ตำนานเซียนปีศาจสะท้านภพ – ตอนที่ 66 ปริศนาแห่งราชาปีศาจ

ตอนที่ 66 ปริศนาแห่งราชาปีศาจ

“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ศิษย์น้องก็ไม่เกรงใจละนะ” หลิ่วหมิงเห็นนางกล่าวเช่นนี้ ก็คิดใคร่ครวญเล็กน้อยแล้วกล่าวออกมาอย่างไม่เกรงใจ

เจียหลานเห็นดังนี้ก็เผยรอยยิ้มบนใบหน้าออกมา หลังจากที่คุยกับหลิ่วหมิงอีกไม่กี่ประโยคก็กล่าวลาแล้วจากไป

ผ่านไปชั่วครู่ ดรุณีน้อยใบหน้างดงามก็ขี่เมฆทะยานขึ้นฟ้าเหาะไปยังทิศทางที่อยู่ไกลออกไป

หลิ่วหมิงมองดูจนร่างของดรุณีน้อยหายลับไปแล้ว ถึงก้มหน้ามองดูถุงหล่อเลี้ยงวิญญาณบนมือ เผยสีหน้าเคร่งขรึมออกมา

ดรุณีน้อยนางนี้มอบสิ่งของที่ล้ำค่าเช่นนี้ให้เขา ถึงแม้จะอยากตอบแทนคุณที่ช่วยชีวิต แต่ความใจกว้างนี้ช่างเหลือชื่อจริงๆ

ถึงแม้ถุงหล่อเลี้ยงวิญญาณนี้จะเทียบไม่ได้กับอาวุธจิตวิญญาณที่แท้จริง ในนิกายปีศาจเองก็เกรงว่าจะมีแค่อาจารย์จิตวิญญาณที่สามารถมีถุงแบบนี้ได้ ศิษย์จิตวิญญาณทั่วไปคงมีไม่กี่คนที่มีของสิ่งนี้

แต่เจียหลานผู้นี้กลับมีถึงสองใบ ดูท่าเบื้องหลังของนางคงไม่ธรรมดาอย่างที่เห็น ถึงแม้ร่างละเมอฝันจะมีน้อย นิกายปีศาจมอบถุงหล่อเลี้ยงวิญญาณให้นางใบหนึ่งก็นับว่าพิเศษมากแล้ว ถ้าสองใบล่ะก็คิดๆ ดูแล้วก็ยังเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

แต่ด้วยเหตุนี้ นางไม่เพียงแต่จะลบล้างบุญคุณที่เขาช่วยชีวิตไว้ แต่เขาเองกลับเหมือนจะติดค้างน้ำใจฝ่ายตรงข้ามด้วย ก็ไม่รู้ว่านางตั้งใจให้เป็นแบบนี้หรือว่าทำตามใจชอบเท่านั้น

หลิ่วหมิงคิดแบบนี้อยู่ในใจ แต่พอสังเกตดูถุงบนมือแล้วก็ปรากฏรอยยิ้มออกมาบนใบหน้า

ถุงหล่อเลี้ยงวิญญาณนี้เป็นของล้ำค่าที่เกือบจะเทียบเท่าอาวุธจิตวิญญาณ ย่อมให้ประโยชน์ที่คาดไม่ถึง

หนึ่งในนั้นคือ ไม่ว่าปีศาจจะมีขนาดใหญ่เล็กหรือหนักเบาแค่ไหนก็สามารถย่อมันให้เล็กลง แล้วใส่ลงไปในถุงพกติดตัวได้อย่างง่ายดาย

ประโยชน์อีกอย่างคือ แค่กระตุ้นค่ายกลอักขระพิเศษที่จารึกในถุงก็สามารถดูดปราณหยินได้จำนวนมากภายในครั้งเดียว แล้วมาสะสมไว้ในนั้น ทำให้ปีศาจที่อยู่ข้างไหนไม่ต้องขาดแคลนปราณหยินจนพลังถดถอย

ประโยชน์ทั้งสองอย่างนี้เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ประโยชน์อย่างหลังหาได้ยากยิ่งกว่า

ลำพังแค่ประโยชน์อย่างแรกล่ะก็ ในนิกายปีศาจยังมีอาวุธอาญาสิทธิ์ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ‘ถุงปีศาจ’ ซึ่งสามารถเก็บปีศาจไว้ในนั้นเพื่อพกติดตัวได้เช่นกัน

ศิษย์ที่ใช้ปีศาจเหล่านั้น ส่วนมากก็ซื้ออาวุธอาญาสิทธิ์เช่นนี้มาใส่ปีศาจ

แต่ถุงปีศาจนี้ไม่มีพลังในการดูดปราณหยิน และยังมีเวลาใช้ที่แน่นอนในช่วงระยะเวลาหนึ่ง และถุงแต่ละใบยังรองรับขนาดของปีศาจได้แตกต่างกัน ราคาก็ต่างกันราวฟ้ากับดิน

หลิ่วหมิงเองก็คิดไว้ว่าเมื่อจับปีศาจได้แล้ว กลับไปค่อยใช้หินจิตวิญญาณจำนวนมากเพื่อซื้อถุงปีศาจสักใบ ตอนนี้ดูท่าจะไม่จำเป็นแล้ว

เขาคิดอยู่ในใจ ใช้มือตรวจสอบถุงหล่อเลี้ยงวิญญาณในมือรอบหนึ่งแล้ววางลงบนพื้นทันที ทำท่ามือด้วยมือเดียว แล้วยื่นมือไปที่มัน

อักขระสีขาวลอยออกมาแล้วกะพริบหายเข้าไปในถุงหนัง

ครู่ต่อมา ผิวภายนอกของถุงหนังก็มีอักขระสีเงินโผล่ออกมา และรวมตัวกันเป็นค่ายกลอักขระแปลกประหลาดเล็กๆ ในขณะเดียวกัน พลังดึงดูดก็ม้วนตัวออกมาจากปากถุง

ปราณหยินบริเวณนั้นสั่นสะเทือนขึ้นมา แล้วก็ถูกดูดเข้าไปในถุงหนังอย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกันก็มีเสียงกระหึ่มดังมาจากอากาศบริเวณนั้น ไอสีดำปรากฏออกมาเป็นสาย และยิ่งปรากฏมากขึ้นเรื่อยๆ ราวกับปราณหยินในรัศมีหลายลี้ต่างก็ทะลักมาที่นี่

หลิ่วหมิงค่อยๆ ยิ้มออกมาแล้วถอยหลังไปสองสามก้าว เพื่อให้ถุงหล่อเลี้ยงวิญญาณนี้ดูดเอาปราณหยินจากทั่วทุกทิศได้อย่างเต็มที่

ตอนนี้แมงป่องกระดูกขาวกลืนกินกระดูกแขนของศพกระดูกชิ้นสุดท้ายที่เหลืออยู่ จากนั้นก็ใช้ก้ามของมันหนีบกระดูกแต่ละชิ้นไปวางไว้ด้านข้างหลิ่วหมิงราวกับสุนัขตัวน้อยๆ จนซ้อนกันเป็นกองขนาดใหญ่

หลิ่วหมิงปล่อยลูกเปลวไฟออกไปหนึ่งลูก เปลวเพลิงที่คุโชนก็โอบล้อมกระดูกกองนี้ไว้ ครู่เดียวกระดูกส่วนมากก็กลายเป็นขี้เถ้า เหลือแค่กระดูกที่เปล่งประกายแวววาวแค่ยี่สิบกว่าชิ้น

หลิ่วหมิงเห็นเช่นนี้ก็รู้สึกดีใจมาก ศพกระดูกนี้สมกับเป็นปีศาจระดับขุนพล กระดูกที่สามารถใช้ได้มีมากถึงเพียงนี้ ถ้าเป็นเช่นล่ะก็สิ่งของที่แมงป่องกระดูกขาวจำเป็นต้องใช้ในการฟื้นฟูร่างกายก็ได้ครบแล้ว

เขาเก็บกระดูกทั้งหมดเหล่านี้ แล้วนั่งขัดสมาธิหลับตาลงเพื่อพักผ่อน

ครึ่งวันผ่านไป เมื่อมีเสียงดังมาจากถุงหนัง ค่ายกลอักขระสีเงินบนผิวภายนอกถุงหนังก็กะพริบหายไป ปราณหยินที่ปรากฏอยู่แถวนั้นก็ค่อยๆ กระจายหายไป

หลิ่วหมิงเห็นเช่นนี้ ก็ใช้มือข้างหนึ่งคว้าออกไป แล้วดูดถุงหนังลอยผ่านอากาศมาตกอยู่บนมือ

ใช้มือชั่งดูแล้วน้ำหนักถุงไม่มีการเปลี่ยนแปลง เพียงแค่สีของถุงหนังดูเหมือนจะดำกว่าเดิมเล็กน้อย

หลิ่วหมิงไม่ลังเลอะไรอีกแล้ว เขาให้จิตสื่อสารกับแมงป่องกระดูกขาวแล้วยกถุงหนังส่ายไปหามัน

เสียงดัง “ซู่!”

แสงสีดำพุ่งออกมาจากปากถุง พริบตาเดียวมันก็ม้วนตัวเพื่อนำแมงป่องกระดูกขาวเข้าไปอยู่ในนั้น

จากนั้นร่างแมงป่องกระดูกขาวก็หมุนติ้วๆ ลดขนาดลงอย่างรวดเร็ว และถูกแสงสีดำดูดเข้าไปในถุงหนัง

หลิ่วหมิงสื่อสารกับปีศาจตนนี้อยู่ครู่หนึ่งแล้วเห็นว่าไม่มีอะไรผิดปกติ ก็นำถุงหนังมาติดไว้ที่เอวอย่างสบายใจ เขาทำท่ามือด้วยมือข้างหนึ่งและใช้วิชาทะยานฟ้าเหาะกลับไปยังฐานที่มั่นของนิกายปีศาจ

ในขณะเดียวกัน เจียหลานที่ขี่เมฆอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่ง พลันหูของนางได้ยินเสียงที่ส่งมา นางเปลี่ยนทิศเหาะด้วยความดีใจ แล้วเหาะลงไปยังผืนป่าแห่งหนึ่ง

ผ่านไปสักครู่ นางก็มาปรากฏกายอยู่ที่โพรงไม้แห่งหนึ่ง ด้านหน้ามีหญิงงามสีหน้าซีดขาวนั่งขัดสมาธิอยู่ นางก็คืออาจารย์อาปิงนั่นเอง

พอหญิงงามเห็นเจียหลานก็รู้สึกโล่งใจทันที และกล่าวด้วยความละอายใจเล็กน้อย

“หลานเอ๋อร์ ดีจริงๆ ที่เจ้าไม่เป็นอะไร อาจารย์ติดอยู่กับปีศาจตนนั้นจนไม่สามารถออกไปได้ โชคดีที่เจ้าไม่เป็นไร และไม่ถูกศพกระดูกตนนั้นไล่ทัน”

“อาจารย์ ที่จริงหลานเอ๋อร์ถูกศพกระดูกตนนั้นไล่ทันแล้ว และถ้าไม่มีคนช่วยไว้เกรงว่าคงกลับมาไม่ได้แล้ว” ดรุณีน้อยใบหน้างดงามกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มที่ขมขื่น

“อะไรนะ มีเรื่องแบบนี้ด้วย แล้วใครกันที่ช่วยเจ้าไว้ อาจารย์จะต้องขอบคุณเขาอย่างแน่นอน” หญิงงามได้ยินแล้วก็ตกใจเป็นอย่างมาก

“อาจารย์ไม่ต้องกังวล ศิษย์ได้ตอบแทนคนผู้นี้ไปแล้ว ใช่สิ! อาจารย์ทำสำเร็จหรือไม่ สามารถนำสิ่งของนั้นออกมาจากร่างปีศาจได้หรือไม่?”

“ไม่สำเร็จ ปีศาจตนนั้นมีพลังสูงกว่าปีศาจระดับแม่ทัพของข้า และยังมีปีศาจระดับขุนพลหลายตนคอยช่วย ถึงแม้ก่อนหน้านั้นเจ้าจะใช้ร่างละเมอฝันทำลายวิชามายาที่มันเชี่ยวชาญที่สุดไปแล้วมันก็ยังหนีรอดไปได้ แต่มันก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส พวกเรามาครั้งหน้ามันจะต้องตายอย่างแน่นอน” หญิงงามได้ยินก็กล่าวอย่างเยือกเย็น

“อาจารย์ปีศาจตนนี้อัจฉริยะมาก ครั้งหน้ามันคงไม่หนีออกรังไปแบบนี้อีกแล้ว” ดรุณีน้อยใบหน้างดงามกลับขมวดคิ้วถามออกไป

“วางใจเถอะ ปีศาจตนนี้จำเป็นต้องอาศัยดูดไอปีศาจเพื่อบำรุงถึงจะทำให้พลังของมันค่อยๆ เพิ่มขึ้น และไหนเลยจะหาสถานที่มีไอปีศาจได้ง่ายถึงเพียงนี้ ถ้าไม่ถึงคราวจำเป็นสุดๆ จริงๆ มันจะไม่ออกไปอย่างแน่นอน เฮ่อๆ ใครจะไปรู้ว่าราชาปีศาจพลังโหดเหี้ยมที่ปรมาจารย์ลิ่วยินใช้กวาดล้างนิกายที่มีชื่อเสียงต่างๆ ในสมัยนั้น จะตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะว่าอาจารย์ใช้เวลาหลายสิบปีค้นหาคัมภีร์โบราณทุกชนิด และช่วงนี้ยังถูกเจ้าไขปริศนาได้ เกรงว่าทุกวันนี้ข้าก็คงเป็นเหมือนคนอื่นๆ ที่ถูกปรมาจารย์ปิดบังความจริงข้อนี้ไว้”

“สติปัญญาของปรมาจารย์ช่างเหนือกว่าผู้คนอื่นๆ มาก ศิษย์ก็แค่โชคดีที่เดาถูก” เจียหลานได้ยินก็หัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวออกมา

……

เจ็ดแปดวันผ่านไป หลิ่วหมิงถือห่อหนังสัตว์ใบหนึ่งมาปรากฏกายบนลานกว้างตรงฐานที่มั่น และก้าวยาวๆ ไปยังห้องหินตรงค่ายกลที่ส่งตัวเขามา

ที่ทำให้เขาแปลกใจก็คือ พอเดินเข้าไปในห้องกินแล้ว ในนั้นมีชายหญิงสองคนอยู่ในนั้นแล้ว พวกเขาคือเหลยเจิ้น และดรุณีน้อยร่างอรชรที่มาพร้อมกับเขา

ข้างกายของเหลยเจิ้นมีปีศาจที่คล้ายวานรมีปีกที่หลังอยู่ตนหนึ่ง มันคือปีศาจระดับพลทหารหรือสมุนรับใช้อย่างปีศาจท่องราตรีที่หลิ่วหมิงเคยเห็นรูปแกะสลักของมัน แต่ขนาดดูเหมือนจะเล็กกว่ามาก มีขนาดสูงแค่ฉื่อกว่าๆ หางก็ไม่ใช่สีดำ แต่เป็นสีแดงราวกับเปลวไฟ สร้างความแปลกประหลาดให้กับผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก

ดูท่าศิษย์ผู้นี้ก็ไม่ได้กลับไปมือเปล่า แต่ข้างกายของดรุณีน้อยรูปร่างอรชรผู้นั้นกลับว่างเปล่า ไม่รู้ว่าจับปีศาจสื่อสารจิตวิญญาณไม่ได้จริงๆ ถึงได้กลับไปมือเปล่า หรือว่าเก็บไว้ในถุงปีศาจกันแน่

หลิ่วหมิงคิดถึงจุดนี้ ก็มองไปยังถุงหนังสีขาวเทาบนเอวของนางอย่างอดไม่ได้

เห็นได้ชัดว่านางก็จำหลิ่วหมิงได้เช่นกันเลยส่งยิ้มมาให้

แต่พอเหลยเจิ้นเห็นหลิ่วหมิงก็รู้สึกตะลึงเล็กน้อย กวาดสายตามองห่อผ้าหนังที่เขาถือมา ก็แบะปากใส่ โดยที่ไม่คิดจะทักทาย

หลิ่วหมิงย่อมไม่เป็นฝ่ายกล่าวอะไรออกมาก่อน แต่สงสัยว่าทำไมทั้งสองถึงเอาแต่อยู่ในนี้ และไม่ส่งตัวกลับไป

ในขณะนั้นเอง ก็มีเสียงฝีเท้าดังมาจากนอกประตูหิน เฒ่าปีศาจเดินเข้ามาอย่างไม่รีบร้อน เขากวาดสายตามองคนทั้งสามแล้วก็ส่งเสียงกล่าวออกมา

“ดี ในที่สุดก็ครบสามคนแล้ว ด้วยเหตุนี้ทนฝืนส่งพวกเจ้ากลับหนึ่งครั้ง ก็นับว่าไม่ค่อยสิ้นเปลืองหินฟ้าเท่าไหร่”

พอกล่าวจบ ผู้เฒ่าปีศาจก็เดินไปยังบริเวณค่ายกลสำหรับส่งตัว แล้วก็เริ่มวางผลึกหินสีดำอย่างไม่สนใจใคร

พอหลิ่วหมิงได้ยินจึงเข้าใจขึ้นมาทันที

และหลังผ่านไปสักครู่ เฒ่าปีศาจก็วางผลึกหินฟ้าจนเสร็จ แสดงให้เห็นว่าทั้งหมดสามารถเข้าไปในค่ายกลได้แล้ว

ทั้งสามเห็นเช่นนี้ ต่างก็พากันเดินเข้าไปในค่ายกล

เฒ่าปีศาจทำท่ามือด้วยมือเดียวชี้ผ่านอากาศไปยังค่ายกลสำหรับส่งตัว พลังสายหนึ่งพุ่งเข้าไปในนั้น

ครู่ต่อมา ค่ายกลก็ส่งเสียงดังกระหึ่ม ร่างของทั้งสามก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย

ผู้เฒ่าปีศาจถึงเดินออกไปนอกประตูอย่างไม่รีบร้อน

ผ่านไปชั่วครู่ พลันมีเสียงฝีเท้าอันรีบร้อนดังขึ้นที่นอกประตู ขณะเดียวกันก็มีเสียงกระหืดกระหอบของชายหนุ่มดังเข้ามา

“เฒ่าปีศาจ รีบกระตุ้นค่ายกลส่งตัว ข้าจะกลับนิกาย”

“รอไปก่อน ตอนนี้จำนวนคนไม่พอ!” เฒ่าปีศาจตอบกลับอย่างเหนื่อยหน่าย

……

หลังจากที่หลิ่วหมิงวิงเวียนศีรษะอยู่พักหนึ่งแสงสีขาวรอบด้านก็หายไป เขาก็มาปรากฏตัวในห้องลับสีทองที่ถูกส่งตัวไปในตอนแรก

เมื่อเสียงค่ายกลดังกระหึ่มใต้เท้าหยุดลง และแสงกะพริบขึ้นมาประตูแสงบานหนึ่งก็ปรากฏตรงผนังด้านหน้า

“รีบออกมาหน่อย ยังมีคนต้องไปแดนปีศาจปรโลก”

เมื่อเหลยเจิ้นและดรุณีน้อยรูปร่างอรชรได้ยินเช่นนี้ก็เดินออกไปอย่างเร่งรีบ

หลิ่วหมิงขมวดคิ้วเข้าหากันแล้วก็เดินตามออกไป

……………………………………….

ตำนานเซียนปีศาจสะท้านภพ

ตำนานเซียนปีศาจสะท้านภพ

เด็กหนุ่มที่เติบโตท่ามกลางนักโทษบนเกาะมฤตยู หลังหนีออกจากที่คุมขังสำเร็จก็จับพลัดจับผลูเข้าไปในนิกายปีศาจ และกลายเป็นการเปิดประตูเข้าสู่พิภพอันกว้างใหญ่อย่างที่เขาคาดไม่ถึง ทว่าภายใต้ความบังเอิญนี้ เขากลับต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตถึงชีวิต ที่อาจจะสูญเสียตัวตนกลายเป็นจอมปีศาจอยู่ตลอดเวลา…

Comment

Options

not work with dark mode
Reset