ยอดไทเฮาเขย่าวังหลัง – ตอนที่ 511 ธารน้ำพุเหลือง

ตู๋กูซิงหลันไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า จีเฉวียนจะทิ้งดาบหักครึ่งเล่ม กับแหวนวงนี้เอาไว้ให้กับนาง  
 
 
นางหยิบแหวนขึ้นมาอย่างระมัดระวัง เก็บเอาไว้ในอกเสื้ออย่างทะนุถนอม  
 
 
นางเงยหน้าขึ้นมองดูท้องฟ้ากลางดึกที่มีเมฆลอยอึมครึมไปหมด มือก็กำเป็นหมัดแนบแน่น ปลายเล็บจิกลงไปในเนื้อ  
 
 
พวกเทพไท้บนสวรรค์ แค้นนี้ไม่ขออยู่ร่วมฟ้าเดียวกัน!  
 
 
………………………  
 
 
 
 
 
นางคุกเข่าอยู่ในป่าทึบด้วยจิตใจที่เลื่อนลอย ใช้มือขุดหลุมทำเป็นสุสานแห่งหนึ่ง ฝังดาบที่หักครึ่งของจีเฉวียนลงไป  
 
 
และเพราะใช้มือขุดดิน ทำให้นิ้วทั้งสิบของนางถลอกจนเลือดไหล  
 
 
แต่ว่านางกลับไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด พอฝังดาบลงไปแล้วก็กอบดินทีละกำทีละกำ จนมันพอกพูนขึ้นมา ค่อยๆทำจนเสร็จเรียบร้อย  
 
 
นางไม่อยากให้เขาตายจากไปตัวเปล่า ดังนั้นจึงฝังดาบหักครึ่งเล่มนี่ลงไปถือเป็นสิ่งของร่วมกลบฝัง  
 
 
จากนั้นก็หาหินขนาดใหญ่มาก้อนหนึ่ง ใช้กริชแกะสลักเป็นป้าย  
 
 
สลักเป็นคำว่า ‘สุสานของจีเฉวียนผู้เป็นที่รัก’ ลงชื่อ ‘ซิงซิง’  
 
 
จากนั้นนางก็คุกเข่าอยู่ที่ข้างๆสุสานของจีเฉวียน ใช้เลือดของตนเองเขียนยันต์ขึ้นมา ท่องคาถาส่งวิญญาณสู่สันติสุขตลอดทั้งคืน  
 
 
แต่ว่าเมื่อนางไม่อาจสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณของจีเฉวียน  
 
 
คาถาส่งวิญญาณสู่สันติสุขนี้ย่อมไม่เกิดผล  
 
 
แต่ทั้งๆที่รู้ว่าไร้ประโยชน์ ตู๋กูซิงหลันก็ยังคงทำต่อไป  
 
 
อาจเป็นเพราะ…..เขาคือร่างแบ่งภาคของอาจารย์ ดังนั้นแม้แต่วิญญาณของเขาก็อาจจะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของอาจารย์ด้วยเช่นกัน  
 
 
แต่ว่าในสายตาของตู๋กูซิงหลัน เขาก็คือจีเฉวียน คือคนที่นางชอบ คือชายที่นางรักผู้นั้น  
 
 
เขาคือจีเฉวียนที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลกหล้านี้  
 
 
…………………  
 
 
 
 
 
กระทั่งเมื่อถึงยามที่ฟ้าสางจนสว่างไสว นางก็ก้มลงจูบที่ป้ายสุสานครั้งหนึ่ง ค่อยพาจู๋จู๋และติ๊งต๊องจากไปพร้อมกัน  
 
 
เป้าหมายของนางในตอนนี้ย่อมเป็น ธารน้ำพุเหลือง   
 
 
นั่นเป็นสถานที่ที่ทั้งอันตรายและเต็มไปด้วยโอกาส  
 
 
นางจำเป็นจะต้องเปลี่ยนแปลงตนเองให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น จึงจะสามารถสังหารเหล่าเทพสวรรค์เพื่อแก้แค้นให้กับอาจารย์และจีเฉวียน  
 
 
ตู๋กูซิงหลันเคยไปที่ธารน้ำพุเหลืองครั้งหนึ่ง เป็นซื่อมั่วพานางไป  
 
 
เส้นทางสู่ธารน้ำพุเหลืองนั้นเต็มไปด้วยอันตราย จำเป็นต้องใช้ฝีมือเป็นพิเศษจึงจะเปิดออกได้  
 
 
และครั้งนี้ พอในใจของนางตั้งมั่นจะไปที่นั่น อยู่ๆข้างกายก็พลันปรากฏดอกพลับพลึงแดงดอกหนึ่งขึ้นมา  
 
 
“เสินฟาง?” ตู๋กูซิงหลันเกือบจะลืมคนผู้นี้ไปเสียแล้ว  
 
 
ดอกพลับพลึงแดงดอกนั้นไม่ได้ให้คำตอบใดๆกับนาง เพียงแต่ย้ายมานำทางอยู่ด้านหน้า จากนั้นก็เริ่มนำทางนางไปสู่เส้นทางที่รกชันอย่างยิ่งไปเรื่อยๆ  
 
 
ทั้งๆที่เป็นยามกลางวันแสกๆแต่ว่ากลับมีไอหยินเข้มข้น นางเดินตามดอกไม้ดอกนั้นไปยังเส้นทางที่มีไอหยินรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ  
 
 
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร รอบกายก็เปลี่ยนเป็นสายหมอกหนา ตู๋กูซิงหลันรู้สึกได้เลยว่า ท่ามกลางสายหมอกเหล่านี้มีดวงวิญญาณผู้ตายอยู่  
 
 
ร่างกายของจู๋จู๋ใหญ่เกินไปจนเกะกะไม่สะดวก ตู๋กูซิงหลันจึงวาดยันต์จำแลงกายขึ้นมาแผ่นหนึ่ง ทำให้มันเปลี่ยนเป็นงูสีแดงตัวเล็กขนาดเท่าฝ่ามือเกาะอยู่บนหัวไหล่ของนาง  
 
 
ติ๊งต๊องเดินตามนางมาที่ข้างกายอย่างว่าง่าย มันตามติดชนิดที่ก้าวต่อก้าวเลยทีเดียว  
 
 
สถานที่แห่งนี้มีอันตรายมาก และเพราะพี่สาวตัวน้อยเอาแต่ติดตามดอกไม้ดอกนั้นมา เดินไปเรื่อยๆจนมาถึงพื้นที่ที่เวิ้งว้างแห่งหนึ่ง  
 
 
รอบกายมีแต่เหล่าผีที่พึ่งตายได้ไม่นาน แต่ละตนแม้ตายแล้ว แต่ก็พากันเดินไปข้างหน้าในทิศทางเดียวกันอย่างแปลกประหลาด ราวกับว่ามีอะไรบางอย่างคอยชักเชิดไปตลอดทาง  
 
 
ธารน้ำพุเหลือง เป็นช่องทางที่เปิดรับแต่ผู้ตายเท่านั้น ฟังว่าคนเป็นไม่อาจผ่านเข้าไปได้  
 
 
แต่ว่าตู๋กูซิงหลันกลับไม่ได้รับผลกระทบใดๆทั้งสิ้น  
 
 
นางไม่ได้สนใจเหล่าวิญญาณข้างกายที่พึ่งตายมาไม่นาน เอาแต่ติดตามดอกไม้ดอกนั้นไปเรื่อยๆ  
 
 
เนิ่นนาน หมอกหนาก็ค่อยจางลง ที่ด้านหน้าพลันปรากฏสีแดงฉานไปทั้งแถบ  
 
 
สีแดงที่เข้มข้นดุจเลือดเหล่านั้นผุดขึ้นจากใต้ฝ่าเท้าของนาง  
 
 
เป็นดอกพลับพลึงแดง ที่ผุดขึ้นเป็นเส้นทางอันคดเคี้ยวจากผืนดินสีหมึกที่มีไอหยินเข้มข้น ท่ามกลางสายหมอกจางๆเส้นทางนี้ทอดยาวออกไปคล้ายไร้จุดสิ้นสุด  
 
 
ดอกพลับพลึงแดงนี้ คือดอกไม้ที่ผลิบานอยู่ริมฝังของธารน้ำพุเหลือง ดึงดูดเหล่าดวงวิญญาณให้ไปตามธารน้ำพุเหลือง ข้ามสะพานไน่เหอ ดื่มน้ำแกงของยายเมิ่ง จากนั้นก็ลืมเลือนเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้จนหมดสิ้น  
 
 
นี่คือเรื่องราวที่เล่าขานกันมา  
 
 
ตู๋กูซิงหลันเดินไปเรื่อยๆครู่หนึ่ง ฝีเท้าก็พลันหยุดลง นางมองเห็นว่าด้านหน้าที่ไม่ไกลออกไป มีสะพานแห่งหนึ่งตั้งอยู่  
 
 
สะพานแห่งนั้นคล้ายลอยอยู่บนความว่างเปล่า บนเสาสะพานมีดอกพลับพลึงแดงขึ้นดาษดื่นจนแดงฉานไปทั้งแถบ  
 
 
วิญญาณแต่ละดวงเดินข้ามสะพานไปเรื่อยๆ  
 
 
บางตนก็ข้ามไปอย่างราบรื่น แต่บางตนก็หล่นลงไปโดยไม่ทราบสาเหตุ ราวกับว่าถูกบางสิ่งที่อยู่ใต้สะพานดูดกลืนลงไป  
 
 
ตู๋กูซิงหลันหรี่ดวงตาลง นางคือปรมจารย์นักพรต ย่อมต้องมองออกว่า ดวงวิญญาณที่ถูกกลืนกินลงไปเหล่านั้น มีร่างสีดำมืดตลอดตัว  
 
 
ปกติแล้วคนเช่นนี้ คือคนที่ชั่วช้าสามานย์ บาปกรรมที่ทำเอาไว้เมื่อตายแล้วก็ทับถมอยู่บนร่าง จนจิตวิญญาณกลายเป็นสีดำมืด  
 
 
ใต้สะพาน มองดูเผินๆเหมือนเป็นทะเลดอกไม้ แต่รอจนเมื่อวิญญาณสีดำเหล่านั้น ตกลงไปและถูกกลืนกินนั้น จึงจะเห็นว่าหากแหวกดอกไม้ที่อยู่ใต้สะพานออก สิ่งที่อยู่ข้างใต้ก็คือผืนน้ำสีดำดุจหมึก  
 
 
ในน้ำสีดำราวน้ำหมึกนั้นมีปลาสีดำตลอดร่างขนาดใหญ่โตอยู่หลายตัว แค่พวกมันอ้าปากขึ้นมาครั้งหนึ่งก็กลืนกินวิญญาณสีดำเหล่านั้นลงไปได้อย่างหมดสิ้น  
 
 
ที่ปลายสะพาน คล้ายมีคนคอยเฝ้าอยู่คนหนึ่ง เพียงแต่เพราะว่าอยู่ห่างกันมากเกินไป รอบด้านก็มีแต่หมอกลอยละล่อง ตู๋กูซิงหลันจึงไม่อาจมองเห็นโฉมหน้าของคนผู้นั้นได้อย่างชัดเจน  
 
 
ได้แต่ฉุกคิดถึงชื่อที่เคยได้ยินจากคำเล่าลือสืบต่อกันมา ‘ท่านยายเมิ่ง’  
 
 
สะพานไน่เหอ น้ำแกงยายเมิ่ง …..หากมองดูจากภาพตรงหน้าก็ดูเหมือนว่าจะเป็นจริงเกินไปแล้ว  
 
 
ทั้งอาจารย์และจีเฉวียน….ต่างก็ต้องข้ามสะพานนี้ ดื่มน้ำแกงของยายเมิ่งหรือไม่?  
 
 
นางโคลงศีรษะ หากว่าสามารถสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณของพวกเขา ต่อให้ต้องทุมเทพลังทั้งหมดนางก็จะขอรั้งพวกเขาเอาไว้ให้ได้  
 
 
คนเมื่อตายจิตวิญญาณพึงอยู่ แต่ว่าพวกเขาล่ะ…..แม้แต่จิตวิญญาณก็ยังไม่รู้สึกถึงความคงอยู่แม้แต่น้อย  
 
 
………………………..  
 
 
 
 
 
ตู๋กูซิงหลันหรี่ตามอง สังเกตดูอยู่ครู่หนึ่ง ก็ไม่พบว่ามีคนเป็นใดๆทั้งสิ้น  
 
 
ตอนที่นางติดตามอาจารย์มายังธารน้ำพุเหลืองนั้น เพียงแค่พริบตาเดียวก็มาถึงแล้ว และแน่นอนว่าไม่ได้เดินข้ามสะพานไป  
 
 
นางไม่แน่ใจว่าหากว่าคนเป็นข้ามสะพานนี้ไปแล้วจะตกลงไปหรือไม่  
 
 
ในเมื่อไม่ได้อยากเสียเวลาไปเปล่าๆ ในที่สุดนางก็เดินขึ้นไปบนสะพานนั้น  
 
 
พอก้าวเท้าขึ้นไปก้าวหนึ่ง สะพานก็ไม่ได้มีปฏิกริยาใดๆ  
 
 
พื้นบนสะพานมีลวดลายซับซ้อน และแม้กระทั่งยามที่นางเดินไปจนถึงจุดสูงสุดของสะพาน ทุกอย่างก็ยังดูปกติดี  
 
 
ตู๋กูซิงหลันสังเกตดูลวดลายเหล่านั้นอยู่พักหนึ่ง ก็รู้สึกว่าดูคล้ายกับอักขระของคาถาบางอย่าง  
 
 
ในขณะที่หยุดนิ่งอยู่นั้น ทันใดนั้นนางก็เห็นว่าดอกพลับพลึงแดงที่อยู่ตรงเสาสะพานมีความเคลื่อนไหว  
 
 
นางมิได้เคลื่อนไหววู่วาม หากแต่ยังคงยืนอยู่บนสะพานเช่นเดิม ส่วนติ๊งต๊องที่ยืนอย่างเรียบร้อยอยู่ด้านหลังของนางก็ตระเตรียมจะพ่นไฟออกมาแล้ว  
 
 
จะสนใจไปไยว่าเจ้าปลายักษ์ใต้สะพานนั่นมันเป็นตัวอะไร ขอเพียงพวกมันกล้าลงมือกับพี่สาวตัวน้อย ก็ต้องถูกย่างกลายเป็นเป็นปลาเผาไปก่อน!  
 
 
ตู๋กูซิงหลันยืนอยู่บนจุดสูงสุดของสะพาน สายตาของนางมีแต่ความสงบนิ่ง มองเลยไปยังเงาร่างของคนที่อยู่ตรงหัวสะพาน  
 
 
ยามที่นางมองไป คนผู้นั้นก็กำลังมองมาที่นางพอดีเช่นกัน  
 
 
ท่ามกลางไอหมอกจางๆรอบกาย นางเห็นว่าคนผู้นั้นเป็นสตรีผู้หนึ่ง สตรีที่สวมใส่ชุดสีดำตลอดร่าง แทบจะปกปิดร่างกายเอาไว้ทั้งหมด เผยเพียงดวงตาสีดำกลมโตคู่หนึ่งเท่านั้น  
 
 
บางทีอาจเป็นเพราะถูกไอแห่งความตายเกาะกุมมาเนิ่นนาน แววตาคู่นั้นของนางจึงปราศจากชีวิตชีวา  
 
 
เพียงแค่ได้มองสบตา ก็เหมือนถูกลากลงไปในแดนแห่งความตาย  
 
 
ตู๋กูซิงหลันแค่สบตาเพียงครู่เดียว ก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของความตายจากภายในที่กำจายออกมา  
 
 
“เจ้าเป็นคนเป็น ไม่เหมาะกับธารน้ำพุเหลือง กลับไปเสียเถอะ” ครู่ใหญ่ สตรีผู้นั้นถึงได้เอ่ยปากออกมา “ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่คนเป็นควรจะมา”  
 
 
ตู๋กูซิงหลันไม่ได้ตอบคำ เพียงจ้องมองนางเขม็ง และก้าวเท้าออกไปอีกก้าวหนึ่ง  
 
 
ทันทีที่ก้าวเท้านี้ออกมา แววตาของอีกฝ่ายก็ทอประกายขุ่นเคืองขึ้นมาทันที แต่พอมองเห็นนางได้ชัดเจนขึ้น คำพูดที่อยู่บนริมฝีปากก็ต้องกลืนกลับลงไป   
 
 
 
 
 
…………………………..  

ยอดไทเฮาเขย่าวังหลัง

ยอดไทเฮาเขย่าวังหลัง

Comment

Options

not work with dark mode
Reset