ตำนานเซียนปีศาจสะท้านภพ – ตอนที่ 142 ต่อสู้กับมังกร (1)

ตอนที่ 142 ต่อสู้กับมังกร (1)

“เกล็ดมังกร”

หลิ่วหมิงใช้พลังจิตกวาดดูแล้วก็พูดออกมาด้วยใจที่เย็นสะท้าน

วันนั้นเขาเคยเห็นมังกรแดงมากับตา จึงยังพอจำกลิ่นไอของมันได้ ด้วยเหตุนี้เขาจึงมองมันออกอย่างรวดเร็ว

“แต่กลิ่นไอบนเกล็ดมังกรนี้แตกต่างจากความทรงจำเล็กน้อย และยังอ่อนลงไปมากจนไม่อาจเทียบกับวันนั้นได้!”

หลิ่วหมิงตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง และรู้สึกฉงนสนเท่ห์เป็นอย่างมาก

กลิ่นไอดูอ่อนลง อันนี้ยังพอเข้าใจได้ เพราะว่ามันคงจะได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่กลิ่นไออันคุ้นเคยที่ผสมมานี้มันคืออะไรกัน?

แต่ยังไม่ทันที่หลิ่วหมิงจะได้คิดอะไรต่อ สีหน้าเขาก็พลันเปลี่ยนไปในทันที ร่างของเขาตีลังกาออกไปด้วยความเร็วที่คาดไม่ถึง

เสียงดัง “ฟรึ่บ!”

กรงเล็บมังกรที่ปกคลุมไปด้วยเกล็ดสีแดงม่วงโจมตีมาทางด้านหลังอย่างบ้าคลั่ง มันพุ่งมายังที่ที่หลิ่วหมิงเคยอยู่

ท่าทีของหลิ่วหมิงไม่ได้เปลี่ยนไป แต่ร่างของเขาไหลครูดออกไปไกลสิบกว่าจั้งแล้วถึงกลับมายืนอย่างมั่นคงได้ เขามองไปยังฝั่งตรงข้ามด้วยความโมโห

ที่เดิมที่เขาเคยยืนอยู่ ปรากฏสัตว์ประหลาดครึ่งมนุษย์ครึ่งมังกรที่มีหางมังกรอยู่ด้านหลัง มันมีผมสีแดง ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยเกล็ดสีแดงม่วง และกำลังมองมาที่เขาอย่างเยือกเย็น

ดูจากแววตาที่ดูประหลาดใจของมัน เห็นได้ชัดว่าการโจมตีล้มเหลวของมันเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึง

“มังกรแดง! ไม่ใช่…เอ๋! ศิษย์พี่สือ!” หลิ่วหมิงได้เห็นสัตว์ประหลาดครึ่งมนุษย์ครึ่งมังกรเช่นนี้ ย่อมทำให้เขารู้สึกตกใจไม่ใช่น้อย แต่พอสังเกตดูใบหน้าที่มีความคุ้นเคยถึงสามสี่ส่วนแล้วก็หลุดปากพูดออกมา

แต่เห็นได้ชัดว่าสัตว์ประหลาดครึ่งมังกรตรงหน้าไม่ได้รู้จักกับหลิ่วหมิงเลยแม้แต่น้อย มันขยับร่างอย่างรวดเร็วแล้วก็เลือนลางหายไป

ถึงแม้หลิ่วหมิงจะเป็นผู้ที่มีประสบการณ์การต่อสู้มาอย่างโชกโชน และพอเห็นสถานการณ์เช่นนี้ทำให้ใจเขาร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม แต่เขาก็รีบเรียกกระบี่สั้นสีเขียวออกมาอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน เขาก็หมุนตัวติ้วๆ แล้วฟาดฟันกระบี่ไปทั่วทิศอย่างบ้าคลั่ง

ปราณกระบี่สีเขียวม้วนตัวไปทั่วทิศ

“ฟู่!”

เงาสีแดงจางๆ ปรากฏขึ้นในพื้นที่อีกด้านที่ห่างออกไปสามจั้ง มันยกกรงเล็บข้างหนึ่งขึ้นทำลายปราณกระบี่สายหนึ่งที่พุ่งเข้ามาจนแตกละเอียด หลังจากที่มีประกายอันดุร้ายปรากฏขึ้นในแววตา มันก็พลันกระทืบเท้าแล้วกระโจนมายังด้านหน้าหลิ่วหมิง มันอ้าแขนทั้งสองออกเพื่อที่จะโอบรัดหลิ่วหมิงไว้

“ไป”

หลิ่วหมิงไหนเลยจะกล้าให้สัตว์ประหลาดตรงหน้าเข้าใกล้ตัว เขาตะโกนเสียงต่ำออกมาด้วยความโมโหพร้อมกับตวัดโซ่สีดำออกมาจากแขนเสื้ออย่างรวดเร็ว ทำให้สัตว์ประหลาดมังกรแดงที่กำลังกระโจนเข้ามาค่อยๆ หยุดชะงักลง หลังจากที่กระบี่สั้นสีเขียวในมือดูพร่ามัวแล้ว มันก็ปล่อยปราณกระบี่ออกไปพร้อมกันสามสายด้วยความเร็วที่คาดไม่ถึง

“เพล้ง!” “เพล้ง!” “เพล้ง!” ด้วยระยะห่างอันใกล้นี้ทำให้ปราณกระบี่ทั้งสามฟันลงบนร่างของสัตว์ประหลาดอย่างรุนแรง

แต่ฉากที่ทำให้ลูกตาของหลิ่วหมิงแทบจะถลนออกมาก็ได้บังเกิดขึ้น

ถึงแม้สัตว์ประหลาดที่มีใบหน้าคล้ายสือชวนจะถูกปราณกระบี่ฟันจนต้องล่าถอยออกไปติดต่อกันสามก้าว แต่นอกจากจะมีรอยสีขาวจางๆ สามรอยบนหน้าอกของมันแล้ว ก็ไม่มีเลือดใดๆ ไหลออกมาเลย

ไม่เพียงแต่เท่านี้ การฟาดฟันครั้งนี้ดูเหมือนจะยั่วโมโหมันเป็นอย่างมาก หลังจากที่มันคำรามเสียงต่ำออกมา เปลวไฟบนร่างของมันก็คุโชนขึ้น จากนั้นก็ม้วนตัวกลายเป็นกำแพงอัคคีพุ่งเข้ามาหา

ขณะเดียวกันร่างของสัตว์ประหลาดก็เคลื่อนไหวก่อนจะพร่ามัวหายเข้าไปในแสงไฟ

หลิ่วหมิงหรี่ตาลง โดยไม่กระทำการใดๆ แต่กลับถอยครูดไปด้านหลัง ขณะเดียวกันกระบี่สั้นสีเขียวในมือก็หายไปในพริบตา จากนั้นเขาก็ยกแขนทั้งสองขึ้นจนบังเกิดเสียงดัง “ฟิ้วๆ!” คมวายุสิบกว่าเส้นพุ่งยิงออกไปทั่วทิศ

เสียงดัง “เพล้ง!”

หลังจากที่คมวายุเส้นหนึ่งแตกละเอียดไปแล้ว ร่างของสัตว์ประหลาดครึ่งมังกรก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง แต่ในช่วงเวลานั้นเอง กำแพงอัคคีอันคุกโชนก็ปรากฏขึ้นมาตรงหน้าหลิ่วหมิง จนเกือบจะม้วนตัวหลิ่วหมิงเข้าไปในนั้น

แต่ในขณะนั้นเอง หลิ่วหมิงกลับสะบัดข้อมือจนทำให้ห่วงเขี้ยวพยัคฆ์ส่งเสียงดังหวึ่งๆ ออกมา จากนั้นหัวพยัคฆ์ก็ปรากฏออกมาอย่างแจ่มชัด พร้อมกับปล่อยคลื่นเสียงโจมตีออกไปจนก่อให้เกิดรูขนาดใหญ่บนกำแพงอัคคี

ด้วยพลังเวทย์ของเขาในตอนนี้ ทำให้สามารถปลดปล่อยอานุภาพของห่วงเขี้ยวพยัคฆ์ออกมาได้จนถึงขีดสุด จากนั้นเขาก็บิดตัวกลายเป็นเงาพุ่งออกไปจากรูบนกำแพงอัคคี แล้วมาปรากฏตัวอยู่ห่างจากสัตว์ประหลาดครึ่งมังกรในระยะสิบกว่าจั้งราวกับปีศาจ

ครั้งนี้หลิ่วหมิงไม่รอให้สัตว์ประหลาดครึ่งมังกรนั้นโจมตีอีกครั้ง เขาตบถุงหนังบนเอวราวกับเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ หลังจากที่มีแสงเปล่งประกายออกมา แมงป่องกระดูกขาวก็ออกมาขวางอยู่บนพื้นด้านหน้าเขา

เขาทำท่ามือด้วยมือเดียวอีกครั้ง เส้นสีเขียวจำนวนมากปรากฏขึ้นบนร่างของเขา ขณะที่ใบหน้าของเขาค่อยๆ กระตุกนั้น มันก็กลายเป็นเกราะเถาวัลย์สีเขียวมรกตปกป้องจุดสำคัญของร่างกายไว้ จากนั้นแสงสีเขียวก็เปล่งประกายขึ้นตรงหน้าก่อนที่คมวายุจำนวนมากมายจะปรากฏออกมา เขาเพียงแค่สะบัดแขนเสื้อมันก็กลายเป็นลำแสงสิบกว่าลำพุ่งยิงเข้าใส่สัตว์ประหลาดครึ่งมังกร

จากนั้นหลิ่วหมิงก็ประกบมือทั้งสองแล้วแยกออกจากกันอีกครั้ง คมวายุยักษ์ได้ปรากฏขึ้นมา มันค่อยๆ สั่นไหวขยายขนาดขึ้น แต่ยังไม่ถูกปล่อยออกไป

การล้มเหลวของสัตว์ประหลาดทั้งสองครั้ง เดิมทีก็ทำให้มันโมโหมากอยู่แล้ว แต่พอเห็นฝ่ายตรงข้ามชิงลงมือโจมตีก่อนก็ยิ่งทำให้มันรู้สึกโกรธจนเต้นแร้งเต้นกา หลังจากที่มันบิดตัว ก็กลายเป็นเงาร่างพุ่งกระโจนออกไป

เสียงดัง “เต๊งๆ!” คมวายุที่ขวางอยู่ตรงหน้าถูกกรงเล็บทั้งสองโจมตีจนแตกกระจาย จากนั้นร่างของเขาก็หยุดลงเล็กน้อยเพื่อที่จะกระโจนเข้าไปโจมตีหลิ่วหมิง

แต่ขณะนั้นเอง หลิ่วหมิงก็สะบัดแขนด้วยตาที่เป็นประกายก่อนที่คมวายุยักษ์จะพุ่งยิงออกไปด้วยเสียงระเบิดอันดัง

สัตว์ประหลาดครึ่งมังกรรู้สึกแค่ว่าสีแสงสีเขียวเปล่งประกายตรงหน้า แล้วคมวายุยักษ์ก็พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วอันน่าตกใจ ต่อให้จะมีอภินิหารใดๆ ก็ตาม แต่คิดที่จะหลบหลีกในตอนนี้ก็สายเกินไปเสียแล้ว มันทำได้เพียงแต่ใช้แขนทั้งสองวางตัดสลับกันตรงหน้าอกเพื่อต้านทานเท่านั้น

เสียงดัง “ตู้ม!”

ร่างของสัตว์ประหลาดครึ่งมังกรสั่นสะเทือนจนต้องถอยไปเจ็ดแปดก้าว แล้วถึงจะตั้งหลักได้อย่างมั่นคง และเลือดสีเขียวแก่ก็หยดออกมา

แขนทั้งสองที่ใช้บังอยู่ตรงหน้าเมื่อครู่ต่างก็แตกออกเป็นบาดแผลยาว แต่หลังจากที่แสงสีแดงเปล่งประกายออกมามันก็ผสานเข้าหากันอย่างรวดเร็ว ราวกับไม่เคยได้รับรับบาดแผลใดๆ เลย

หลิ่วหมิงเห็นเช่นนี้ก็ตกใจเป็นอย่างมาก

คาดไม่ถึงว่าสัตว์ประหลาดตนนี้จะสามารถใช้มือเปล่าต้านทานคมวายุยักษ์ได้ ดูท่าการโจมตีแบบธรรมดาคงไม่อาจทำร้ายมันได้

ขณะนั้นเอง สัตว์ประหลาดครึ่งมังกรก็โมโหจนถึงขีดสุด ร่างของมันพร่ามัวในทันที จากนั้นก็กลายเป็นเงาร่างที่เหมือนกันสามเงา เมื่อมันเคลื่อนไหวอีกครั้งก็กลายเป็นเงาสีแดงกระโจนเข้าใส่หลิ่วหมิง

หลิ่วยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาโดยไม่ต้องคิด จากนั้นคมวายุสามเส้นก็ถูกยิงออกไปอย่างรวดเร็ว

เสียงดัง “ฟิ้ว!” “ฟิ้ว!” “ฟี้ว!” คมวายุทั้งสามต่างก็ฟันลงบนเงาสีแดง แต่ก็ต้องกระเด็นออกมาพร้อมกัน

ครั้งนี้หลิ่วหมิงรู้สึกตะลึงงันเล็กน้อยแล้ว

และในระหว่างนี้ เงาสีแดงทั้งสามก็พร่ามัวมาเข้ามาอยู่ห่างจากเขาไม่ไกลมานัก แต่มันกลับหยุดชะงักลงในฉับพลัน แล้วต่างก็อ้าปากพ่นลูกเปลวไฟออกมาสามลูก

ตอนแรกลูกเปลวไฟมีขนาดใหญ่ไม่เกินกำปั้น แต่พอมันพุ่งออกมาได้ฉื่อกว่าๆ ก็ขยายตัวจนมีขนาดเท่าล้อรถ มันยังโจมตีเข้ามาไม่ถึงตัวหลิ่วหมิง แต่ไอร้อนก็ม้วนตัวมาถึงก่อนแล้ว

หลิ่วหมิงมีสีหน้าหนักอึ้งขึ้นมา เขารีบเรียกกระบี่สั้นสีเขียวออกมาในทันที หลังจากที่เขากวัดแกว่งมันเล็กน้อย มันก็ปล่อยปราณกระบี่สีเขียวออกไปหกสายภายในอึดใจเดียว

หลังจากมีเสียงดัง “ตู้ม!” “ตู้ม!” ปราณกระบี่ทั้งหกก็แยกกันโจมตีเข้าใส่ลูกเปลวไฟทั้งสาม ซึ่งมันทำให้ลูกเปลวไฟสั่นไหวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จากนั้นมันก็หายไปราวกับดินเหนียวจมลงในทะเล

ลูกเปลวไฟสีแดงม่วงทั้งสามยังคงพุ่งเข้ามาอย่างดุดัน

หลิ่วหมิงเห็นท่าไม่ดี จึงรีบขยับตัวพุ่งออกไปด้านข้างอย่างรวดเร็ว

ในเมื่อไม่อาจต้านทานได้ เขาย่อมไม่โง่ที่จะฝืนต้านทานอยู่ที่เดิม

และแมงป่องกระดูกขาวที่บังอยู่ตรงหน้าเขาก็มุดลงดินไปก่อนหน้านั้นแล้ว

แต่เรื่องที่ทำให้หลิ่วหมิงตกใจก็ได้ปรากฏขึ้น

หลังจากที่ลูกเปลวไฟทั้งสามส่งเสียงดังตูมตาม มันก็เปลี่ยนทิศทางพุ่งตามเขามา

ครั้งนี้สีหน้าของหลิ่วหมิงเปลี่ยนไปเป็นอย่างมาก

ตอนนี้เขาถึงค้นพบว่า ถึงแม้เงาร่างสีแดงพร่ามัวทั้งสามจะยืนอยู่ที่เดิม แต่มันต่างก็ยกมือข้างหนึ่งขึ้นเพื่อบังคับลูกเปลวไฟอยู่ไม่หยุด ราวกับว่ามันควบคุมลูกเปลวไฟทั้งสามอยู่ตลอด

หลิ่วหมิงทำเสียงฮึดฮัด พอเขาบิดเอวแล้วก็กระทืบเท้าข้างหนึ่งลงพื้นอย่างรุนแรง จากนั้นก็เปลี่ยนทิศทางพุ่งไปยังเงาร่างทั้งสามในทันที

ลูกเปลวไฟทั้งสามโค้งเปลี่ยนทิศทางตามติดหลิ่วหมิงไปทันที

“รนหาที่…ตาย”

เงาร่างสีแดงทั้งสามเห็นเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะไม่หลบเท่านั้น แต่ยังอ้าปากพ่นเสียงไม่น่าฟังออกมาพร้อมกัน จากนั้นมันก็วางแขนลงและอ้าปากพุ่งยิงเงาสีม่วงยาวออกไปยังต้นคอของหลิ่วหมิงจากทิศทางต่างๆ

มันรวดเร็วจนแม้แต่หลิ่วหมิงเองก็ยังคาดไม่ถึง

หลิ่วหมิงตกใจเป็นอย่างมาก เขาสะบัดศีรษะอย่างบ้าคลั่ง แต่ก็สามารถหลบพ้นได้เพียงสองเส้นเท่านั้น เส้นที่สามโจมตีเข้าใส่เกราะเถาวัลย์มรกตที่ปกป้องต้นคออยู่ มันคือลิ้นสีแดงม่วงที่แหลมยาวเป็นอย่างมาก

เสียงดัง “ฟู่!”

เกราะเถาวัลย์ลดทอนพลังของลิ้นไปได้กว่าครึ่งหนึ่ง แต่มันยังคงเจาะทะลุเข้าไปได้ ขณะที่มันกำลังจะเจาะเข้าไปในต้นคอของหลิ่วหมิงนั้น กลับถูกอักขระสีเหลืองอ่อนที่เปล่งประกายออกมาต้านทานเอาไว้ได้

มันคือเกราะอาญาสิทธิ์ติดตัวที่ถูกหลิ่วหมิงกระตุ้นภายในพริบตา และเขาอาศัยจังหวะนี้ไปจับลิ้นยาวสีแดงม่วงไว้แน่น แต่พลันรู้สึกเจ็บที่ฝ่ามือก่อนที่จะโลหิตสดๆ จะไหลออกมา

คาดไม่ถึงว่าลิ้นยาวสีแดงม่วงจะเต็มไปด้วยหนามเนื้อที่แหลมคม เขาไม่ทันระวังจึงถูกตำจนโลหิตไหลออกมา และดูจากรูเล็กบนฝ่ามือที่กลายเป็นสีดำม่วงแล้ว เห็นได้ชัดว่าหนามเนื้อเหล่านี้มีพิษร้ายแรงมาก

แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ หลิ่วหมิงก็ไม่กะพริบตาเลยแม้แต่น้อยและไม่คิดที่จะปล่อยมือด้วย แต่กลับใช้มืออีกข้างจับกระบี่สั้นสีเขียวแล้วฟันจนลิ้นยาวสีแดงม่วงขาดออกมา

เงาร่างหนึ่งในสามเปล่งเสียงร้องอย่างน่าเวทนาออกมา ส่วนอีกสองเงาที่เหลือก็พร่ามัวกลายเป็นจุดแสงสีแดงแล้วก็สลายไป

……………………………………….

ตำนานเซียนปีศาจสะท้านภพ

ตำนานเซียนปีศาจสะท้านภพ

เด็กหนุ่มที่เติบโตท่ามกลางนักโทษบนเกาะมฤตยู หลังหนีออกจากที่คุมขังสำเร็จก็จับพลัดจับผลูเข้าไปในนิกายปีศาจ และกลายเป็นการเปิดประตูเข้าสู่พิภพอันกว้างใหญ่อย่างที่เขาคาดไม่ถึง ทว่าภายใต้ความบังเอิญนี้ เขากลับต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตถึงชีวิต ที่อาจจะสูญเสียตัวตนกลายเป็นจอมปีศาจอยู่ตลอดเวลา…

Comment

Options

not work with dark mode
Reset