พิชิตสวรรค์ ทะยานฟ้า – ตอนที่ 1360 รายงานกองมังกรดำ

“แทบจะเอาชีวิตไม่รอดแล้ว ยังมาคิดถึงตำแหน่งขุนนางอีก!” เสวี่ยหลิงหลงทั้งโมโหทั้งอยากขำ นางยื่นมือไปบิดขาเขาอย่างแรง

ถ้าเป็นในปีนั้นที่นางยังอยู่ที่หอกลิ่นสวรรค์ นางก็ไม่กล้าทำอย่างนี้แน่นอน แต่ตอนนี้เป็นสามีภรรยากันมาหลายปีแล้ว ไม่เหมือนเดิมแล้วจริงๆ ด้วย

สวีถังหรานแยกเขี้ยวยิงฟัน กล่าวขอร้องว่า “โถ่ฮูหยิน ข้าเป็นถึงขนาดนี้แล้ว เจ้ายังทำร้ายข้าแบบนี้ได้ยังไง”

เสวี่ยหลิงหลงหัวเราะทั้งน้ำตา ปล่อยมือออกจากเขา แล้วเป่าหมอกดาวเยียวยาต่อไป…

ส่วนอีกห้องหนึ่ง ชิงจวี๋ก็ปาดน้ำตาเช่นกัน กำลังรักษาบาดแผลให้หยางชิ่งที่นอนคว่ำอยู่บนเตียงเช่นกัน นางกำลังบ่นเหมียวอี้ด้วยความคับแค้น “ผู้บัญชาการใหญ่ใช้วิธีการรุนแรงโดยไม่คำนึงถึงไตรีเลยสักนิด ต่อให้ไม่เห็นแก่ไมตรีเก่า แต่จะไม่เห็นแก่หน้าคุณหนูเชียวเหรอ? เมื่อก่อนเขาไม่ใช่คนแบบนี้ ตอนนี้ทำไมเปลี่ยนเป็นไม่รู้จักญาติมิตรแบบนี้”

หยางชิ่งที่นอนหมอบถอนหายใจ “ไม่ใช่ว่าไม่เห็นแก่ไมตรีเก่า แต่คนเราเมื่อเดินขึ้นมาถึงระดับหนึ่งแล้ว ไมตรีก็ต้องหลีกทางให้สถานการณ์โดยรวมอย่างไม่รู้ตัว นี่ก็คือความจนใจของคนที่อยู่ระดับบน ยกตัวอย่างเช่นครั้งนี้ ถ้าตอนนั้นไม่ใช่เพราะเขาไม่สนใจไมตรีและดันทุรังห้ามข้าที่อวดฉลาด เรื่องทำให้ธงพยัคฆ์ดำสงบลงก็คงไม้ราบรื่นขนาดนี้ ดีไม่ดีผลที่ตามมาอาจจะเลวร้ายจนไม่อยากจินตนาการถึงก็ได้ การโดนแส้เฆี่ยนครั้งนี้ข้าไม่มีอะไรจะบ่นเลย”

“นายท่านด่าตัวเองว่าอวดฉลาดได้ยังไง ถ้าพูดถึงสติปัญญาความฉลาด ผู้บัญชาการใหญ่อาจจะเทียบนายท่านไม่ติดด้วยซ้ำ” ชิงจวี๋กล่าวอยากทุกข์ใจ

หยางชิ่งส่ายหน้ายิ้มเจื่อน “ก่อนหน้านั้นข้าก็คิดไปเองแบบนี้ แต่เมื่อผ่านเหตุการณ์พลิกผันครั้งนี้ ข้าก็ต้องยอมรับว่ากับเรื่องบางอย่าง ข้าก็เทียบเขาไม่ติดจริงๆ ในเหตุการณ์ไม่คาดคิดของธงพยัคฆ์ดำครั้งนี้ ถ้าเปลี่ยนเป็นให้ข้าคุมสถานการณ์โดยรวม ข้าก็ทำได้ไม่ดีเท่าเขาหรอก ชิงจวี๋ เจ้าก็รู้จักข้าดี เรื่องเมื่อวานนี้เจ้าก็ได้เห็นแล้ว ถ้าเปลี่ยนให้คนเมื่อวานเป็นข้า ข้าจะจัดการได้เด็ดขาดอย่างเขามั้ย? ข้าจะมีความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญได้แบบเขาเหรอ? ข้ารู้จักนิสัยของข้าดี ต่อให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นอีกครั้ง ข้าก็จะไม่เสี่ยงอันตรายอย่างเขาแน่ พลังเด็ดเดี่ยวที่อยู่บนตัวเขาคือสิ่งที่ข้าไม่มี วิธีการจัดการปัญหาที่ต่อเนื่องของเขา ขนาดข้าเห็นแล้วยังทอดถอนใจที่สู้ไม่ได้เลย”

ชิงจวี๋เอามือเช็ดน้ำตา ทำเสียงฮึดฮัดแล้วบอกว่า “ข้าว่าเขาก็แค่บุ่มบ่ามไม่ดูตาม้าตาเรือ ปล่อยคนของธงอินทรีสิบกองทัพไปอย่างนั้น แก้ไขรายชื่อแล้วยังไงล่ะ เดี๋ยวต่อไปพวกเขาก็หาคนประสานงานให้แล้วกลับมาได้อยู่ดี ถ้าพวกเขาหวนกลับมามีอำนาจอีกครั้งจะทำยังไงเจ้าคะ?

หยางชิ่งถอนหายใจ “ธงพยัคฆ์ดำเป็นเพียงหน่วยงานเล็กๆ ที่อยู่ใต้สังกัดขององครักษ์ฝ่ายซ้าย ไม่ใช่เจ้าอาณาเขตที่ยึดครองเขตแดนอะไร เบื้องบนยังมีบีบเอาไว้อีกหลายชั้น สาเหตุที่พวกเขาก่อเรื่องตามคังจือลวี่กับเหยาหย่วนชูก็เพื่อจะปกป้องชีวิตตัวเองเหมือนกัน ตอนนี้ทุกคนล้วนรักษาผลประโยชน์ของตัวเองไว้ได้แล้ว ผู้บัญชาการใหญ่ก็บรรลุเป้าหมายแล้วเช่นกัน พวกเขาจะกลับมามีอำนาจอีกครั้งได้ยังไง? ผู้บัญชาการสิบกองทัพเขียนคำให้การความผิดของคังจือลวี่กับเหยาหย่วนชูต่อหน้าฝูงชนแล้ว เท่ากับประกาศต่อหน้าทุกคนแล้วว่าถวายความจงรักภักดีต่อผู้บัญชาการใหญ่ อีกทั้งผู้บัญชาการใหญ่ยังให้โดนเฆี่ยนแส้เป็นรางวัลอีก ทำลายแรงเชื่อมที่ผู้บัญชาการทั้งสิบสามารถใช้เรียกรวมกำลังพลให้หายไปหมดแล้ว ต่อไปนี้สนใจแต่งานที่อยู่ในมือตัวเองก็พอ ถ้าอยากจะต่อต้านผู้บัญชาการใหญ่อีก ก็จะไม่มีใครฟังพวกเขาอยู่ดี ทุกคนล้วนได้เห็นอิทธิพลที่ผู้บัญชาการใหญ่มีต่อธงอินทรีสิบกองทัพแล้ว นี่ก็คือชื่อเสียงบารมีที่ผู้บัญชาการใหญ่ใช้บัญชาการธงพยัคฆ์ดำ ในจิตใจของทหารในกองทัพ ในธงพยัคฆ์ดำไม่มีใครสั่นคลอนตำแหน่งของผู้บัญชาการใหญ่ได้ ถ้าผู้บัญชาการทั้งสิบมีใจคิดไม่ซื่ออีก ก็เท่ากับเป็นการหาเรื่องใส่ตัว ขอเพียงเรียกรวมกำลังพล ก็จะมีคนรายงานความผิดเพื่อสร้างผลงานแน่นอน”

“เพราะอะไรคะ?” ชิงจวี๋แปลกใจ

หยางชิ่งอธิบายว่า “สาเหตุไม่ซับซ้อนเลย ผ่านพิธีรับเขาครั้งนี้แล้ว ขนาดผู้บัญชาการใหญ่เพิ่งมาใหม่ยังไม่ทันยืนได้มั่นคง พวกเขาก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของผู้บัญชาการใหญ่เลย หลังจากผู้บัญชาการใหญ่ยืนอย่างมั่นคงแล้ว กำลังพลเบื้องล่างไม่เชื่อหรอกว่าพวกเขาจะยังสู้ผู้บัญชาการใหญ่ใหญ่ได้ กอปรกับผู้บัญชาการใหญ่มีความชอบธรรมในตำแหน่ง ในมือมีอำนาจในการแต่งตั้งและถอดถอนมากกว่าผู้บัญชาการทั้งสิบ ใจคนจะเอนเอียงไปทางไหนก็เลือกได้ง่ายมาก แน่นอน ตอนแรกผู้บัญชาการใหญ่ก็คิดจะกำจัดพวกเขาทิ้งเหมือนกัน เพียงแต่สถานการณ์พลิกผลัน ผู้บัญชาการใหญ่ถึงได้เปลี่ยนแผน ถึงอย่างไรฝ่ายนี้ก็มีคนไม่เยอะ ถ้าฆ่าพวกเขาทิ้งก็จะได้คนที่ไม่คุ้นเคยมานั่งตำแหน่งผู้บัญชาการทั้งสิบอยู่ดี แบบนี้ถึงได้เปลี่ยนจากการ ‘ฆ่า’ เป็นการ ‘ตี’ ไง ที่เฆี่ยนพวกเราต่อหน้าฝูงชนก็เพื่อสร้างบารมี ความสามารถในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าแบบนี้ก็คือจุดที่ร้ายกาจของผู้บัญชาการใหญ่”

ชิงจวี๋ทำท่าครุ่นคิด แต่ปากก็ยังพูดแสดงความโมโหที่เหมียวอี้ออกคำสั่งลงโทษหยางชิ่ง นางพ่นเสียงทางจมูก “เดี๋ยวกลับไปข้าจะอธิบายเรื่องนี้กับคุณหนูยังไงล่ะเจ้าคะ”

พอได้ยินคำถาม หยางชิ่งก็รู้สึกขื่นขมในใจ เหมียวอี้เดินมาถึงทุกวันนี้ได้ มีหรือที่จะปล่อยให้อนุภรรยาคนหนึ่งควบคุม ถ้าเขาไม่สามารถยืนอย่างมั่นคงอยู่ข้างกายเหมียวอี้ได้ ฉินเวยเวยก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอนุภรรยาคนอื่นๆ ของเหมียวอี้เลย เกรงว่าจุดจบจะต้องอ้างว้าง

“เรื่องนี้ไม่ต้องเอ่ยกับเวยเวยแล้ว ข้า…” หยางชิ่งอึกอักอยู่พักใหญ่ สุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ “เกรงว่าจะปิดบังไม่ไหวแล้ว ผู้บัญชาการใหญ่ชื่อเสียงโด่งดังไปถึงข้างนอก เรื่องที่เกิดขึ้นที่นี่จะเกิดแพร่ออกไปแน่นอน ต่อให้พวกเราไม่บอกเวยเวย ในบรรดาอนุภรรยาคนอื่นๆ ก็จะต้องมีคนถือโอกาสนี้ปลุกปั่นบอกเวยเวยแน่นอน หลังจากเวยเวยรู้เรื่องก็จะต้องมายืนยันกับข้าแน่ เจ้าจำไว้นะ อย่าให้นางทะเลาะกับผู้บัญชาการใหญ่เพราะเรื่องนี้เด็ดขาด ในใจผู้บัญชาการใหญ่ยังเห็นอกเห็นใจนางอยู่บ้าง ถ้าไปทำลายความรู้สึกระหว่างนางกับผู้บัญชาการใหญ่ ก็จะไม่ใช่เรื่องดีอะไร อนุภรรยาคนอื่นๆ อาจจะดีใจที่ได้เห็นด้วยซ้ำ เจ้าต้องบอกเวยเวยนะ ว่านี่เป็นการแสดงระหว่างข้ากับเหมียวอี้ บอกนางว่าไม่ต้องเป็นห่วง แล้วอีกอย่าง ถ้าใครเป็นคนบอกเรื่องนี้กับนาง ก็ให้นางเปิดเผยให้ฮูหยินอวิ๋นจือชิวรู้สักหน่อย อวิ๋นจือชิวเป็นคนที่มีแผนการในใจ หลายปีมานี้จกาที่ข้าสังเกตนางที่ตลาดสวรรค์ ตำแหน่งในหัวใจของผู้บัยชาการใหญ่ ตอนนี้ยังไม่มีใครแทนที่นางได้ อย่าไปมองว่าตอนอยู่ข้างนอกผู้บัญชาการใหญ่สังหารได้อย่างเด็ดเดี่ยว การที่อวิ๋นจือชิวสามารถขังจูเก๋อชิงได้หลายปีขนาดนี้แต่ผู้บัญชาการใหญ่ไม่กล้าเถียง แค่จุดเดียวก็มองเห็นภาพรวมแล้ว เจ้าเข้าใจมั้ย?”

ชิงจวี๋ได้ยินแล้วถามเสียงสั่น “นายท่าน ท่านกำลังหมายความว่า คุณหนูต้องแย่งชิงความโปรดปรานกับอนุภรรยาคนอื่นเหรอเจ้าคะ?”

“เฮ้อ!” หยางชิ่งบอกว่า “ในเมื่อตอนแรกเกลี้ยกล่อมนางไม่ได้ นางดึงดันจะเดินเส้นทางนี้ เช่นนั้นนางก็ต้องเผชิญหน้า นี่คือเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้มาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว ตอนนี้ผู้บัญชาการใหญ่ยังไม่เดินไปถึงตำแหน่งนั้นก็ยังดีหน่อย ยังไม่ปะทุขึ้นมา ถ้าผู้บัญชาการใหญ่เดินไปสูงถึงระดับหนึ่งจริงๆ ไม่ช้าก็เร็วที่จะต้องเกิดเรื่องขึ้น ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ สิง่ที่แย่งชิงกันไม่ได้มีแค่ความโปรดปรานเท่านั้น เรื่องบางเรื่องข้าไม่สะดวกจะบอกนาง แต่เจ้าต้องหาทางทำให้นางเข้าใจให้ได้ การที่อวิ๋นจือชิวว่านางต่อหน้าผู้บัญชาการใหญ่เพียงประโยคเดียว ก็เท่ากับคนอื่นว่านางต่อหน้าผู้บัญชาการใหญ่ร้อยประโยค ตอนนี้อย่าคิดจะทำตัวโดดเด่นแข่งกับอวิ๋นจือชิว แต่ต้องหาทางสร้างสัมพันธ์อันดีกับอวิ๋นจือชิวให้ได้ ตอนนี้ต้องให้อวิ๋นจือชิวคอยข่มอนุภรรยาคนอื่นๆ ไว้…” ประโยคสุดท้ายเขาเหมือนจะพึมพำกับตัวเอง

ชิงจวี๋เข้าใจแล้ว นางพยักหน้าเบาๆ เพียงแต่บนใบหน้ายังคงมีรสชาติขื่นขม ตอนนั้นนายท่านกับพี่สาวล้วนไม่เห็นด้วยที่จะให้เวยเวยแต่งงานกับเหมียวอี้ แต่ตัวเองกลับเห็นด้วย พอมาดูตอนนี้แล้ว การที่เวยเวยแต่งงานกับเหมียวอี้ก็ไม่ใช่เรื่องดีอะไรเลยจริงๆ….

จนกระทั่งดวงอาทิตย์ขึ้นตรงบนศีรษะ เหมียวอี้ถึงได้เดินออกมาจากห้องนอนของเฟยหง

เหยียนซิวที่เฝ้าอยู่ด้านนอกถอยหลบไปด้านข้าง เฟยหงที่ทำเรื่องเหลวไหลทั้งคืนจนถึงตอนนี้แก้มแดงสองข้าง นางดูเก้อเขินเล็กน้อย แอบบ่นเหยียนซิวในใจว่าเป็นบ้าอะไรของเขา ทุกครั้งที่นางกับเหมียวอี้ทำเรื่องเหลวไหลอยู่ในห้องด้วยกัน เหยียนซิวก็จะเฝ้าอยู่นอกประตูตลอด เวลาทำเรื่องเหลวไหลนางมักจะหลุดร้องออกมาอย่างควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ ถ้าให้คนอื่นได้ยินจะน่าอับอายขนาดไหน

แต่เหยียนซิวก็ยังทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหมียวอี้ก็เหมือนจะไม่แยแสกับสิ่งนี้เช่นกัน

เหมียวอี้ถามว่า “ทางโถงหลังตรวจสอบคำรับสารภาพหมดหรือแล้วหรือยัง?” เหยียนซิวตอบว่า “ฝ่ายนั้นแจ้งมาแล้วว ว่าตรวจสอบหมดแล้ว ของทั้งหมดอยู่ที่ไห่ผิงซิน”

เหมียวอี้ถึงได้ทิ้งเฟยหงแล้วเดินก้าวยาวออกไป ขณะที่เหยียนซิวกำลังจะตามไป จู่ๆ ก็ได้ยินเฟยหงเรียกเสียงต่ำว่า “เหยียนซิว”

เหยียนซิวหยุดฝีเท้าแล้วหันตัวมา ถามว่า “หรูฮูหยินมีธุระอะไรหรือขอรับ?”

“เหยียนซิว ต่อไปเวลาข้ากับนายท่านพักผ่อน การที่เจ้าเฝ้าอยู่ข้างนอกนั้นไม่เหมาะสม” เฟยหงกัดฟันพูด

เหยียนซิวมองนางแวบหนึ่ง รู้ว่าหมายความว่าอะไร ทว่าอวิ๋นจือชิวสั่งเอาไว้แล้ว อวิ๋นจือชิวฝากฝังความปลอดภัยของเหมียวอี้ไว้กับเขาอย่างเต็มที่ อวิ๋นจือชิวบอกเอาไว้ชัดเจนแล้ว ว่าต่อให้เป็นอวิ๋นจือชิวกับเหมียวอี้เข้าห้องอยู่ด้วยกัน เขาก็ต้องคอยคุ้มกันเหมียวอี้อยู่ด้านนอก อวิ๋นจือชิวไม่สนใจว่าเขาจะได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวที่น่าอับอายอะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนจะมาที่นี่ อวิ๋นจือชิวก็ยิ่งกำชับเหยียนซิว เวลาที่คนเราอยู่ในอารมณ์ลืมตัว ยามมีอันตรายมาเยือนจะตอบสนองช้าที่สุด

ที่จริงตอนแรกเหมียวอี้ก็ไม่ชินเหมือนกัน แต่พอได้ยินว่าเป็นคำสั่งของอวิ๋นจือชิว เหมียวอี้ก็ไม่ได้พูดอะไรอีก

“ขอรับ!” เหยียนซิวพยักหน้าเอ่ยรับ ขี้คร้านจะพูดอะไรมาก รีบสาวเท้าเดินตามรอยก้าวของเหมียวอี้ไป ปากก็ตอบตกลงไปแล้ว ในภายหลังถ้าควรจะเฝ้าเขาก็ยังจะเฝ้าเหมือนเดิม จะเชื่อฟังเฟยหงหรือจะเชื่อฟังฮูหยิน ยังต้องเลือกอีกเหรอ?

จากนั้นเฟยหงก็ตามออกไปด้วยเช่นกัน

หลังจากนำของมาจากไห่ผิงซินแล้ว เหมียวอี้ก็เรียกเจ้าสำนักไป๋หลันของสำนักหกนิ้วมาประชุมกันอีก

ดังนั้น ศิษย์ของสำนักหกนิ้วจึงถอนกำลังออกจากค่ายกลป้องกันอีกครั้งอย่างรวดเร็ว แต่ครั้งนี้ไม่ได้ให้คนบุคคลระดับสูงของสำนักหกนิ้วอย่างไป๋หลันและคนอื่นๆ ออกไปด้วย ยังเหลือศิษย์จำนวนหนึ่งเอาไว้ซ่อมแซมตำหนักบนยอดเขาใหม่ ความจริงก็โหดร้ายอย่างนี้ แต่ก็ไม่มีทางเลือกเช่นกัน ถ้าจะให้คนสองกลุ่มอยู่ในสถานที่เดียวกันก็จะแออัดไปหน่อย ตอนนี้ในทัพกลางยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ต้องนั่งสมาธิฝึกตนในป่า ขุดถ้ำอยู่ไปทั่ว ถ้าใช้วัสดุก่อสร้างซี้ซั้วจนเกิดความเสียหายก็จะไม่เหมาะสม ผู้บัญชาการใหญ่อย่างเหมียวอี้จะต้องวางแผนหาที่พักให้ลูกน้อง ถึงอย่างไรก็ไม่ได้จะอยู่ที่นี่แค่วันสองวัน กอปรกับถ้าในกองทัพมีคนนอกเยอะเกินไป ก็จะมีข่าวหลุดไปได้ง่าย จึงทำได้เพียงให้สำนักหกนิ้วได้รับความไม่ยุติธรรมนิดหน่อย

แต่เขาก็ไม่ปฏิบัติกับสำนักหกนิ้วอย่างขาดความยุติธรรม เหมียวอี้ติดต่อฝูชิงที่เป็นผู้บัญชาการใหญ่ตลาดสวรรค์ต่อหน้าไป๋หลัน พร้อมรับปากว่าจะช่วยให้สำนักหกนิ้วซื้อร้านค้าในราคาต่ำ

สิ่งนี้ทำให้บุคคลระดับสูงของสำนักหกนิ้วดีใจแทบแย่ ร้านค้าที่ตลาดสวรรค์ใช่ว่ามีเงินแล้วจะซื้อได้ ที่สำคัญคือขาดแคลนแหล่งสินค้า ทุกคนล้วนอยากได้ ตอนนี้เหมียวอี้ช่วยสำนักหกนิ้วให้ผ่านด่านสำคัญไปแล้ว นับว่าได้ทำตามสัญญาแล้วเช่นกัน แต่เหมียวอี้ก็สั่งให้พวกเขารักษาความลับ เขามีเรื่องกับคนอื่นไว้เยอะเกินไป ไม่อยากสร้างปัญหาให้สำนักหกนิ้ว

เมื่อได้หนังสือที่เหมียวอี้เขียนเอง ไป๋หลันก็นำบรรดาผู้อาวุโสออกไปอย่างตื่นเต้นดีใจ กำลังนึกว่าสำนักลมปราณอันโด่งดังที่ตลาดสวรรค์ก็ได้ร้านแล้วผงาดขึ้นมาทันทีเลย จากนั้นไป๋หลันก็สั่งให้ผู้อาวุโสสองคนพกเงินและถือหนังสือที่เหมียวอี้เขียนไปพบฝูชิงที่ตลาดสวรรค์ด้วยตัวเอง เรื่องใหญ่ขนาดนี้ ถ้าส่งให้ลูกน้องไปจัดการนางก็ไม่วางใจ

ส่วนเหมียวอี้ก็รายงานเรื่องที่เกิดขึ้นทางนี้ไปให้กองมังกรดำอย่างเป็นทางการ

กองมังกรดำได้ยินแล้วตกตะลึง เนื่องจากไม่รู้สถานการณ์เบื้องลึก

ถ้าฝั่งเหมียวอี้จัดการลูกน้องไม่ได้ ก็ไม่มีทางที่จะเอ่ยปากกับเบื้องบน แบบนั้นเสียหน้าเกินไป คังจือลวี่กับเหยาหย่วนชูต้องการจะเล่นไม่ซื่อ จึงยังไม่ได้รายงานเบื้องบนเหมือนกัน ที่สำคัญคือหลังจากจบเรื่อง เหมียวอี้ก็ฆ่าคนที่สามารถติดต่อกับเบื้องบนทิ้งหมดได้ทิ้งหมดแล้ว ส่วนผู้บัญชาการของธงอินทรีสิบกองทัพที่ก่อเรื่องจนกลายเป็นแบบนั้น ก็ไม่มีหน้าจะไประบายความในใจกับเบื้องบนเช่นกัน บวกกับเรื่องนี้เกิดขึ้นภายในเวลาอันสั้นจริงๆ

แน่นอน ลูกน้องจำนวนหนึ่งของกองมังกรดำก็ได้ยินข่าวความเคลื่อนไหวแล้วเช่นกัน ถึงอย่างไรลูกน้องของธงพยัคฆ์ดำกับลูกน้องของฝ่ายนี้ก็มีการส่งข่าวไปมาหากัน เพียงแต่ยังไม่ถึงหูของเบื้องบนก็เท่านั้นเอง พวกลูกน้องยังนึกว่าเบื้องบนรู้แล้วเสียอีก

ที่จริงเหมียวอี้ถ่วงเวลาอีกหน่อยแล้วค่อยรายงานก็สิ้นเรื่องแล้ว

เนี่ยอู๋เซี่ยวแม่ทัพภาคของกองมังกรดำตะโกนเรียกรองแม่ทัพภาคโป๋เยวมาถามสถานการณ์ ปรากฏว่าพอถามแล้วก็ไม่รู้อะไรเลย กำลังพลเบื้องล่างสูญเสียการควบคุมแล้ว เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ขึ้น แต่ไม่น่าเชื่อว่าจะไม่รู้ โป๋เยวจึงโดนเนี่ยอู๋เซี่ยด่ายับทันที

ผ่านไปไม่นาน เนี่ยอู๋เซี่ยวก็มาด้วยตัวเอง ไม่มาคงไม่ได้ ธงพยัคฆ์ดำใต้สังกัดคือเป้าหมายที่อวี่จ้งเจินหัวหน้าภาคทัพเป่ยโต้วเน้นจับตามอง โป๋เยวที่รับผิดชอบธงพยัคฆ์ดำย่อมโชคดีรอดพ้นได้ยาก จะต้องมาดูแน่นอนว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น

ในคืนนั้น ทั้งสองนำผู้ติดตามมาที่นี่ด้วยตัวเอง แล้วเรียกเหมียวอี้ไปถามว่าเรื่องเป็นอย่างไรกันแน่

เหมียวอี้เล่าสถานการณ์ให้ฟัง ผลักความผิดไปให้ผีที่ตายไปแล้วทั้งหมด แล้วค่อยนำคำรับสารภาพเป็นกองผลักไปตรงหน้าผู้บังคับบัญชา

คำรับสารภาพนับหมื่น จะอ่านรวดเดียวจบได้อย่างไร อ่านแค่ส่วนเล็กๆ ก็พอแล้ว พวกเขาไม่ใช่แค่อ่านอย่างเดียว ยังติดต่อกำลังพลเบื้องล่างของธงพยัคฆ์ดำมาสอบถามสถานการณ์ด้วย พอทราบว่าเหมียวอี้ใช้เวลาสองวันก็สามารถทำให้ทุกคนของธงพยัคฆ์ดำสงบได้อย่างราบคาบ เนี่ยอู๋เซี่ยวกับโป๋เยวก็พูดไม่ออกมาก

เบื้องบนทำแบบนี้ การที่ธงพยัคฆ์ดำจะเกิดเรื่องก็เป็นสิ่งที่เนี่ยอู๋เซี่ยวกับโป๋เยวคาดคิดไว้แล้ว เพียงแต่นึกไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องขึ้นเร็วขนาดนี้ ทั้งยังแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วด้วย โป๋เยวไม่รู้สถานการณ์เบื้องลึก แต่เนี่ยอู๋เซี่ยวกลับรู้อยู่แก่ใจ ต่างก็รู้ว่าหลังจากรายงานเรื่องนี้ไปที่ทัพเป่ยโต้วแล้ว นายท่านหัวหน้าภาคจะมีปฏิกิริยาอะไร คาดว่าคงจะทำใจเชื่อได้ยาก ดีไม่ดีอาจจะมายืนยันความจริงด้วยตัวเองด้วยซ้ำ

…………………………

พิชิตสวรรค์ ทะยานฟ้า

พิชิตสวรรค์ ทะยานฟ้า

เหมียวอี้ เด็กหนุ่มธรรมดาแต่มีโชคชะตาที่ไม่ธรรมดา! เขาคือเด็กกำพร้าที่ถูกเพื่อนบ้านตราหน้าว่าเป็น ‘ตัวหายนะ’ เพราะพ่อแม่บุญธรรมที่รับเลี้ยงเขาล้วนมีจุดจบอยู่ในกองเพลิงทั้งสิ้น เขาจึงต้องเติบโตมากับน้องๆ ต่างสายเลือดอีกสองคนตามลำพัง ไร้เงิน ไร้อำนาจ ไร้ความสามารถ ซ้ำยังเป็นตัวซวย โลกนี้มันช่างอยู่ยากเสียจริง! หนทางที่จะลบคำครหาของชาวบ้านและก้าวพ้นชีวิตที่ยากไร้ไปได้ก็คือการสำเร็จเป็นเซียน แม้ความปรารถนาจะอยู่สูงเกินเอื้อม แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น ถึงจะลำบากและอันตรายเพียงใด ก็ขอทะยานไปให้สุดขอบฟ้า!

Comment

Options

not work with dark mode
Reset