ยอดไทเฮาเขย่าวังหลัง – ตอนที่ 626 เทียนสี่ซิงจุน

“อย่าขยับ”  
 
 
ผู้มาเป็นบุรุษเสียงทุ้มผู้หนึ่ง สัมผัสที่ส่งออกมาจากหลังฝ่ามือ ให้ความรู้สึกว่าคนผู้นี้รับมือได้ยาก  
 
 
ให้ความรู้สึกว่าเป็นฝ่ามือที่หยาบกระด้าง  
 
 
ตู๋กูซิงหลันไม่ได้หันศีรษะกลับไป เพียงจ้องมองดูเงาสะท้อนในสายน้ำ  
 
 
เงาสะท้อนนั้น เป็นบุรุษรูปร่างกำยำผู้หนึ่ง เส้นผมของเขาดกดำและยาวสลวยดุจน้ำตก แต่น่าเสียดายที่ออกจะยุ่งเหยิงไปบ้าง  
 
 
ใบหน้ากว่าครึ่งของเขาถูกหนวดเคราปกคลุมเอาไว้ เผยให้เห็นแต่เพียงหัวคิ้วคมสันและดวงตาที่ลึกล้ำดุจดวงดาว แต่ช่างน่าเสียดายที่ดวงตาคู่นั้นไร้ประกาย  
 
 
ดวงตาคู่นั้น แม้ว่าจะงดงาม แต่ก็เหมือนกับว่าได้ตายไปแล้ว  
 
 
ครู่ต่อมา มือที่คว้าข้อมือของนางเอาไว้ก็ค่อยคลายออก  
 
 
ตู๋กูซิงหลันถึงค่อยหันกลับไป มองดูบุรุษที่มีร่างกายสูงกว่านางถึงหนึ่งช่วงศีรษะ  
 
 
ตอนนี้นางอยู่ในร่างเนื้อของเยี่ยเฉิน เยี่ยเฉินอย่างน้อยๆก็ต้องสูงหนึ่งเมตรแปดสิบห้าเข้าไปแล้ว แต่เมื่อยืนอยู่ตรงหน้าของบุรุษผู้นี้ก็เตี้ยกว่ามากทีเดียว  
 
 
ตู๋กูซิงหลันจับจ้องมองไปที่เขา บรรดาเทพไท้ที่นางได้พบเจอในแดนสวรรค์ ต่างก็สวมใส่ชุดฮั่นฝูที่ตกแต่งอย่างระยิบระยับวับวาว  
 
 
แต่ว่าบุรุษตรงหน้ากลับสวมใส่เสื้อผ้าฉีกขาด  
 
 
เสื้อผ้าของเขาเหมือนถูกเพลิงแผดเผา จนมองไม่ออกว่าเดิมเป็นสีอะไร  
 
 
ท่อนแขนและหัวไหล่ที่เปลือยออกมากว่าครึ่งค่อน เผยให้เห็นผิวพรรณสีทองแดงเข้ม และมัดกล้ามใหญ่ที่สมบูรณ์งดงาม อย่างไม่ต้องอวดอ้างแม้แต่น้อย  
 
 
ที่จริงรูปร่างของเยี่ยเฉินนี้ ต้องถือว่าดูแข็งแกร่งแล้ว แต่เมื่อเปรียบเทียบกับบุรุษผู้นี้แล้วก็ต้องยอมรับว่าเขาดูหนาและบึกบึนกว่ามากนัก  
 
 
ทำให้คนเห็นเกิดความรู้สึกว่ามั่นคงและปลอดภัย  
 
 
หากเปรียบเทียบกับพวกเทพที่เปล่งประกายระยิบระยับแล้ว เขากลับดูเหมือนมนุษย์ถ้ำบนยอดเขาแต่ดั่งแต่เดิม  
 
 
ชั่วแวบหนึ่ง นางรู้สึกสงสัยขึ้นมาเหมือนว่าตนเองตาฝาดไปหรือไม่  
 
 
และในช่วงเวลาเพียงครู่เดียวนี้เอง ปลามังกรที่นางเฝ้ารอมาครึ่งค่อนวันก็สะบัดหางว่ายหนีไปแล้ว  
 
 
ตู๋กูซิงหลันทำสีหน้า ‘ร้อนรน’ ขึ้นมา “ปลาของข้า….”  
 
 
คนผู้นั้นได้ฟังแล้ว ก็หัวเราะเสียงเย็นออกมา “ปลาของเจ้าหรือ? ผู้คนทั้งแดนสวรรค์ต่างก็รู้ว่า ปลามังกรในสายธารดวงดาวนี้ เป็นของรักของหวงที่เทียนโฮ่ว (ราชินีแห่งสวรรค์) ทรงเลี้ยงเอาไว้ ”   
 
 
 ตู๋กูซิงหลัน “……”  
 
 
ทั่วทั้งแดนสวรรค์ต่างก็รู้ แต่ว่าเยี่ยเฉินกลับไม่รู้  
 
 
ความทรงจำในจิตมังกรของเยี่ยเฉินกลับไม่มีเรื่องนี้อยู่แม้แต่นิดเดียว  
 
 
   
 
 
นี่มิใช่ว่าเยี่ยเฉินจงใจปิดบัง หากแต่สมควรเป็นนักรบเทพสองคนนั้นจงใจเล่นงานนางมากกว่า  
 
 
สีหน้าของตู๋กูซิงหลันปรากฏความ ‘ตกตะลึง’ ขึ้นมา “เทียน….เทียนโฮ่ว?”  
 
 
กระทั่งน้ำเสียงก็ติดอ่าง ราวกับว่าถูกทำให้ตกใจเข้าแล้วจริงๆ  
 
 
“นับตั้งแต่ที่เทียนตี้ (จักรพรรดิแห่งสวรรค์) ทรงเข้าพิธีอภิเษกกับเทียนโฮ่วแล้ว สายธารดวงดาวแห่งนี้ รวมทั้งสิ่งมีชีวิตต่างๆ และของต่างๆทั้งหมด ล้วนเป็นของเทียนโฮ่ว”  
 
 
คนผู้นี้นับว่ามีน้ำใจอดทน ยินยอมอธิบายให้นางฟัง  
 
 
ก่อนที่จะขึ้นมาบนแดนสวรรค์ ตู๋กูซิงหลันเลยได้ยินพระนามเทียนตี้ตี้เสียมาแล้ว แต่ว่ายังไม่เคยได้ยินพระนามของเทียนโฮ่วมาก่อนเลย ยายนี้พอได้ฟัง ดูท่าแล้วเทียนโฮ่วก็คงจะมิใช่ธรรมดา  
 
 
“วันนี้นับว่าเจ้าโชคดี ได้พบกับเทพอย่างข้า ปลามังกรเหล่านี้หากเกล็ดหลุดไปเพียงครึ่งแผ่น เกรงว่าเจ้าคงต้องถูกฉีกกระดูกออกมาจากร่างแล้ว”  
 
 
ขณะที่คนผู้นั้นพูดไป สายตาก็ก็กวาดผ่านร่างของตู๋กูซิงหลันอย่างกึ่งตั้งใจกึ่งไม่ตั้งใจ  
 
 
แววตาที่เหมือนกับว่า ‘ตาไปแล้ว’ คู่นั้น คล้ายจะมองบางสิ่งในร่างของนางออก  
 
 
ที่จริงต่อให้จับปลาเหล่านั้นขึ้นมา ตู๋กูซิงหลันก็ไม่รู้สึกว่ามีอะไรต้องกลัว  
 
 
ก็เพราะ เหนือศีรษะของเยี่ยเฉินนั้นยังซือเป่ยอยู่มิใช่หรือ?  
 
 
เบื้องล่างกระทำความผิด ปกติก็ต้องไปเอาความรับผิดชอบกับเบื้องบนอยู่แล้วมิใช่หรือ?  
 
 
นางเองก็อยากจะรู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเทียนตี้กับเทียนโฮ่วและเทพสงครามนั้นเป็นเช่นไรบ้าง  
 
 
หากว่าจับปลามังกรนี้ขึ้นมา ก็อาจจะได้เห็นงิ้วดีๆสักเรื่องก็เป็นได้  
 
 
ยิ่งไปกว่านั้น ‘ท่านเทพ’ ตรงหน้าก็ไม่รู้ว่ามาจากไหน ที่เขาพูดมาก็ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่  
 
 
ตู๋กูซิงหลันไม่เคยมีความรู้สึกดีๆให้กับแดนสวรรค์ แม้แต่กับพวกทวยเทพทั้งหลายก็ไม่เคยเห็นใครเป็นคนดีมาก่อน  
 
 
กับบุรุษที่แค่ดูก็รู้แล้วว่าไม่ธรรมดาผู้นี้ นางย่อมไม่คิดจะเชื่อถือง่ายๆ  
 
 
ในใจคิดเอาไว้อย่างหนึ่ง แต่สีหน้าของนางยังคงแสดงความสำนึกบุญคุณออกมา  
 
 
“ท่านเทพ วันนี้ต้องขอบคุณท่านที่ช่วยตักเตือน มิเช่นนั้นชีวิตของเทพน้อยๆเช่นข้าคงต้องมอบออกไปแล้ว…”  
 
 
ความสามารถในการแสดงของตู๋กูซิงหลัน ย่อมสมบทบาดอยู่แล้ว แววตาของนางมีทั้งความหวาดกลัว และความรู้สึกโชคดีที่รอดชีวิต  
 
 
จากนั้นนางจึงค่อยคำนับบุรุษผู้นั้นอีกครั้ง “ผู้น้อยพึ่งเข้าสู่แดนสวรรค์ได้ไม่นาน พบเห็นเรื่องราวเพียงเล็กน้อย ขอบังอาจถามนามท่านเทพ ให้ผู้น้อยได้จดจำเอาไว้ในใจ ภายหน้าจะได้ทนแทนบุญคุณ”  
 
 
“ขข้าคือเทียนซี่ซิงจุน[1] ผู้ดูแลพิธีมงคลสมรสของทุกชีวิตในหกภพภูมิ”  
 
 
ตู๋กูซิงหลัน “? ? ?”  
 
 
เทียนสี่ซิง….ชื่อนี่ฟังดูช่างคุ้นหูเหลือเกิน แต่ว่าในช่วงเวลาสั้นๆ กลับยังนึกไม่ออกว่าเป็นผู้ใดกัน  
 
 
แต่ว่าเมื่อมองดูสภาพการแต่งกายที่ซอมซ่อของเขา ตู๋กูซิงหลันก็ต้องเกิดความสงสัยขึ้นมา  
 
 
พี่ชาย ท่านเป็นเทพที่ดูแลพิธีมงคลจริงหรือ?  
 
 
หากให้อธิบายก็คือตำแหน่งที่ดูแลพิธีการในแต่งงานอะไรเทือกนั้นสินะ แต่ว่าทำไมดูแล้วช่างไม่เหมือนเสียเลย  
 
 
อย่างน้อยๆก็สมควรแต่งกายให้มันดูสะอาดสะอ้าน ดูภูมิฐานและน่าเชื่อบ้างสิ  
 
 
“แม้แต่เจ้าก็ไม่เชื่อหรือ?” คนผู้นั้นหัวเราะทื่อๆออกมา ทั้งที่น้ำเสียงนั้นทุ่มต่ำ แต่ว่าตู๋กูซิงหลันกลับรู้สึกว่าฟังแล้วบาดหูอยู่บ้าง  
 
 
พี่ชาย…..เปลี่ยนเป็นผู้อื่นก็ไม่เชื่อท่านหรอก  
 
 
“ก็แค่ตำแหน่งเทพน่าเบื่อๆเท่านั้น ทำเรื่องทำราวอะไรไม่ได้หรอก ไม่เหมือนกับเทพเย่วเหล่า[2]ที่สามารถผูกโยงบุบเพวาสนาผู้คนได้”  
 
 
ตู๋กูซิงหลันได้ฟังแล้วก็คิดว่า หากเปลี่ยนคำพูดนั้นให้เป็นภาษาชาวบ้านก็คือจะบอกว่า ตำแหน่งเทพเทียนสี่ซิงของท่านนี้ก็แค่ตำแหน่งลอยๆ ไม่ได้ยิ่งใหญ่เท่าเย่วเหล่าอย่างนั้นสินะ  
 
 
ฟังดูแล้วก็เหมือนจะโอดครวญ แต่น้ำเสียงกลับดูไม่เหมือนว่าน้อยใจ  
 
 
ตู๋กูซิงหลันอดไม่ได้ต้องหันกลับไปมองดูเขาอีกหลายรอบ  
 
 
หากมองดูแต่เพียงหัวคิ้วและดวงตาของเขา คนผู้นี้ดูแล้วเหมือนจะเป็นพวกที่เคร่งขรึมจริงจัง….  
 
 
บนร่างของเขาแทบจะไม่มีกลิ่นอายของแดนสวรรค์อยู่เลย  
 
 
คนเช่นนี้ ต้องถือเป็นเป็นพวกตัวประหลาด  
 
 
“ท่านเทพล้อเล่นแล้ว ทั่วทั้งหกภพภูมิต่างเห็นพิธีแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่ พิธีมงคลสมรสเป็นขนบธรรมเนียมที่สืบทอดกันมาในแต่ละชนเผ่า ย่อมต้องมีความสำคัญอย่างแน่นอน”  
 
 
ท่ามกลางทวยเทพต่างๆที่มีอยู่อย่างมากมายในสรวงสวรรค์ ตู๋กูซิงหลันก็รู้จักอยู่เพียงไม่กี่องค์เท่านั้น  
 
 
อย่างเช่นพวกเทพประจำดวงดาวต่างๆ แต่พวกเทพเล็กเทพน้อย ถึงแม้จะเคยได้ยินมาก็มิได้ใส่ใจ และไม่ได้จดจำเอาไว้ในสมอง  
 
 
พอได้ยินคำพูดของนาง เทพเทียนซี่ซิงจุนก็ต้องตะลึงไปครู่หนึ่ง สายตาที่เดิมทีมองดูนางอยู่ก่อนก็ทอแววลึกล้ำกว่าเดิม  
 
 
“นักรบเทพตัวน้อยอย่างเจ้าก็นับว่าไม่เลวอยู่เหมือนกัน”  
 
 
มิว่าเขาจะยิ้มอยู่หรือว่าไม่ยิ้ม ทุกสิ่งที่แสดงออกทางสีหน้าล้วนถูกหนวดเคราปกคลุมเอาไว้จนหมดสิ้น  
 
 
ตู๋กูซิงหลัน “ผู้น้อยมิกล้า”  
 
 
นางยังถือโอกาสเงยหน้าขึ้นไปดูเวลา “ผู้น้อยยังต้องไปป้อนอาหารให้นกยักษ์ ไม่อาจอยู่รบกวนท่านเทพแล้ว”  
 
 
“นกยักษ์? เจ้าไปเลี้ยงมัน?”  
 
 
สีหน้าของเทียนสี่ซิงจุนปรากฏแววแปลกใจ  
 
 
แค่ได้ยินน้ำเสียงของเขา ตู๋กูซิงหลันก็รู้แล้วว่ามีบ้างอย่างไม่ถูกต้อง  
 
 
นางพยักหน้าหงึกๆ เอ่ยตอบว่า “ไม่ขอปิดบังท่านเทพ ผู้น้อยอยู่ใต้บัญชาของเทพสงคราม เดิมทีได้รับคำสั่งให้มาจับปลามังกรไปป้อนนกยักษ์ ในเมื่อตอนนี้ปลามังกรไม่อาจจับ ผู้น้อยคงต้องคิดหาหนทางเอาอะไรไปป้อนมันก่อนแล้ว”  
 
 
ตู๋กูซิงหลันสารภาพออกไปอย่างหมดเปลือก เอ่ยรวดเดียวอย่างไม่กระพริบตา  
 
 
เทียนสี่ซิงจุนได้ยินแล้ว ก็ต้องขมวดคิ้วขึ้นมาบ้าง  
 
 
“ลูกน้องของซือเป่ย”  
 
 
เห็นได้ชัดเจนว่า เขาไม่ได้ชื่นชอบฐานะของนางสักเท่าไหร่  
 
 
บนแดนสวรรค์ ใครๆก็ต่างเรียกหาซือเป่ยว่าเป็นเทพสงครามด้วยความเคารพ แต่ว่าเขา กลับเรียกชื่อตรงๆ  
 
 
……………………….  
 
 
   
 
 
 [1] 天喜星君:ดาวฟ้าปลื้ม 星君: (ซิงจุน, เทพเจ้าประจำดวงดาว)   
 
 
[2] 月宫老儿 : เทพที่เชื่อมโยงด้ายแดงแห่งความรักของหญิงชายเข้าด้วยกัน  

ยอดไทเฮาเขย่าวังหลัง

ยอดไทเฮาเขย่าวังหลัง

Comment

Options

not work with dark mode
Reset