ตำนานเซียนปีศาจสะท้านภพ – ตอนที่ 735 กลับตลาดเหมียวจงอีกครั้ง

ดวงตาหลิ่วหมิงดูเยือกเย็นขึ้นมา มือข้างหนึ่งชี้ไปยังยอดเขาหินขนาดใหญ่ที่สูงเสียดเมฆ สายฟ้าสีเงินและสีทองที่มีขนาดเท่าปากถ้วยพุ่งออกจากปลายนิ้ว

“เปรี๊ยงปร๊าง!” เกิดเสียงดังราวกับฟ้าถล่มดินทลาย

มีโพรงขนาดใหญ่สิบกว่าจั้งปรากฏออกมาตรงตีนเขา จากนั้นภูเขาหินทั้งลูกก็ล้มโครมลงมา ก้อนหินจำนวนมากร่วงลงมาอย่างบ้าคลั่ง พอตกถึงพื้นก็กลายเป็นเศษหิน

“วิชาสายฟ้าสวรรค์ขั้นสมบูรณ์แบบ!”

หลิ่วหมิงแหงนหน้าหัวเราะด้วยความดีใจ พอนึกถึงเรื่องที่ว่า ตนเองเริ่มฝึกฝนวิชาสายฟ้าสวรรค์เพื่อควบคุมจิตปีศาจ จนตอนนี้ไม่รู้ว่าถูกสายฟ้าสวรรค์โจมตีในคืนอัสนีบาตไปตั้งกี่ครั้ง ก็รู้สึกถอดถอนใจอย่างอดไม่ได้

และตอนนี้ก็ฝึกฝนจนถึงขั้นสมบูรณ์แบบแล้ว สามารถพูดได้ว่าเพียงแค่รีบรวบรวมสายฟ้าเทพสวรรค์เก้าชั้นฟ้ามาได้โดยเร็ว ก็สามารถยับยั้งจิตปีศาจได้ชั่วคราวแล้ว

เพราะตามที่หลัวโหวพูด หากกลายร่างเป็นปีศาจในครั้งหน้า มีโอกาสเป็นไปได้มากที่เขาจะถูกชิงร่างไปอย่างสมบูรณ์ และกลายเป็นตัวประหลาดที่รู้จักแต่การสังหารเท่านั้น

เขาครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นก็นั่งขัดสมาธิลงพื้นทันที มือทั้งคู่ทำท่ามือและรวบรวมสมาธิ พอหลับตาทั้งคู่ลง ก็นึกถึงคัมภีร์วิชาสายฟ้าสวรรค์อย่างเงียบๆ

ตามที่บันทึกไว้ในคัมภีร์ หลังจากฝึกฝนวิชาสายฟ้าสวรรค์จนถึงขั้นสมบูรณ์แบบแล้ว สามารถใช้พลังของสายฟ้าบริสุทธิ์ที่ปล่อยออกมา และอาศัยแรงดึงดูดระหว่างสายฟ้าด้วยกันเหนี่ยวนำสายฟ้าเทพสวรรค์เก้าชั้นฟ้าในสถานที่พิเศษได้

แต่ว่าสายฟ้าเทพสวรรค์เก้าชั้นฟ้ามีอานุภาพมหาศาลอย่างเหลือเชื่อ ในบรรดาผู้ฝึกฝนสมัยก่อนที่ฝึกฝนวิชาสายฟ้าสวรรค์จนถึงขั้นสมบูรณ์แบบ ก็มีจำนวนไม่น้อยที่บรรลุถึงระดับดาราพยากรณ์ กายเนื้อแข็งแกร่งกว่าคนปกติมาก แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ก็ยังถูกสายฟ้าเทพสวรรค์เก้าชั้นฟ้าผ่าจนตายทั้งเป็น

แม้ว่ากายเนื้อของหลิ่วหมิงจะแข็งแกร่งจนพอที่จะเทียบกับระดับแก่นแท้ได้ ภายใต้การทานโลหิตปีศาจไป ยังช่วยเพิ่มทวีความแข็งแกร่งให้กายเนื้อไม่น้อย แต่เพื่อป้องกันเหตุที่ไม่คาดคิด เขายังคงคิดที่จะฝึกฝนอีกหลายปี รอการฝึกฝนบรรลุระดับผลึกขั้นปลาย และพลังเพิ่มทวีขึ้นอีกเล็กน้อยแล้ว ถึงลองไปเหนี่ยวนำสายฟ้าเทพสวรรค์เก้าชั้นฟ้าดู

คิดว่าตั้งใจฝึกฝนไม่กี่ปี และไม่ไปหยุแหย่ศัตรูที่แข็งแกร่งเข้า ก็คงจะไม่ถูกกระตุ้นจิตปีศาจอีก

หลังจากวางแผนไว้เช่นนี้แล้ว หลิ่วหมิงก็กลับไปนอนหลับบนเตียงหินภายในถ้ำที่พักเป็นการใหญ่

……

เช้าตรู่ในหลายวันต่อมา หลิ่วหมิงกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ในห้องลับภายในถ้ำที่พัก เขากำลังชื่นชมขวดแวววาวสีขาวในมืออยู่

สิ่งที่อยู่ในขวดเล็กก็คือโลหิตปีศาจโคเขียวครึ่งขวดที่เขาได้มาในแดนลึกลับบนเขาเหลยฉือนั่นเอง

ตั้งแต่มาถึงที่นี่ เขาถือโอกาสที่หนานฮวงยังไม่เกิดความวุ่นวาย ไปตลาดในบริเวณนี้อยู่หลายครั้ง เพื่อแบ่งขายอาวุธจิตวิญญาณ โอสถ และยันต์จำนวนหนึ่ง จนได้มาหลายสิบล้านหินจิตวิญญาณ นอกจากซื้อของเหลวห้าแสงมาจำนวนหนึ่งแล้ว ก็เก็บเนื้อเก็บตัวตั้งใจฝึกฝนโดยที่ไม่ออกไปไหนอีก

ด้วยเหตุนี้จึงไม่ได้นำโลหิตปีศาจโคมาใช้

สถานการณ์ในตอนนี้ นอกจากของเหลวห้าแสงระดับสุดยอดจากราชินีผึ้งห้าแสงที่เขาไม่ได้นำออกมากลั่นแล้ว ของเหลวห้าแสงระดับสูงที่เหลือ ก็นำมาปรุงเป็นโอสถแฝงจิตวิญญาณ หลายปีมานี้ เขาก็ทานไปไม่น้อย ซึ่งหินจิตวิญญาณในมือก็เหลือไม่เท่าไหร่แล้ว

พอนึกมาถึงจุดนี้ เขาก็มองดูอาวุธเวทหลายชิ้นที่เหลืออยู่ในแหวนย่อส่วน

เห็นได้ชัดว่า คุณสมบัติของของล้ำค่าเหล่านี้ไม่เหมาะสมกับเขา และเขาก็วางเฉยไม่ได้นำไปปรับแต่งมาโดยตลอด เวลานานเข้า ก็กลายเป็นเรื่องที่จัดการได้ยาก

และขณะที่เขาค้นพบว่ามีสัญญาณความวุ่นวายในหนานฮวงนั้น ก็ได้กลับไปที่ตลาดเหมียวจงเมื่อหลายปีก่อนอีกครั้ง และเข้าร่วมงานประมูล ประมูลของเหลวห้าแสงมาไม่น้อย

ขณะที่เขาทำการชำระและพบว่าหินจิตวิญญาณมีไม่พอนั้น ก็คิดที่จะนำต้นแบบอาวุธเวทเหล่านี้มาหักบัญชี แต่กลับได้ยินว่า ผู้ฝึกฝนระดับดาราพยากรณ์ก็ให้ความสนใจงานประมูลในครั้งนี้มาก เขาจึงละทิ้งความคิดนี้ในทันที และนำโอสถแฝงจิตวิญญาณมาทำการหักล้างบัญชีแทน หลังจากนั้นก็รีบออกไปจากงานประมูลทันที ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่ได้ออกไปไหนอีก

หากคิดจะนำอาวุธเวทเหล่านี้ออกไปขายในทีเดียว ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ดึงดูดความสนใจของผู้คน แต่หากแบ่งขายก็จะเสียเวลาและกำลังวังชาไม่น้อย สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกปวดหัวเป็นอย่างมาก

เพราะความวุ่นวายครั้งใหญ่ในหนานฮวงยังไม่สิ้นสุด หากออกไปจากถ้ำในตอนนี้ล่ะก็ จำเป็นต้องเตรียมการให้ดีๆ เสียก่อน

หลังจากหลิ่วหมิงคิดไตร่ตรองแล้ว ก็ตัดสินใจใช้โลหิตโคเขียวระดับแก่นแท้ในมือมาวาดภาพสัญลักษณ์เชอฮ่วนที่แท้จริงเพื่อปิดบังกลิ่นไออีกครั้ง เช่นนี้แล้ว แม้แต่ผู้แข็งแกร่งระดับดาราพยากรณ์ก็ไม่อาจมองเห็นระดับการฝึกฝนที่แท้จริงของเขาได้ และตัวเขาเองก็จะเคลื่อนไหวได้สะดวกด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น เขาค่อนข้างรู้สึกรอคอยพลังที่แท้จริงของภาพสัญลักษณ์เชอฮ่วนเป็นอย่างมาก

หลังจากมีประสบการณ์วาดภาพสัญลักษณ์ชั่วคราวในก่อนหน้านั้น หลิ่วหมิงนำพู่กันหยกออกจากแหวนย่อส่วนมาจุ่มโลหิตและวาดไม่กี่ที ก็วาดภาพไว้บนหน้าอกและไหล่ขวาอย่างชำนาญ

ผ่านไปแค่สองชั่วยาม ภาพโคเขียวที่มีเกล็ดมังกรปกคลุมเต็มตัว ก็ปรากฏบนตัวของเขาราวกับมีชีวิต

หลิ่วหมิงเห็นเช่นนี้ ก็เอามือข้างหนึ่งตบลงบนหน้าอก และค่อยๆ ปล่อยพลังเวทจากฝ่ามือเข้าไปในภาพสัญลักษณ์เชอฮ่วน ทันใดนั้นกระแสอุ่นๆ ก็ไหลวนอยู่ในภาพสัญลักษณ์

เงาร่างโคเขียวเปล่งประกายออกมา “ฟู่!” และส่งเสียงคำรามอยู่ตรงหน้าหลิ่วหมิงราวกับมีชีวิต หลังจากผ่านไปสักพัก แสงสีเขียวถึงเปล่งประกายออกมา และจมหายไปในลวดลายเชอฮ่วนบนผิวหนัง

“นี่คือพลังที่แท้จริงของภาพสัญลักษณ์เชอฮ่วนหรือ?” หลิ่วหมิงพูดพึมพำเบาๆ ด้วยความฉงน จากนั้นก็เก็บโลหิตโคเขียวกับพู่กันหยกเข้าไป

น่าเสียดายที่ตอนนี้เขาไม่มีวิญญาณปีศาจอื่นๆ อยู่ในมือเพื่อทำการปรับแต่งอีกขั้น ด้วยเหตุนี้นอกจากภาพสัญลักษณ์เชอฮ่วนจะช่วยปิดบังกลิ่นไอแล้ว ก็มิอาจแสดงอานุภาพอื่นได้ชั่วคราว

หลังจากเตรียมการทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว หลิ่วหมิงก็แปลงโฉมป็นชายฉกรรจ์เผ่าหมานที่มีรูปร่างแปลกประหลาดคนหนึ่ง จากนั้นก็ออกไปจากถ้ำที่พัก

แสงสีทองเปล่งประกายเจิดจ้าบนเขา หลังจากหมุนวนไปรอบหนึ่งแล้ว ก็พุ่งไปทางตลาดเหมียวจงทันที

สองเดือนต่อมา หลิ่วหมิงสอบถามจากแหล่งต่างๆ ในเมือง ในที่สุดก็มาถึงร้านค้าใต้ดินที่ค้นข้างเร้นลับอยู่หลายร้าน และถูกใจร้านค้าร้านหนึ่งเข้า

ว่ากันว่าคนที่ฆ่าคนปล้นสะดมทรัพย์ มักจะนำอาวุธจิตวิญญาณ โอสถ และยันต์ต่างๆ ที่ปล้นมาได้ ไปเปลี่ยนมือที่ร้านค้าแห่งนี้ และผู้คนในร้านค้าใต้ดินก็สมคบคิดกับคนในงานประมูลจำนวนหนึ่ง แล้วส่งต่อไปประมูลในราคาที่สูงขึ้น และได้กำไรจากในนั้น

หลังจากผ่านไปสามวัน มุมทางด้านตะวันออกของตลาดเหมียวจง ภายในร้านค้าขนาดใหญ่ของเผ่าหมานที่ดูธรรมดาแห่งหนึ่ง ลูกค้าสองสามคนกำลังเดินไปมาระหว่างชั้นวางสินค้า ข้างตัวของลูกค้าแต่ละคนจะมีพนักงานตามติดอยู่คนหนึ่ง เพื่ออธิบายที่มาและราคาของสิ่งของที่ลูกค้าสนใจ

ขณะนั้นเอง ชายฉกรรจ์เผ่าหมานที่ใส่ผ้าคลุมหนังเสือ และสวมหมวกบนศีรษะ ก็ก้าวเข้าประตูมา หลังจากกวาดสายตามองดูแล้ว ก็ค่อยๆ ก้าวไปตรงหน้าชั้นวางสินค้าอันหนึ่ง

เขาก็คือหลิ่วหมิงที่ปลอมตัวมานั่นเอง

“ผู้อาวุโสท่านนี้ สิ่งของล้ำค่าที่ร้านเราขายแต่ละชิ้นล้วนเป็นสิ่งที่พบเจอได้ยากในโลกภายนอก ตอนนี้หนานฮวงเกิดความวุ่นวายไม่หยุดหย่อน มีของล้ำค่าติดตัวเพิ่มขึ้นอีกชิ้น ก็ยิ่งปลอดภัยมากขึ้น!” พนักงานร้านที่มีรูปร่างเตี้ยเล็กแต่กลับกำยำล่ำสันเห็นหลิ่วหมิงเข้ามาในร้าน ก็รีบไปต้อนรับอย่างนอบน้อม

“ช่วงนี้เถ้าแก่สบายดีหรือไม่?” หลิ่วหมิงไม่ได้มองพนักงานร้านผู้นี้โดยตรง เพียงแค่ถามอย่างไม่มีมูลเหตุเท่านั้น

“เถ้าแก่เก็บตัวนานครึ่งปีแล้ว” พนักงานร้านร่างเตี้ยได้ยิน ก็กรอกลูกตาไปมา และตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ

“ใช่ด่านความเป็นความตายหรือไม่?” หลิ่วหมิงถามอย่างราบเรียบ

“ถูกต้อง” พนักงานร้านมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย และกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก

“ข้ามีสิ่งของอยู่ชิ้นหนึ่ง สามารถช่วยเขาทะลวงด่านนี้ได้”

ทันทีที่หลิ่วหมิงยกแขนขึ้นมา แสงสีเขียวก็เปล่งประกาย มันคือจี้หยกที่เปล่งแสงสีเขียวสลัวๆ ชิ้นหนึ่ง

พนักงานร่างเตี้ยโบกมือข้างหนึ่งผ่านอากาศ หลังจากจี้หยกหมุนตัวติ้วๆ กลางอากาศแล้ว ก็ค่อยๆ ร่วงลงในมือของเขา จากนั้นก็นำมาสังเกตดูอย่างละเอียด

หลิ่วหมิงก็ไม่ได้รีบร้อนแต่อย่างใด เขามองไปรอบ ๆ ชั้นวางตรงหน้าอย่างไม่ใส่ใจ และหยิบสิ่งของบนชั้นมาตรวจสอบดูด้วยความสนใจ

จะว่าไปแล้วสัญญาณลับกับสิ่งของยืนยันเหล่านี้ เขาหมดไปหลายแสนหินจิตวิญญาณ ถึงได้มาจากคนที่โลภในทรัพย์สินเงินทองคนหนึ่ง ดูจากสีหน้าของพนักงานในเมื่อครู่แล้ว คงจะไม่ผิดพลาดอะไร

เป็นอย่างที่คาดไว้จริงๆ ผ่านไปไม่นาน พนักงานคนนี้ก็อาศัยวิธีการบางอย่างตรวจสอบจี้หยกจนเสร็จ จากนั้นก็มอบหยกให้หลิ่วหมิง และกล่าวอย่างนอบน้อม

“ผู้อาวุโส เชิญตามข้ามา”

หลิ่วหมิงหัวเราะเบาๆ และวางไม้เถาวัลย์โบราณสีม่วงในมือที่มีอายุสองสามร้อยปีลงไป จากนั้นก็เดินตามไปด้านหลังร้าน

ไม่นาน ทั้งสองก็เดินออกจากประตูหลังร้าน หลังจากเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาอยู่ครู่หนึ่ง ก็มาถึงสวนสมุนไพรที่ดูธรรมดาแห่งหนึ่ง

สวนสมุนไพรแห่งนี้มีขนาดแค่สิบกว่าจั้ง ล้อมรอบด้วยรั้วไม้ธรรมดา สมุนไพรที่ปลูกอยู่ด้านในส่วนมากก็เป็นสมุนไพรธรรมดา

ภายใต้การกวาดสายตามองของหลิ่วหมิง ก็สามารถระบุแปดถึงเก้าในสิบส่วนได้อย่างง่ายดาย

พอมองดูอย่างผิวเผิน สวนสมุนไพรแห่งนี้ไม่มีความผิดปกติแต่อย่างใด แต่พอปล่อยจิตออกไปสำรวจดูเล็กน้อย ก็ค้นพบถึงความไม่ถูกต้องบางอย่าง

ปราณจิตวิญญาณที่สมุนไพรเหล่านี้แผ่ออกมา ดูขาดๆ หายๆ มีบางอย่างที่ไม่สอดคล้องกับทิวทัศน์ที่อยู่ตรงหน้า

หรือว่าสถานที่แห่งนี้จะเป็นภาพมายาแห่งหนึ่ง ร้านค้าเร้นลับแห่งนั้นก็อยู่ในสวนสมุนไพรแห่งนี้

หลังจากพนักงานร่างเตี้ยคนนั้นเดินไปสองสามก้าว ก็ยืนนิ่งอยู่กับที่ไม่ขยับเขยื้อน ดูเหมือนว่าไม่คิดจะนำทางให้หลิ่วหมิงอีก เพียงแค่มองดูหลิ่วหมิงด้วยสีหน้านอบน้อมเท่านั้น

ขณะที่หลิ่วหมิงคิดจะลองทำลายภาพมายานั้น ร่างกายของเขาก็สั่นสะท้าน และปล่อยแรงกดดันจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งออกมา

พนักงานร่างเล็กกำยำผู้นี้ มีการฝึกฝนแค่ระดับศิษย์จิตญาณเท่านั้น ไหนเลยจะรับแรงกดดันมหาศาลนี้ได้ ทันใดนั้นเขาก็ต้องคุกเข่าลงพื้นด้วยเหงื่อที่เปียกเต็มศีรษะ

“ผู้…ผู้อาวุโส ท่านต้องการทำอะไร?” น้ำเสียงของพนักงานร่างเตี้ยสั่นสะท้านเล็กน้อย

ขณะนั้นเอง ลมเบาๆ ก็พัดผ่านไป ทันใดนั้นระลอกคลื่นก็ก่อตัวกลางอากาศ หลังจากภาพตรงหน้าพร่ามัว สวนสมุนไพรก็หายไปจากที่เดิม และถูกแทนที่ด้วยหอเล็กๆ ที่สร้างอิงตามภูเขา ดูเหมือนจะทะลุเข้าไปด้านใน

ทางเข้าหอเป็นประตูเคลือบสีแดงสดขนาดประมาณสองสามจั้ง ป้ายสีดำบนประตูมีอักขระ ‘อี้’ ขนาดใหญ่เพียงตัวเดียวแกะสลักอยู่บนแผ่นหยก นอกประตูมีสมุนไพรปลูกอยู่จำนวนหนึ่ง แต่ว่ามีจำนวนไม่มากเหมือนกับภาพมายาในก่อนหน้านั้น

ขณะเดียวกัน ผู้อาวุโสชุดคลุมยาวสีขาว อายุราวๆ ห้าสิบถึงหกสิบปีผู้หนึ่ง กำลังผลักประตู และเดินออกมาด้วยรอยยิ้มนุ่มนวล

“สหายผู้นี้อย่าได้ถือสา พนักงานร้านผู้นี้เพิ่งมาใหม่ ยังไม่ค่อยรู้เรื่องสักเท่าไหร่ ยินดีต้อนรับเข้าสู่ร้านค้า ‘อี้’ ข้าคือเถ้าแก่ของที่นี่ เชิญสหายเข้ามาพูดคุยกันด้านในก่อน” ผู้อาวุโสชุดขาวกล่าวด้วยรอยยิ้ม

หลิ่วหมิงพยักหน้า และเก็บแรงกดดันจิตวิญญาณเข้าไปด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก จากนั้นก็ก้าวเข้าไปในประตู

………………………………

ตำนานเซียนปีศาจสะท้านภพ

ตำนานเซียนปีศาจสะท้านภพ

เด็กหนุ่มที่เติบโตท่ามกลางนักโทษบนเกาะมฤตยู หลังหนีออกจากที่คุมขังสำเร็จก็จับพลัดจับผลูเข้าไปในนิกายปีศาจ และกลายเป็นการเปิดประตูเข้าสู่พิภพอันกว้างใหญ่อย่างที่เขาคาดไม่ถึง ทว่าภายใต้ความบังเอิญนี้ เขากลับต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตถึงชีวิต ที่อาจจะสูญเสียตัวตนกลายเป็นจอมปีศาจอยู่ตลอดเวลา…

Comment

Options

not work with dark mode
Reset