ระบบสุ่มดวงชะตา ข้าจะเป็นอมตะ – บทที่ 470 สิบสามร่างจำลองเทพมาร

บทที่ 470 สิบสามร่างจำลองเทพมาร

หานเจวี๋ยไม่รู้ว่าการสาปแช่งอริยะมิ่งจีของตนสร้างความหวาดหวั่นแก่เหล่าอริยะเสียแล้ว

หลังสาปแช่งอริยะมิ่งจีเสร็จ เขาเริ่มยกระดับให้พลังวิเศษมรรคกระบี่ของตน ใช้เวลาเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น

หลังจากนั้นจึงเริ่มฝึกฝนร่างจำลองเสรีสุญญตา

เทพมารตนที่เก้า เทพมารสงคราม เจตจำนงแห่งสงคราม อาศัยเจตจำนงยกระดับตบะ ต่อสู้จนกว่าจะมอดม้วย

เทพมารตนที่สิบ เทพมารมรณะ มหามรรคแปลงปราณมรณะ ปราณมรณะกลืนกินปราณชีพ พิฆาตสรรพสิ่งให้วายชนม์

เทพมารตนที่สิบเอ็ด เทพมารลมหายใจพฤกษา ต้นกำเนิดแห่งพฤกษา พลังเวทกำเนิดแมกไม้ จองจำแดนสรวง

เทพมารตนที่สิบสอง เทพมารวิญญาณ ไร้รูปลักษณ์ กายวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ หนึ่งความคิดไร้ขอบเขต

เทพมารตนที่สิบสาม เทพมารจิตสังหาร จิตสังหารควบรวมเป็นมรรค ยิ่งจิตสังหารแกร่งกล้าเท่าไร มรรควิถีก็ยิ่งแข็งแกร่งเท่านั้น

หานเจวี๋ยใช้เวลาเก้าปีเพื่อปรับหลอมร่างจำลองเทพมารทั้งห้า

เมื่อร่างจำลองเทพมารสิบสามตนออกโรงพร้อมกัน จะโหดเหี้ยมไร้ปรานี

ร่างจำลองเทพมารที่หานเจวี๋ยครอบครองอยู่ในปัจจุบันนี้แบ่งออกเป็นเทพมารขุนพลสวรรค์ เทพมารนวอันธการ เทพมารวาตะวิปโยค เทพมารเงาไพศาล เทพมารฟ้ากระจ่าง เทพมารวารีแช่มช้อย เทพมารสิ้นแสง เทพมารสงคราม เทพมารมรณะ เทพมารลมหายใจพฤกษา เทพมารวิญญาณ เทพมารจิตสังหาร

เขาเริ่มใช้แบบจำลองการทดสอบ แม้จะเป็นการต่อกรกับครึ่งอริยะ เขาก็เสพสุขกับความรู้สึกที่ได้เป็นฝ่ายกดขี่อยู่ดี

ไม่ว่าพลังวิเศษของเจ้าจะมากมาย สมบัติวิเศษจะร้ายกาจมากแค่ไหน เมื่ออยู่ต่อหน้าสิบสามร่างจำลองเทพมารก็เป็นแค่มดปลวกเท่านั้น

หานเจวี๋ยลองท้าทายอริยะมรรคาสวรรค์ฝูซีเทียนดู

อืม ยังคงถูกสังหารอยู่ดี

แต่ในที่สุดก็มิใช่การถูกสังหารในเสี้ยววินาทีอีก หานเจวี๋ยรับมือได้เป็นเวลาสองช่วงลมหายใจ

ก้าวหน้ามากนัก

หานเจวี๋ยอารมณ์ดีนัก จึงตัดสินใจจะแสดงธรรมแก่เหล่าศิษย์

เขาเดินออกมาจากอารามเต๋า มุ่งหน้าไปที่ต้นฝูซัง

ด้วยตบะของเขา สามารถเคลื่อนย้ายไปที่ต้นฝูซังได้ทันที แต่เขาชอบการเดินเท้า ถือเป็นการเดินเล่นไปด้วย

เวลาผ่านมานานถึงเพียงนี้ เขตเซียนร้อยคีรีก็เปลี่ยนแปลงไปมากเช่นกัน บัววายุกระจ่างไร้ร่องรอยแพร่ไปทั่ว ดอกบัวเขียวชูช่อเหนือผืนดิน แผ่ปราณฟ้าประทานอันเข้มข้น

แมกไม้ในเขตเซียนร้อยคีรีล้วนเติบโตสูงใหญ่ ต้นที่สูงที่สุดสูงเกินร้อยจั้งแล้ว แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าต้นฝูซัง ล้วนดูราวกับดอกหญ้า

ปัจจุบันต้นฝูซังสูงหมื่นจั้งแล้ว ราวกับมหาพฤกษาสวรรค์ที่เก่าแก่ที่สุดในตำนาน

เมื่อหานเจวี๋ยเดินมาถึงหน้าต้นฝูซัง ศิษย์ทั้งหมดต่างมารวมตัวกันแล้ว

เผ่าปีศาจอย่างพวกเจียงอี้และไก่คุกรัตติกาลยังไม่กลับมา แต่หานเจวี๋ยรู้จากจดหมายว่าพวกเขาอยู่ร่วมกันราบรื่นดียิ่ง เป็นเพราะกลืนกินสัตว์ร้าย คุณสมบัติจึงมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด

รอจนพวกเขากลับมา คาดว่าทั้งหมดคงจะบรรลุถึงระดับจักรพรรดิเซียนแล้ว

ยุคสมัยแห่งสัตว์ร้าย เดิมทีก็เป็นงานเลี้ยงอันโอชะที่จัดเตรียมไว้สำหรับผู้ทรงพลังแห่งฟ้าดินกลุ่มแรกอยู่แล้ว

สิ่งมีชีวิตที่สามารถอยู่รอดจากยุคสมัยแห่งสัตว์ร้ายได้จะต้องมีความสามารถ ความแข็งแกร่งและทักษะการต่อสู้ที่แกร่งกล้าสุดขีดแน่นอน หากให้เวลาสักหน่อย การจะกลายเป็นผู้ทรงพลังแห่งปวงสวรรค์หมื่นโลกาย่อมมิใช่เรื่องยาก

หานเจวี๋ยเริ่มแสดงธรรม เสียงกังวานไปทั่วเขตเซียนร้อยคีรี ให้เผ่าเอกาได้รับฟังด้วย

หลังจากบรรลุระดับครึ่งอริยะ เสียงธรรมของหานเจวี๋ยนั้นแฝงมหาโชคยิ่งขึ้นไปอีก ระหว่างที่แสดงธรรมก็ยกระดับความรู้แจ้งของผู้สดับมรรคอย่างใหญ่หลวง มรรควิถีของพวกเขาลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทุกคนล้วนสัมผัสรับรู้ได้

การแสดงธรรมครั้งนี้ยาวนานยิ่งกว่าครั้งใดๆ ในอดีตที่ผ่านมา

หานเจวี๋ยแสดงธรรมถึงห้าสิบปีเต็ม

หลังแสดงธรรมจบ หานเจวี๋ยกลับอารามเต๋าเพียงลำพัง

ความจริงแล้วการแสดงธรรมแก่เหล่าศิษย์ ก็เท่ากับเขาได้แยกแยะมรรควิถีของตนไปด้วย นับว่าได้รับประโยชน์มหาศาล

‘ไม่แปลกใจเลยที่ผู้ทรงพลังเหล่านั้นชอบแสดงธรรม ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงน้ำใจแก่ผู้อื่นเท่านั้น ยังช่วยส่งเสริมพลังมรรคของตัวเองอีกด้วย’

หานเจวี๋ยยิ้ม จากนั้นจึงหลับตาฝึกบำเพ็ญต่อ

….

ป่าเขารกชัฏกันดาร หนอนยักษ์ขนาดใหญ่มโหฬารปานทิวเขาตัวหนึ่งกำลังเคลื่อนที่ไปด้านหน้า รูปร่างมันคล้ายตะขาบ ทว่าร้อยเท้ากลับคล้ายอุ้งเท้าสิงโต ยามที่เคลื่อนตัวจะบดอัดพื้นจนเป็นทางใหญ่สายหนึ่ง

คล้ายว่ามันกำลังหาอาหารอยู่จึงเดินๆ หยุดๆ

ในเวลานี้เอง แผ่นดินไหวถล่ม ปากที่อ้ากว้างสีแดงฉานพุ่งพ้นผืนดินออกมา กัดขย้ำหนอนยักษ์ตัวนี้ในคำเดียว โลหิตสาดกระจายเต็มพื้น

สัตว์ร้ายที่พุ่งทะลุดินออกมาตัวนี้ดูคล้ายกับหัวหมี มีตาแปดดวง กำลังกลอกกลิ้งไปในทิศทางที่ต่างกัน

ครืน!

สายลมกระโชกน่าพรั่นพรึงถาโถมลงมา กรงเล็บน่าผวาคู่หนึ่งโฉบทะลุหมู่เมฆ ตะครุบสัตว์ร้ายแปดตาเอาไว้ ลากออกมาจากดินทันที จากนั้นบินขึ้นไปเหนือเมฆ

“เคี้ยกๆๆ! ท่านไก่อย่างข้าได้กินอิ่มอีกมื้อแล้ว!”

เสียงหัวเราะที่หยิ่งผยองสุดขีดดังก้องฟ้า สัตว์ที่ตะครุบสัตว์ร้ายแปดตาไว้คือไก่ดำขนาดมหึมาตัวหนึ่ง

ไก่คุกรัตติกาล!

เมื่ออยู่ต่อหน้าไก่คุกรัตติกาล สัตว์ร้ายแปดตาดูเล็กจ้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

ไก่คุกรัตติกาลสยายปีกโผไกลพันลี้ เมื่อกระพือสองปีกก็หายลับไปจากเส้นขอบฟ้า

บนหลังไก่คุกรัตติกาลมีคนกลุ่มหนึ่งยืนอยู่ เป็นพวกเจียงอี้นั่นเอง

โลหิตสาดกระเซ็น เจียงอี้จำเป็นต้องสำแดงพลังวิเศษ สร้างโล่กำบังอันหนึ่งขึ้นมาป้องกันโลหิตที่สาดกระจาย

เจ้าใหญ่กล่าวด้วยความไม่พอใจ “ไก่เน่าตัวนี้ทำตัวเหิมเกริมเช่นนี้ทุกครั้ง จงใจทำสินะ!”

สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นมองไปที่จอมปีศาจคุกรัตติกาล เอ่ยว่า “เจ้าเป็นพี่ชายมันมิใช่หรือจัดการสิ!”

จอมปีศาจคุกรัตติกาลเอ่ยอย่างอารมณ์ไม่ดี “จัดการอย่างไร มันทำตัวโอหังยิ่งนักเสมอมา”

ราชามังกรสามหัวร้องขึ้นว่า “ควรถึงตาข้าบ้างแล้ว พวกเจ้าช่วยปิดล้อมโจมตีให้ข้าซะ!”

ทุกคนโหวกเหวกโวยวาย ผ่านไปครู่หนึ่ง ไก่คุกรัตติกาลก็กินสัตว์ร้ายแปดตาจนหมดเกลี้ยงแล้ว

“หืม ไม่น่าเชื่อว่าสัตว์ร้ายอย่างพวกเจ้าจะมีสติปัญญาด้วย”

เสียงหนึ่งพลันดังก้องฟ้าดินขึ้นมา สีหน้าเจียงอี้แปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย

เขาไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าอีกฝ่ายอยู่ที่ไหน

ผู้ทรงพลัง!

เจียงอี้เอ่ยเสียงดัง “ผู้อาวุโส พวกเรามิใช่สัตว์ร้าย”

หากเป็นเมื่อก่อน เจียงอี้คงหลุดปากด่าทอใหญ่โตแน่นอน แต่ยามนี้เผ่าเทพอีกาทองเกรงว่าจะสูญสิ้นไปแล้ว ผู้ทรงพลังที่เหลือรอดมาได้ต่างเป็นตัวตนที่เขาไม่อาจล่วงเกินได้ เขาจำเป็นต้องระมัดระวัง

“มีอีกาทองเสียด้วย คุณสมบัติไม่เลวเลย พวกเจ้าทั้งหมดจงเข้ามาอยู่ใต้อำนาจข้าเสียเถิด!”

ผู้ทรงพลังลึกลับคนนั้นเอ่ยกลั้วหัวเราะ จากนั้นขอบฟ้าก็พลันมืดลง ปรากฏเป็นพายุโหมน่าสะพรึงลูกหนึ่ง กวาดม้วนพวกเขาทั้งหมดขึ้นสู่ท้องฟ้า

พวกเจียงอี้เงยหน้ามอง ปรากฏเป็นปากแขนเสื้อขนาดมโหฬารข้างหนึ่งขึ้นที่ขอบฟ้า บดฟ้าบังตะวัน ยากจะคาดเดาขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางได้

พวกเขาอยากหนี แต่ถูกพลังเวทอันแข็งแกร่งสะกดข่มเอาไว้ ไม่อาจดิ้นรนได้

ในไม่ช้า พวกเขาก็ถูกกวาดม้วนเข้าสู่แขนเสื้อ

….

ณ เขตเซียนร้อยคีรี

นับตั้งแต่สิ้นสุดการแสดงธรรมเวลาก็ผ่านไปแปดปีแล้ว

เหล่าศิษย์ไม่น้อยยังคงอยู่ในสภาวะตระหนักมรรค ยังคงไม่ได้สติกลับมา

หานเจวี๋ยกำลังฝึกบำเพ็ญอยู่ จู่ๆ ก็สัมผัสได้มีคนใช้วิชาอัญเชิญเทพ

เขานับนิ้วทำนาย ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไก่คุกรัตติกาล

ผ่านมานานจนป่านนี้ เป็นครั้งแรกที่ไก่คุกรัตติกาลใช้วิชาอัญเชิญเทพ หรือว่าจะเกิดเรื่องแล้ว

ถึงแม้ใต้หล้าจะไร้สงครามแล้ว หานเจวี๋ยก็ยังใช้ระบบวิวัฒนาการด้วยความระแวง ‘หากข้าไป จะมีอันตรายหรือไม่’

[จำเป็นต้องหักอายุหนึ่งพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ดำเนินการต่อ!

[ขณะนี้ยังไม่มี]

หานเจวี๋ยถอนหายใจ กระตุ้นสมบัติวิเศษทั้งหมดในร่างทันที หยินหยางพิทักษ์ตะวันจันทราแผ่นแสงแห่งเทพออกมา ครอบคลุมร่างเขาเอาไว้

เขาลุกขึ้น เดินเข้าสู่คลื่นวนสีดำ

อีกด้านหนึ่ง

เจียงอี้ ไก่คุกรัตติกาลและพวกจอมปีศาจคุกรัตติกาลถูกขังไว้ในพื้นที่มิติแห่งหนึ่ง พื้นราวกับหยก ขอบพื้นที่มิติมืดสนิท ไม่อาจมองเห็นทางออกได้

เมื่อเงยหน้ามอง จะเห็นช่องรับแสงช่องหนึ่ง เพียงแต่มีกระแสไฟฟ้าแลบแปลบปลาบ

ไก่คุกรัตติกาลมองคลื่นวนสีดำที่อยู่ตรงหน้าด้วยความกังวล

“นายท่านจะมาหรือไม่นะ” ไก่คุกรัตติกาลพึมพำกับตัวเอง

เวลานี้เอง แสงเจิดจ้าส่องวาบออกมาจากคลื่นวนสีดำ หานเจวี๋ยก้าวเท้าออกมา

ฝูงชนตื่นเต้นปรีดา พากันคุกเข่าคารวะหานเจวี๋ย

หานเจวี๋ยตรวจหาศัตรูที่แข็งแกร่งในบริเวณรอบข้างทันที

[ท่าเทียนเกอ: เซียนทองต้าหลัวระยะสมบูรณ์ เซียนแห่งนิกายฉ่าน]

………………………………………………………………

ระบบสุ่มดวงชะตา ข้าจะเป็นอมตะ

ระบบสุ่มดวงชะตา ข้าจะเป็นอมตะ

ระบบสุ่มดวงชะตา ข้าจะเป็นอมตะ
Score 9.8
Status: Ongoing
อ่านระบบสุ่มดวงชะตา ข้าจะเป็นอมตะเนื่องจากชาติก่อนเป็นโรครักษาไม่หาย ตายก่อนวัยอันควร เมื่อได้กลับมาเกิดใหม่ในแดนบำเพ็ญเซียน เขาจึงมีเป้าหมายเดียว... ชีวิตอมตะ! หานเจวี๋ยพบว่าตนเองมีระบบของเกมวิถีชีวิตอยู่กับตัว หลังจากใช้เวลากว่าสิบเอ็ดปี ในที่สุดก็สุ่มได้ดวงชะตาและรากวิญญาณชั้นเลิศจากระบบ ทำให้เขาสามารถเข้าสู่วิถีแห่งการบำเพ็ญเซียนได้อย่างมั่นใจ เพื่อเป้าหมายการมีชีวิตเป็นอมตะ เขาตัดสินใจฝึกฝนเงียบๆ เก็บเนื้อเก็บตัว ไม่ให้เป็นจุดสนใจ กระทั่งพันปีต่อมา แดนบำเพ็ญเซียนเปลี่ยนไปยุคแล้วยุคเล่า เมื่อเทพเซียนจะชำระล้างโลกมนุษย์ หานเจวี๋ยไม่อาจไม่ลงมือ ยามนั้นเขาจึงเพิ่งค้นพบว่า... เทพเซียนมันก็แค่นี้เอง!

Comment

Options

not work with dark mode
Reset