ภาพรักสีจางกลางสมุทร – ตอนที่ 174 ย้ายออก

น้ำตาของแม่ของเธอร่วงหล่นลงมาในขณะที่ปิดปากตัวเองไว้เพื่อกลั้นเสียงสะอื้นไห้ น้ำใสๆ ที่คลอหน่วยตาทำให้เธอดูเศร้าสร้อยเหลือเกิน ซย่าชิงอีไม่คิดว่าเรื่องราวในอดีตของเธอจะเป็นเช่นนี้ เธออยากจะร้องไห้ไปกับอีกฝ่ายอย่างหวังจะช่วยปลอบประโลมให้คลายความเสียใจ แต่เธอก็ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้เพราะไม่มีเรื่องราวเหล่านั้นอยู่ในหัว

 

 

“จากนั้นเกิดอะไรขึ้นเหรอคะ”

 

 

“จากนั้นลูกก็ถูกชายสามคนจับตัวไป คนที่เหลืออีกสามคนอยู่เฝ้าเราที่บ้าน น้องสาวของลูกหวาดกลัวจนสลบไป ส่วนแม่ก็ถูกทำร้ายจนแขนหักในขณะที่พ่อของลูกแทบหมดสติจากความอ่อนล้า แม่ทำได้แค่รอให้ลูกกลับมา เราทำอะไรไม่ได้เลย แม่ขอโทษ… แม่ขอโทษ…” อีกฝ่ายสะอึกสะอื้นจนตัวโยนพร้อมไหล่ที่สั่นระริก

 

 

ซย่าชิงอีตบบ่าของเธอเบาๆ นี่เป็นครั้งแรกที่เด็กสาวดีใจที่จำเรื่องในอดีตไม่ได้มากนัก เธอไม่อยากรับรู้ถึงความเจ็บปวดที่เธอเคยได้รับในอดีต นั่นทำให้เธอสามารถปลอบโยนแม่ของเธอได้ไม่ยากนักราวกับได้ยินเรื่องของคนแปลกหน้า

 

 

ไม่ว่าเธอจะเจ็บปวด สับสน หรือเห็นอกเห็นใจเพียงใด มันก็เป็นแค่เรื่องราวของคนอื่น

 

 

“คนพวกนั้นกลับมาหลังจากนั้นสองวันแต่ลูกไม่ได้กลับมาด้วย พวกเขาบอกว่าให้เราจ่ายเงินคืนแค่ในส่วนของเงินต้นที่เรายืมมาภายในอีกสองอาทิตย์และไม่อยากได้ในส่วนของดอกเบี้ยอีกแล้ว แม่ถามว่าลูกอยู่ที่ไหน แต่พวกเขากลับบอกว่าให้ทำเหมือนลูกตายไปแล้วและไม่ต้องออกตามหาลูกอีก ยังไงแม่ก็มีลูกสาวอีกคนอยู่แล้ว

 

 

“แต่ลูกสองคนไม่เหมือนกัน ลูกก็เป็นลูกสาวของแม่เหมือนกัน ทำไมพวกเขาถึงไม่คืนลูกมาให้แม่ล่ะ” น้ำเสียงของแม่ของเธอสั่นไหว “หลังจากนั้นเป็นเวลานาน แม่ก็ไปสถานีตำรวจเพื่อแจ้งความว่าลูกถูกพวกเขาฆ่า ทางตำรวจรับเรื่องไว้และก็ไม่มีข่าวจากพวกเขาอีกเลย”

 

 

แม่ของเธอกุมกระชับมือของเธอ “โชคดีที่ลูกยังไม่ตาย หันเลี่ยงเป็นคนแรกที่เจอลูกเมื่อสองปีก่อน ตอนนั้นเองที่แม่รู้ว่าลูกยังไม่ตาย แม่ไปหาและบอกให้ลูกกลับมากับเรา แต่ลูกกลับบอกว่าจะไม่กลับมาเพราะว่าเราสองคนอยู่คนละโลกกันแล้ว”

 

 

เธอเอ่ยขึ้น “เมื่อหลายวันก่อนหันเลี่ยงบอกฉันแล้วค่ะ” เธอหันไปอ้าแขนกอดอีกฝ่ายเอาไว้ “แม่ไม่ต้องเศร้าอีกแล้วนะคะ มันเป็นแค่เรื่องในอดีต อีกอย่างฉันก็จำมันไม่ได้เลยสักนิด”

 

 

คนในอ้อมแขนปล่อยโฮออกมาอย่างต่อเนื่องขณะที่ซบลงกับไหล่ของเธอและสะอื้นไห้เบาๆ ซย่าชิงอีได้แต่กอดอีกคนไว้เงียบๆ พลางตบปลอบเบาๆ

 

 

ทั้งสองคนก็ยืนกอดกันอยู่หน้าหลุมศพอยู่นาน แม่ของเธอมองรูปเนี่ยนเนี่ยนบนหลุมศพเนิ่นนานและพูดบางอย่างกับตัวเอง จากนั้นจึงหันมามองเธอเป็นระยะพลางตบหลังมือเบาๆ ขณะที่ส่งยิ้มขมขื่นมาให้ราวกับกลัวว่าเธอจะจากไป

 

 

กว่าพวกเขาจะกลับจากสุสานก็ค่ำลงเสียแล้ว เมือง S ห่างจากที่นี่ไปราวๆ สองชั่วโมง แม่ของเธอรั้งมือของเธอไว้และบอกให้อยู่พักที่เมือง F กับตัวเองสักคืน หันเลี่ยงย้ายออกไปสักพักแล้วจึงเหลือแค่แม่ของเธอที่ต้องอยู่ในบ้านเพียงลำพัง

 

 

เธอมองนาฬิกาและคาดคะเนว่าถ้าเธอกลับไปเมือง S ตอนนี้คงถึงบ้านราวๆ เที่ยงคืน บางทีอาจเป็นการรบกวนการพักผ่อนของโม่หัน เธอจึงตัดสินใจที่จะไม่กลับไป

 

 

อย่างไรก็ตามเธอก็ยังต้องโทรหาโม่หันเพื่อบอกเขาว่าเธออยู่ที่ไหน เผื่อว่าอีกฝ่ายจะใช้โอกาสนี้โทษว่าเธอไม่ยอมบอกเขาอีก

 

 

แม่ของเธอรู้สึกเหนื่อยเล็กน้อยหลังจากพวกเขากลับมาถึงบ้านในเมือง F เธอบอกให้อีกฝ่ายเข้านอนพักผ่อนก่อน ก่อนที่เธอจะตามไปหลังจากโทรศัพท์เสร็จแล้ว

 

 

เธอนั่งบนขั้นบันไดหน้าชานบ้านและต่อสายหาโม่หัน

 

 

เสียงสัญญาณดังขึ้นสามครั้งก่อนจะได้ยินเสียงอีกฝ่ายรับสาย ตามมาด้วยเสียงของคนปลายสาย

 

 

“ฉันเลื่อนกำหนดมาหาน้องสาวของฉันกับแม่ที่เมือง F ขึ้นมานะคะ ตอนนี้ก็ดึกแล้ว ฉันเลยจะยังไม่กลับไปวันนี้ค่ะ” น้ำเสียงของเธอยังคงแฝงความโกรธอยู่ในที

 

 

เขาหยุดชะงักไปชั่วครู่ก่อนเอ่ยรับรู้มาจากปลายสายอีกฝั่ง

 

 

เธอแอบรู้สึกหงุดหงิดกับเสียงเฉยชาของเขาแต่ก็พยายามสะกดกลั้นอารมณ์ของตัวเองอย่างถึงที่สุด “ฉันคงจะกลับถึงบ้านพรุ่งนี้ตอนบ่ายๆ นะคะ”

 

 

[แล้วแต่เธอเลย เธออยากจะกลับมาเมื่อไรก็ตามใจเธอ] เธอได้ยินเขาพูดประโยคนี้มาจากปลายสาย

 

 

มือได้แต่กำโทรศัพท์ในมือแน่นขณะที่เงียบใส่อีกฝ่าย โม่หันเอ่ยขึ้นมาหลังจากนั้นไม่นาน [ถ้าไม่มีอะไรแล้ว พี่วางแล้วนะ]

 

 

เธอตะโกนใส่เขา “เดี๋ยวค่ะ อย่าเพิ่งวาง”

 

 

โม่หันที่ถือสายอยู่อีกฝั่งเงียบลงเหมือนกับรอให้เธอพูดต่อ

 

 

“ฉัน…รู้ว่าพี่กำลังตีตัวออกห่างจากฉัน ถ้าพี่ไม่อยากเห็นหน้าฉันอีกก็แค่บอกฉันมาตามตรง ไม่เป็นไรหรอกนะคะถ้าพี่จะบอกให้ฉันย้ายออกไป ถึงยังไงฉันก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องอยู่ที่บ้านของพี่แล้ว… แต่ขอร้องล่ะค่ะ อย่าทำกับฉันแบบนี้เลยนะคะ อย่าทำเหมือนพี่ไม่อยากแม้แต่จะเสียเวลาคุยกับฉันแบบนี้”

 

 

เธอไม่รู้ว่าตัวเองรู้สึกอย่างไรตอนที่พูดอย่างนั้นออกไปกันแน่ สิ่งเดียวที่รู้สึกถึงคือความอึดอัดในใจที่มาจากไหนก็ไม่ทราบได้ มันกดทับให้รู้สึกหนักอยู่ในอกในทุกๆ การขยับตัวของเธอ มือทั้งสองข้างกำแน่นเข้าหากันเหมือนกับจะให้กำลังใจตัวเองในการพูดประโยคก่อนหน้านี้ออกไป สักพักแล้วที่เธอเก็บมันไว้กับตัวเอง แม้ว่าเธอจะรู้ว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาคงไม่มีทางกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีกหลังจากที่เธอพูดมันออกไป

 

 

ในที่สุดเรื่องระหว่างโม่หันและเธอก็ไม่สามารถกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีก

 

 

ซย่าชิงอีรู้สึกว่าเธอไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้วหลังจากที่เธอตัดสินใจเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย “พี่ไม่ต้องทำเหมือนว่าพี่งานยุ่งและกลับบ้านดึกๆ ทุกวันหรือคอยหลบหน้าฉันตอนอยู่ที่บ้านอีกต่อไปแล้ว ฉันจะย้ายออกมาเอง ฉันรู้ว่าพี่รู้สึกยังไงเพราะเรื่องระหว่างเรามันเป็นไปไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นเราก็ไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกันอีกอย่างที่พี่ต้องการ ครั้งหน้าที่เราเจอกันจะได้ไม่ต้องอึดอัดใจต่อกันอีก”

 

 

โม่หันที่ถือสายอยู่อีกฝั่งเอาแต่นิ่งเงียบ เขาไม่แม้แต่จะพูดอะไรหลังจากที่ได้ยินสิ่งที่เธอเอ่ยออกมา เงียบจนซย่าชิงอีคิดว่าสายถูกตัดไปแล้ว เมื่อเลื่อนโทรศัพท์ออกมามองและยังเห็นเวลาที่ยังเดินไปทีละวินาทีบนหน้าจอ

 

 

[เธอคิดแบบนี้จริงๆ เหรอ] เขาถามขึ้นอย่างเงียบเชียบพร้อมเสียงลมหายใจที่หนักขึ้น

 

 

“ค่ะ”

 

 

[ไว้เราค่อยคุยกันหลังจากที่เธอกลับมาเถอะ]

 

 

เธอพูดอะไรไม่ออกหลังจากได้ยินสิ่งที่เขากล่าวและทำได้เพียงเงียบใส่อีกฝ่าย เสียงโม่หันถามย้ำดังมาจากปลายสาย [ตกลงไหม]

 

 

คนฟังฮึมฮัมตอบกลับไป อีกฟากหนึ่งของสายเขาก็ว่าขึ้นเสียงเรียบ “เธอวางสายก่อนเถอะ”

 

 

เธอทำตามคำของอีกฝ่ายอย่างว่าง่าย พยักหน้ารับก่อนกดวางสาย จนเมื่อนึกได้หลังจากนั้นว่าเขาเป็นคนบอกให้เธอวางสายก่อนขณะที่จ้องมองโทรศัพท์ของตัวเอง ว่าแต่ทำไมเขาถึงทำแบบนั้นล่ะ ทำไมเขาถึงบอกให้เธอวางสายก่อน

 

 

เธอรู้สึกว่าตัวเองติดกับกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อีกครั้ง

 

 

ซย่าชิงอีอยู่กับแม่ของเธอเพียงวันเดียวก่อนที่จะขึ้นรถบัสกลับไปเมือง S ในช่วงบ่ายของวันถัดมา เธอตั้งใจจะกลับไปเก็บของเมื่อเธอไปถึงในช่วงเย็น และคงจะออกมาจากบ้านตอนที่โม่หันกลับมาถึงตอนกลางคืน

 

 

ทว่าเธอกลับถูกคนกลุ่มหนึ่งดักไว้ก่อนที่จะกลับถึงบ้าน

 

 

ตอนนั้นเธอมาถึงด้านใต้อาคารแล้วและกำลังจะหยิบกุญแจออกมาจากกระเป๋า ระหว่างที่กำลังรอลิฟต์อยู่ก็ถูกกลุ่มชายร่างใหญ่ขวางเอาไว้ก่อนที่จะได้หยิบกุญแจออกมา

 

 

เธอเกือบจะคิดว่าพวกเขาเป็นพวกเจ้าหนี้หน้าเลือดตอนที่เธอยังเด็ก และพวกเขาก็มาดักรอเธออยู่ที่นี่

 

 

แต่พวกเขาก็ทำเพียงยกมือขวางเธอไว้และไม่ได้ทำอย่างอื่นอีก

 

 

“มี… อะไรให้ฉันช่วยหรือเปล่าคะ” เธอมองเขาอย่างระแวง

 

 

“คุณคงเป็นคุณซย่าชิงอีใช่ไหมครับ” หนึ่งในชายกลุ่มนั้นบอกให้คนอื่นๆ ลดแขนลงขณะที่เอ่ยถามเธอด้วยใบหน้ายิ้มแย้มและก้มตัวให้เล็กน้อย

 

 

เธอเริ่มตื่นตระหนกเล็กน้อยเมื่อเห็นรอยยิ้มของอีกฝ่าย ก่อนจะรวบรวมความกล้าและตอบกลับไป “ค่ะ มีอะไรเหรอคะ”

 

 

“คืออย่างนี้นะครับ ประธานตู้อยากจะพบคุณน่ะครับ” เขาผายมือไปอีกด้าน เมื่อมองตามไปก็เห็นรถลีมูซีนคันยาวที่จอดเทียบอยู่ข้างๆ พวกเขา รถยนต์คันสวยและเงางามที่มองแวบเดียวก็รู้ว่าคงเป็นของคนรวยสักคน

 

 

“ฉันไม่คิดว่า… ฉันรู้จักประธานตู้นะคะ”

 

 

เขายังคงส่งยิ้มมาให้ “ไม่เป็นไรหรอกครับ ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรตราบใดที่ประธานตู้รู้จักคุณ”

 

 

“แต่ว่าฉันจำไม่ได้จริงๆ นะคะ… ว่าฉันไปทำอะไรให้ประธานตู้รู้จักฉันได้” เธอฝืนหัวเราะออกมา

 

 

“เรื่องนี้เกี่ยวกับพี่ชายของคุณครับ ประธานตู้อยากฝากคุณไปบอกบางอย่างกับพี่ชายของคุณน่ะครับ” เธอสัมผัสได้ว่ารอยยิ้มของเขาค่อยๆ ทำให้เธอระแวงไปด้วยความรู้สึกต่อต้าน

 

 

ในจังหวะที่เธอกำลังจะอ้าปากพูดอะไร หนึ่งในกลุ่มชายเหล่านั้นก็เข้ามาปิดปากและอุ้มเธอพาดบ่าไปทางที่รถจอดอยู่ เธอส่ายหน้าไปมาสุดแรงและรู้สึกมึนงงเมื่อถูกจับห้อยหัวลง เธอจึงจำใจยอมปล่อยให้พวกเขาทำอย่างที่ต้องการเพื่อดูว่าพวกเขาต้องการอะไรกันแน่

 

 

ชายคนนั้นโยนเธอเข้าไปบนเบาะหลังและปิดประตูรถอย่างแรง เธอลุกขึ้นนั่งและเห็นชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่ตรงกันข้าม

 

 

เขาดูน่าเกรงขามและอยู่ในชุดสูทสีดำ ขาทั้งสองข้างวางบนที่นั่งพลางเอนหลังพิงเบาะพร้อมดวงตาที่หรี่มองเธอราวกับจะสำรวจไปทั่วร่างของเธอ ซย่าชิงอีคิดว่าเขาคงเป็นประธานตู้ที่พวกเขาพูดถึง

 

 

“ประธานตู้ ฉันคิดว่าคุณควรรู้ไว้นะคะว่าสิ่งที่คุณทำอยู่ตอนนี้ถือว่าเป็นการกักขังหน่วงเหนี่ยวฉัน” เธอว่าขึ้นด้วยท่าทีเป็นปกติขณะที่จัดเสื้อผ้าของตัวเองไปพลาง

 

 

ประธานตู้ขยับไปด้านหน้าอย่างต้องการมองหน้าของเธอให้ชัดขึ้น “เธอเป็นน้องสาวของโม่หันเหรอ ซย่าชิงอี? ดูน่าสนใจดีนะ”

 

 

รถที่ทั้งสองนั่งอยู่เริ่มออกตัวช้าๆ ก่อนที่เธอจะเอ่ยถาม “คุณจะพาฉันไปไหน”

 

 

อีกฝ่ายถามกลับ “ทำไมล่ะ เธอกลัวเหรอ”

 

 

ทว่าเธอกลับยิ้มออกมา ยืดตัวนั่งหลังตรงและจ้องมองไปในดวงตาของเขา “กลัวสิคะ กลัวว่าประธานตู้จะถูกแจ้งจับในข้อหาลักพาตัวโดยไม่รู้ตัวในขณะที่ฉันยังสบายดี มันไม่ยุติธรรมไปหน่อยเหรอคะ”

 

 

เขาขยับเปลี่ยนท่านั่ง “เธอคงเป็นน้องสาวของทนายโม่ไม่ผิดแน่ พูดเก่งไม่น้อยเลยนะ” เขายกบุหรี่ขึ้นสูบอย่างไม่ใส่ใจ เธอมุ่นคิ้วกับกลิ่นควันที่โชยมาและต้องหายใจทางปากแทนอย่างช่วยไม่ได้ ในขณะที่ประธานตู้ที่นั่งตรงข้ามทำเพียงพ่นควันกลุ่มใหญ่ออกมาช้าๆ “เธอไม่ต้องกังวลไปหรอก ฉันแค่อยากบอกอะไรบางอย่างเท่านั้นแหละ พอพูดจบฉันก็จะปล่อยเธอไป”

 

 

“ถ้าคุณมีบางอย่างจะพูดก็บอกมาฉันมาในรถเลยค่ะ ไม่จำเป็นต้องรบกวนเวลาของประธานตู้ไปมากกว่านี้”

 

 

เขาหัวเราะขึ้นมา “เราทำอย่างนั้นไม่ได้หรอกนะ อย่างน้อยก็ทานอาหารร่วมกันสักมื้อเพื่อให้ฉันแสดงความจริงใจต่อหญิงสาวแสนสวยก่อนที่เราจะคุยกันอย่างเป็นกิจจะลักษณะเถอะ”

 

 

ซย่าชิงอีรู้ว่าเธอคงหาทางเลี่ยงเขาไม่ได้อีกแล้วไม่ว่าจะบอกเขาว่าอะไรก็ตาม ในสถานการณ์แบบนี้เธอทำได้เพียงนั่งเฉยๆ และเตรียมรับมือว่าเขาเอาอะไรมาไล่ต้อนเธออีก

ภาพรักสีจางกลางสมุทร

ภาพรักสีจางกลางสมุทร

เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เธอกลับพบว่าเธออยู่ในสภาพบาดเจ็บสาหัสและจำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง ชื่อ ที่อยู่ ครอบครัวและประวัติความเป็นมาล้วนถูกซัดหายไปจากความทรงจำทั้งหมด เบาะแสเดียวที่หลงเหลืออยู่มีเพียงชื่อ โม่หัน ทนายหนุ่มจากสำนักงานกฎหมายที่ลงท้ายไว้บนใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลเท่านั้น เขาเป็นใครและเกี่ยวข้องอะไรกับเธอ ทำไมถึงดูแลค่าใช้จ่ายให้ทุกอย่างแต่ไม่เคยมาเยี่ยมเธอเลยสักครั้ง เมื่อถูกครอบงำด้วยความสงสัย เธอจึงตัดสินใจหนีออกจากโรงพยาบาลแล้วออกตามหากุญแจสุดท้ายที่จะไขความลับให้กับเธอ ทว่าเมื่อตามหาตัวโม่หันจนพบ เขากลับบอกเธอว่า “ขอโทษด้วยครับ ผมไม่รู้จักคุณ” เป็นไปได้ยังไงกัน เธอไม่เชื่อหรอกว่าเขาจะไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร เธอต้องไขปริศนาเรื่องนี้และเรียกคืนความทรงจำทั้งหมดที่หายไปกลับมาให้ได้!

Comment

Options

not work with dark mode
Reset