ยามดอกวสันต์ผลิบาน – ตอนที่ 193 เสียใจภายหลัง

โจวเสาจิ่นอดไม่ได้ที่จะมองสำรวจคนตะโกนส่งสารผู้นั้น

เห็นเพียงว่าคนตะโกนส่งสารผู้นั้นอายุราวๆ ยี่สิบปี สวมชุดต่วนเฮ่อผ้าเนื้อหยาบสีกรมท่า รูปร่างสูงใหญ่ ถึงแม้จะเห็นใบหน้าไม่ค่อยชัดเนื่องจากอยู่ห่างกันไกลเกินไป แต่กลับเห็นได้ชัดว่าท่วงท่าของเขากระฉับกระเฉงยิ่งนัก

ได้ยินฉินจื่อผิงตอบเช่นนั้น เขาก็รีบวิ่งเข้ามา ยืนอยู่บนฝั่งหันหน้าไปทางหัวเรือแล้วทำความเคารพ กล่าวเสียงดังว่า “ข้าเป็นเสมียนของร้านผ้าฟางจี้แห่งเจียซิง นายท่านของพวกข้าซื้อสินค้าอยู่ที่ฉางโจว ได้ยินว่านายท่านสี่กับฮูหยินผู้เฒ่าของตระกูลเฉิงผ่านทางมาที่ฉางโจว จึงให้ข้ามาเฝ้ารออยู่ที่นี่ เมื่อนายท่านสี่กับฮูหยินผู้เฒ่ามาถึงก็จะกลับไปรายงานเขา…”

ขณะที่กำลังกล่าวอยู่นั้น มีชายร่างท้วมสวมชุดจื๋อตัวผ้าไหมหูโจวสีฟ้าผู้หนึ่งใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดเหงื่อบริเวณหน้าผากไปด้วย วิ่งเข้ามาอย่างรีบเร่งจนไขมันส่วนเกินของร่างกายส่ายไปมาไปด้วย พลางกล่าวขึ้นว่า “ไม่ทราบว่าพี่ชายท่านนี้มีชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร ข้าเป็นหลงจู๊ใหญ่ของร้านผ้าฟางจี้นามว่าตู้หมิง นายท่านของพวกข้าจะมาถึงในอีกไม่ช้า รบกวนพี่ชายช่วยนำความไปแจ้งให้สักหน่อยขอรับ”

ขณะที่เขากล่าว ก็โค้งตัวทำความเคารพฉินจื่อผิงครั้งหนึ่ง

ฉินจื่อผิงกล่าวยิ้มๆ ว่า “ที่แท้ก็คือหลงจู๊และเสมียนของร้านผ้าฟางจี้นี่เอง ท่านรอสักครู่ ข้าจะไปรายงานนายท่านสี่กับฮูหยินผู้เฒ่าของพวกข้าเดี๋ยวนี้”

โจวเสาจิ่นได้ยินถึงตรงนี้ก็เข้าใจเรื่องราวขึ้นมา

หากนางจำไม่ผิดละก็ ร้านผ้าฟางจี้แห่งเจียซิงนี้น่าจะเป็นกิจการของฟางซินถงผู้ที่ร่ำรวยที่สุดแห่งเจียซิงผู้นั้น

นางนึกถึงคุณหนูใหญ่ตระกูลฟางผู้มีกิริยามารยาทสง่างามผู้นั้น

ผ่านไปอีกหนึ่งปีแล้ว คุณหนูใหญ่ตระกูลฟางก็อายุมากขึ้นอีกหนึ่งปีแล้ว ไม่รู้ว่าคุณหนูใหญ่ตระกูลฟางจะแต่งงานไปหรือยัง

นางครุ่นคิดพลางปิดหน้าต่างเรือ สั่งชุนหว่านและคนอื่นๆ ว่า “นายท่านสี่มีแขก ไม่แน่ว่าอีกประเดี๋ยวอาจขึ้นมาคารวะฮูหยินผู้เฒ่าบนเรือ พวกเจ้าอย่าได้เดินเพ่นพ่านไปทั่ว”

ชุนหว่านและคนอื่นๆ ต่างขานรับอย่างพร้อมเพียงกัน

ไม่นาน นางก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังเข้ามาจากบนท่าเรือ

โจวเสาจิ่นจึงปิดประตูและไม่ออกไปไหน

กระทั่งสื่อมามามาเรียกนางไปรับมื้อเย็น นางถึงได้เดินตามออกไปยังห้องพักโดยสารของฮูหยินผู้เฒ่ากัว

เฉิงฉือก็อยู่ด้วย

ฮูหยินผู้เฒ่ากัวอารมณ์ไม่สู้ดีนัก แต่เฉิงฉือกลับยังคงเป็นเหมือนปกติ พอเห็นโจวเสาจิ่นเข้ามา เขายังหันมายิ้มพลางพยักหน้าให้โจวเสาจิ่น แต่ไม่รู้ว่าเหตุใดอากัปกิริยาที่ธรรมดาสามัญนี้กลับไปกระทบความรู้สึกของฮูหยินผู้เฒ่ากัวได้ ทันใดนั้นน้ำตาของฮูหยินผู้เฒ่ากัวก็ไหลรินลงมาเป็นสายฝน กล่าวสะอึกสะอื้นว่า “ชายสี่ เจ้าไปรับตำแหน่งขุนนางเถิด! เจ้าอย่าได้สนใจเรื่องวุ่นวายในบ้านนี้อีกเลย ไปใช้ชีวิตของเจ้าเถิด เจ้าสุนัขฟางซินถงผู้นี้ เป็นเพียงซิ่วไฉตัวเล็กๆ ผู้หนึ่งเท่านั้น ถึงกับกล้ามาวางท่าต่อหน้าพวกเจ้า ไม่ดูตัวเองบ้างว่าเป็นตัวอะไร จะรับผิดชอบไหวหรือไม่…”

“ท่านแม่ๆ” เฉิงฉือก้าวออกไปโอบกอดไหล่ของฮูหยินผู้เฒ่ากัว กระซิบปลอบมารดาเสียงเบาว่า “ไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่ท่านกล่าวมาหรอกขอรับ ผู้อื่นเพียงพูดอะไรที่ทำให้ท่านฟังแล้วไม่สบายใจไม่กี่ประโยคเท่านั้น เว้นแต่ว่าจะขังตัวเองอยู่แต่ในบ้านตลอดชีวิต ไม่อย่างนั้นผู้คนไหนเลยจะไม่ได้ยินคำพูดที่ไม่ลื่นหูบ้างตลอดชีวิตได้” ขณะที่กล่าว ก็มองโจวเสาจิ่นครั้งหนึ่ง กล่าวต่อว่า “ท่านดูสิขอรับ ยังมีคนรุ่นหลานอยู่ที่นี่ด้วย ท่านเป็นเช่นนี้คงทำให้ตกใจแย่แล้ว”

ฮูหยินผู้เฒ่ากัวได้ยินแล้วถึงได้หยุดร้องไห้ไปอย่างขอลุแก่โทษ

โจวเสาจิ่นครุ่นคิดว่าอย่างไรเสียก็คงหลบออกไปไม่ทันแล้ว จึงดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาแล้วยื่นส่งให้ฮูหยินผู้เฒ่ากัว

ฮูหยินผู้เฒ่ากัวรับผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตา กล่าวกับโจวเสาจิ่นว่า “เด็กดี วันนี้อารมณ์ของข้าไม่สู้ดีนัก จึงไม่ร่วมรับมื้อเย็นด้วยแล้ว เจ้าอยากกินอะไร ก็ให้ห้องครัวทำให้เจ้าเถิด พรุ่งนี้เช้าเจ้าค่อยมาอ่านพระธรรมให้ข้าฟังก็แล้วกัน”

โจวเสาจิ่นขานรับ “เจ้าค่ะ” อย่างเชื่อฟัง แล้วกลับห้องไปพร้อมกับชุนหว่าน

ชุนหว่านง่วนอยู่กับการจัดอาหารเย็นให้โจวเสาจิ่น ส่วนโจวเสาจิ่นกลับคิดถึงเรื่องของฟางซินถง

ตอนงานวันคล้ายวันเกิดอายุครบแปดสิบปีของท่านผู้นำตระกูลจวนรอง ตระกูลฟางก็ส่งคนไปร่วมอวยพรวันเกิดท่านผู้นำตระกูลจวนรองด้วย ถึงแม้ทั้งสองตระกูลจะไม่นับว่ามีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นมาอย่างยาวนานแต่ก็น่าจะพอมีมิตรภาพที่ดีต่อกันบ้างถึงจะถูก แล้วเหตุใดครั้งนี้ถึงทำให้ฮูหยินผู้เฒ่ากัวโกรธมากถึงเพียงนี้ได้

หลังจากที่นางรับมื้อเย็นไปอย่างลวกๆ แล้ว ก็ไปหาจี๋อิ๋ง

จี๋อิ๋งยืนกางขาเล็กน้อยอยู่กลางห้องพักโดยสาร กำลังบิดตัวโค้งไปมาอยู่

“เจ้าช่วยไปถามฉินจื่อผิงให้ข้าสักหน่อยได้หรือไม่” โจวเสาจิ่นกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “ดูว่าเขาพอจะรู้หรือไม่ว่าฟางซินถงกับฮูหยินผู้เฒ่ากัวและนายท่านสี่คุยอะไรกันบ้าง เหตุใดฮูหยินผู้เฒ่ากัวถึงได้โกรธถึงเพียงนั้น!”

“ได้!” จี๋อิ๋งขานตอบไปอย่างส่งๆ

โจวเสาจิ่นอดไม่ได้ดันตัวนางเล็กน้อย กล่าว “เจ้าจริงจังหน่อย เรื่องนี้สำคัญจริงๆ”

“ข้ารู้แล้วๆ” จี๋อิ๋งรีบกล่าว “พรุ่งนี้เจ้ารอฟังข่าวจากข้าให้ดีก็แล้วกัน”

โจวเสาจิ่นอยากไปถามเฉิงฉือ แต่เมื่อหวนคิดถึงท่าทางของเฉิงฉือเมื่อครู่นี้แล้ว เห็นได้ชัดว่าเขาไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้อีก นางจึงจำต้องกลับห้องพักโดยสารไปด้วยใจที่หนักอึ้ง

วันถัดมาฟ้ายังไม่ทันสว่าง จี๋อิ๋งก็มาหานาง กล่าวว่า “ฟางซินถงที่เจ้ากล่าวถึงผู้นั้น นายท่านสี่ไม่ได้ไปพบเขา เป็นเขาที่นั่งคุยกับฮูหยินผู้เฒ่ากัวเพียงลำพังนานกว่าครึ่งค่อนวัน พูดอะไรทำนองว่าทั้งสองตระกูลเป็นสหายกันมานานหลายชั่วอายุคน แล้วก็เรื่องที่นายท่านสี่ต้องการขายเครื่องทอผ้าที่หังโจวนั้นเขามีใจอยากจะรับช่วงต่อ แต่ช่วงนั้นกำลังขยายร้านค้า เวลานั้นจึงมีเงินไม่พอ ก็เลยไม่กล้ามาคุยเรื่องซื้อเครื่องทอผ้ากับนายท่านสี่ แต่เมื่อหลายวันก่อนเขาเพิ่งจะได้รับงานมาจากเจ้าเมืองเจียซิง ให้ทอผ้าให้กับราชสำนัก ใครจะรู้ว่าเครื่องทอผ้ากลับมีไม่พอ จึงอยากจะใช้โอกาสนี้มาถามนายท่านสี่ว่ายังมีเครื่องทอผ้าเหลืออยู่บ้างหรือไม่ ให้นายท่านสี่หาวิธีแบ่งไปให้เขาสักหน่อย”

นี่ฟังดูแล้วก็ปกติดีอย่างยิ่งนี่นา!

แล้วเหตุใดฮูหยินผู้เฒ่ากัวถึงต้องปวดใจถึงเพียงนั้นด้วย

จี๋อิ๋งแอบบอกนางเบาๆ ว่า “นายท่านสี่ของพวกข้าทำเรื่องไม่ธรรมดาไว้เรื่องหนึ่ง เนื่องจากเขาไม่ชอบที่กิจการทอผ้ามีเรื่องจุกจิกเกินไป ก็เลยขายโรงทอผ้าภายใต้ชื่อของตระกูลเฉิงออกไปทั้งหมด ก่อนหน้านี้ นายท่านสี่ให้ไหวซานไปติดต่อตระกูลฟางก่อน พ่อค้าย่อมมองหาแต่ผลกำไร ตระกูลฟางจึงต่อรองราคากับนายท่านสี่! ด้วยความโมโหนายท่านสี่จึงขายเครื่องทอผ้าทั้งหมดให้กับคนผู้หนึ่งชื่อว่าเจิ้งซื่อ เดิมทีเจิ้งซื่อผู้นั้นมาจากชนชั้นรากหญ้า เรื่องการทอผ้าให้ราชสำนักจึงไม่อาจไปถึงมือของเขาได้ แต่เขามีเครื่องทอผ้าและแรงงานทอผ้าอยู่ในมือ! หากฟางซินถงไม่รับงานทอผ้าของราชสำนักมาทำก็ดีอยู่หรอก แต่หากเขารับงานทอผ้าของราชสำนักมา ด้วยกำลังการผลิตของโรงงานทอผ้าของฟางซินถงย่อมไม่มีทางทำทั้งหมดได้ แต่หากแบ่งให้ผู้อื่นช่วยทำ ตอนนี้เจิ้งซื่อเป็นโรงงานทอผ้าที่ใหญ่ที่สุดในเจียงหนาน และก็มีแรงงานทอผ้าที่ดีที่สุดของเจียงหนานอยู่ในมือ หากเขาคิดจะมองข้ามเจิ้งซื่อไป เช่นนั้นก็รอให้ถึงเวลาที่ส่งมอบงานไม่ทันแล้วจ่ายค่าชดเชยเอาก็แล้วกัน! แต่ถ้าเขาแบ่งงานไปให้เจิ้งซื่อทำ ก็เท่ากับว่าเจิ้งซื่อรับงานมาทำอีกต่อหนึ่ง เจิ้งซื่อไม่เพียงไม่ต้องซาบซึ้งในบุญคุณของเขา แต่ยังต่อรองราคากับฟางซินถงได้ตามความต้องการอีกด้วย…ครั้งนี้เขามาเพื่อสำนึกผิด แต่ใครจะรู้ว่าพอฮูหยินผู้เฒ่าได้ยินแล้วกลับรู้สึกว่าเขาตบหน้านายท่านสี่ไปครั้งหนึ่งแล้ว ตอนนี้รู้ผลเสียแล้ว ยังจะมาหาด้วยเจตนาร้ายแอบแฝงเสมือนสุนัขจิ้งจอกที่มาขอเยี่ยมเยียนไก่อีก…”

ช่างซับซ้อนจริงๆ!

โจวเสาจิ่นกำชับย้ำกับจี๋อิ๋งนานกว่าครึ่งค่อนวันว่า “อย่าออกไปวิ่งเพ่นพ่านข้างนอก ระวังอย่าให้คนจากกลุ่มเดินสมุทรพบตัวได้” จากนั้นทั้งสองคนถึงได้แยกย้ายกัน

ปรากฏว่าเช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น เจิ้งซื่อผู้นั้นเร่งมาหาจากหังโจวเป็นคนแรก จากนั้นเป็นคุณหนูใหญ่ตระกูลฟางต้องการขึ้นมาคารวะฮูหยินผู้เฒ่ากัวบนเรือ

โจวเสาจิ่นหมดคำจะพูด ลอบกล่าวกับชุนหว่านเป็นการส่วนตัวว่า “ใครว่าเป็นพ่อค้านั้นง่าย ข้าดูแล้วกว่าพวกเขาจะได้เงินก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย!”

ชุนหว่านกล่าวยิ้มๆ ว่า “ยังดีที่เจิ้งซื่อผู้นั้นมาคนเดียวลำพัง หากเขาพาฮูหยินของเขามาโขกศีรษะให้ฮูหยินผู้เฒ่าของพวกเราด้วยละก็ ทั้งสองตระกูลคงไม่พ้นต้องประจันหน้ากันเสียแล้วเจ้าค่ะ”

“แล้วอย่างไร” โจวเสาจิ่นถอนหายใจกล่าว “เจ้าดูคุณหนูใหญ่ตระกูลฟางผู้นั้น เป็นคนมีมารยาทสุภาพเรียบร้อยถึงเพียงนั้น แต่เพื่อพี่ชายของตัวเองแล้ว ยืนรับลมเย็นๆ อยู่บนท่าเรือได้กว่าครึ่งชั่วยาม หากได้พบฮูหยินของเจิ้งซื่อ หรือต้องสนทนากับฮูหยินของเจิ้งซื่อ จะมีอะไรยากสำหรับนางกัน!”

ตอนที่คุณหนูใหญ่ตระกูลฟางตั้งใจมาเยี่ยมเยียนนั้น ฮูหยินผู้เฒ่ากัวอ้างว่าอีกไม่นานจะต้องออกเดินทางแล้ว ดังนั้นจึงไม่ให้การต้อนรับนาง แต่ใครจะรู้ว่านางกลับยืนเฝ้าอยู่บนท่าเรือ บอกว่าอยากจะรอส่งเรือของตระกูลเฉิงออกไปให้ไกลก่อนแล้วนางค่อยกลับไป

ปรากฏว่าฮูหยินผู้เฒ่ากัวก็ให้นางยืนรับลมเย็นอยู่ตรงนั้น

เจิ้งซื่อมาขอพบเฉิงฉือ เฉิงฉือเองก็ไม่ไปพบเขา ถึงกับใช้ข้ออ้างเดียวกันกับฮูหยินผู้เฒ่ากัว ทิ้งให้เจิ้งซื่อตากลมอยู่บนท่าเรือด้วยเช่นเดียวกัน

เมื่อเห็นว่าพระอาทิตย์ค่อยๆ เคลื่อนตัวขึ้นสูงแล้ว โจวเสาจิ่นจึงเปิดหน้าต่างเรือแล้วมองออกไปด้านนอก

คุณหนูใหญ่ตระกูลฟางยังคงยืนอยู่บนท่าเรือเช่นเดิม แต่กลับไม่พบแม้แต่เงาของเจิ้งซื่อเสียแล้ว

“สมกับเป็นพ่อค้าที่มองหาแต่ผลกำไร” โจวเสาจิ่นพึมพำกับตัวเองไปหลายประโยค จากนั้นไปรับมื้อเช้าเป็นเพื่อนฮูหยินผู้เฒ่ากัว

อารมณ์ของฮูหยินผู้เฒ่ากัวกลับมาสงบแล้ว นางยิ้มร่าพลางถามโจวเสาจิ่นว่าเมื่อวานนอนหลับสนิทหรือไม่ ห้องครัวทำซาลาเปาไส้ผักดอง ให้นางลองชิมดูว่าอร่อยหรือไม่ โดยไม่เอ่ยถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน

โจวเสาจิ่นเองก็ทำเสมือนกับว่าลืมไปแล้วเช่นเดียวกัน ยิ้มพลางสนทนากับฮูหยินผู้เฒ่ากัว

เรือค่อยๆ เริ่มออกตัวแล้ว

โจวเสาจิ่นหาโอกาสหนึ่งหันมองออกไปทางหน้าต่าง เห็นคุณหนูใหญ่ฟางยืนอยู่บนท่าเรือมองเรือที่ค่อยๆ แล่นออกไปไกลเรื่อยๆ ด้วยความผิดหวัง

นางลอบถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่ง รู้สึกดูแคลนฟางซินถงเล็กน้อย

เรื่องที่ตัวเองเป็นคนก่อก็ควรจะแก้ไขด้วยตัวเอง ผลักคุณหนูใหญ่ตระกูลฟางออกมาเช่นนี้หมายความอย่างไร

แต่ความคิดนี้ได้แต่เก็บซ่อนเอาไว้ในใจเท่านั้น

ตกกลางคืน พวกเขาแวะพักที่ท่าเรือเล็กๆ แห่งหนึ่งชื่อว่าอี้เฉียวซึ่งอยู่ห่างจากฉางโจวไปประมาณหนึ่งร้อยกว่าหลี่ ที่นั่นเจิ้งซื่อมาขอพบเฉิงฉือ

โจวเสาจิ่นตกตะลึง

นางคิดไม่ถึงว่าเจิ้งซื่อจะตามพวกเขามาตลอดทาง

แต่เฉิงฉือยังคงไม่ไปพบเขาเช่นเดิม

เจิ้งซื่อจึงจากไปอย่างผิดหวัง

พวกเขาจึงเดินทางอ่านอู๋ซีจนถึงซูโจวอย่างสงบสุขตลอดทาง

โจวเสาจิ่นไปอ่านตำราการเล่นหมากล้อมกับเฉิงฉือทุกวัน เข้ากับเฉิงฉือได้ดียิ่งนัก

ยิ่งอยู่นางก็ยิ่งมีความกล้ามากยิ่งขึ้น กล่าวกับเฉิงฉือว่า “ข้ารับปากท่านยาย ท่านป้าใหญ่และพี่สาวเอาไว้ว่าจะเอาของฝากจากท้องถิ่นกลับไปฝาก ถึงเมืองหังโจวแล้ว พวกเราไปเดินเล่นบนถนนสักหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ ข้าได้ยินคนพูดกันว่า เมืองหังโจวมีของมากมาย มีเพียงของที่เจ้าไม่รู้จักเท่านั้น ไม่มีของที่เจ้าหาซื้อไม่ได้…”

หลังจากที่เฉิงฉืออธิบายหมากเสร็จไปหลายตาแล้วก็ปล่อยให้โจวเสาจิ่นไปศึกษาด้วยตัวเอง ส่วนตนหยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาอ่านอยู่ข้างๆ

เขาได้ยินแล้วก็เงยหน้าขึ้นมา กล่าวว่า “ค่อยซื้อตอนพวกเราเดินทางกลับก็ยังไม่สาย เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้พวกเจ้าซื้อของไปทั่วทุกที่”

โจวเสาจิ่นนึกถึงรายการของขนาดยาวก่อนออกจากบ้านม้วนนั้นแล้ว ใบหูก็ร้อนฉ่า

เฉิงฉือสั่งการไหวซานว่า “เจ้าไปบอกคนเรือสักหน่อยว่าพวกเราจะไม่เข้าเทียบท่าที่เมืองเจียซิง ให้แล่นตรงไปยังเมืองหังโจวเลย”

โจวเสาจิ่นคำนวณวันแล้ว ถามขึ้นว่า “พวกเราจะพักอยู่ที่เมืองหังโจวกี่วันหรือเจ้าคะ”

“พวกเราจะตรงไปขึ้นเขาผู่ถัวเลย” เฉิงฉือกล่าวยิ้มๆ “ตอนเดินทางกลับพวกเราค่อยไปดูปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลงที่แม่น้ำเฉียนถังก็แล้วกัน!”

เช่นนี้ก็ได้ด้วยหรือ!

โจวเสาจิ่นหัวเราะออกมาอย่างประดักประเดิด

แต่เฉิงฉือประเมิณความดื้อรั้นของคนจากตระกูลฟางและตระกูลเจิ้งทั้งสองคนต่ำเกินไป

ไม่นานพวกเขาก็ตามมาจนถึงเมืองหังโจว

โจวเสาจิ่นกล่าว “จะไม่พบพวกเขาจริงๆ หรือเจ้าคะ จะดูไม่ค่อยดีหรือไม่เจ้าคะ!”

บางครั้งเฉิงฉือรู้สึกว่าการเล่นหมากตามตำราที่โจวเสาจิ่นพูดถึงเหล่านั้นไม่ได้ทำให้เขามีความรู้สึกสนใจเลย แต่ไม่รู้ว่าไปเอากระดานหมากมาจากที่ใด บางครั้งเมื่ออ่านหนังสือจนเหนื่อยแล้วก็จะจัดหมากบนกระดานให้อยู่ในด่านสุดท้ายตามตำราแล้วก็ลองทดสอบเดินหมากต่อจากนั้น ตอนนี้เขาก็กำลังเล่นหมากตามตำราอยู่ เมื่อได้ยินถ้อยคำของโจวเสาจิ่น เขากล่าวขึ้นโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นว่า “ข้าทำให้เจิ้งซื่อคืนเครื่องทอผ้าและแรงงานทอผ้าทั้งหมดมาให้ข้าได้หรือไม่ ในเมื่อทำไม่ได้ เช่นนั้นจะไปพบพวกเขาเพื่ออะไร ในเมื่อช่วยแก้ปัญหาอะไรไม่ได้อยู่แล้ว! ข้าไม่ได้มีเวลาไปฟังพวกเขาทะเลาะกัน!”

โจวเสาจิ่นได้ยินแล้ว ก็เหม่อลอยจมเข้าไปอยู่ในภวังค์

*****************************

ยามดอกวสันต์ผลิบาน

ยามดอกวสันต์ผลิบาน

ยามดอกวสันต์ผลิบาน
Status: Ongoing
ในยามที่ โจวเสาจิ่น เด็กสาวจากตระกูลโจวผู้แสนอ่อนหวานและว่านอนสอนง่ายถูกชายคนรักที่นางไว้ใจหักหลังคร่าชีวิต นางได้แต่ภาวนาร้องขอโอกาสที่จะได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง หากนางสามารถย้อนเวลากลับไปได้ นางจะหนีไปให้ห่างไกลจากบุรุษจอมเสแสร้งอย่างเขา นางจะไม่ปล่อยให้ตัวเองถูกย่ำยีอย่างน่าอดสู จะไม่ทำให้ตระกูลต้องอับอายขายขี้หน้า ไม่มีวันทำให้พี่สาวผู้แสนอ่อนโยนหัวใจแตกสลาย ขอแค่โอกาสอีกเพียงสักครั้ง… ดูเหมือนสวรรค์จะสดับฟังคำอธิษฐานก่อนสิ้นใจของนาง ท่ามกลางค่ำคืนอันแสนสงบปราศจากเค้าลางของพายุ โจวเสาจิ่นสะดุ้งตื่นขึ้นจากฝันร้ายและพบว่าตนได้ย้อนเวลากลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งราวปาฏิหาริย์ในร่างเดิมวัยสิบสองปี! ด้วยประสบการณ์อันขื่นขมที่นางได้เผชิญมาในชาติก่อน หญิงสาวตั้งปณิธานว่าจะต้องหาทางแก้ไขชะตาชีวิตของตนเองและของตระกูลในชาตินี้ให้ได้ ไม่มีอีกแล้วเด็กสาวที่ขี้ขลาดและอ่อนแอ แม้แต่ดอกไม้ก็ยังไม่กล้าเด็ดคนนั้น ได้เวลาที่นางต้องยืนหยัดลุกขึ้นสู้เพื่อตัวเองแล้ว

Comment

Options

not work with dark mode
Reset