ชายาเคียงหทัย – ตอนที่ 79-3 คำขู่ของบัณฑิตขี้โรค

บัณฑิตขี้โรคยิ้มอย่างเลือดเย็นและโหดเ**้ยม ค่อๆ ยกมือข้างซ้ายของตนที่เล็บมือมีสีต่างจากมือข้างขวาเล็กน้อยขึ้นชื่นชมด้วยท่วงท่าสง่างาม “ข้าเชื่อว่าคุณชายหานคงไม่ปฏิเสธ จริงหรือไม่”

 

 

           หานหมิงซีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที จ้องบัณฑิตขี้โรคด้วยสายตาระแวดระวัง “เจ้าวางยาพวกข้าหรือ!”

 

 

           บัณฑิตขี้โรคยิ้มตอบเขา เขาไม่ตอบแต่กลับทำให้หานหมิงซีมีสีหน้าย่ำแย่ลง ดูเหมือนเขาจะคาดเดาได้แล้วว่าหานหมิงซีไม่มีทางปฏิเสธ บัณฑิตขี้โรคจึงหันไปถามเยี่ยหลี “คุณชายฉู่เล่า”

 

 

           เยี่ยหลียื่นมือไปเทชาสมุนไพรเย็นให้ตนเอง ขมวดคิ้วเล็กน้อยมองชาที่เย็นเฉียบด้วยสีหน้าลำบากใจ “ข้าปฏิเสธ”

 

 

           “ปฏิเสธหรือ” บัณฑิตขี้โรคดูจะคาดไม่ถึง เขาอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนจะมองเยี่ยหลีด้วยประกายตาที่มีแววข่มขู่ขึ้นหลายส่วน “คุณชายฉู่แน่ใจหรือ”

 

 

เยี่ยหลียิ้มเรียบๆ แล้ววางถ้วยชาลง “สองวันก่อนข้าได้ยินถึงชื่อเสียงของคุณชายก็สามารถเอ่ยได้ว่าคุณชายเชี่ยวชาญเรื่องการใช้พิษทั่วทั้งใต้หล้า เพียงแต่…หากคุณชายมิได้คิดที่จะใช้ยาพิษที่ถึงแก่ชีวิตในทันทีแล้ว ทางที่ดีก็อย่าได้ลงมือเลยจะดีที่สุด”

 

 

           “เจ้าหมายความว่าอย่างไร” บัณฑิตขี้โรคมองเยี่ยหลีด้วยสีหน้าบึ้งตึง

 

 

           เยี่ยหลีหลุบตาลงมองสองมือที่วางอยู่บนเข่าของตน ก่อนเอ่ยเสียงเบาว่า “ได้ยินว่าหลายปีก่อนคุณชายเคยได้รับบาดเจ็บที่ชีพจรหัวใจอย่างหนักใช่หรือไม่ ถึงแม้ข้าน้อยจะไม่เข้าใจเรื่องอาการบาดเจ็บเหล่านี้ แต่ก็พอรู้หลักการของอาการบาดเจ็บเช่นนี้อยู่เล็กน้อย เท่าที่ข้าน้อยเห็น หากคุณชายไม่สามารถฆ่าอีกฝ่ายได้ในชั่วระยะเวลาดีดนิ้วก็อย่าได้ลงมือเลยจะดีที่สุด เพราะว่า…หัวใจของคุณชายคงทนรับแรงกระแทกนานๆ ไม่ไหวใช่หรือไม่”

 

 

           รังสีอำมหิตในแววตาของบัณฑิตขี้โรคดูจริงขึ้นในทันที เขากัดฟันพูดว่า “เจ้าแน่ใจหรือว่าข้าฆ่าเจ้าไม่ได้”

 

 

           เยี่ยหลีหัวเราะน้อยๆ “คุณชายจะลองดูก็ย่อมได้”

 

 

           แน่นอนว่าบัณฑิตขี้โรคไม่มีทางลอง ฉู่จวินเหวยผู้นี้มิได้ลงมือเลยตลอดทาง ลักษณะท่าทางก็ดูไม่เหมือนคนที่มีกำลังภายในกล้าแกร่ง แต่สัญชาตญาณเขากลับบอกว่าคุณชายน้อยที่ดูธรรมดาผู้นี้ เอาเข้าจริงแล้วไม่ธรรมดาเลย อีกทั้งข้างกายยังมีหานหมิงซีที่คอยมองอย่างระแวดระวัง และในห้องยังมีองครักษ์ฝีมือดีที่ยังไม่ปรากฏตัวออกมาอยู่อีก

 

 

หานหมิงซีนั่งอยู่บนเก้าอี้ เท้าคางใบหน้าอันหล่อเหลาครึ่งหนึ่งพร้อมกะพริบตาปริบๆ มองสีหน้านิ่งขรึมของบัณฑิตขี้โรค แล้วหันมองเยี่ยหลีที่ยังคงมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า เมื่อครู่นั่นเหมือนเขาได้ยินความลับชั้นดีเลยนะ

 

 

           “หึหึ คุณชายฉู่ไม่ใช่คนธรรมดาจริงๆ ด้วย เพียงแต่…พวกท่านมานึกเสียใจตอนนี้ก็เกรงว่าคงสายไปเสียแล้ว” บัณฑิตขี้โรคเอ่ยพร้อมยิ้มอย่างเลือดเย็น

 

 

           “หมายความว่าอย่างไร” หานหมิงซีหรี่ตาลงพร้อมเอ่ยถาม

 

 

           บัณฑิตขี้โรคพูดว่า “ในตอนที่ข้าออกมาจากตึกเล็กนั้น ข้าเดาว่าคนแซ่เหลียงนั้นคงไม่อยู่ในตึกแล้ว”

 

 

           “เจ้ามั่นใจหรือ” หานหมิงซีถาม บัณฑิตขี้โรคพยักหน้า “ถูกแล้ว เดิมทีคนแซ่เหลียงมาที่หนานเจียงก็เพื่อมาหาชนเผ่าหลัวอีปู้ ส่วนเรื่องเมื่อคืนวานนั้น พวกเขามิได้มาเพื่อหาเรื่องพวกเรา แต่มาเพื่อรับตัวเขาต่างหาก”

 

 

หานหมิงซีขมวดคิ้ว “เช่นนั้นแล้วอย่างไร”

 

 

บัณฑิตขี้โรคส่งเสียงเหอะเบาๆ “อย่างไรหรือ เขาได้บรรลุถึงเป้าหมายแล้ว คนที่รู้เส้นทางการเดินทางของเขาก็ย่อมต้อง…ถูกฆ่าปิดปากทั้งหมด หากไม่เชิญพวกเรามาที่นี่แล้วเกิดมีคนหนีไปได้ แผนพวกเขาจะไม่ล่มไม่เป็นท่าหรือ”

 

 

           “หลายวันก่อนที่เจิ้งขุยเข้ามาชักชวนพวกเราให้เดินทางมาด้วยเป็นความคิดของท่านหรือ” เยี่ยหลีเอ่ยถามบัณฑิตขี้โรคด้วยท่าทีสงบนิ่ง

 

 

           “ถูกแล้ว เจิ้งขุยเข้าใจว่าเขาเพียงอารักขาชายแซ่เหลียงไปทำการค้ายังแคว้นหนานจ้าวเท่านั้น ข้าบอกเขาว่าพวกเจ้าสองคนมีฝีมือไม่ธรรมดา หากร่วมเดินทางไปด้วยกันได้ก็จะได้คอยดูแลซึ่งกันและกัน พูดตามตรง…เดิมทีข้าไม่ได้อยากเลือกพวกเจ้า แต่ในช่วงเวลานี้มีคนจำนวนน้อยนักที่จะเดินทางไปหนานเจียง แต่ข้าต้องการคนที่มีฝีมือไม่ธรรมดาคอยช่วยเหลือ ก็พอดีได้พบคุณชายหาน ท่านถือได้ว่ามีความสัมพันธ์กับข้าอยู่บ้างมิใช่หรือ”

 

 

           หานหมิงซียิ้ม “ข้านึกแปลกใจว่าเหตุใดท่านถึงไม่ใช้คนจากสำนักเยี่ยนอ๋อง เชื่อว่าคนในสำนักเยี่ยนอ๋องที่ยอมบุกน้ำลุยไฟไปกับท่านคงมีอยู่ไม่น้อยกระมัง”

 

 

           สีหน้าบัณฑิตขี้โรคขรึมลงทันที พูดเสียงเย็นว่า “นี่มันเป็นเรื่องของข้า”

 

 

           เยี่ยหลีลุกยืนขึ้น เดินไปข้างหน้าตามองสายฝนที่ยังคงกระหน่ำลงมาไม่หยุด แล้วจึงได้หมุนตัวกลับมาพูดว่า “ของมีค่าที่นายท่านเหลียงมีเป็นสิ่งใดกันแน่ ถึงสามารถทำให้คนอย่างคุณชายยอมทุ่มเทแรงกายแรงใจเช่นนี้ได้”

 

 

           “เรื่องนี้คุณชายฉู่ไม่รู้จะดีกว่า เพราะถึงอย่างไรยิ่งรู้น้อยเท่าไรก็ยิ่งปลอดภัยเท่านั้น เห็นแก่หน้าของคุณชายหานแล้ว หากเรื่องนี้แล้วเสร็จข้าจะไม่ลงมือกับพวกเจ้าทั้งสอง” บัณฑิตขี้โรคเอ่ยรับประกันด้วยสีหน้าเคร่งขรึม 

 

 

เยี่ยหลียิ้มปรายตามองเขา “ขอโทษด้วย คนอย่างข้าไม่ชอบถูกคนปิดหูปิดตาใช้เป็นอาวุธ”

 

 

           บัณฑิตขี้โรคยิ้มเย็น “เจ้าไม่ช่วยข้าก็ออกไปไม่ได้เช่นกัน เจ้าลองมองข้างนอกนั่นดีๆ สิ”

 

 

หานหมิงซีกระโดดไปยังหน้าต่างมองออกไปโดยเร็ว วิวทิวทัศน์ภายใต้สายฝนนั้นดูเลือนราง แต่ในอากาศกลับมีกลิ่นหอมแปลกๆ ลอยมาเข้ามาเตะจมูก

 

 

เยี่ยหลีดึงหานหมิงซีให้หลบมาทันที พร้อมยื่นมือออกไปปิดหน้าต่าง บัณฑิตขี้โรคมองเยี่ยหลีพร้อมพยักหน้าอย่างชื่นชม “ข้ามองไม่ผิดจริงๆ คุณชายฉู่มีความรู้เรื่องพิษอยู่ไม่น้อย”

 

 

เยี่ยหลีส่ายหน้า “ข้าไม่มีความรู้เรื่องพิษ เพียงแต่หลายวันก่อนข้าเพิ่งถูกยาสลบของหนานเจียงเล่นงานจนล้มไป ดังนั้นจึงระวังไว้ก่อนเท่านั้น”

 

 

           หลังจากที่นางถูกเยี่ยเย่ว์เล่นงานในครั้งนั้น เยี่ยหลีก็ได้นึกย้อนถึงเหตุการณ์ในตอนนั้นอย่างละเอียดอยู่หลายครั้ง สุดท้ายจึงได้ข้อสรุปว่า เยี่ยเย่ว์มิได้วางยานางหลังจากที่นางเข้าตำหนักไปแล้ว แต่ยาสลบนั้นวางอยู่ที่นั่นตั้งแต่แรก หน้าประตูใหญ่ตำหนักเหยาหวา มีต้นหลันที่ผลิดอกออกครึ่งหนึ่งตั้งอยู่สองกระถาง ในตำหนักเองก็มีดอกหลันแบบเดียวกันตั้งอยู่อีกสองกระถาง และตอนท้ายในเรือนเล็กที่ม่อจิ่งหลีจับนางขังไว้ นางก็เห็นดอกหลันหน้าตาแบบเดียวกัน แน่นอนว่าบางทีนั่นอาจมิใช่ดอกหลัน เพียงแค่หน้าตาคล้ายกันเท่านั้น

 

 

           บัณฑิตขี้โรคพูดว่า “ทางขึ้นเขาของพวกเราถูกตัดขาดเสียแล้ว ส่วนพวกดอกไม้ดอกหญ้าที่อยู่ตามเขาด้านนอกนั่น…ยามนี้คุณชายหานดมเข้าไปก็ไม่เป็นไรหรอก มิได้มีพิษร้ายแรงอันใด ดอกไม้มีพิษประเภทนี้จะมีฤทธิ์ก็ต่อเมื่อเป็นตอนกลางวันที่มีแดดเท่านั้น แต่เมื่อฝนหยุดลงแล้ว กลิ่นหอมของดอกไม้เหล่านี้จะกลายเป็นมีพิษร้ายแรง คนที่เผลอไปดมมันเข้าแม้แต่ก้าวเดินก็ยังลำบาก”

 

 

หานหมิงซีมองหน้าเขา “ท่านมียาถอนพิษหรือ”

 

 

           บัณฑิตขี้โรคพูดอย่างเย่อหยิ่งว่า “แค่พวกพิษกระจอก จะมีอันใดยากกัน”

 

 

           หานหมิงซีเดินกลับไปนั่งลงที่เดิม “ดังนั้น ทางเดียวคือพวกเราต้องยอมช่วยท่าน มิเช่นนั้นท่านก็จะไม่ช่วยพวกเราถอนพิษอย่างนั้นหรือ คิดว่าพวกเราจะไม่อาศัยจังหวะที่ฝนยังไม่หยุด เดินทางลงเขาไปหรือ”

 

 

บัณฑิตขี้โรคยิ้ม “คนที่ฝึกวิทยายุทธ์จะขึ้นเขาหรือลงเขาย่อมมิต้องสนใจว่าจะมีถนนให้เดินหรือไม่ พวกเจ้าออกไปลองดูก็ได้ จะได้ช่วยล่อคนกับแมลงมีพิษเหล่านั้นไปให้ข้าด้วย”

 

 

หานหมิงซีนึกถึงฝูงงูที่ชุกชุมเมื่อวานแล้ว ก็ได้แต่รู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมา รีบยกมือขึ้นลูยท้ายทอยพร้อมมองเยี่ยหลี

 

 

           เยี่ยหลียืนเอามือไพล่หลัง แล้วเอ่ยเรียบๆ ว่า “เช่นนั้น ข้าสามารถสรุปได้ว่า คุณชายไม่เพียงมียาถอนพิษพวกดอกไม้และหญ้ามีพิษเหล่านั้น แต่ยังมีวิธีจัดการกับพวกงูและแมลงมีพิษด้วย ส่วนที่พวกเราต้องทำก็คือจัดการคนพวกนั้นใช่หรือไม่”

 

 

           บัณฑิตขี้โรคพยักหน้าอย่างอารมณ์ดี “ถูกต้อง” ความรู้สึกไม่สบอารมณ์ที่ถูกคนจี้จุดอ่อนเมื่อครู่ค่อยๆ หายไป แววตาอาฆาตที่มองเยี่ยหลีก็ค่อยๆ หายไปด้วย

 

 

เยี่ยหลีนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า “ข้ารับปากคุณชาย”

 

 

           “นี่ จวินเหวย เจ้าไม่กลัวเขากลับคำ แล้วฆ่าปิดปากหรือ” หานหมิงซีเอ่ยเตือนเสียงเบา บัณฑิตขี้โรคมิใช่คนดีอันใดนะ

 

 

เยี่ยหลียิ้มน้อยๆ “ข้าเชื่อในคำสัญญาของหัวหน้าหน่วยสามสำนักเยี่ยนอ๋อง”

 

 

           “ถ้าเช่นนั้น คำไหนคำนั้น”

 

 

           นี่นี่…เจ้านั้นมีความน่าเชื่อถือเช่นนั้นด้วยหรือ

ชายาเคียงหทัย

ชายาเคียงหทัย

หลังถูกน้องสาวร่วมบิดาแทงข้างหลัง ทำให้ เยี่ยหลี คุณหนูสามแห่งจวนตระกูลเยี่ยถูกถอนหมั้นจาก ม่อจิ่งหลี ท่านอ๋องรูปงามแห่งเมืองหลวง แต่นางก็ยังมองโลกในแง่ดี หวังว่าตนจะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขไปอีกสักสองสามปี ทว่าเหตุไฉนสามวันให้หลัง ฝ่าบาทถึงได้พระราชทานสมรสให้นางอีกครั้งเล่า! การแต่งงานครั้งนี้แม้ฉากหน้าจะดูเหมือนเป็นเรื่องที่น่ายินดีนัก แต่คนที่นางต้องอภิเษกสมรสด้วยกลับเป็น ม่อซิวเหยา ท่านอ๋องพิการไร้ประโยชน์ อีกทั้งยังมีรูปโฉมอัปลักษณ์ เล่าลือกันว่าเขาเคยผ่านการแต่งงานมาแล้วถึงสองครา ทว่าหญิงสาวทั้งสองคนที่เขาสมรสด้วยกลับต้องมีอันเป็นไปภายหลังจากการแต่งงานได้ไม่นาน แต่ช้าก่อน…บุรุษที่แสนอ่อนโยนและเก่งกาจตรงหน้านางนี้น่ะหรือคือม่อซิวเหยา บุรุษที่กล่าวกันว่าเป็นคนน่ากลัว ไร้ค่า ไม่ได้เรื่องได้ความคนนั้น นี่คงมีอะไรที่เข้าใจผิดไปแล้วกระมัง

Comment

Options

not work with dark mode
Reset