พันธกานต์ปราณอัคคี – ตอนที่ 228 ไฝแดงกลางดวงใจ

มุกสีดำในมือมั่วชิงเฉินเม็ดนั้นเรียกว่ามุกหยิน เป็นของที่จัดว่าค่อนข้างนอกลู่นอกทาง ทว่าไม่นับว่าล้ำค่า ผู้บำเพ็ญเพียรบางคนที่ฝึกคาถานอกลู่นอกทางบางคนก็อาจจะได้ใช้มุกนี้

 

 

ประโยชน์ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของมุกหยิน ก็คือสามารถเก็บวิญญาณที่ไม่มีร่างเนื้อประเภทวิญญาณผีนี้ รับประกันว่าพวกมันจะไม่สลายไปอย่างรวดเร็วเนื่องจากอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ปราณหยางมากเกินไปเป็นเวลานาน

 

 

แน่นอน มีมุกหยินแล้วก็ไม่ได้หมายความว่าวิญญาณนั้นจะสามารถไม่สลายไปตลอดกาลได้ ว่ากันตามปกติแล้วที่ไปของวิญญาณมีสาม หนึ่งคือเข้าสู่วัฏสงสารกลับชาติเป็นคน สองคือกลับคือยมโลกหันไปบำเพ็ญเพียรผี ยังมีที่หนึ่งก็คือถูกผู้บำเพ็ญเพียรบางคนในโลกหยางใช้คาถาหรือสมบัติวิเศษกักไว้ ทำให้ต้องอยู่ในโลกหยาง

 

 

แน่นอน ที่ไปของวิญญาณส่วนใหญ่ล้วนเป็นประเภทที่หนึ่ง สองประเภทข้างหลังล้วนจัดอยู่ในส่วนน้อยมาก ประเภทที่สองจัดอยู่ในส่วนน้อยมากที่ข้อแม้ดี ก็คล้ายคลึงกับผู้บำเพ็ญเพียรที่มีรากวิญญาณในโลกมนุษย์ ส่วนประเภทที่สามไม่ต้องพูดมาก นั่นจัดอยู่ในส่วนที่โชคร้ายมาก…

 

 

ยังมีที่ยิ่งโชคร้ายกว่าอีก ก็คือสถานการณ์ของมั่วต้าเหนียนนี่ วิญญาณแยกออกจากกัน ส่วนหนึ่งเหลืออยู่ในโลกหยาง อีกส่วนหนึ่งกลับคืนยมโลก

 

 

ว่ากันตามปกติ วิญญาณอยู่ในมุกหยิน เพียงแค่ลดความเร็วในการสลายของพลังดวงวิญญาณของมันเท่านั้น หากปล่อยไว้ไม่เหลียวแล นานวันเข้าวิญญาณยังคงสลายไปได้

 

 

ดังนั้นผู้บำเพ็ญเพียรบางคนที่หลอมผีน้อยเพื่อใช้สำหรับการโจมตี ก็จะใช้ของสิ่งหนึ่ง นั่นก็คือไม้สะกดวิญญาณ

 

 

หากมีไม้สะกดวิญญาณนี้แล้ว วางมันไว้ในมุกหยิน วิญญาณที่อยู่บนไม้สะกดวิญญาณพลังดวงวิญญาณที่แฝงไว้ไม่เพียงแต่ไม่สลายไป กระทั่งยังค่อยๆ รวมตัวแข็งแกร่งขึ้น

 

 

แผนการแต่เดิมของมั่วชิงเฉิน ก็คือเก็บวิญญาณของท่านปู่เข้าในมุกหยินก่อน ค่อยไปตามหาไม้สะกดวิญญาณ ทว่ายามที่นางพบว่าวิญญาณของมั่วต้าเหนียนเป็นวิญญาณที่เหลืออยู่นั้น ใจก็ตายไปครึ่งหนึ่งแล้ว

 

 

เวลาที่วิญญาณที่เหลืออยู่สามารถประคับประคองในมุกหยิน ต้องน้อยกว่าวิญญาณที่สมบูรณ์กว่าครึ่ง ต่อให้มีไม้สะกดวิญญาณแล้ว ก็ทำได้เพียงชะลอความเร็วในการสลายของพลังดวงวิญญาณเท่านั้น

 

 

มั่วชิงเฉินลูบไล้มุกหยินไปพลาง นิ้วมือก็หยุดชะงัก จากนั้นรื้อม้วนคัมภีร์หยกออกจากกำไลเก็บวัตถุม้วนหนึ่ง อ่านอย่างละเอียดหนึ่งรอบ ในที่สุดก็หาวิธีแก้ไขสถานการณ์เช่นนี้เจอในมุมหนึ่งของหน้าสุดท้าย

 

 

อันว่าวิญญาณกลับสู่มาตุภูมิ หากวิญญาณที่อยู่ที่โลกหยางเป็นวิญญาณที่เหลืออยู่ เอาดินสามเฉียนจากสถานที่ที่เขาถือกำเนิดแล้วอยู่เป็นเวลานานที่สุด สาดไว้บนไม้สะกดวิญญาณ ค่อยวางวิญญาณไว้ข้างบน แม้ไม่อาจค่อยๆ รวมตัวกันขึ้นเฉกเช่นวิญญาณที่สมบูรณ์ได้ กลับสามารถรับประกันว่าพลังดวงวิญญาณจะไม่สลายไปอีก

 

 

เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เป็นเวลาที่ตนต้องกลับตระกูลมั่วแล้ว

 

 

มั่วชิงเฉินทอดสายตาไปนอกหน้าต่าง แล้วถอนใจเบาๆ เสียงหนึ่ง

 

 

ปีนั้นตระกูลมั่วประสบภัย การที่เห็นคนที่คุ้นเคยตายอย่างอนาถต่อหน้าต่อตาทีละคนๆ สถานที่ที่ใช้ชีวิตอยู่มาหลายปีถูกย้อมไปทั่วด้วยเลือดสดๆในทันที ไม่ใช่ว่าไม่ได้ทิ้งเงาไว้ในใจนางหรอกนะ

 

 

ไม่ว่าทำเพื่อแก้แค้นให้ตระกูล หรือว่าตามหาผู้รอดชีวิตของตระกูลมั่ว เมืองลั่วหยางก็เป็นสถานที่ที่นางจำเป็นต้องกลับไปสักครา

 

 

เพียงแต่ในแผนการแต่แรกของมั่วชิงเฉิน คือคิดจะรอให้ก่อแก่นปราณก่อนแล้วค่อยไป

 

 

ลึกเข้าไปในความทรงจำคนชุดแดงที่ฆ่าคนเหมือนผักปลาคนนั้นคือผู้บำเพ็ญเพียรระดับก่อแก่นปราณสมชื่อ หรือพูดให้ชัดเจนยิ่งขึ้น คือผู้บำเพ็ญเพียรมารคนหนึ่ง พลังความสามารถต้องแข็งกร้าวกว่าผู้บำเพ็ญเพียรเต๋าทั่วไป

 

 

ดังนั้นหากคิดจะกลับไป มีเพียงถึงระดับก่อแก่นปราณถึงนับว่ามีความมั่นใจสักหน่อย ด้วยตบะระดับสร้างรากฐานของนางในยามนี้ แอบกลับไปดูสักหน่อยก็ยังมีพลังในการป้องกันตัว ทว่าหากมีใจคิดแก้แค้น เช่นนั้นก็ไม่แตกต่างอะไรกับไปรนหาที่ตายแล้ว

 

 

ปีนั้นท่านปู่ไม่เสียดายที่ทำให้ตนเองบาดเจ็บขับเคลื่อนยันต์ลี้หมื่นลี้พานางหนีเอาชีวิต ไม่ใช่ทำเพื่อให้นางกลับไปรนหาที่ตายแต่เนิ่นๆ หรอกนะ

 

 

นี่ก็เป็นสาเหตุที่มั่วชิงเฉินทั้งที่รู้ดีว่ามั่วเฟยเยียนอยู่สำนักลั่วสยา กลับไม่เคยคิดจะไปหานางมาก่อน

 

 

ใครจะรู้ว่าคนคำนวณไม่สู้ฟ้าลิขิต เรื่องถึงบัดนี้นางไม่กลับไปเมืองลั่วหยางสักครั้งไม่ได้เสียแล้ว

 

 

รักษาตัวอย่างเงียบๆ อีกหลายเดือน มั่วชิงเฉินกลับสำนักได้เกือบปีแล้ว นางที่รู้สึกตัวว่าทั้งร่างกายและจิตใจฟื้นฟูถึงสภาวะยอดเยี่ยมที่สุดแล้วตัดสินใจบอกกู้หลีว่าจะออกไปท่องเที่ยวฝึกตน

 

 

เพียงแต่เห็นนักพรตจื่อซีที่คุ้นที่คุ้นทาง เหยียบดอกบัวลอยเข้าป่าไผ่มาเหมือนผีสางแล้ว มั่วชิงเฉินมุมปากกระตุกแล้วกระตุกอีก

 

 

ระยะนี้ ไม่ว่ากู้หลีหรือมั่วชิงเฉิน เพราะอาการบาดเจ็บของดวงจิตจึงต่างปล่อยวางการบำเพ็ญเพียร เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วเวลาว่างของศิษย์อาจารย์สองคนก็มากขึ้นมา

 

 

บางทีมั่วชิงเฉินจะขอคำชี้แนะจากกู้หลีเกี่ยวกับปัญหาบางอย่างในการบำเพ็ญเพียร บางทีกู้หลีก็จะเป็นฝ่ายเริ่มบรรยายเคล็ดลับของเขาเอง ยังมีบางที ศิษย์อาจารย์สองคนจะจัดระเบียบสวนใหญ่มหึมาผืนนั้นพร้อมสาวใช้สองคน ในเวลาเช่นนั้น กู้หลีก็จะชี้แนะพวกมั่วชิงเฉินสามคนอย่างอดทนและอ่อนโยนถึงลักษณะและประโยชน์ใช้สอยของหญ้าทิพย์สมุนไพรทิพย์แต่ละชนิด ทำให้พวกนางสามคนได้ประโยชน์ไม่น้อย

 

 

แน่นอนในเวลาส่วนใหญ่ ศิษย์อาจารย์ต่างคนต่างทำเรื่องของตนเอง ในวันหนึ่งก็ไม่เห็นจะได้คุยกันสักประโยค

 

 

มั่วชิงเฉินกลับพึงพอใจยิ่งนัก หากไม่เพราะมีเรื่องของท่านปู่ทับอยู่ในใจ นี่ก็คือชีวิตที่นางอยากใช้ที่สุดชัดๆ

 

 

เพียงแต่ที่ทำให้นางประหลาดใจก็คือ ไม่รู้เริ่มตั้งแต่เมื่อไร ท่านอาจารย์ลุงใหญ่ท่านนี้ก็เริ่มมาเยือนแล้ว บางทีก็มาพร้อมท่านอาจารย์ลุงสาม บางทีก็มาคนเดียว

 

 

ที่ยิ่งทำให้นางกลืนไม่เข้าคายไม่ออกคือ ทุกครั้งที่นักพรตจื่อซีมาคนเดียว ยามที่หาอาจารย์น้อย ยามที่ลากตนเองคุยเล่นมีมากกว่า ทำให้นางแอบสงสัยว่าสาเหตุเพราะศิษย์หญิงในเขาชิงมู่มีน้อยเกินไปใช่หรือไม่

 

 

“เฮ้อ นางหนูชิงเฉิน เจ้าเหม่อลอยอีกแล้วหรือ?” นักพรตจื่อซีโบกมือที่งามดั่งหยก

 

 

มั่วชิงเฉินได้สติกลับมา รีบชี้เก้าอี้ไม้ไผ่ตัวหนึ่งว่า “ท่านอาจารย์ลุงใหญ่ เชิญนั่งเจ้าค่ะ”

 

 

นักพรตจื่อซีนั่งลงไปเต็มก้นอย่างไม่เกรงใจ นั่งไขว่ห้างอย่างไม่มีภาพพจน์ว่า “ศิษย์หลานชิงเฉิน รีบเอาน้ำผึ้งดอกท้อของเจ้าออกมาไวๆ”

 

 

มั่วชิงเฉินยิ้มอย่างขมขื่นทีหนึ่ง มอบน้ำผึ้งดอกท้อที่ผึ้งวิญญาณเลือดมรกตเพิ่งบ่มออกมาใหม่เมื่อวานอย่างยอมรับชะตา

 

 

นางน่าจะคิดได้นานแล้ว ที่ท่านอาจารย์ลุงใหญ่ท่านนี้มาบ่อยๆ เห็นชัดว่าก็เพื่อน้ำผึ้งดอกท้อของนางนั่นเอง เดิมทีเมื่อเว้นไม่กี่วันตนยังสามารถสะสมได้ขวดเล็กๆ บัดนี้กลับดีแล้ว นอกจากที่ตนกินทุกวัน ที่เหลือล้วนลงไปในท้องท่านอาจารย์ลุงใหญ่จนหมด

 

 

ระยะนี้มั่วหลีลั่วและต้วนชิงเกอส่งยันต์ส่งสารมาขอหลายครั้ง มั่วชิงเฉินก็ทำได้เพียงตอบกลับด้วยรอยยิ้มเหลอหลา

 

 

นักพรตจื่อซีใช้ช้อนเงินเล็กๆ ตักน้ำผึ้งวิญญาณช้อนหนึ่งส่งเข้าปาก แล้วหรี่ตาอย่างเพลิดเพลิน พักใหญ่ๆ ถึงเอ่ยว่า “เฮ้อ ศิษย์หลานชิงเฉินเอ๋ยเจ้าไปจากสำนักครั้งนี้ ข้าอยากกินน้ำผึ้งวิญญาณที่ดีปานนี้อีกก็ยากแล้ว”

 

 

มั่วชิงเฉินชะงัก “ท่านอาจารย์ลุงใหญ่ไยจึงรู้ว่าชิงเฉินจะไปจากสำนัก?”

 

 

นักพรตจื่อซีเหล่มั่วชิงเฉินปราดหนึ่ง จะยิ้มก็ไม่ยิ้มว่า “สัญชาตญาณ สัญชาตญาณล้วนๆ หากข้าเดาไม่ผิดละก็ หากไม่เพราะข้ามาเร็วเกรงว่าป่านนี้เจ้าคงร่ำลาเหอกวงแล้วสินะ?”

 

 

“ท่านอาจารย์ลุงใหญ่ช่างคาดการณ์ดั่งเทพจริงๆ” มั่วชิงเฉินยิ้มว่า

 

 

นักพรตจื่อซียิ้มอย่างได้ใจ มีลักษณะของผู้อาวุโสขึ้นมาบ้างอย่างไม่คาดคิด กำชับมั่วชิงเฉินถึงเรื่องที่ควรระวังเมื่อออกจากสำนัก ทำให้มั่วชิงเฉินตื่นตะลึงเพราะได้รับความเมตตาอย่างคาดคิดไม่ถึง อีกทั้งในใจรู้สึกหวาดกลัวเล็กน้อย อาจจารย์ลุงใหญ่ท่านนี้ ไม่เหมือนคนเช่นนี้นี่นา

 

 

“เอาล่ะ นางหนูเจ้าเฉลียวฉลาด เรื่องพวกนี้ที่จริงก็ไม่ต้องให้ข้าพูดมาก ทว่าข้าเดาว่า คำพูดพวกนี้อาจารย์ของเจ้าคนนั้นต้องพูดไม่ออกแน่ๆ ข้าจึงพูดแทนเขาแล้วกัน” นักพรตจื่อซีหัวเราะว่า

 

 

น้ำเสียงที่นักพรตจื่อซีพูดถึงกู้หลี ไม่รู้เพราะเหตุใดทำให้มั่วชิงเฉินไม่ค่อยสบายใจ ได้แต่หัวเราะโง่ๆ ว่า “ขอบคุณท่านอาจารย์ลุงใหญ่ที่เป็นห่วงเจ้าค่ะ”

 

 

นักพรตจื่อซีกลับจู่ๆ ก็เขยิบไปใกล้หน้าของมั่วชิงเฉิน จ้องอย่างตั้งใจ

 

 

มั่วชิงเฉินอดทนไม่ให้ทำตาเหลือก ถามว่า “ท่านอาจารย์ลุงใหญ่ เป็นอันใดเจ้าคะ?”

 

 

“ไม่มีอะไร” นักพรตจื่อซีหดตัวกลับมา แล้วส่ายศีรษะ น้ำเสียงกลับเปลี่ยนอีกว่า “ทว่า…ชิงเฉินเอ๋ยข้าดูโหงวเฮ้งของเจ้า ดูเหมือนดาวหงหลวนเคลื่อนที่แล้ว โยงกับการที่เจ้ากำลังจะออกจากสำนักท่องเที่ยวฝึกตน เกรงว่าจะได้พบกับคนในดวงใจในการท่องเที่ยวฝึกตนครั้งนี้แล้วกระมัง?”

 

 

มั่วชิงเฉินหน้าแดง ในใจกลับตกใจ ไม่ค่อยแน่ใจว่าคำพูดของนักพรตจื่อซีนี้เป็นคำพูดล้อเล่นล้วนๆ หรือเพราะเชี่ยวชาญการดูโหงวเฮ้ง ดูอะไรบางอย่างออกจริงๆ

 

 

“ท่านอาจารย์ลุงใหญ่พูดเล่นแล้ว” มั่วชิงเฉินเอ่ยนิ่งเรียบ

 

 

ตาหงส์เรียวยาวของนักพรตจื่อซีเหล่มา ยิ้มว่า “นางหนูน้อยอายอะไร ใครไม่เคยเยาว์วัยมาก่อน บัดนี้เจ้าเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานแล้ว หากพบคนที่พึงใจบำเพ็ญเพียรคู่ด้วยกัน ก็เป็นเรื่องโชคดีเรื่องหนึ่ง แม้แต่ผู้อาวุโสในสำนักเช่นพวกข้าก็ดีใจที่เห็นเช่นนั้น”

 

 

มั่วชิงเฉินอมยิ้มฟังไว้ กลับฟังความหมายออกเล็กน้อย ท่านอาจารย์ลุงใหญ่ท่านนี้ดูเหมือนในคำพูดแฝงไว้ด้วยคำพูด

 

 

เห็นมั่วชิงเฉินสีหน้านิ่งเรียบ นักพรตจื่อซีไม่แยแส ล้อเล่นอีกว่า “พวกเราโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรพิธีรีตองไม่มากเหมือนโลกฆราวาส ในเรื่องชายหญิงก็เน้นที่จิตใจสื่อถึงกัน อะไรอายุเอย รุ่นเอย กระทั่งเต๋ามารต่างกันบ้างล่ะ ก็ไม่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่ ทว่านะ ชิงเฉิน เจ้าต้องจำไว้ มีความรักสองประเภทกลับเป็นสิ่งที่โลกนี้ยอมรับไม่ได้ ประเภทที่หนึ่งน่ะก็คือความรักของคนและปีศาจ ประเภทที่สองก็คือความรักของศิษย์อาจารย์! ดังนั้นเจ้าออกจากสำนักอยู่ข้างนอกต้องควบคุมตนเองไว้ให้ดี มิเช่นนั้นถึงสุดท้ายเกรงว่าจะทำร้ายคนอื่นทำร้ายตนเอง”

 

 

พูดถึงตรงนี้นักพรตจื่อซีหยุดทีหนึ่ง มองมั่วชิงเฉินปราดหนึ่งแล้วโยนคำพูดเบาหวิวออกมาอีกประโยคหนึ่ง “อาจารย์เจ้าน่ะ ปีนั้นก็เสียใจเพราะเรื่องนี้แหละ!”

 

 

คำพูดนี้อยู่ในใจมั่วชิงเฉินไม่ต่างอะไรกับสายฟ้าฟาดสายหนึ่ง หลุดปากออกมาว่า “ท่านอาจารย์ปู่เป็นผู้ชายมิใช่หรือ…”

 

 

พูดถึงตรงนี้รู้ว่าตนพูดพลั้งปาก แก้มแดงเรื่อขึ้นปื้นหนึ่งทันที

 

 

นักพรตจื่อซีหัวเราะฟู่ว่า “นางหนูนี่เจ้าคิดไปถึงไหนแล้ว หากอาจารย์ปู่เจ้าอยู่นี่ เกรงว่าต้องโมโหเจ้าจนหนวดกระดิกแล้ว”

 

 

มั่วชิงเฉินทำเจี๋ยมเจี้ยมไม่พูด นึกถึงความเป็นไปได้อีกข้อหนึ่งในใจก็รู้สึกบอกไม่ถูกขึ้นมาเช่นกัน กลับอยากรู้อยากเห็นเรื่องในปีนั้นของกู้หลีนัก ในที่สุดก็ทนไม่ไหวว่า “ท่านอาจารย์ลุงใหญ่ อาจารย์เขา…เขาเคยรักกับสตรีเผ่าปีศาจหรือเจ้าคะ?”

 

 

นักพรตจื่อซีกลับกระแอมสองทีว่า “ชิงเฉินเอ๋ยอาจารย์ลุงเช่นข้าถกกับเจ้าเรื่องความรักในอดีตของอาจารย์เจ้า มันไม่ค่อยเหมาะสมจริงๆ นะ”

 

 

มั่วชิงเฉินกลับดูออกนานแล้ว คำพูดของนักพรตจื่อซีในวันนี้เดิมทีก็มีเจตนาพูดให้ตนฟังอยู่แล้ว บวกกับหลายวันมานี้สองคนคุยเล่นกันบ่อยๆ ความสัมพันธ์ก็สนิทชิดเชื้อกันขึ้นมากมาย จึงลากแขนเสื้อของนักพรตจื่อซีว่า “ท่านอาจารย์ลุงใหญ่…”

 

 

นักพรตจื่อซีถึงเอ่ยว่า “ก็คงจะเป็นเคราะห์ในชะตาของอาจารย์เจ้าด้วยกระมัง ปีนั้นยามที่เขายังไม่ก่อแก่นทอง ด้วยโอกาสวาสนาได้พบกับสตรีเผ่าปีศาจคนหนึ่ง เหตุการณ์อย่างเป็นรูปธรรมที่ทั้งสองคนรู้จักคบหากันคนนอกเช่นพวกเราไม่อาจรู้ได้ เพียงแต่ปีนั้นหลังจากเขาก่อแก่นปราณก็พาสตรีคนนั้นกลับมา ขอให้อาจารย์ออกหน้า อนุญาตให้ทั้งสองคนแต่งเป็นสามีภรรยากัน เจ้าคิดดูสิ ไม่ว่าผู้บำเพ็ญเพียรเต๋า ผู้บำเพ็ญเพียรมาร หรือว่าผู้บำเพ็ญเพียรพระ ผู้บำเพ็ญเพียรปราชญ์ กระทั่งผู้บำเพ็ญเพียรผี อย่างน้อยรากเหง้าก็ล้วนเป็นคนนะ เหอกวงพาใครไม่พามา ดันพาสตรีเผ่าปีศาจที่เลื่อนขั้นจำแลงเป็นคนสำเร็จจากอสูรปีศาจกลับมา อย่าว่าแต่อาจารย์เลย แม้แต่ผู้อาวุโสทั้งหมดในสำนักก็ไม่มีทางรับปากนะ”

 

 

“ต่อมาล่ะ?” มั่วชิงเฉินพึมพำถามว่า

 

 

“ต่อมา ต่อมาก็พอดีเกิดวิกฤตอสูรน่ะสิ พวกเขาย่อมไม่สมหวัง ดีที่อาจารย์เจ้านิสัยค้อมต่ำ คนในสำนักที่รู้เรื่องนี้แทบจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับก่อแก่นปราณขึ้นไปทั้งหมด ถึงบัดนี้ก็ไม่มีคนพูดถึงแล้ว” นักพรตจื่อซีเอ่ยนิ่งเรียบ

 

 

มั่วชิงเฉินรู้ว่า นักพรตจื่อซีแม้พูดเหมือนไม่มีอะไร ทว่านิสัยเช่นอาจารย์นั้น หากต้องแยกจากสตรีที่รักเพราะถูกคนรอบข้างขัดขวางบังคับ ก็ไม่รู้ต้องทนทุกข์ทรมานมามากขนาดไหน

 

 

ชั่วเวลาหนึ่งนางพูดไม่ออกว่าในใจรู้สึกเช่นไร จึงถามอย่างไม่เจียมตัวว่า “เช่นนั้นสตรีผู้นั้นล่ะเจ้าคะ?”

 

 

“ตายแล้ว” นักพรตจื่อซีเอ่ยอย่างไร้ความรู้สึกแม้แต่น้อย

พันธกานต์ปราณอัคคี

พันธกานต์ปราณอัคคี

สาวชนบทชีวิตอาภัพคนหนึ่งเท่านั้น เมื่อมีจอมยุทธ์ผู้หนึ่งมารับตัวนางกลับไปยังตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรของบิดา ตั้งแต่นั้นชีวิตของนางจึงพลิกผันไปโดยพลัน ถึงกระนั้นพรสวรรค์ของนางกลับมิได้ล้ำเลิศเฉกเช่นบิดา ยังดีที่มี ‘สุราทิพย์’ คอยช่วยเหลือ และนำพานางไปสู่เส้นทางที่คนธรรมดาได้แต่วาดฝันถึง ในเส้นทางสายนี้ยังมีเรื่องราวอีกไม่น้อยที่นางนั้นคาดไม่ถึง ทั้งออกผจญภัยปราบปีศาจสยบอสูร ปลูกสมุนไพรหลอมโอสถ โดนข่มเหงกีดกันเพราะความอ่อนด้อยจนไม่ต่างกับเป็นคนรับใช้ผู้หนึ่ง และไม่ทันได้เตรียมใจว่าจะพานพบกับรสรักที่ล้ำลึกเสียจนมิอาจถอน แรงดึงดูดที่ไม่อาจต้านทานผูกนางกับเขาอย่างไร้หนทางแยกจากกันได้… หนทางแห่งการบำเพ็ญเพียร ช่างเปลี่ยนไปมาจนมิอาจคาดเดาได้ เขาจะเป็นคนรับใช้ที่โดดเด่นในโลก (อดีต) แห่งนี้ให้ดู!

Comment

Options

not work with dark mode
Reset