ตำนานเซียนปีศาจสะท้านภพ – ตอนที่ 387 ขับพิษอีกครั้ง

หลังจากสำรวจสายแร่อยู่หลายวัน หลิ่วก็ค้นพบว่าหินแร่ที่หาได้ในยากในโลกภายนอกเหล่านี้ แม้แต่ในเขตลึกของสายแร่ก็ใช่ว่าจะมีทุกที

ต่อให้จะเจอเขตแร่ที่มีหินแร่รวมตัวกันมาก แต่อาศัยกำลังคนแค่คนเดียว และอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่พลังเวทย์ถูกยับยั้งเช่นนี้ ลำพังแค่การผ่าผนังหินอันแข็งแกร่ง ก็เป็นเรื่องที่เปลืองแรงและเวลามาก

ที่สายแร่แห่งนี้ถูกทาสเหมืองแร่ละทิ้ง เป็นเพราะว่าพอขุดมาถึงที่นี้แล้ว กลับค้นพบว่าหินแร่มีคุณสมบัติธรรมดา หรือไม่ก็มีปริมาณไม่เพียงพอ ถึงได้ตัดใจละทิ้งไป

แต่สำหรับหลิ่วหมิงแล้ว มันกลับเป็นสถานที่ที่หาได้ยากยิ่ง

ประการแรก สถานที่แห่งนี้อยู่ห่างจากสายแร่หลักมาก และยังลับตาคนด้วย ประการที่สอง ถ้ำเหมืองแร่ที่ถูกทอดทิ้งก็ไม่ค่อยดึงความสนใจจากผู้คน

ด้วยเหตุนี้ พอเขาค้นพบสถานที่แห่งนี้ ก็เริ่มลงมือสร้างที่พักชั่วคราวให้ตนเองทันที แต่สุดท้ายก็ยังไม่ได้ลงมือขุดหาหินแร่แต่อย่างใด

แต่กลับรีบปล่อยแมงป่องกระดูกออกมา หลังจากใช้พลังจิตสั่งมันสองสามประโยคแล้ว ก็หันกลับไปนั่งขัดสมาธิอยู่กลางถ้ำหิน

ก่อนหน้านั้นเขาสูญเสียพลังเวทย์ไปกับการสำรวจและขุดเจาะไปไม่น้อย ดังนั้นจึงต้องฟื้นฟูก่อนสักรอบหนึ่งแล้วค่อยวางแผนการต่อไป

ครู่ต่อมา หลิ่วหมิงหยิบหินจิตวิญญาณระดับกลางออกมาจากหอยสังข์ย่อส่วนสองก้อน และใช้มือทั้งสองกำมันไว้ข้างละก้อน เพื่อเริ่มดูดซับปราณจิตวิญญาณจากหินจิตวิญญาณ ขณะเดียวกันก็ฟื้นฟูพลังเวทย์ในตัวไปด้วย

จากนั้นหินจิตวิญญาณในมือหลิ่วหมิงก็เริ่มเปล่งแสงนุ่มนวลออกมาจางๆ และตัวเขาเองก็ค่อยๆ หลับตาทั้งคู่ลงเพื่อเตรียมเข้าฌาน

หนึ่งชั่วยามต่อมา

หลิ่วหมิงค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา ดวงตาทั้งคู่ดูใสแจ๋วราวกับน้ำ แม้พลังเวทย์และพลังภายในร่างจะไม่ได้ฟื้นฟูจนถึงขีดสุด แต่ก็ดีกว่าก่อนหน้านั้นมาก

พอเขาคิดใคร่ครวญเล็กน้อยแล้ว มือข้างหนึ่งก็หยิบโอสถถอนพิษที่ได้มาจากตลาดในโลกภายนอกออกจากหอยสังข์ย่อส่วนมาทาน จากนั้นก็กระตุ้นเคล็ดวิชาบางอย่าง เพื่อลองขับพิษราชาปีศาจสมุทรและกลุ่มแสงโลหิตแปลกประหลาดที่อยู่บริเวณทะเลจิตวิญญาณ

ตั้งแต่ถูกชิงฉินวางชั้นจำกัดแปลกประหลาดทั้งสองไว้ในร่าง แม้ภายนอกจะไม่มีอาการผิดปกติใดๆ แต่เขากลับรู้สึกร้อนอกร้อนใจมาก

ให้ชีวิตอยู่ในกำมือผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา เป็นเรื่องที่เขายอมไม่ได้เป็นอันขาด

ก่อนหน้าที่อยู่บนเรือเหาะยักษ์ของราชาปีศาจสมุทร แม้หลิ่วหมิงจะเคยลองขับไล่สิ่งที่อยู่ในร่างให้ออกไป แต่เป็นเพราะถูกค่ายกลเฝ้าติดตามดูความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เขาย่อมไม่กล้าทำอย่างสุดกำลัง ทำได้เพียงแค่ทดลองขับไล่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ตั้งแต่ออกจากเรือเหาะจนมาถึงสายแร่ทะเลลึกแห่งนี้ เขาก็ยังหาโอกาสที่เหมาะสมไม่ได้

ในที่สุดตอนนี้เขาก็ได้อยู่ตัวคนเดียว และยังหาสถานที่ที่ค่อนข้างเร้นลับได้แล้ว ดังนั้นเขาย่อมทำทุกวีถีทาง ขณะเดียวกันก็เตรียมอาศัยพลังของค่ายกลกับโอสถ เพื่อใช้พลังทั้งหมดทำลายชั้นจำกัดภายในร่าง

หลิ่วหมิงร่ายคาถาและทำท่ามืออยู่ระยะหนึ่ง จากนั้นก็ชี้ออกไปรอบด้านติดต่อกัน

ค่ายกลหลากสีสิบกว่าอันที่อยู่บริเวณนั้น กระพริบหายไปอย่างไร้ร่องรอย

อักขระสีขาวจำนวนมากลอยขึ้นมาจากตำแหน่งที่ธงค่ายกลหายไป หลังจากที่มันเชื่อมโยงกันจนเป็นลูกโซ่ ค่ายกลสีขาวขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นบนพื้นทันที

พอหลิ่วหมิงยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาอีกครั้ง ผลึกหินระดับกลางจำนวนมากก็พุ่งออกจากแขนเสื้อ และค่อยๆ หล่นลงไปในรอยเว้าที่อยู่ขอบค่ายกล และโผล่ออกมาเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น

เมื่อทำทุกอย่างเหล่านี้เสร็จสิ้น สีหน้าเขาก็เคร่งขรึมขึ้นมา นิ้วทั้งสิบดีดออกไปติดต่อกัน จากนั้นก็ทำท่ามือซับซ้อน และปล่อยพลังเข้าไปในค่ายกล

ค่ายกลค่อยๆ หมุนวน แสงสีขาวพุ่งยิงออกไปถักทอกันกลางอากาศ ไม่กี่อึดใจต่อมาก็ก่อตัวเป็นตาข่ายสีขาวลอยอยู่เหนือศีรษะของหลิ่วหมิง

แม้ตาข่ายจะมีขนาดแค่จั้งกว่าๆ แต่ก็ปกคลุมด้านบนจนดูขาวสลัวไปหมด

เป็นเพราะมีหอยสังข์ย่อส่วน หลิ่วหมิงจึงมีโอสถกับหินจิตวิญญาณเหล่านี้ติดตัว แต่เพราะว่าพื้นที่ภายในหอยสังข์ย่อส่วนมีจำกัด นอกจากหินจิตวิญญาณระดับสูงไม่กี่ก้อนแล้ว ที่เหลือก็เป็นหินจิตวิญญาณระดับกลางจำนวนไม่มาก

ส่วนหินจิตวิญญาณอื่นๆ ส่วนหนึ่งถูกเขาใช้ซื้อธงค่ายกล ยันต์จิตวิญญาณ และโอสถไปแล้ว และส่วนที่ไม่สามารถใส่ในหอยสังข์ย่อส่วนได้ ก็ถูกใส่ลงไปในผลึกเก็บของกลมๆ และถูกผู้พิทักษ์ค้นไปจนหมด ดีที่มันสามารถใช้หลอกล่อพวกเขาได้

แม้ตอนนี้เขาจะวางค่ายกลได้สำเร็จ แต่พอมันหมุนวนขึ้นมา ก็ไม่อาจรับพลังจากภายนอกมาเสริมได้ ด้วยเหตุนี้จึงสิ้นเปลืองหินจิตวิญญาณมากกว่าโลกภายนอก

หลิ่วหมิงรู้แก่ใจดีว่า พอค่ายกลถูกกระตุ้นมันก็ไม่สามารถยืนหยัดได้นาน

ภายใต้การเปลี่ยนท่ามือของหลิ่วหมิง ทำให้ตาข่ายสีขาวที่ลอยอยู่เหนือศีรษะ เริ่มขยายตัวและหดตัวไปมา จากนั้นก็หล่นลงบนศีรษะของเขา พริบตานั้นมันแผ่ขยายอย่างรวดเร็ว และห่อหุ้มตัวหลิ่วหมิงไว้ทั้งหมด

พริบตาที่หลิ่วหมิงถูกห่อหุ้มนั้น เขาใช้จิตรับรู้มองเข้าไปข้างใน จากนั้นก็ค้นพบว่ากลุ่มแสงโลหิตบริเวณทะเลจิตวิญญาณ ยังคงค่อยๆ หมุนวนและเปล่งประกายระยิบระยับอยู่

แต่เป็นเพราะผลลัพธ์ของโอสถกับตาข่ายสีขาวในก่อนหน้านั้น ทำให้มันหมุนช้าลงกว่าเดิมเล็กน้อย การกัดเซาะของไอหมอกสีดำบนอวัยวะภายใน ก็ดูเหมือนจะช้าลงด้วย

หลิ่วหมิงเห็นเช่นนี้ก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมา จากนั้นก็นำโอสถสีเขียวใส่เข้าไปในปากหนึ่งเม็ด และค่อยๆ หลับตาทั้งคู่ลง ขณะเดียวกันก็กระตุ้นพลังเวทย์ให้ร่างกายดูดซับพลังของโอสถ

โอสถสีเขียวเม็ดนี้มีชื่อว่า ‘โอสถจิตวิญญาณบริสุทธิ์’ ซึ่งเป็นโอสถขับพิษชนิดหนึ่งที่หลิ่วหมิงใช้หินจิตวิญญาณจำนวนไม่น้อยซื้อมาจากตลาดในหุบเขาเหล็กอัคคี และมีแค่สามเม็ดเท่านั้น มันช่วยถอนพิษแปลกประหลาดจำนวนหนึ่ง ด้วยเหตุนี้จึงถูกเขาซ่อนไว้ในหอยสังข์ย่อส่วนมาโดยตลอด เพื่อพร้อมใช้ในคราวจำเป็น

พอโอสถนี้เข้าไปในปาก มันก็นิ่มลื่นเป็นอย่างมาก และละลายลงไปในท้องอย่างรวดเร็ว จากนั้นร่างกายก็รู้สึกเย็นชุ่มชื่น และภายใต้การกระตุ้นพลังเวทย์ มันก็ค่อยๆ เข้าไปรวมตัวกันที่ทะเลจิตวิญญาณ

ภายในเวลาไม่กี่อึดใจ ก็มีกลุ่มแสงสีเขียวโผล่ขึ้นในทะเลจิตวิญญาณ พอกระตุ้นพลังเวทย์ มันก็เข้าใกล้กลุ่มแสงโลหิตอย่างระมัดระวัง

ดูเหมือนกลุ่มแสงโลหิตบริเวณทะเลจิตวิญญาณจะรับรู้ได้ มันจึงเปล่งประกายมากขึ้นกว่าเดิม และแผ่แสงโลหิตออกมา กลุ่มแสงสีเขียวสั่นสะท้าน และไม่สามารถเข้าใกล้ได้เลยแม้แต่น้อย

หลิ่วหมิงเห็นเช่นนี้ก็รู้สึกเย็นสะท้านขึ้นมา จากนั้นก็กัดฟันเพิ่มพลังเวทย์เข้าไป กลุ่มแสงสีเขียวที่เดิมทีดูสลัวๆ สว่างขึ้นมาทันที และทะลวงการต้านทานของกลุ่มแสงโลหิตไปได้ ขณะเดียวกันก็โจมตีใส่กลุ่มแสงโลหิต

แต่ครู่ต่อมา สีหน้าหลิ่วหมิงก็เปลี่ยนไปเป็นอย่างมาก พริบตาที่แสงทั้งสองกลุ่มปะทะกัน ก็เกิดอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรงราวกับถูกคมมีดจำนวนมากทิ่มแทง

ทำให้หลิ่วหมิงที่ไม่ทันได้ตั้งตัวมีสีหน้าขาวซีดขึ้นมา เม็ดเหงื่อผุดออกมาเต็มหน้าผาก ร่างของเขาก็ม้วนตัวงอเป็นคันธนู!

ความรู้สึกเจ็บปวดราวกับทะลุไปถึงวิญญาณนี้ เกิดขึ้นต่อเนื่องเพียงชั่วครู่ จากนั้นความรู้สึกร้อนราวกับโดนไฟแผดเผา ก็พุ่งออกมาจากทะเลจิตวิญญาณ แต่ต่อมาก็กลายเป็นความรู้สึกเย็นชุ่มชื่นอย่างรวดเร็ว เป็นเช่นนี้สลับไปมาอยู่สองสามครั้ง ทำให้หลิ่วหมิงรู้สึกเหมือนจะอยู่ก็ไม่ได้จะตายก็ไม่ได้

เมื่อเวลาเคลื่อนผ่านไป ความรู้สึกเย็นชุ่มชื่นก็ถูกแทนที่ด้วยความร้อนผะผ่าว กลุ่มแสงสีเขียวในทะเลจิตวิญญาณค่อยๆ หดตัวลง สุดท้ายก็หายไปจนหมดสิ้น และพลังเวทย์ที่ใช้กระตุ้น ก็ถูกกลุ่มแสงโลหิตกลืนกินจนหมดเกลี้ยงอย่างไม่ต้องสงสัย

ความรู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรงในจุดตันเถียนก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย หลิ่วหมิงนั่งตัวตรงอีกครั้ง สีหน้าดูไม่ได้เป็นอย่างมาก

หลังจากเขาถอนหายใจและลังเลเล็กน้อยแล้ว ก็หยิบเม็ดโอสถมาทานอีกเม็ด และทำท่ามือกระตุ้นพลังเวทย์ขึ้นมา

หนึ่งชั่วยามผ่านไป พอเสียงดังหวึ่งๆ ของค่ายกลหยุดชะงักลง ผลึกหินที่อยู่ในรอยเว้ารอบค่ายกลก็ส่งเสียงดัง และแตกร้าวออกมา

พอหลิ่วหมิงลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาก็ดูอับจนหนทางเป็นอย่างมาก

ขณะนี้ เขาใช้วิธีการต่างๆ ไปจนหมดสิ้นแล้ว และยังสูญเสียหินจิตวิญญาณระดับกลางไปไม่น้อย แต่ยังไม่สามารถจัดการชั้นจำกัดทั้งสองภายในร่างได้

ทั้งสองสิ่งนี้ถูกราชาปีศาจสมุทรใช้ควบคุมทาสเหมืองแร่ จริงๆ แล้วความสามารถของเขาในตอนนี้สามารถจัดการมันได้ แต่จำเป็นต้องหาวิธีการอื่นถึงจะได้

เวลาต่อมา หลิ่วหมิงก็ไม่ยอมสิ้นเปลืองหินจิตวิญญาณที่มีอยู่อย่างจำกัดอีกต่อไป เขาเก็บธงค่ายกลแล้วพักผ่อนอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ลุกเดินออกไปจากถ้ำ และเริ่มเดินไปยังปลายทางของเหมืองร้างแห่งนี้

เขาเข้าเขตหินแร่มาได้ระยะเวลาหนึ่งแล้ว แผนในตอนนี้ก็คือ เพียงแค่ทำตาม ‘กฎ’ ในโลกใต้ดินแห่งนี้ โดยรวมรวบจำนวนหินแร่มาแลกโอสถถอนพิษของเดือนนี้ก่อน จากนั้นค่อยวางแผนระยะยาวกันต่อไป

แม้ดูจากภายนอก กายเนื้ออันแข็งแกร่งของเขาสามารถต้านทานการกัดเซาะของไอหมอกดำที่กลายร่างมาจากโอสถราชาปีศาจสมุทรได้เล็กน้อย แต่ก็ไม่อาจรับรองได้ว่า เวลาที่มันกำเริบจะเกิดการเปลี่ยนแปลงน่ากลัวเพียงใด

ทาสเหมืองแร่ในสถานที่แห่งนี้ มีผู้ที่มีกายเนื้อแข็งแกร่งและหัวแข็งจำนวนไม่น้อย ไหนเลยจะยอมขุดหินแร่มาแลกโอสถถอนพิษด้วยความเต็มใจ

ครู่ต่อมา หลิ่วหมิงเดินมาถึงผนังหินด้านหนึ่งตรงสุดทางของทางเดิน จากการสำรวจในก่อนหน้านั้น แม้สถานที่แห่งนี้จะมีหินแร่ล้ำค่าที่มีคุณภาพน้อยมาก แต่ก็นับว่าคุ้มค่าต่อการขุดเจาะ

หลิ่วหมิงกวาดสายตาดูหลุมบนผนังทีหนึ่ง จากนั้นก็คว้ามือข้างหนึ่งไปกลางอากาศ และดูดกระดูกที่ไม่รู้ว่าใครเอามาทิ้งไว้บริเวณนั้นมาไว้ในมือ เขาหมุนควงอยู่สองสามทีเพื่อชั่งน้ำหนักของมัน จากนั้นก็ทำการขุดเจาะอย่างสุดกำลัง

ในระหว่างนี้ หลิ่วหมิงไม่ได้เก็บแมงป่องเข้าไปในถุงหนัง แต่กลับให้มันคอยระแวดระวังอยู่บริเวณนั้น

ตอนนี้เขาอยู่ที่นี่คนเดียว ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่สามารถปล่อยพลังจิตออกจากร่างไปได้ไกล เขาย่อมหาผู้ช่วยที่ทรงพลังคอยป้องกันการลอบโจมตีจากบุคคลอื่น

ปีศาจตนนี้ยังคงมีการฝึกฝนอยู่ที่ระดับของเหลวขั้นต้น แต่หลังจากเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแปลกประหลาดแล้ว ‘หัวอสรพิษ’ ตรงหลังของมัน ก็มีพิษร้ายแรงมาก ทาสเหมืองแร่ระดับของเหลวโดยทั่วไป ล้วนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมัน

…………………………………

ตำนานเซียนปีศาจสะท้านภพ

ตำนานเซียนปีศาจสะท้านภพ

เด็กหนุ่มที่เติบโตท่ามกลางนักโทษบนเกาะมฤตยู หลังหนีออกจากที่คุมขังสำเร็จก็จับพลัดจับผลูเข้าไปในนิกายปีศาจ และกลายเป็นการเปิดประตูเข้าสู่พิภพอันกว้างใหญ่อย่างที่เขาคาดไม่ถึง ทว่าภายใต้ความบังเอิญนี้ เขากลับต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตถึงชีวิต ที่อาจจะสูญเสียตัวตนกลายเป็นจอมปีศาจอยู่ตลอดเวลา…

Comment

Options

not work with dark mode
Reset