวเหล่านี้งอกงามทีเดียว ยังมีดอกไม้ป่าจำนวนไม่น้อยเบ่งบานอยู่บนทุ่งหญ้า

เนี่ยนซีเติบโตจนอายุสิบกว่าปีแล้ว ส่วนสูงยืดยาวทว่ายังไม่มีสมอง นอกจากกินก็หาสถานที่รอหวาซีโดยไม่มีกำหนดเวลาอย่างเงียบงัน จินเฟยเหยารู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะหาหวาซีพบในชาตินี้ เขาถูกคนล่าสังหารในโลกหนานซาน ถึงตอนนี้สงครามที่วุ่นวายอาจจะทำให้ไม่มีใครสนใจเขา

ทว่าเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะรู้ว่าตอนนี้เนี่ยนซีอยู่ที่โลกระดับวิญญาณ ต่อให้เขารู้ก็มาหาไม่ได้ง่ายๆ

ถ้าเปลี่ยนเป็นตนเองคงไม่รอตั้งนานแล้ว แต่นางไม่เข้าใจความคิดของสัตว์ปิศาจ บางทีอาจจะรอไปจนถึงวันตาย เห็นท่าทางของเนี่ยนซี จินเฟยเหยาก็ทนเห็นใบหน้าอันงดงามเช่นนี้แก่ชราไม่ได้ ครุ่นคิดว่าจะซื้อยาคงรูปโฉมให้นางกินดีหรือไม่ ไม่เช่นนั้นนึกถึงภาพหญิงชราคนหนึ่งกำลังรอคอยคนอยู่ก็ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกหนาวเยือก

ไม่ไปสนใจเนี่ยนซีที่ยืนอยู่บนพื้นหญ้าตรงประตูอย่างไม่มีประโยชน์เลยสักนิด จินเฟยเหยาหยิบถุงเก็บของทั้งหมดออกมา เทสิ่งของด้านในทั้งหมดลงบนพื้น ไม่จัดระเบียบก็ไม่รู้ว่าสิ่งของที่เก็บมาสิบกว่าปีมีจำนวนไม่น้อยจริงๆ กองสุมเป็นภูเขาลูกย่อมๆ

“พั่งจื่อ เจ้าหนีไปไหน? รีบมาช่วยเร็วเข้า” ต้านิวรีบรุดมา เห็นสิ่งของกองเป็นภูเขามันก็เริ่มหยิบแบ่งสิ่งของอย่างไม่พูดพร่ำทำเพลง

ส่วนพั่งจื่อไม่รู้ว่าไปหลบอยู่ที่ใด จินเฟยเหยาตะโกนเรียกอยู่นาน มันจึงลุกขึ้นนั่งบนพื้นหญ้าอย่างไม่เต็มใจ มันเพิ่งกินอิ่มกำลังอาบแดพดอยู่บนพื้นหญ้า เพิ่งหลับไปเมื่อครู่ก็ถูกจินเฟยเหยาตะโกนเรียก

มันเงยหน้ามองสิ่งของที่กองสูงเป็นภูเขา รู้สึกสมองพองโต รู้แต่แรกออกไปว่ายน้ำเล่นกับน้องปลาทองดีกว่า

เห็นท่าทางของมันก็รู้แล้วว่าไม่อยากทำงาน จินเฟยเหยาจึงเอ่ยกับต้านิวว่า “ไม่ทำงานก็ไม่ต้องกินข้าว อีกเดี๋ยวข้าจะพาเจ้ากับเนี่ยนซีไปร้านอาหารให้คนที่ไม่ทำงานกินหญ้าอยู่ที่นี่”

พั่งจื่อถลึงตาใส่นางอย่างดุร้าย เนี่ยนซีไม่ทำงานเหมือนกัน หน้าตางดงามก็ได้เปรียบ

มันเดินมาข้างหน้าเริ่มแยกประเภทสิ่งของอย่างเชื่องช้า เพียงแต่สิ่งของผสมปนเปและมีมากมายเกินไป มันหยิบไปหยิบมาก็ย้ายไปอยู่ด้านหลังกองวัสดุ ฉวยโอกาสหลบเลี่ยง ครู่หนึ่งมันก็นอนหลับไป

จินเฟยเหยาและต้านิวจัดแบ่งสิ่งของจนเหงื่อท่วมศีรษะ พลันได้ยินเสียงดังมาจากนอกเกาะ จินเฟยเหยายืนขึ้นมอง เห็นพานอี้และหลานสองคนของตนเองกำลังยืนอยู่บนท่าเรือ

“พวกเขามาได้อย่างไร?” จินเฟยเหยาแปลกใจอยู่บ้าง หยุดงานในมือแล้วเตะพั่งจื่อหนึ่งครั้ง หลังเตะให้มันตื่นก็ใช้การรับรู้เปิดการป้องกันช่องหนึ่งปล่อยให้พวกเขาสามคนเข้ามา

“สหายเซียนทั้งสามท่านอารมณ์สุนทรีย์นัก มีเวลาว่างมาเที่ยวบนเกาะเล็กๆ ของข้าได้อย่างไร?” จินเฟยเหยาเช็ดมือ เอ่ยด้วยรอยยิ้มแฉ่ง

ตอนนี้พวกเขาสามคนมีความหวังและกำลังใจขึ้นมาก สีหน้าของพ่านอี้ดูดีขึ้น เนื่องจากพานอี้อันถอนหมั้นจึงอารมณ์ดี คนยิ่งงดาม พานจั๋วหวายังทำงานเป็นองครักษ์ที่ไม่สะดุดตาในคฤหาสน์หลัก ทว่ากลับไม่เหมือนในอดีต ปณิธานแข็งแกร่งกว่าเมื่อก่อนมาก

คนเรา ขอเพียงมีทุนรอน เอวแข็งขึ้น ย่อมร่างกายสดชื่นจิตใจฮึกเหิม พานอี้ประสานมือคารวะจินเฟยเหยา “สหายเซียนจิน พวกเรามาวันนี้มีเรื่องจะขอร้อง”

“มาหาข้ามีธุระอะไร เชิญนั่งข้างใน ค่อยพูดค่อยจา” จินเฟยเหยาเชิญคนทั้งสามไปนั่งในศาลา เรียกเนี่ยนซีออกจากภวังค์ให้นางไปชงชาและยกของกินมา

รูปโฉมอันงดงามของนางทำให้พวกพานอี้มองไปด้านข้างหลายรอบ มีหญิงรับใช้ที่งดงาม เพิ่มหน้าตาของเจ้านายได้หลายส่วนจริงๆ มิน่าเล่าคนเหล่านั้นนึกว่านางเป็นผู้บำเพ็ญเซียนธรรมดา คิดจะทุ่มเงินซื้อนางไปเป็นหญิงรับใช้ เพียงรูปโฉมเช่นนี้ก็มีหน้ามีตายิ่งนัก

“สหายเซียนจิน ดูเหมือนพวกเราจะมาไม่ถูกจังหวะ เจ้ากำลังยุ่งอยู่หรือ” เห็นสิ่งของกองเป็นภูเขา พานอี้ทอดถอนใจอย่างยิ่ง เป็นเศรษฐีจริงๆ คิดไม่ถึงว่าจะสะสมสิ่งของไว้มากมายปานนี้ ถึงจะเป็นวัสดุชั้นต่ำจำนวนไม่น้อย ทว่าโชคดีที่มีปริมาณมาก

ถึงแม้พานจั๋วหวาและพานอี้อันจะเป็นคนในตระกูลผู้บำเพ็ญเซียนขนาดใหญ่ น่าเสียดายที่ตั้งแต่เกิดมาก็มีชีวิตลำบากยากแค้น เพิ่งเคยเห็นวัสดุที่กองอยู่บนพื้นเหมือนขยะเป็นครั้งแรก อดจินตนาการถึงถ้ำเซียนของบรรพชนผู้ล่วงลับไม่ได้ จะมีสิ่งของดีๆ กองเกลื่อนพื้นไปทั่วเหมือนขยะหรือไม่ เช่นนั้นพวกเขาก็ร่ำรวยแล้ว

จินเฟยเหยายิ้มแย้มเอ่ยว่า “ไม่ยุ่ง เพียงแค่กำลังจัดระเบียบสิ่งของเล็กน้อย หลายท่านอย่าเห็นว่ามีปริมาณมาก ที่จริงทั้งหมดเป็นสิ่งของที่ไม่มีค่าที่ข้าเก็บมาหลายสิบปีแล้ว”

เนี่ยนซีพลิ้วกายยกน้ำชามาพอดี จินเฟยเหยาจึงวางน้ำชาไว้ด้านข้าง จากนั้นเอ่ยถาม “ไม่ทราบท่านทั้งสามมาหาข้าคิดจะทำสิ่งใด?”

“เรื่องเป็นเช่นนี้สหายเซียนจิน เจ้าก็รู้ว่ามุกเก็บการรับรู้ของบรรพชนผู้ล่วงลับอยู่ในมือของพวกเรา แต่เนื่องจากเวลาผ่านไปนานการรับรู้สลายหายไปมาก ถ้ายังหาไม้เลี้ยงจิตไม่ได้อาจจะสลายหายไปทั้งหมด พวกเราไม่อยากให้บรรพชนผู้ล่วงลับหายไปแบบนี้ ดังนั้นจึงมาเชิญให้สหายเซียนจินช่วยเหลือ” พานอี้เอ่ยอย่างไม่เกรงใจอีก พูดถึงสาเหตุที่ตนเองมาในวันนี้ทันที

จินเฟยเหยาพอได้ฟังก็เอ่ยอย่างไม่เข้าใจ “สหายเซียนพาน ข้าไม่มีไม้เลี้ยงจิตที่เจ้าต้องการนะ”

“พวกเราไม่ได้มาหาสหายเซียนจินเพื่อหยิบยืมไม้เลี้ยงจิต พวกเรารู้ว่าไม้เลี้ยงจิตอยู่ที่ใด คิดจะขอยืมตัวเจ้าไปใช้งานสักหน่อย” พานอี้อธิบาย

จินเฟยเหยาเอ่ยอย่างยิ้มแย้ม “พวกเจ้าคงไม่ได้ให้ข้าไปขโมยหรอกนะ? เรื่องนี้อันตรายเกินไปทำได้เพียงครั้งเดียว”

“มิใช่ ไม่ได้ไปขโมย มรดกตกทอดของบรรพชนผู้ล่วงลับมีถ้ำเซียนแห่งหนึ่ง ด้านในมีสิ่งของของเขาปริมาณมหาศาล ไม้เลี้ยงจิตก็อยู่ในนั้น ถึงสถานที่จะอยู่ห่างจากที่นี่ไม่ไกลนักทว่าบรรพชนผู้ล่วงลับลงการป้องกันเอาไว้ ตอนนี้เนื่องจากการรับรู้ของเขาไม่เพียงพอจะออกมาชี้แนะการทำลายการป้องกันให้พวกเรา ดังนั้นจึงเอ่ยถึงเพียงสิ่งสำคัญบางอย่าง ได้แต่อาศัยการบุกฝ่าอย่างหักโหมของพวกเรา แต่เจ้าก็รู้ว่าพวกเราสามคนมีเพียงข้าที่เป็นผู้บำเพ็ญเซียนขั้นสร้างฐาน พวกเราสองคนเพิ่งขั้นฝึกปราณต้องทำลายการป้องกันไม่ได้แน่ ดังนั้นจึงคิดเชิญสหายเซียนจินยื่นมือเข้าช่วยเหลือ”

จินเฟยเหยาฟังคำพูดของพานอี้ ก็เอ่ยอย่างไม่เข้าใจ “พลังการบำเพ็ญเพียรของข้าไม่สูงนัก บรรพชนผู้ล่วงลับของพวกเจ้าน่าจะเป็นผู้บำเพ็ญเซียนขั้นกำเนิดใหม่ การป้องกันที่พลังการบำเพ็ญเพียรเช่นนี้จัดวาง ข้าจะเปิดออกได้อย่างไร อีกทั้งพวกเจ้าน่าจะไปหาผู้บำเพ็ญเซียนขั้นหลอมรวมหรือขั้นกำเนิดใหม่สิ มาหาข้าก็ไม่มีโอกาสทำได้มากนัก”

พานอี้มีสีหน้าลำบากใจลังเลอยู่นานจึงเอ่ยว่า “สหายเซียนจิน เรื่องสมบัติไม่อาจให้รั่วไหลไปภายนอก พลังการบำเพ็ญเพียรของพวกเราอ่อนด้อย ถ้าไปหาผู้บำเพ็ญเซียนขั้นหลอมรวมหรือขั้นกำเนิดใหม่ มิใช่ส่งเนื้อเข้าปากเสือมีแต่ไปไม่มีกลับหรือ”

“เช่นนั้นพวกเจ้าจะให้ข้าไปอย่างวางใจได้อย่างไร หรือข้าดูมีเมตตาขนาดนั้น?” จินเฟยเหยาสงสัย นางมีคุณธรรมขนาดนี้เชียว?

ครั้งนี้พานอี้โล่งใจขึ้นมาก “บรรพชนผู้ล่วงลับบอกไว้ เขาบอกว่าสหายเซียนเป็นคนซื่อตรง เรื่องอันใดขอเพียงเจรจาให้เรียบร้อยก็จะทำตามนั้น ในถ้ำเซียนของบรรพชนผู้ล่วงลับมีของวิเศษและเคล็ดวิชามากมาย หลังเปิดการป้องกัน สหายเซียนสามารถเลือกเคล็ดวิชาชั้นยอดฉบับคัดลอกไปได้หนึ่งฉบับ อีกทั้งยังมีใบสั่งยาหนึ่งฉบับที่เพิ่มโอกาสเจี๋ยตันได้หนึ่งในสามส่วนก็มอบให้สหายเซียนด้วย”

จินเฟยเหยาไม่ใช่คนโง่ ย่อมรู้ว่านี่เป็นสิ่งที่ภาพเสมือนสอนให้พวกเขาพูด เจ้าหมอนี่อยู่กับจินเฟยเหยาไม่กี่วันก็รู้ว่านางสนใจแต่ผลประโยชน์ ขอเพียงมีผลประโยชน์นางย่อมช่วยเหลือ อีกทั้งนิสัยนางไม่ถือว่าเลวร้ายน่าจะไม่เกิดความคิดฆ่าคนชิงทรัพย์อย่างกะทันหัน

เพิ่มโอกาสเจี๋ยตันได้หนึ่งในสามส่วนเป็นสิ่งที่จินเฟยเหยาปรารถนาที่สุด อย่างไรเสียมีภาพเสมือนคอยชี้แนะ น่าจะทำลายการป้องกันของเขาเองได้ไม่ยาก ทั้งยังนำเคล็ดวิชาชั้นยอดไปได้ แถมสามคนนี้ก็สู้ตนเองไม่ได้ ไปดูสักรอบก็ได้

“ได้ ข้ามีความสัมพันธ์ใดกับบรรพชนผู้ล่วงลับของพวกเจ้า เรื่องเล็กน้อยเพียงนี้ข้าต้องช่วยเหลืออยู่แล้ว” จินเฟยเหยายิ้มแย้ม รับปากอย่างยินดี

คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย

คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย

Status: Ongoing
อ่านนิยายเรื่อง คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตายเวลาเช้าตรู่ บนเส้นทางอันยาวไกลของยอดเขาลั่วซี มีเด็กสาวผู้หนึ่งกำลังแบกถังไม้ขนาดใหญ่สูงเจ็ดฉื่อ[1]เดินไปยังวังอวิ๋นเย่ที่สร้างอยู่กลางยอดเขาด้วยฝีเท้าเบาและรวดเร็ว นางอายุประมาณสิบสองสิบสามปี เกล้าผมเป็นมวยสาวน้อยคู่หนึ่ง บนมวยแต่ละอันมีแถบผ้าสีเขียวพันประดับ บนร่างสวมชุดศิษย์สายนอกสีเทาทั้งตัว บนเข่ามีรอยปะชุนแห่งหนึ่ง หน้าตางดงามน่ารัก รูปร่างพอเหมาะพอดี ทว่ากลับแบกถังไม้ที่สูงกว่านางสองเท่า ก้าวเดินบนบันไดศิลาดุจเหินบิน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset