ยอดไทเฮาเขย่าวังหลัง – ตอนที่ 310 ฉู่เจียง

ขณะที่แสงดาวถูกบดบังบนท้องฟ้า ต้นไห่ถางถูกสายลมพัดไหวเอนจนกลีบดอกพากันร่วงกราวลงมา เหลียงเซิงเซิงเห็นแต่เงาร่างของเขา และดวงตาที่เป็นประกายสีเขียวคู่นั้น แต่กลับไม่สามารถมองเห็นโฉมหน้าของเขาเลย  
 
 
แต่ไม่รู้ทำไมน้ำเสียงที่ดูลึกลับของเขากลับมีบางสิ่งที่ดึงดูดนางเอาไว้  
 
 
ทั้งๆ ที่ด้านนอกหน้าต่างมีแต่ศีรษะมนุษย์น่าเกลียดน่ากลัวแขวนเรียงรายอยู่เต็มไปหมด แต่ตอนนี้ในใจของนางกลับไม่นึกหวั่นกลัวแล้ว  
 
 
เสียงฝีเท้าขยับออกไปด้านหน้า ก้าวตรงไปหาเขา  
 
 
พอขยับเดินไปได้สองก้าว ก็เห็นหมอกดำกลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้นมา เมื่อหมอกดำจางลงไป ก็กลายเป็นเกี้ยวสีแดงว่างเปล่าหลังหนึ่ง  
 
 
รอบๆ เกี้ยวหลังนั้นมีสาวใช้ที่สวมใส่ชุดสีแดงแปดคน  
 
 
เพียงแต่ใบหน้าของสาวใช้ทั้งแปดนั้นล้วนแล้วแต่ซีดขาว ริมฝีปากม่วงคล้ำ ทั้งยังปราศจากลมหายใจของชีวิตบนร่าง  
 
 
เหลียงเซิงเซิงอยู่ใกล้ไม่น้อย ถึงกับสามารถได้กลิ่นเน่าเปื่อยที่โชยออกมาจากร่างของพวกนาง  
 
 
คนพวกนี้……ล้วนเป็นคนตาย?  
 
 
หัวใจของนางพลันกระตุก ฝีเท้าหยุดชะงักลงไป  
 
 
นางหันไปมองดูเงาคนที่อยู่ใต้ต้นไห่ถาง “เจ้า….จะกินข้าใช่ไหม?”  
 
 
แค่ประโยคเดียว แต่ฝ่ายนั้นกลับนิ่งเงียบไป  
 
 
‘กิน’ คำนี้ สามารถทำให้คนเข้าใจผิดได้ง่ายๆ  
 
 
ต้องดูว่าเป็นการกินเช่นไร  
 
 
ฉีกเป็นชิ้นกลืนลงท้องเรียกว่ากิน….ทำเรื่องอย่างว่านั้นก็เรียกว่ากินเช่นกัน….  
 
 
“จะกินข้าจริงๆ หรือ?” ในใจของเหลียงเซิงเซิงบังเกิดความกลัวอยู่บ้าง นางขยับไปข้างหน้าอีกสองก้าว อยากจะมองดูรูปลักษณ์ของเขาให้ชัดเจนกว่านี้  
 
 
สายลมพัดเสื้อผ้าของนางจนโบกโบย กลิ่นหอมอ่อนๆ บนร่างกำจายออกมา ทำให้คนรู้สึกผ่อนคลาย  
 
 
พอขยับไปใกล้อีกสองก้าว ก็เห็นเงาสีแดง  
 
 
เป็นสีแดงเจิดจ้าบาดตาราวกับโลหิตสด  
 
 
ชุดสีแดง?  
 
 
ทำไมเขาถึงสวมใส่ชุดสีแดงล่ะ? เขาที่อยู่ในความทรงจำตั้งแต่เด็กของนาง สวมใส่ชุดสีขาวเงินยวง ถึงจะบอกว่าเป็นปีศาจ แต่กลับดูเหมือนเทพเซียนที่ลอยลงมาจากสวรรค์ ให้ความรู้สึกอบอุ่นอ่อนโยน  
 
 
แต่ว่าตอนนี้ นางกลับรู้สึกถึงความตรงกันข้ามกันอย่างชัดเจน  
 
 
สีแดงบนร่างของเขาราวกับย้อมอาบด้วยโลหิตอย่างไรอย่างนั้น ทั้งยังมีกลิ่นคาวของเลือดจนคละคุ้ง ราวกับว่าเขาสวมใส่ชุดที่ชุ่มโลหิตมา  
 
 
“พอจะสามารถ…….ให้เวลาข้าอีกหน่อยได้ไหม….” เหลียงเซิงเซิงหยุดฝีเท้า ส่งเสียงขอร้อง  
 
 
“รอให้ท่านปู่จากไปแล้ว เจ้าก็สามารถเอาชีวิตของข้าไปได้เลย” สายตาของนางมองไปยังอีกฝ่ายด้วยความจริงใจ  
 
 
“ข้าไม่มีบิดามารดามาตั้งแต่เล็ก มีแต่ท่านปู่เลี้ยงดูข้ามาจนเติบโต ข้าอยากจะอยู่เป็นเพื่อนท่านปู่ไปจนกว่าท่านจะสิ้น ขอท่านได้โปรดสนับสนุนความตั้งใจของข้า หากเป็นเช่นนั้นแม้ต้องตายข้าก็ตายอย่างสบายใจ”  
 
 
ประโยคนี้ของนาง ทำเอาอีกฝ่ายขำขันออกมาในทันที “ฮึ~”  
 
 
ทันทีที่สิ้นเสียงหัวเราะ ก็เห็นหมอกสีแดงกลุ่มนั้นไหววูบ เหลียงเซิงเซิงรู้สึกถึงความเย็นยะเยือกรอบตัว ข้างกายปรากฏร่างของคนผู้หนึ่ง  
 
 
นัยตาเป็นประกายสีเขียวราวดวงแก้ว ริมฝีปากบาง ชุดสีแดงเจิดจ้า เส้นผมสีเงินยวงยาวสลวยคาดเอาไว้ด้วยสายคาดผมสีแดงสด เป็นบุรุษโฉมงามล้ำเลิศผู้หนึ่ง  
 
 
สองเท้าของเขาเปลือยเปล่า สัมผัสกับพื้น ใต้ฝ่าเท้ามีหมอกสีแดงกลุ่มหนึ่ง  
 
 
เหลียงเซิงเซิงได้แต่มองดูเขา  
 
 
ทันทีที่เขาปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า เหลียงเซิงเซิงก็รู็สึกว่าตนเองกำลังหยุดหายใจไปแล้ว  
 
 
หลายปีมานี้นางครุ่นคิดมาตลอดว่า เมื่อพวกนางกลับมาพบกันอีกครั้งทุกอย่างจะเป็นเช่นไร คิดไม่ถึงว่า พอได้พบกัน รูปลักษณ์ของคนในความทรงจำยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แต่ว่ากลิ่นอายบนตัวเขากลับเปลี่ยนไปแล้ว  
 
 
ไอสังหารรุนแรง เพียงมองดูแค่แวบเดียวก็รู้สึกถึงแรงกดดันจนหายใจไม่ออก  
 
 
“สาวน้อย เจ้ากำลังจะต่อรองกับข้าหรือ?” เขาก้มตัวลงมามองดูเหลียงเซิงเซิง ส่งปลายนิ้วสองนิ้วเชยคางนางขึ้นมา นัยตาดั่งดวงแก้วสีเขียวทั้งสองจดจ้องไปยังนาง  
 
 
“อย่าได้ลืมเสียเล่า เมื่อสิบปีก่อน เจ้าเต็มใจจะทำสัญญากับข้าด้วยตนเอง”  
 
 
“ถึงตอนนี้ คิดจะเปลี่ยนใจกลับลำขึ้นมาแล้วหรือ?”  
 
 
เขากระซิบลงที่ข้างใบหูของนาง เหลียงเซิงเซิงฟังออกว่า น้ำเสียงของเขาแฝงความไม่พอใจ  
 
 
“ไม่ใช่ ข้าไม่ได้คิดเปลี่ยนใจ”  
 
 
เหลียงเซิงเซิงส่ายศีรษะ “ข้าเพียงแต่…..ไม่อยากตายเร็วเกินไปเท่านั้น”  
 
 
ความกลัวตาย มิใช่เรื่องน่าละอาย  
 
 
“สาวน้อย ชีวิตของเจ้า ข้าเป็นผู้เก็บกลับมา” เขาปล่อยมือที่เชยคางนางเอาไว้ออกช้าๆ ชุดสีแดงถูกพัดโบกโบยอยู่ในสายลม ราวกับว่ากำลังเริงระบำอยู่  
 
 
แม้แต่เส้นผมสีเงินยวงก็ถูกลมเป่าจนปลิว สายคาดผมสีแดงนั่นยิ่งดูโดดเด่นบาดตา  
 
 
“ข้า….”  
 
 
เหลียงเซิงเซิงไม่รู้ว่าสมควรจะพูดเช่นไรดี  
 
 
นางพึ่งจะเอ่ยออกไป คนผู้นั้นก็ขยับเข้ามาประชิดตัว เขาใช้มือเพียงข้างเดียวก็สามารถโอบเอวของนางเอาไว้ จากนั้นก็สูดกลิ่นหอมจากเส้นผมของนางเข้าไปอย่างเต็มที่  
 
 
“เจ้าหอมมากจริงๆ” เขาพูด พลางก็ไล้เลียริมฝีปากตนเองเบาๆ  
 
 
ปลายลิ้นที่เย็นเฉียบนั้นกวาดผ่านริมฝีปากช้าๆ ขณะที่เหลียงเซิงเซิงยังไม่ทันได้มีปฏิกริยาใดๆ นั้น เขาก็อ้าปากขึ้น เผยให้เห็นฟันและเขี้ยวที่แหลมคม  
 
 
ดวงหน้าที่งดงามของเขา ปรากฏสีแดงระเรื่อขึ้นมา ขณะที่เหลียงเซิงเซิงกำลังตกตะลึงนั้น ก็ถูกมืออีกข้างของเขาจับหัวไหล่เอาไว้ จากนั้นก็ส่งริมฝีปากเข้าไป  
 
 
เขี้ยวที่แหลมคมขบลงบนลำคอของนาง กัดจนจมลึกลงไป  
 
 
เหลียงเซิงเซิงเจ็บจนต้องสูดลมหายใจเย็นวาบเข้าไป  
 
 
ในตอนนั้น นางถึงได้เชื่อคำพูดของตู๋กูซิงหลันขึ้นมาแล้ว  
 
 
เขาคิดจะกินนางจริงๆ เสียด้วย  
 
 
นางรู้สึกได้ว่าเลือดในร่างกายไหลมารวมกันที่ลำคอ ทั้งยังถูกดูดออกไปคำโต  
 
 
ตัวนางเปลี่ยนเป็นแข็งทื่อ แม้แต่ปฏิกริยาต่อต้านใดๆ ก็ลืมไปหมดสิ้น  
 
 
“หากข้าตายแล้ว……เจ้าช่วยแปลงเป็นข้าได้หรือไม่ จากนั้นนานๆ ก็ไปเยี่ยมท่านปู่บ้าง?” เหลียงเซิงเซิงที่ยืนตะลึงอยู่กับที่ กล่าวออกมา  
 
 
“เด็กโง่” คนผู้นั้นใช้มือข้างหนึ่งลูบไล้ศีรษะของนาง  
 
 
นัยตาสีเขียวดุจดวงแก้วนั้นแฝงแววพอใจออกมา เขารอวันนี้มานานหลายปีแล้ว  
 
 
ร่างของนางสามารถรวบรวมไอทิพย์ได้โดยธรรมชาติ เรื่องอะไรเขาจะฆ่านางทิ้งไปง่ายๆ?  
 
 
สตรีเช่นนี้ ย่อมต้องใช้เกี้ยวแปดคนหามมาพากลับไป จากนั้นก็ค่อยๆ ดื่มด่ำอย่างช้าๆ ต่างหาก  
 
 
ผ่านไปอีกพักใหญ่ เขาถึงได้ถอนริมฝีปากออกมา กล่าวที่ริมหูของนางว่า “จดจำเอาไว้ ข้าไม่ได้เรียกว่าปีศาจโฉมงาม นามของข้าคือฉู่เจียง”  
 
 
น้ำเสียงพึ่งจะขาดคำ ด้านหลังของเขาก็ปรากฏยันต์สีเหลืองแผ่นหนึ่งพุ่งเข้าใส่  
 
 
พลังของยันต์สีเหลืองแผ่นนั้นแหลมคมดุจกระบี่ที่เย็นยะเยือกเล่มหนึ่ง เกิดเป็นเสียงแหวกอากาศอย่างรุนแรง  
 
 
ฉู่เจียงหลบวูบออกไป มือข้างหนึ่งยังคงโอบเอวของเหลียงเซิงเซิงเอาไว้  
 
 
ในตอนนั้นเอง ก็มียันต์สีเหลืองอีกนับสิบแผ่นพุ่งเข้ามา  
 
 
ยันต์สีเหลืองเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นของสุดยอด เมื่อพุ่งเข้ามาถึงร่างของเขา ทั้งสิบแผ่นก็กลายเป็นแถบยันต์สีเหลืองสายหนึ่งรายล้อมกักขังร่างของเขาเอาไว้  
 
 
พอฉู่เจียงขยับตัว ยันต์สีเหลืองก็ปรับเปลี่ยนตาม สลับหมุนวนเปลี่ยนแปลงรูปแบบอยู่ตลอด ทั้งเสื้อผ้าและปลายเส้นผมของเขาถูกและเล็มจนขาดสะบั้น  
 
 
สีหน้าของฉู่เจียงเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมลง ทันทีที่แขนเสื้อโบกสะบัดออกไป ก็เห็นเขาจำแลงกายออกมาได้นับสิบร่าง  
 
 
แต่ละร่างเข้าต้านทานยันต์สีเหลืองแต่ละแผ่น เพียงครู่เดียวยันต์สีเหลืองเหล่านั้นก็ถูกเขาคว้าจับได้ จากนั้นก็ฉีกจนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย  
 
 
“หยกสรรพชีวิต?” เขากำยันต์สีเหลืองเอาไว้ หันหน้ากลับมามองเข้าไปในความมืดมิด พลางกล่าวออกมาเบาๆ  
 
 
เขาประหลาดใจยิ่งนัก คิดไม่ถึงว่าจะได้เจอผู้ที่สามารถควบคุมพลังของหยกสรรพชีวิตได้จากภายในจวนจวิ้นอ๋องแห่งนี้  
 
 
ดวงตาสีเขียงคู่นั้นกวาดมองออกไป ทุกครั้งที่กวาดตามอง ก็สาดประกายไอหยินที่แข็งแกร่งออกไปด้วย  
 
 
ในมุมมืด ตู๋กูซิงหลันที่นั่งอยู่บนบ่าของชือหลีมีสีหน้าไม่ดีเท่าไรนัก  
 
 
ในมือของนางยังคงมียันต์สีเหลืองอยู่อีกหลายใบ นางเขวี้ยงพวกมันออกไปอีกครั้งอย่างรวดเร็ว  
 
 
เดิมทีนั้นนางคิดว่าเหลียงเซิงเซิงทำสัญญากับจอมปีศาจสักตน….คิดไม่ถึงว่าคำว่า ‘จอม’ นี้จะเจาะจงเกินไปเสียแล้ว  
 
 
พึ่งจะส่งเสินฟางจากไป ก็ต้องมาเจอกับหนึ่งในสิบยมราชอีกตน ฉู่เจียง  
 
 
ทำไมปีนี้พวกยมราชไม่ทำงานหาเงินแล้วหรือไร? ถึงได้สามารถเจอะเจอได้โดยบังเอิญอยู่เรื่อย?  
 
 
“คนคุ้นเคยหรือ?” ชือหลีแค่เห็นสีหน้าของนาง ก็รู้แล้วว่าต้องมีเรื่องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน  
 
 
 
 
 
——  
 
 
ตอนต่อไป “ยินดีช่วยเหลือผู้อื่น”  

ยอดไทเฮาเขย่าวังหลัง

ยอดไทเฮาเขย่าวังหลัง

Comment

Options

not work with dark mode
Reset