ราชาเหนือราชัน – ตอนที่ 11 : เจ้านี่มันช่างอวดดีนัก!

เหลาอาหารของตำหนักยุทธ์ ตั้งอยู่ใจกลางระหว่างชั้นนอกและชั้นใน เป็นเหลาอาหารเพียงแห่งเดียวของตำหนักยุทธ์ซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว่าสี่พันตารางเมตร มีห้าชั้นซึ่งรองรับผู้คนหลากหลายประเภท

ชั้นที่หนึ่งถึงสามนั้นจะรองรับเหล่าศิษย์ชั้นนอก เหล่าศิษย์ชั้นในและผู้ดูแลทั่วไป ชั้นสี่และห้าจะรองรับศิษย์ส่วนตัว ผู้ดูแลระดับสูงและผู้อาวุโส จากจุดนี้จะเห็นได้ว่าสถานะของศิษย์ส่วนตัวนั้นเกินกว่าผู้ใดจะจินตนาการถึง

หลังจากโค่นโกวจื่อและเหล่าสมุนของเขาลงแล้ว เซี่ยงเส้าหยุนวิ่งตรงไปยังเหลาอาหาร ตรงไปยังตำแหน่งของผู้ดูแลเหลาอาหารและกล่าวเสียงดัง “ผู้ดูแลร้าน ข้าขอไวน์หนึ่งเหยือก เนื้อสัตว์สามชนิด ข้าวสี่ถ้วยและเครื่องเคียงห้าอย่างเป็นการด่วน นายน้อยผู้นี้กำลังจะอดตายแล้ว!”

ผู้ดูแลเหลาอาหารหัวเราะและตอบกลับ “ตกลง! นั่งก่อนเถิด อาหารจะมาในอีกชั่วครู่”

เซี่ยงเส้าหยุนได้นั่งลงบนเก้าอี้ที่นั่งสบายภายในเหลาอาหารที่กว้างขวาง ในเวลานี้ มีผู้คนไม่มากภายในเหลาอาหารคงจะเป็นเพราะยังไม่ถึงเวลาอาหารเย็น สักครู่บริกรจึงได้นำจานและไวน์มาวางอย่างรวดเร็ว

“ขอคุณลูกค้า จงสำราญกับมื้ออาหารขอรับ” บริกรกล่าวอย่างสุภาพขณะที่วางอาหารลงบนโต๊ะ

ด้วยไม่คิดตอบสนองใดต่อบริกร เซี่ยงเส้าหยุนกลืนอาหารลงราวกับสิงโตที่หิวโหย ประหนึ่งภูตผีหิวโซเสียจริง การกินอาหารของเขารวดเร็วมากจนทำให้ผู้ที่พบเห็นต้องหวาดหวั่น

ภายในพริบตาเดียว ข้าวเต็มจานสี่จาน เครื่องเคียงสามอย่างและเนื้อสัตว์ทั้งสามได้ลงไปอยู่ในกระเพาะของเซี่ยงเส้าหยุนเรียบร้อย หลังจากนั้นเขาถือเหยือกไวน์ขึ้นและกระดก โดยตรง ความรู้สึกยินดีอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนเติมเต็มความเป็นอยู่ ทำให้เขารู้สึกสบายใจอย่างมาก

“เยี่ยมยอด นี่สิชีวิตที่แท้จริง” เซี่ยงเส้าหยุนกล่าวอย่างไม่อาจควบคุมตนเอง ตั้งแต่ที่เขาเกิดจนกระทั่งวันนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาต้องประสบกับความอดอยากถึงเพียงนี้ แม้เป็นช่วงเวลาหลายเดือนที่เขาหลบหนีก็มิอาจเทียบวันนี้

เซี่ยงเส้าหยุนเริ่มนึกถึงเวลาที่เขาได้สวมอาภรณ์หรูหราและกินอาหารเลิศรสซึ่งเหมาะกับผู้ที่เป็นเซียนซึ่งดีกว่าอาหารที่นี่เป็นสิบเท่า! ไม่ว่าเขาจะกินอะไรเขาก็จะตอบแทนคนรับใช้ของเขาเสมอ ตอนนั้นช่างเป็นเวลาที่สุขสันต์เสียจริง!

ตอนนี้แม้เซี่ยงเส้าหยุนจะไม่สามารถย้อนเวลากลับไปยังเวลาเหล่านั้นได้อีก แต่มันก็ทำให้เขาเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าอาหารนั้นสำคัญสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ระดับต่ำถึงเพียงใด ผู้ที่ตรากตรำทำงานอย่างหนักนั้นย่อมหวงแหนข้าวทุกเมล็ด

“จากนี้ไป เราจะหวงแหนทุกสิ่งที่มี คงมิอาจใช้จ่ายสิ้นเปลืองได้อีกต่อไป” เซี่ยงเส้าหยุนพึมพำกับตนเอง หลังจากวันนี้เขาได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงด้านที่โสมมของผู้คน ในขณะเดียวกันเขาก็ได้รับบทเรียนมากมายจากวันนี้

“เจ้าเด็กนี่เป็นใครกัน? ดูความเร็วที่เขากินนั่นสิ ไม่แปลกใจเลยถ้าหากเขาเป็นร่างสถิตของภูตผีที่หิวโหย!” ผู้คนที่นั่งใกล้ ๆ เขาอ้าปากค้างเมื่อเห็นภาพที่เส้าหยุนเขมือบอาหารอย่างรวดเร็ว

“ไม่อยากจะเชื่อ ข้าเคยเห็นเขามาก่อน เขาอาจจะเป็นหนึ่งในศิษย์จากตำหนักชั้นนอกที่กำลังหิวโหยและมาเพื่อกินอาหารฟรีที่นี่งั้นรึ?” เขาตอบกับผู้ร่วมโต๊ะอาหาร

“เหอะเหอะ เป็นไปได้ สงสัยนักว่าจะเกิดเรื่องขึ้นหรือไม่? หากลงมือ เช่นนั้นเจ้าหนูนี่คงจะถึงคราวเคราะห์” บุคคลแรกที่เริ่มการสนทนาได้กล่าวออก

“แน่นอน นับตั้งแต่ที่เขากินแล้วไม่คิดจะจ่าย เจ้านั่นต้องอยู่ที่นี่และช่วยเหลาอาหารล้างจานไปเป็นเดือน ๆ! แม้ว่าหนึ่งเดือนอาจจะดูเหมือนว่าไม่ได้ยาวนานนักแต่เขาจะพลาดสิ่งต่าง ๆ ของผู้ฝึกยุทธ์ระหว่างนั้น มันจะยิ่งเพิ่มช่องว่างระหว่างเขาและสหายร่วมรุ่น!” พวกเขายังคงพูด

พิจารณาจากเครื่องแต่งกาย เหล่านี้สมควรเป็นศิษย์ชั้นใน พวกเขาหาได้เกรงกลัวคำกล่าวที่เอ่ยออกไปไม่ ทั้งยังเผยน้ำเสียงเหยียดหยัน วันก่อนแม้เซี่ยงเส้าหยุนสั่นสะท้านทั้งตำหนักยุทธ์ ทว่าก็ไม่ใช่ทุกคนจะรู้จักเขา

อย่างไรแล้ว ศิษย์ชั้นในมักจะออกไปศึกษายังสถานที่อื่นที่อยู่ภายนอก หรือไม่ก็เก็บตัวทำสมาธิ มีเพียงไม่กี่คนที่ได้ยินเรื่องราวที่เซี่ยงเส้าหยุนสร้างปรากฏการณ์ห้าดวงดาวส่องสว่างบนท้องฟ้า มิเช่นนั้นพวกเขาคงไม่มานั่งดูถูกเซี่ยงเส้าหยุนแบบนี้เป็นแน่

เซี่ยงเส้าหยุนได้ยินทุกคำที่พวกเขากล่าวออกมาอย่างทว่า เขาไม่เก็บพูดผู้อื่นมาใส่ใจ เขาเร่งรีบดื่มไวน์ให้หมดก่อนจะเรียกบริกรมาเพื่อชำระเงิน

“เรียนคุณลูกค้า ราคาที่ท่านต้องจ่ายคือสิบแต้ม โปรดแสดงแผ่นหยกของท่านเพื่อใช้จ่ายด้วยขอรับ” บริกรกล่าวอย่างสุภาพ แม้ว่าดวงตาของเขาจะทรยศต่อความสงสัยที่มี แม้แต่บริกรเองก็ยังคิดว่าเด็กหนุ่มเป็นเพียงผู้ที่มาจากสวนชั้นนอกเพื่อมากินโดยที่ไม่จ่ายเงิน เมื่อสังเกตถึงสายตาที่บริกรมองเขา เซี่ยงเส้าหยุนจึงหยิบแผ่นหยกออกมาแล้วกระแทกมันที่โต๊ะ

ป้าบ!

“เอาไป” เซี่ยงเส้าหยุนกล่าวอย่างไม่หวั่นเกรง

ผู้ฝึกยุทธ์จะต้องมีความกล้าที่ไม่จะยอมแพ้ ไม่มีใครจะสามารถทำลายมันได้ นี่เป็นคำพูดที่พ่อของเขาสอนมาตลอด บริกรผู้นี้หาได้คิดไม่ว่าเซี่ยงเส้าหยุนจะมีแผ่นหยกกับตัว เมื่อทดสอบแผ่นหยกก็ต้องร้องออกมาด้วยความตกตะลึง “ นะ-นี่มันคือแผ่นหยกที่ได้รับมาจากหอคอยแห่งขีดจำกัด!”

“เกิดอะไรขึ้น? มันมีปัญหาอะไรงั้นหรือ?”เซี่ยงเส้าหยุนตะคอกถามกลับ

“เปล่าขอรับ ไม่ได้มีปัญหาอันใดเลย เนื่องจากท่านครอบครองแผ่นหยกจากหอคอยแห่งขีดจำกัด ท่านได้รับส่วนลบถึงสี่ในสิบจากการเรียกเก็บ ดังนั้นท่านจะต้องจ่ายเพียงหกแต้มเท่านั้นขอรับ!” ท่าที่ของบริกรแปรเปลี่ยนกลับด้าน น้ำเสียงของเขาแสดงถึงความเคารพ

กับศิษย์ผู้ซึ่งก้าวข้ามขีดจำกัดของตน อนาคตอันกว้างใหญ่ย่อมรอคอยอยู่เบื้องหน้า ตัวตนเช่นนี้ไม่ใช่อะไรที่บริกรเหลาอาหารจะยั่วยุได้

“เคยมีอะไรแบบนี้ด้วย? ก็ไม่เลวนัก” เซี่ยงเส้าหยุนหัวเราะอย่างไม่แยแส

หลังจากที่การชำระเงินเสร็จสิ้น บริกรได้ยื่นแผ่นหยกคืนแก่เซี่ยงเส้าหยุนแล้วกล่าวด้วยความเคารพ “โปรดเก็บมันไว้อย่างดีด้วยขอรับ นายน้อย”

คำเรียกขานจากลูกค้ากลายเป็นนายน้อยนั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

เซี่ยงเส้าหยุนหัวเราะเสียงดังก่อนจะกล่าว “ภายหน้า ก่อนจะอวดโอ่ตนเอง จงจำเอาไว้ว่าแม่น้ำไหลไปทางทิศตะวันออกถึงสามสิบปีและไปทางตะวันตกอีกสามสิบปี ใครจะบอกได้บ้างว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?”

“เข้าใจแล้วขอรับ” บริกรตอบกลับทันที

คำพูดของเซี่ยงเส้าหยุนได้เข้าหูเหล่าศิษย์ชั้นในที่อยู่ใกล้ ทำให้พวกนั้นรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก ราวกับกำลังตอบโต้ทุกสิ่งที่พวกตนเคยกล่าวออกมาก่อนหน้านี้

“ก็เพียงเด็กน้อยระดับพื้นฐานขั้นหกถึงกับกล้ากล่าววาจาเช่นนี้? แต่ก็นะ ข้าไม่คิดหรอกว่าเจ้าจะแย่งชิงตำแหน่งศิษย์ชั้นในได้อีก”

เซี่ยงเส้าหยุนหันมองศิษย์ชั้นในที่เข้ามากล่าว “อะไรที่เจ้าคิดว่าจะขวางเส้นทางเบื้องหน้าของข้า?”

“แท้จริงแล้วนามข้าคือหวังหยาง!” ศิษย์ชั้นในตอบกลับอย่างภาคภูมิประหนึ่งนกยูงรำแพน

หวังหยางนั้นเป็นหนึ่งในสิบห้าอันดับแรกของเหล่าศิษย์จากชั้นใน อาศัยเพียงเรื่องนี้ก็มีความสามารถในการหยุดยั้งความก้าวหน้าของเหล่าศิษย์ชั้นนอก

ต้องทราบว่าความแตกต่างระหว่างศิษย์ชั้นนอกและชั้นในนั้นต่างกันฟากฟ้าและแดนดิน ศิษย์ชั้นในทุกผู้คนคือผู้ซึ่งควบแน่นพลังดวงดาวสำเร็จแล้ว พวกเขาได้ไปถึงจุดที่ขัดเกลากำลังสู่พลังปราณ และแยกนำพลังดวงดาวออกจากร่างกาย เป็นผลให้พวกเขามีความสามารถต่อสู้แข็งกล้า

คิดจัดการกับศิษย์ชั้นนอกไม่ต่างอะไรกับศิษย์ชั้นในที่เดินเล่นในสวน ยิ่งสิบห้าอันดับแรกจึงไม่ควรกล่าวถึง ขณะนี้ใกล้เวลาอาหารค่ำ ศิษย์มากมายต่างเริ่มไหลหลั่งมายังเหลาอาหาร ทันทีเมื่อก้าวเท้าเข้ามาจึงได้ยินหวังหยางโต้เถียงกับศิษย์นอก ด้วยไม่คิดอยากพลาดเรื่องสนุก ดังนั้นจึงอดไม่ได้ที่จะเข้าไปใกล้

“หวังหยาง….” เซี่ยงเส้าหยุนพึมพำอย่างงุนงง

“เหอะ เพื่อให้เจ้ารู้จักหวั่นเกรง! ถ้าหากเจ้ามีสำนึกเช่นนั้นจงมาตรงนี้แล้วกล่าวขอขมา! โอ้ อย่าลืมเอาแต้มทั้งหมดของเจ้ามาให้ข้าด้วย มิเช่นนั้น…” หวังหยางกล่าวอย่างเย่อหยิ่ง

ก่อนที่จะกล่าวจนจบ เซี่ยงเส้าหยุนเริ่มอุดหูของเขาและตอบอย่างไม่แยแส “ข้าไม่เห็นจะได้ยินอะไรเลย”

การกระทำและคำกล่าวของเซี่ยงเส้าหยุนยั่วยุเต็มขั้น มันฝากความรู้สึกขื่นขมอยู่ในปากหวังหยาง กับเขาผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในสิบห้าอันดับแรกของศิษย์ชั้นใน ถูกหยามเหยียดเพียงนี้โดยศิษย์ชั้นนอก มันไม่ต่างอะไรกับตบตรงเข้าที่ใบหน้า

I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน

I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน

我不是大魔王
Score 7.8
Status: Ongoing Released: 2019 Native Language: Chinese
อ่านนิยายเรื่อง I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน เรื่องย่อ นครขอบนภา เมืองอู่ ตำหนักยุทธ์ ตำหนักยุทธ์คือสถานที่ในเมืองอู่ ที่ได้คัดเลือกผู้ฝึกยุทธ์จากต่างเมืองมาเป็นลูกศิษย์ ทุกฤดูใบไม้ผลิ จะมีการคัดเลือกลูกศิษย์หน้าใหม่ เพราะเหตุนั้น บุตรหลานและผู้เยาว์จากหลากหลายหมู่บ้านใกล้เคียง ต่างก็หลั่งไหลกันมาเพื่อเข้ารับการทดสอบเข้าตำหนักยุทธ์ พวกเขาต่างมาแสวงหาซึ่งกำลัง ในปีนี้ การคัดเลือกเป็นลูกศิษย์ของตำหนักยุทธ์ ได้สิ้นสุดลงไปแล้ว วันนี้ได้มีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่แต่งตัวราวกับบัณฑิตได้ยืนอยู่ตรงหน้าประตูหลักของตำหนักยุทธ์ อ้อนวอนขออนุญาตเพื่อให้ได้เข้าไป เด็กหนุ่มผู้นี้น่าจะมีอายุราวสิบห้าถึงสิบหกปีและมีคุณสมบัติที่ผ่านการขัดเกลามาอย่างดี เป็นเด็กหนุ่มที่มีใบหน้าที่หล่อเหลาเจิดจ้า ข้อบกพร่องคือร่างกายมีรูปร่างที่ผอมและเสื้อผ้าของเขาก็ขาดรุ่งริ่งราวกับผ่านพ้นอะไรมามากมาย ไม่ต่างกับบัณฑิตผู้ยากไร้ “เจ้าหนุ่ม ข้ากล่าวไปหลายครั้งแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดเจ้ายังดื้อรั้นอยู่อีก? ช่วงเวลาที่ตำหนักยุทธ์ได้คัดเลือกเหล่าลูกศิษย์ได้เสร็จสิ้นไปแล้ว ถ้าหากเจ้าอยากจะเข้าร่วมตำหนัก เจ้าจงรอฤดูใบไม้ผลิครั้งหน้าและจงกลับมาอีกครั้งหนึ่ง” ทหารยามที่ยืนเฝ้าสังเกตการณ์ข้างหน้าตำหนักได้กล่าวต่อสักคำหนึ่งกับเด็กหนุ่มราวกับใกล้จะหมดความอดทน ทหารยามอีกคนหนึ่งเผยท่าทีดุร้ายจับจ้องประหนึ่งคมมีดไปยังเด็กหนุ่มพร้อมตะคอกใส่ “เจ้ามาที่นี่ก็สามวันแล้ว หากเจ้ายังไม่ไปให้พ้นจากตรงนี้ อย่าหาว่าพวกข้าไม่เตือนนะ” ทหารยามทั้งสองเชี่ยวชาญในการรับมือกับบุคคลที่ไร้ยางอายที่จะคิดเข้าไปให้ได้ เด็กหนุ่มเผยรอยยิ้มเจิดจ้าและหัวเราะ พูดว่า “พี่ชายทั้งสองอย่าทำเช่นนี้เลยข้า เซี่ยงเส้าหยุนเป็นอัจฉริยะที่พบเห็นได้ในรอบร้อยปี! ตราบใดที่พวกท่านอนุญาตให้ข้าเข้าไปข้างใน ข้าก็จะได้เป็นลูกศิษย์ของตำหนักยุทธ์อย่างแน่นอน ไม่เพียงเท่านั้นนะ ข้ายังจะเป็นลูกศิษย์ที่เลิศล้ำที่สุดในประวัติศาสตร์ของตำหนักยุทธ์! และเมื่อนั้นข้าจะไม่ลืมบุญคุณของท่านทั้งสองเลย” “ไร้สาระ! เรียกตัวเองว่าอัจฉริยะในรอบร้อยปีงั้นรึ? มองดูรูปร่างผอมบางของเจ้าก่อนไหม? ข้าเดิมพันว่าเจ้ารับหมัดของข้าไม่ได้ด้วยซ้ำ!” ทหารยามเผยสายตาดุร้ายขณะที่เขาตวาดเด็กหนุ่มพร้อมปล่อยหมัดออกไป ขณะที่หมัดกำลังเข้าใกล้ เด็กหนุ่มที่เรียกตัวเองว่าเซี่ยงเส้าหยุนตะโกนขึ้น “หยุดนะ” ดูเหมือนว่าเสียงร้องของเซี่ยงเส้าหยุนจะได้ผล มีพลังอำนาจบางอย่าง ราวกับว่าเขาคือบุคคลที่คนนับหมื่นจะต้องตกอยู่ภายใต้ตัวเขา ทหารยามผู้ที่มีสีหน้าดุดันเหม่อมองชั่วขณะหนึ่ง ดูเหมือนจะมีบางสิ่งที่แปลกประหลาดจากตัวเด็กหนุ่ม แรงกดดันมหาศาลที่อธิบายไม่ได้ที่ฉายผ่านดวงตาที่มองมา ถึงแม้ว่าทหารยามยังคงเย้ยหยันอย่างเย็นชา “กลัวแล้วงั้นรึ? งั้นก็ไสหัวไปซะไม่อย่างนั้นวันนี้จะต้องได้เห็นดีกันแน่” “นี่มันช่างน่าขัน นายน้อยผู้นี้ได้พบเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ใยจึงต้องหวาดกลัวด้วยเล่า?” เซี่ยงเส้าหยุนคิดกับตัวเอง แต่ทว่าท่าทียังคงชวนสงสารเวทนา เขาเผยรอยยิ้มอีกครั้งและพูดว่า “ดูสิ่งนี้สิ!” ในมือของเขาปรากฎชิ้นส่วนหินที่ส่องแสง หินก้อนนั้นดูบริสุทธิ์และไร้มลทิน ผู้ใดพบเห็นย่อมต้องตกตะลึง ทหารยามหวาดระแวงที่จะจ้องมองหินก้อนนั้น เมื่อมองให้ดี สีหน้าของเขาดูเปลี่ยนไปราวกับว่ามีบางสิ่งกำลังจะเกิดขึ้น เซี่ยงเส้าหยุน หัวเราะ “ฮี่ฮี่ อยากได้ใช่มั้ยล่ะ? ถ้าเกิดว่าให้คุณชายคนนี้ได้เข้าสู่ตำหนัก เจ้าเศษหินนี่…” เพี๊ยะ! ก่อนที่เซี่ยงเส้าหยุนจะพูดจบ ทหารยามได้ฟาดฝ่ามือใส่เขา หินส่องแสงโดนตบหลุดไปจากมือของเซี่ยงเส้าหยุน “เจ้ากล้าดียังไงถึงได้ใช้หินขยะนี่มาติดสินบนข้า! ข้าคิดว่าถ้าเจ้าไม่ได้เห็นโลงศพ เจ้าก็จะไม่มีวันหลั่งน้ำตาสินะ” ทหารยามยกหมัดขวาเข้าใส่เซี่ยงเส้าหยุนและกำลังจะต่อยไปยังใบหน้าของเด็กหนุ่ม “เวรเอ้ย ข้าจะเจอคนมีตาแต่หามีแววไม่อีกเท่าไหร่กัน” เซี่ยงเส้าหยุนก่นด่าตัวเขาเอง เขาหลับตาลงโดยที่ไม่ต้องทะเลาะเพราะรู้ว่าตัวเขาเองไม่มีทักษะที่จะต้านรับมันได้ ขณะที่กำปั้นกำลังจะเข้าไปทักทายใบหน้าของเด็กหนุ่ม ก็มีเสียงทุ้มลึกและดุดัน ดังขึ้น “หยุดเดี๋ยวนี้!”

Comment

Options

not work with dark mode
Reset