คุณหนูไฮโซยอดอัจฉริยะ – ตอนที่ 742 พวกเธอเอื้อมไม่ถึงอิ๋งจื่อจินหรอก

ตอนที่ 742 พวกเธอเอื้อมไม่ถึงอิ๋งจื่อจินหรอก

ถ้าวันนี้ซู่เวิ่นไม่ปรากฏตัว ความทรงจำส่วนนี้ก็ยังคงจะถูกจงมั่นหวาหลงลืมไป

อาการสะเทือนใจหลังบาดเจ็บจะทำให้สูญเสียความทรงจำ โดยทั่วไปจะฟื้นกลับมาในเวลาครึ่งปี

แต่ก็จะมีบางกรณีที่มีปัจจัยส่วนตัวหรืออื่นๆ ที่ไม่สามารถฟื้นกลับมาได้ตลอดชีวิต

จงมั่นหวาตัวสั่นอย่างรุนแรง นึกถึงเรื่องนั้นอีกครั้งอย่างควบคุมไม่ได้

ตอนนั้นเธอคลอดลูกมาได้ครึ่งปีแล้ว แต่เนื่องจากอิ๋งเจิ้นถิงออกไปทำงานต่างถิ่นบ่อย สภาพจิตใจของเธอก็เลยไม่ค่อยดี

ฮอร์โมนในร่างกายผู้หญิงหลังคลอดจะเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ทำให้เป็นโรคซึมเศร้าหลังคลอดได้ง่ายๆ

จงมั่นหวาเป็นโรคซึมเศร้าหลังคลอดไม่รุนแรง ทุกวันดูปกติมาก คนอื่นๆ ก็ดูไม่ออก

อิ๋งเจิ้นถิงไปสะสางงานที่ยุโรปอีกครั้ง จงมั่นหวาก็พาลูกน้อยไปด้วย

ความบังเอิญก็คือ โรงแรมที่พวกเขาเข้าพักเป็นโรงแรมที่ตอนนั้นชิงหลางเอาอิ๋งจื่อจินไปฝากไว้

อิ๋งเจิ้นถิงออกแต่เช้ากลับดึกทุกวัน มีแค่จงมั่นหวาที่เลี้ยงลูกอยู่คนเดียว

และในไม่กี่วันนี้เองที่อาการซึมเศร้าทวีความรุนแรงขึ้นไม่น้อย

ลูกคนนี้ร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เกิด เป็นโรคหอบมาแต่กำเนิด อีกทั้งยังมีโรคอื่นน้อยใหญ่ตามมา

ซึ่งก็มีสาเหตุมาจากนิสัยความเคยชินที่ไม่ดีบางอย่างตอนจงมั่นหวาตั้งท้อง

กอปรกับเด็กทารกเอาแต่ร้องไห้ไม่ยอมหยุด

จงมั่นหวารำคาญขั้นสุด

พอโรคซึมเศร้ากำเริบ เธอก็ลืมไปชั่วขณะว่าสิ่งที่เธอกอดอยู่เป็นเด็กทารก เลยเอาไปโยนทิ้งตรงหน้าต่าง

ความสูงของตึกแปดชั้นทำให้เด็กทารกตายคาที่

พอจงมั่นหวาคิดได้ว่าตัวเองทำอะไรลงไปก็เสียสติในทันที

เธอรีบลงไปหาศพเด็กทารก แต่ยังไม่ทันเจอศพเด็กก็สังเกตเห็นทารกอีกคนในพงหญ้าเสียก่อน

ผ้าห่อตัวดูดีมีราคา แต่งตัวสวยงาม ดูก็รู้ว่าเป็นลูกของครอบครัวที่มีฐานะ

ไม่ร้องไห้ไม่งอแง ยิ่งไปกว่านั้นไม่มีโรคติดตัว

เนื่องจากตระกูลอิ๋งมีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดกับตระกูลเรนเกลจริง ตอนอิ๋งจื่อจินยังเล็กจึงมีความคล้ายเด็กคนนั้นมาก

จงมั่นหวาไม่ยินดียอมรับความจริงที่ตัวเองโยนลูกลงมาตายจึงอุ้มอิ๋งจื่อจินกลับไป และไม่ได้สนใจศพเด็กทารกอีก

ต่อมาทางโรงแรมทำความสะอาดสวนหย่อมก็พบศพเด็กทารก กลัวจะมีเรื่องยุ่งยากจึงจัดการฝังทิ้ง

เทคโนโลยีเมื่อยี่สิบปีก่อนไม่เจริญก้าวหน้าเท่าสมัยนี้ จึงไม่มีข่าวลือออกมา

อาการช็อกอย่างรุนแรงก็ทำให้จงมั่นหวาลืมความทรงจำส่วนนี้ไป

กอปรกับผลตรวจดีเอ็นเอก็ปกติดี เธอเลยยิ่งนึกเรื่องนี้ไม่ออก

แม้แต่อิ๋งเจิ้นถิงก็ไม่รู้ว่าเคยมีเรื่องแบบนี้

ต่อให้กรุ๊ปเลือดผิดเพี้ยน จงมั่นหวาก็มีแต่จะคิดว่าทางโรงพยาบาลตรวจผิดแต่แรก

ถ้าวันนี้ไม่ได้เห็นซู่เวิ่น เธอคงลืมไปตลอดชีวิต

นี่เป็นความจริงที่จงมั่นหวาไม่อยากนึกถึง

“…”

เกิดความเงียบขึ้นในห้องผู้ป่วย

แม้แต่ฟู่อวิ๋นเซินกับอิ๋งจื่อจินยังตกอยู่ในห้วงความเงียบ

ผู้เฒ่าจงสูดลมหายใจเข้าลึก มือยังสั่นอยู่ “ต่อให้เด็กคนนั้นจะสุขภาพไม่ดี ชอบร้องไห้งอแง แต่แกโยนลูกทิ้งได้ยังไง”

เขาตบโต๊ะอย่างรุนแรง โมโหตะคอกใส่ “นั่นลูกสาวแท้ๆ ของแกเลยนะ บทจะทิ้งก็ทิ้งเหรอ”

จงมั่นหวาถูกซู่เวิ่นข่มไว้จึงพูดอย่างกลัวๆ “หนู…หนูเป็นโรคซึมเศร้า อาการกำเริบ ไม่รู้สึกตัวว่าสิ่งที่กอดอยู่เป็นเด็กทารก”

“ไม่ต้องพูดแล้ว” ผู้เฒ่าจงเบือนหน้าหนี เสียใจมาก “สาเหตุสำคัญที่สุดคือ ต่อให้เลี้ยงจนโตแล้ว โรคที่ลูกแกเป็นก็ไม่มีทางหายดี หาผลประโยชน์ให้แกไม่ได้ มีแต่จะทำให้แกขายหน้าด้วยซ้ำ”

เขานึกไม่ถึงว่าหลานสาวแท้ๆ ของเขาจะตายหลังเพิ่งเกิดได้ไม่นาน

ไม่เหลือซากศพจนถึงตอนนี้

“คุณตาคะ เคยมีเคสแบบนี้เหมือนกันในประเทศอื่น” อิ๋งจื่อจินจับบ่าผู้เฒ่าจง “แม่ที่เป็นโรคซึมเศร้าหลังคลอดโยนลูกทิ้งจากชั้นสิบสองเพราะคิดว่าเป็นตุ๊กตา”

เธอพูดเรื่องจริง

ตอนที่อวี้เสวี่ยเซิงคุยเรื่องจิตวิทยากับเธอเคยเน้นเรื่องโรคซึมเศร้าหลังคลอด

ผู้เฒ่าจงเช็ดน้ำตา กำมือแน่น “ถ้าไม่ติดว่าอิ๋งเจิ้นถิงตายแล้ว ฉันจะให้มันทุกข์ทรมาน!”

หากไล่ไปถึงสาเหตุที่สภาพจิตใจของจงมั่นหวาย่ำแย่ก็เป็นเพราะอิ๋งเจิ้นถิงนอกใจ

“ไปยุโรปอีกรอบ” ซู่เวิ่นหันไปสั่งคนคุ้มกันคนหนึ่ง “ซื้อโรงแรมนั้นไว้แล้วหาศพเด็ก จัดการเอาไปฝังให้ดี”

คนคุ้มกันกำมือคารวะ “ครับคุณนายใหญ่”

จงมั่นหวามองซู่เวิ่นด้วยความตะลึง

แม่แท้ๆ ของอิ๋งจื่อจินเป็นใครกันแน่

บุคลิกที่สูงส่งข่มคนอื่นได้ นายหญิงของตระกูลใหญ่ในตี้ตูก็ยังไม่มี

จงมั่นหวารู้สึกสับสนในใจ ที่มากกว่าคือความหวาดกลัว

ทำไมเพียงชั่วพริบตาลูกสาวของเธอก็กลายเป็นคนที่เธออาจเอื้อมไม่ถึงแล้ว

“ฉันไม่สนหรอกนะว่าเธอจะเอาลูกฉันไปหรือเปล่า” สายตาของซู่เวิ่นกลับมาที่จงมั่นหวา เธอหลับตาแล้วพูดเสียงดังขึ้น “แต่เธอเอาไปแล้ว คิดว่าเป็นลูกสาวแท้ๆ ของตัวเองด้วย ทำไมถึงทำแบบนั้นกับเด็ก”

ในที่สุดเธอก็ทนไม่ไหว ตบหน้าจงมั่นหวาไปหนึ่งที

สีหน้าของจงมั่นหวาเริ่มซีดลงทีละนิด “ฉัน ฉัน…”

เรื่องเมื่อยี่สิบปีก่อน เธออ้างว่าเป็นเพราะโรคซึมเศร้าได้

แต่เรื่องสูบเลือด เธอหาข้ออ้างไม่ได้เลย

ด้านหนึ่งเป็นเพราะเธออยากเอาใจอิ๋งลู่เวยกับคุณนายผู้เฒ่าอิ๋ง

อีกด้านเป็นเพราะเธอเกลียดที่อิ๋งจื่อจินกลับมาจากบ้านนอก ทำอะไรไม่เป็นเลยสักอย่าง มีแต่ทำให้เธอขายหน้า

ก็แค่ให้เลือด ไม่ถึงกับตายเสียหน่อย

“ตอนนี้ฉันจะบอกเธอให้ ถ้าไม่ใช่เพราะมีตัวล็อกพันธุกรรม ลูกสาวฉันคงตายเพราะเธอไปแล้ว” ซู่เวิ่นพูดเสียงเย็นชา “เธอนี่มันเก่งจริงๆ เลยนะ ตายไปคนก็หาอีกคนมาแทน”

“แล้วก็เยาเยาน่ะ เป็นคุณหนูใหญ่ของตระกูลเรนเกล ไม่ใช่ตระกูลอิ๋งของเธอ พวกเธอมันไม่คู่ควร”

จงมั่นหวาตัวสั่นขึ้นมาอีกรอบ ริมฝีปากก็ซีดลง

เธอเอามือปิดหู ตะโกนเสียงดัง “ไม่ต้องพูดแล้ว…เลิกพูดได้แล้ว!”

ถ้าเธอรู้แต่แรกว่าอิ๋งจื่อจินจะโตมาโดดเด่นขนาดนี้ มีเหรอที่เธอจะทำตัวแบบนั้นใส่

เธอมีแต่จะทำดีกับอิ๋งจื่อจินให้มากๆ วันหน้าจะได้ดื่มด่ำกับชื่อเสียงและเกียรติ

ซู่เวิ่นยืนอยู่ด้านข้าง

ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้

“นี่เป็นของขวัญที่ฉันให้เธอ” ซู่เวิ่นยิ้ม “วางใจได้ ชีวิตนี้เธอเป็นบ้าไม่ได้หรอก อย่าได้คิดจะเป็นบ้าหลีกหนีความจริง การมีชีวิตอยู่ต่างหากที่แย่ยิ่งกว่า”

พูดจบก็ไม่มองจงมั่นหวาอีก จับมืออิ๋งจื่อจินแน่น “เยาเยา พวกเราไปเถอะ”

อิ๋งจื่อจินไม่แม้แต่จะมองจงมั่นหวา สีหน้าก็ไม่เปลี่ยนแปลงเลยสักนิด ตามซู่เวิ่นออกไป

“ไม่!” จงมั่นหวาอารมณ์รุนแรงขึ้น “จื่อจิน! จื่อจิน!”

“เลิกเรียกได้แล้ว” ผู้เฒ่าจงขัดจังหวะเธอ “จื่อจินไม่ใช่ลูกสาวของแก แกไม่คู่ควรมีลูกสาวดีๆ แบบนี้ และก็ไม่สมควรเป็นแม่คนด้วย”

เขาเอามือไพล่หลังเดินออกไป ใบหน้ายังมีคราบน้ำตาหลงเหลืออยู่

ชั่วขณะนั้นดูแก่ลงไปมากทีเดียว

จงมั่นหวาอ้าปากค้าง หน้าซีดมากขึ้น เหงื่อผุดเต็มหน้าผาก “ไม่…ฉันไม่เอา ฉันไม่เอา!”

เธอยอมเป็นบ้าต่อไปดีกว่าเผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้าย

เธอทำลูกสาวแท้ๆ ของตัวเองตาย แถมยังถูกแม่ของอิ๋งจื่อจินเอาคืน

จงมั่นหวาได้เห็นถึงอำนาจของตระกูลใหญ่ที่แท้จริงแล้ว

แตกต่างกันมากเกินไป เธอรู้สึกรับไม่ได้

แต่เธออยากเป็นบ้าก็บ้าไม่ได้

จงมั่นหวาร้องไห้ออกมา

ชีวิตนี้เธอต้องจมอยู่กับความรู้สึกผิดและทุกข์ทรมานอย่างรุนแรง

ไม่มีวันได้สงบสุขจนกว่าจะตาย

ผู้เฒ่าจงกลับถึงบ้านในสภาพเหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่าง นิ่งเงียบไปนาน

ตอนเที่ยงอิ๋งเทียนลี่ว์กลับจากอิ๋งซื่อกรุ๊ป พอเห็นผู้เฒ่าจงเป็นแบบนี้เขาก็สงสัย “คุณตาเป็นอะไรไปครับ”

“มาแล้วเหรอ” ผู้เฒ่าจงชี้ที่นั่งฝั่งตรงข้าม “นั่งสิ ตาจะเล่าให้ฟัง”

สีหน้าของเขาเคร่งขรึม พลอยทำให้อิ๋งเทียนลี่ว์ใจคอไม่ดี

เขาเม้มริมฝีปากแน่น ปฏิเสธก่อน “คุณตา ผมไม่อยากดูตัว”

“ไอ้บ้าเอ๊ย!” ผู้เฒ่าจงตวาดเสียงใส่ “ไม่ได้จะให้ไปดูตัว อย่างแกสมควรมีแฟนเหรอ แกมันไม่คู่ควร”

อิ๋งเทียนลี่ว์ “…”

เขายื่นถ้วยชาให้ผู้เฒ่าจงด้วยความนอบน้อม “ผมผิดไปแล้วครับคุณตา”

ผู้เฒ่าจงทำเสียงฮึดฮัดแล้วเล่าเรื่องอิ๋งจื่อจินให้ฟัง

อิ๋งเทียนลี่ว์ช็อกมาก “งั้น…งั้นทำไมผลตรวจดีเอ็นเอที่ผมเจอในตู้เซฟบริษัทถึงได้ว่างเปล่าล่ะครับ”

ต่อให้ตัวล็อกดีเอ็นเอจะมหัศจรรย์แค่ไหนก็ไม่มีทางทำให้ผลตรวจดีเอ็นเอว่างเปล่าได้หรือเปล่า

สีหน้าของผู้เฒ่าจงชะงัก ถอนหายใจ “ตาสับเปลี่ยนเอง เพราะอยากหยั่งเชิงท่าทีของแก”

อิ๋งเทียนลี่ว์อึ้ง “ท่าทีของผมเหรอครับ”

“ตอนนั้นพอแกรู้ว่าอิ๋งเย่ว์เซวียนไม่ใช่น้องสาวแท้ๆ ท่าทีก็เปลี่ยนไปมากทั้งๆ ที่เธอยังไม่ได้ทำอะไร” ผู้เฒ่าจงส่ายหน้า “ใช้ชีวิตด้วยกันมาสิบกว่าปี เอ็นดูมาสิบกว่าปี อยู่ๆ จะมาทำเหมือนคนแปลกหน้างั้นเหรอ”

“ต่อมาตาก็ตรวจดีเอ็นเอของจื่อจินกับจงมั่นหวาใหม่ พบว่าเธอก็ไม่ใช่น้องสาวของแกเหมือนกัน อยากรู้ว่าแกให้ความสำคัญแค่กับสายเลือดหรือเปล่า ก็เลยสับเปลี่ยนผลตรวจดีเอ็นเอเพื่อดูท่าทีตอบสนองของแก”

“ยังดีที่แกไม่เปลี่ยนไปทันที”

อิ๋งเทียนลี่ว์เงียบไปสักพักก็ยิ้มเศร้า “ผมเพิ่งเคยเจอเรื่องแบบนี้เป็นครั้งแรก อาจจัดการได้ไม่ดี”

“แต่ว่าคุณตาครับ ที่ผมมีท่าทีเปลี่ยนไปเร็วเป็นเพราะรู้สึกผิดที่จื่อจินต้องไปตกระกำลำบากอยู่ข้างนอกมานาน”

ก็เลยพลอยมองอิ๋งเย่ว์เซวียนขัดหูขัดตาไปด้วย

“ช่างมันเถอะ เรื่องมันผ่านไปแล้ว” ผู้เฒ่าจงมองอิ๋งเทียนลี่ว์แล้วพูดอย่างปลงๆ “เฮ้อ ยังไงซะตอนนี้แกก็ไม่มีน้องสาวแล้ว แถมยังต้องเรียกจื่อจินว่าคุณหนูใหญ่ด้วย”

อิ๋งเทียนลี่ว์ “…”

ผู้เฒ่าอิ๋งถูกตระกูลเรนเกลขับไล่ออกจากเมือง จึงถือเป็นญาติกัน

เรียกคุณหนูใหญ่ก็สมควรแล้ว

แต่ผู้เฒ่าจงไม่ต้องขยี้ขนาดนี้ได้หรือเปล่า

ตอนนี้อิ๋งเทียนลี่ว์ก็พอเดาได้แล้วว่าคนที่ช่วยชีวิตเขาจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ครั้งนั้นก็คืออิ๋งจื่อจิน

ไม่ว่าอิ๋งจื่อจินจะเป็นน้องสาวแท้ๆ ของเขาหรือไม่ เขาก็จะดีกับเธอ

ต่อมาเขารู้สึกผิดหวังในตัวอิ๋งเย่ว์เซวียนอย่างสิ้นเชิง และก็เพราะการกระทำพวกนั้นของอิ๋งเย่ว์เซวียนด้วย

อิ๋งเทียนลี่ว์พยักหน้า “จื่อจินล่ะครับ พวกเขาไปไหนแล้ว”

“คุกนักโทษอุกฉกรรจ์ของไอบีไอ” ผู้เฒ่าจงตอบ “ไปหาอาหญิงของแกแล้ว”

สามชั่วโมงต่อมา

คุกนักโทษอุกฉกรรจ์ของไอบีไอ

อิ๋งลู่เวยถูกขังอยู่ที่นี่สองปีกว่าแล้ว

สีหน้าของเธอยังถือว่าใช้ได้ แต่ท่าเดินดูอ่อนแอไร้เรี่ยวแรง

ติ๊ดๆๆ

มีเสียงเตือนดังขึ้น

พวกนักโทษพากันหันไปมอง

พัศดีดูเครื่องสื่อสารแล้วพูดเสียงเย็นชา “อิ๋งลู่เวย มีคนมาหา”

อิ๋งลู่เวยดีใจแทบบ้าขึ้นมาทันที

เธอถูกขังอยู่ที่นี่สองปีแล้ว ไม่เคยมีใครมาเยี่ยมเธอเลย

ช่วงที่ผ่านมาเธอถูกพวกนักโทษข้ามชาติทรมานอยู่ไม่น้อย

ทุกวันนักโทษข้ามชาติเหล่านี้จะแกล้งเธอเป็นเรื่องสนุก คุณหนูลูกเศรษฐีอย่างเธอสู้ไม่ได้อย่างสิ้นเชิง

ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเบื้องบนของไอบีไอสั่งไว้หรือเปล่า คนพวกนี้ถึงไม่มีทางทำเธอเลือดออก

ต่อให้เลือดออกก็จะมีหมอมาทำแผลให้เธออย่างรวดเร็ว

เหมือนตายทั้งเป็น

อิ๋งลู่เวยไม่อยากรอช้าแม้แต่วินาทีเดียว

จะต้องมีคนมาช่วยเธอแล้วแน่!

อิ๋งลู่เวยรีบตามหัวหน้าผู้คุมออกไป

แต่พอเห็นอิ๋งจื่อจินสีหน้าของเธอก็เปลี่ยนในทันที

ทำไมเป็นอิ๋งจื่อจิน!

“อิ๋งจื่อจิน แกยังไม่ตายเหรอ” อิ๋งลู่เวยจ้องมองด้วยความอาฆาต “ทำไม กลายเป็นคนโปรดของพี่สะใภ้ใหญ่ฉันแล้วเหรอ”

ขณะพูดเธอก็ยิ้มประชด “โทษที ฉันลืมไป เธอจะสู้อิ๋งเย่ว์เซวียนได้ยังไง”

อิ๋งจื่อจินหันไป ดวงตาหงส์ไม่ฉายแววตกใจ

อิ๋งลู่เวยเกลียดที่สุดก็คือท่าทีไม่แคร์ใครแบบนี้ เธอแสยะยิ้ม “เธอคิดว่าส่งฉันมาที่นี่ได้แล้วจะอยู่ในตระกูลอิ๋งต่อไปได้เหรอ”

“ฉันเป็นอายังเอาเธอเป็นคลังเลือดมีชีวิตได้ อิ๋งเย่ว์เซวียนก็เอาชีวิตเธอได้เหมือนกัน เข้าใจไหม”

อิ๋งลู่เวยอยู่ในคุกสากลจึงไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นภายนอกเลยสักเรื่อง

“โทษที”

มีเสียงพูดดังขึ้น

อิ๋งลู่เวยอึ้ง เงยหน้ามองไป

ตรงนั้นมีผู้หญิงที่รูปร่างดีมาก

ใบหน้าแบบตะวันออก ผิวพรรณขาวผ่อง

แต่ผมของเธอเป็นสีบลอนด์แบบที่หาได้ยาก นัยน์ตาเย็นชาสีน้ำเงิน

งดงามหาใดเปรียบ

อิ๋งลู่เวยแค่มองไปก็รู้สึกอิจฉาพูดไม่ออก

ซีนายกอดอก ริมฝีปากผุดรอยยิ้มเย็นชา “ฉันต่างหากที่เป็นอาของอาอิ๋ง เธอคิดว่าตัวเองเป็นใคร”

คุณหนูไฮโซยอดอัจฉริยะ

คุณหนูไฮโซยอดอัจฉริยะ

Status: Ongoing
อ่านนิยาย คุณหนูไฮโซยอดอัจฉริยะ‘จื่อจิน ถึงเธอจะเป็นลูกสาวของพวกเรา แต่พวกเราเลี้ยงเสี่ยวเซวียนมาสิบห้าปี ผูกพันกับเสี่ยวเซวียนมาก เสี่ยวเซวียนถูกเลี้ยงมาอย่างคุณหนู ไม่เหมือนเธอที่ทนความลำบากที่บ้านนอกมาตลอด ดังนั้นคุณหนูใหญ่ของตระกูลอิ๋งก็ยังคงเป็นเสี่ยวเซวียน’ ‘เธอคงจะน้อยใจ แต่เธอจิตใจดีขนาดนี้ แม่รู้ว่าเธอไม่มีทางถือสาแน่นอน วางใจนะ อะไรที่เธอควรได้ก็จะไม่มีทางน้อยหน้า’ ‘อะไรนะ เธอเองก็อยากไปด้วยล้อเล่นหรือเปล่า ทางนั้นเขาต้องการคุณหนูไฮโซ เธอน่ะ แม้แต่เล่นเปียโนสักเพลงก็ยังไม่เป็น จะไปเล่าอะไรให้เขาฟังมีแต่จะทำขายหน้า’ ภายในความฝันเป็นเงาคนเต็มไปหมดกับคำพูดที่ตีกันยุ่งเหยิง

Comment

Options

not work with dark mode
Reset