ราชาเหนือราชัน – ตอนที่ 13 : ความสามารถเรียนรู้และท้าทายสวรรค์

การพุ่งของหมัดพลังปราณคือการรวบรวมความแข็งแกร่งทางกายภาพไปยังหมัดเดียว แล้วปล่อยหมัดที่เต็มไปด้วยพลังของสัตว์อสูรออกไป สิ่งนี้ถูกจัดให้ไปวิทยายุทธ์ระดับที่หนึ่ง หากผู้ฝึกยุทธ์สามารถปล่อยหมัดพลังปราณได้ ความแข็งแกร่งของเขาจะเพิ่มขึ้น ‘ยี่สิบห้า’ถึง ‘ห้าสิบ’ กิโลกรัมเลยทีเดียว ซึ่งเป็นประโยชน์โดยเฉพาะของการฝึกฝนวิทยายุทธ์นี้

ผู้ฝึกยุทธ์ระดับพื้นฐานต่างฝึกฝนวิทยายุทธ์และจะประลองกับผู้ที่มีระดับเทียบเท่าตน ผู้ที่ได้เปรียบด้านพละกำลังนั้นจะมีความต่างของพลังมากถึงห้าสิบกิโลกรัม ซึ่งจะเป็นปัจจัยชี้ขาดในการประลองได้

ด้วยทำจิตใจให้สงบ เซี่ยงเส้าหยุนจดจำทั้งวิธีฝึกฝนการปล่อยหมัดพลังปราณและภาพที่แกะสลักบนผิวศิลาที่แสดงให้เห็นถึงกระบวนท่าที่ใช้ฝึกวิทยายุทธ์ เขาไม่ได้เริ่มฝึกฝนการปล่อยหมัดพลังปราณในทันทีแต่กลับเริ่มเดินไปยังศิลาที่สองแทน วิชาที่ถูกเก็บไว้ที่นี่คือวิชาลูกเตะ

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นวิทยายุทธ์ระดับหนึ่งเท่านั้น ลูกเตะวายุหมุนผู้ฝึกจะมุ่งเน้นไปที่การฝึกฝนที่ขา วิชานี้จะไม่มีผลลัพธ์ในการเพิ่มพลังเหมือนกับวิชาหมัดพลังปราณ แต่มันจะเพิ่มความรวดเร็วให้แก่ลูกเตะของผู้ฝึก ดั่งนามแท้ของมัน “วายุหมุน” สิ่งนี้จะทำให้คู่ต่อสู้ตามลูกเตะนี้ได้อย่างยากลำบาก

อีกครั้งหนึ่ง เซี่ยงเส้าหยุนจดจำทั้งสองสิ่งและที่แกะสลักไว้ภายในพริบตาเดียว ถ้าหากมีผู้ใดพบว่าสิ่งที่เซี่ยงเส้าหยุนสามารถจดจำเทคนิคอย่างสมบูรณ์นั้นเพียงแค่เขามองคร่าว ๆ พวกเขาคงจะตกใจเป็นอย่างยิ่ง

หลังจากที่เขาจดจำลูกเตะวายุหมุนแล้ว เซี่ยงเส้าหยุนเดินไปยังศิลาอีกแผ่นเพื่อดูวิทยายุทธ์ เป็นอีกครั้งที่เขาจ้องมองศิลาเพียงครู่เดียวแล้วจึงย้ายไปศิลาถัดไป ในหนึ่งชั่วโมง เขาได้จดจำวิทยายุทธ์ทั้งห้าที่อยู่ภายในศิลาอย่างละเอียด ซึ่งประกอบด้วย หมัดพลังปราณลูกเตะวายุหมุน ฝ่ามือแยกเมฆา ดาบสามปฏิวัติ และวิชาผ่าทลายภูผา เหล่านี้คือห้าวิทยายุทธ์ระดับที่หนึ่งซึ่งแตกต่างกัน

เหล่าผู้ดูแลตำหนักมักจะแนะนำเหล่าศิษย์ว่าห้ามฝืนเกินตน ดังนั้นจึงให้ฝึกฝนเพียงแค่สามวิชาพร้อมกัน แต่สำหรับเซี่ยงเส้าหยุนนั้นมันยังไม่พอ ดูเหมือนเขาต้องการจะเรียนรู้ทั้งห้าวิชาในทีเดียว!

หลังจากเรียนรู้จนครบ เซี่ยงเส้าหยุนออกจากโถงวิทยายุทธ์และมุ่งหน้ากลับไปยังที่พักของเขา ตลอดเวลาที่เขาอยู่ที่นี่จื่อฉางเหอเคยมอบคัมภีร์การทำสมาธิให้กับเขาเพียงหนึ่งเล่ม ก่อนจะโยนเซี่ยงเส้าหยุนเข้ามาฝึกยุทธ์กับเหล่าศิษย์ชั้นนอก อย่างไรก็ตามหากมีสิ่งหนึ่งที่เขาจัดการให้คือเตรียมที่พักที่ดีเยี่ยมให้แก่เซี่ยงเส้าหยุน

เซี่ยงเส้าหยุนได้พักผ่อนอยู่ในที่เงียบสงบและสวยงาม ซึ่งแยกออกจากเหล่าศิษย์คนอื่น มีเพียงศิษย์ส่วนตัวเท่านั้นที่มีสิทธิ์จะได้อาศัยอยู่ที่นี่ หลังจากที่เขากลับไปยังลาน เขาได้คิดกับตัวเองอยู่เงียบ ๆ ‘เป็นสิ่งดีที่ศิษย์พี่ผู้เย็นชาของข้ายังพอมีความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่ในตัวเขาบ้าง!’

ด้วยความโดดเดี่ยวเซี่ยงเส้าหยุนสามารถมุ่งเน้นไปที่การฝึกฝนวิทยายุทธ์ได้อย่างเต็มที่ เขาละทิ้งความกังวลที่สะสมมาตลอดทั้งวัน นั่งเงียบ ๆ ในที่ของตน ภายในใจปรากฏภาพ หมัดพลังปราณตามด้วยลูกเตะวายุหมุน เมื่อทำเช่นนี้ภาพวิทยายุทธ์ทั้งห้าจึงได้ฝังรากลึกภายในจิตใจของเขา

“หมัดพลังปราณ ผู้ใช้จะต้องรวมรวมความแข็งแกรงไปยังหมัด การดึงแรงสนับสนุนของท่วงท่าเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของหมัด เมื่อเข้าถึงระดับที่ท่วงท่าของหมัดใกล้เคียงกับพลังปราณ!” เซี่ยงเส้าหยุนรำพึงนึกถึงส่วนสำคัญของหมัดพลังปราณ เพียงไม่นาน เขารวบรวมกำลังทั้งหมดจากร่างระดับพื้นฐานขั้นที่หกไปยังหมัด ภายในความคิดของเขาฉายภาพที่เกี่ยวของกับหมัดพลังปราณ ตามมาด้วยภาพที่สองและสาม

ราวกับภาพการฝึกฝนหมัดพลังปราณเวียนซ้ำภายในความคิดเซี่ยงเส้าหยุน

หมัดพลังปราณ!

ท่าทางราวกับม้า ดวงตาของเซี่ยงเส้าหยุนเบิกกว้างในขณะที่เขาตะโกนจนสุดปอดพร้อมยื่นหมัดตรงไปข้างหน้า

ปึง!

หนึ่งแรงผลักดัน ท่วงท่าคล้าย ๆ พลังปราณ! ทันใดนั้นเสียงบีบคั้นก็ดังขึ้น แม้ว่าตัวเขาจะเริ่มฝึกฝนหมัดพลังปราณแต่กลับดึงศักยภาพออกมาได้ไม่น้อยกว่าสามในร้อยจากศักยภาพทั้งหมด คงอดไม่ได้ที่จะยอมรับว่าเซี่ยงเส้าหยุนมีความเข้าใจที่น่ากลัวอย่างแท้จริง!

หมัดพลังปราณ!

อีกครั้งที่เซี่ยงเส้าหยุนปล่อยหมัดออกไป เขาปล่อยหมัดครั้งแล้วครั้งเล่า

หมัดพลังปราณ!

หมัดพลังปราณ!

เขาได้ยืมพลังของแรงผลักดัน ความแข็งแกร่งทางกายภายในหมัดดูเหมือนจะควบแน่นด้วยพลังปราณก่อนจะปล่อยออกไป จากศักยภาพทั้งหมดขณะนี้รีดเร้นได้ถึงแปดในร้อยแล้ว

เซี่ยงเส้าหยุนปล่อยหมัดออกไปอย่างไม่หยุดยั้งขณะที่ร่างกายของเขายังคงพุ่งไปข้างหน้า เขาวนรอบลานหลายรอบ พร้อมกับปล่อยหมัดออกไปติด ๆ กันกว่าหนึ่งพันครั้ง ท้ายที่สุดเขาจึงสำเร็จได้ราวสามในสิบ

นี่คือสามในสิบ หาได้ใช่สามในร้อยเฉกเช่นก่อนหน้าไม่

สิ่งแรกที่ต้องคำนึงเมื่อฝึกวิทยายุทธ์มีปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือความเข้าใจในวิชานั้น ๆ ถ้าหากมีความสามารถไม่เพียงพอที่จะเข้าใจวิทยายุทธ์ การฝึกฝนวิทยายุทธ์จะเป็นเพียงแค่การแสดงท่าทาง ไร้ซึ่งการปลดปล่อยพลังที่แท้จริงของวิชา หากความเข้าใจสูงล้ำจะสามารถปลดปล่อยศักยภาพของทักษะได้มากกว่าครึ่ง ซึ่งจะเพิ่มพลังยุทธ์ของผู้ใช้วิชาควบคู่ไปด้วย

ยกตัวอย่างเช่น การฝึกหมัดพลังปราณหากสามารถดึงศักยภาพออกมาได้ถึงห้าในสิบของทักษะ ความแข็งแกร่งของเขาจะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดถึงยี่สิบห้ากิโลกรัม อีกทางหนึ่ง หากเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่ พลังกายจะเพิ่มขึ้นถึงห้าสิบกิโลกรัมหรืออาจมากกว่า!

คนทั่วไปนั้นต้องใช้เวลานานมากถึงจะฝึกฝนวิทยายุทธ์ระดับหนึ่งสำเร็จได้ ปกติจะกินเวลาราวสิบถึงสิบห้าวัน หรือเป็นเดือนหากผู้ฝึกมีความเข้าใจที่อ่อนแอ นอกจากนี้ยังขึ้นกับเวลาที่ใช้ในการทำความเข้าใจห้าในสิบของวิชาด้วย หากพวกเขาแสวงหาความเข้าใจที่สมบูรณ์แบบ มันจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะบรรลุวิชาเหล่านี้ได้ในเวลาเพียงไม่กี่เดือน วิธีนี้ไม่อาจใช้ได้จริง

อย่างไรเสียเซี่ยงเส้าหยุนใช้เวลาเพียงสองชั่วโมงในการทำความเข้าใจสามในสิบของวิชาหมัดพลังปราณ ความเร็วเรียนรู้ระดับนี้กล่าวได้ว่าท้าทายสวรรค์!

แม้กล่าวเช่นนั้นเซี่ยงเส้าหยุนกลับไม่พอใจในผลลัพธ์ เขาหายใจเข้าทำสมาธิและคิดกับตัวเอง ‘การบรรลุความสามารถสามในสิบในเวลาสองชั่วโมงนั้นยังห่างไกลกับคำว่าดีนัก! ด้วยวิทยายุทธ์ระดับนี้เราต้องบรรลุสี่หรือห้าในสิบ! ข้าเสียเวลาสิบปีทองไปแล้ว! ข้าจะต้องฝึกให้หนักกว่าผู้อื่นเป็นสิบเท่าหากต้องการตามผู้อื่นทันก็ได้!’

หลังจากที่พักเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง เซี่ยงเส้าหยุนลุกขึ้นและเริ่มการฝึกหมัดพลังปราณอีกครั้ง

ฟ้าว ฟ้าว ฟ้าว!

เซี่ยงเส้าหยุนชกอย่างบ้าคลั่งราวกับว่าตนเป็นปีศาจที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย หมัดเริ่มเร็วขึ้นกว่าครั้งก่อน เป็นเช่นนี้จนเวลาล่วงเลยไปสองชั่วโมง คราวนี้เขาสามารถต่อยออกไปได้ถึงห้าร้อยหมัดซึ่งมากกว่าจำนวนหมัดที่เขาต่อยไปก่อนหน้า เขานับโดยคร่าวในสองชั่วโมงเขาต่อยไปหนึ่งพันห้าร้อยครั้ง ความเข้าใจถึงหมัดพลังปราณของเขาเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจถึงเจ็ดในสิบ เขาสามารถออกแรงได้ถึงเจ็ดในสิบของศักยภาพทั้งหมดในการฝึกหมัดพลังปราณ

“อีกครั้ง!” ภายในดวงตาของเซี่ยงเส้าหยุนฉายแววของความร้อนแรงที่ขาดหายไปจากตนเอง

หลังจากนั่นอีกชั่วโมง เซี่ยงเส้าหยุนเข้าถึงวิชาหมัดพลังปราณถึงเก้าในสิบ ในตอนนี้ได้หยุดฝึกฝนแล้ว ซึ่งตัวเขานั้นรู้ดีว่าอีกหนึ่งในสิบนั้นไม่ได้มาจากการฝึกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องผ่านการต่อสู้จริง นี่จะเป็นวิธีเดียวที่จะอุดช่องว่างที่เหลืออยู่ หลังจากนั้นเขากลับไปนั่งสมาธิอีกหนึ่งชั่วโมงเพื่อเพิ่มพูลผลการฝึกฝนจากหกชั่วโมงที่ผ่านมา

ตำราราชันพิชิตสวรรค์ไหลเวียนภายในร่างกายของเขาตลอด กับเก้าดวงดาวที่เป็นรากฐาน พลังงานดวงดาวไหลเวียนไปทั่วร่างกายผ่านเส้นลมปราณและจุดฝังเข็ม ในขณะที่ฝึกฝนความแข็งแกร่งของร่างกาย มันจะค่อย ๆ เปลี่ยนไปเป็นการเสริมพลังแห่งดวงดาวและจะกัดจัดความเหนื่อยล้า

ผู้ฝึกยุทธ์ส่วนใหญ่จะไม่สามารถปลุกพลังแห่งดวงดาวทั้งหมดได้ในคราวเดียว หลังจากมาถึงจุดที่เปลี่ยนความแข็งแกร่งทางกายภาพไปเป็นพลังปราณ เพื่อที่สามารถบำรุงเลี้ยงปราณดวงดาวให้กระตุ้นดวงดาวเพื่อได้รับซึ่งพลังดวงดาว

ยังไงก็ตามในตอนนี้เซี่ยงเส้าหยุนผู้มีเก้าดวงดาวภายในผังจักรราศีได้ตื่นขึ้นแล้ว และเขาเป็นเพียงระดับพื้นฐานเท่านั้น! นี่คงเป็นประโยชน์อีกอย่างของผู้มีร่างกายที่ไม่ธรรมดา ในการปลุกดวงดาวให้ตื่นขึ้นนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางการฝึกยุทธ์ อย่างน้อยที่สุดควรจะต้องมีเจ็ดดาวสถิตในร่าง

ผู้ที่มีร่างกายซึ่งถูกอำนวยพรจากสวรรค์จะยิ่งเป็นธรรมชาติในยามที่ฝึกฝนวิทยายุทธ์ ความเร็วในการฝึกวิชาของพวกเขาจะรวดเร็วกว่าคนธรรมดาหลายเท่านัก

เซี่ยงเส้าหยุนผู้มีเก้าดวงดาวสถิตในร่างจะเขย่าสรวงสวรรค์ มีร่างกายแห่งราชันย์ทั้งปวง! ถ้าหากเขามุ่งมั่นจะฝึกฝนอย่างที่สุด อัตราที่เขาจะเติบโตนั้นสูงเกินกว่าที่ใครจะนึกภาพออก หลังจากที่เติมพลังจนเต็มแล้วจิตใจของเขาได้เข้าสู่สภาวะฝึกฝนวิทยายุทธ์อีกครั้ง

ลูกเตะวายุหมุน!

วายุหมุนเป็นสัญลักษณ์ของความเร็ว หากบรรลุถึงถ่องแท้แล้ว ความเร็วในการเตะนั้นราวกับพายุเฮอริเคนที่โหมกระหน่ำ ทำลายทุกสิ่งให้สิ้นซาก นี่เป็นแก่นแท้ของลูกเตะวายุหมุน! การเข้าใจตามธรรมชาติของเซี่ยงเส้าหยุนนั้นช่างน่าทึ่งนัก เพียงแค่ทำวนไปซ้ำ ๆ เขาก็สามารถเข้าใจหัวใจสำคัญของการฝึกฝนได้ทันที

เซี่ยงเส้าหยุนเริ่มจากเตะ เหวี่ยง และยกซึ่งเป็นการออกกำลังกายที่พื้นฐานที่สุดสำหรับการฝึกขา

I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน

I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน

我不是大魔王
Score 7.8
Status: Ongoing Released: 2019 Native Language: Chinese
อ่านนิยายเรื่อง I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน เรื่องย่อ นครขอบนภา เมืองอู่ ตำหนักยุทธ์ ตำหนักยุทธ์คือสถานที่ในเมืองอู่ ที่ได้คัดเลือกผู้ฝึกยุทธ์จากต่างเมืองมาเป็นลูกศิษย์ ทุกฤดูใบไม้ผลิ จะมีการคัดเลือกลูกศิษย์หน้าใหม่ เพราะเหตุนั้น บุตรหลานและผู้เยาว์จากหลากหลายหมู่บ้านใกล้เคียง ต่างก็หลั่งไหลกันมาเพื่อเข้ารับการทดสอบเข้าตำหนักยุทธ์ พวกเขาต่างมาแสวงหาซึ่งกำลัง ในปีนี้ การคัดเลือกเป็นลูกศิษย์ของตำหนักยุทธ์ ได้สิ้นสุดลงไปแล้ว วันนี้ได้มีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่แต่งตัวราวกับบัณฑิตได้ยืนอยู่ตรงหน้าประตูหลักของตำหนักยุทธ์ อ้อนวอนขออนุญาตเพื่อให้ได้เข้าไป เด็กหนุ่มผู้นี้น่าจะมีอายุราวสิบห้าถึงสิบหกปีและมีคุณสมบัติที่ผ่านการขัดเกลามาอย่างดี เป็นเด็กหนุ่มที่มีใบหน้าที่หล่อเหลาเจิดจ้า ข้อบกพร่องคือร่างกายมีรูปร่างที่ผอมและเสื้อผ้าของเขาก็ขาดรุ่งริ่งราวกับผ่านพ้นอะไรมามากมาย ไม่ต่างกับบัณฑิตผู้ยากไร้ “เจ้าหนุ่ม ข้ากล่าวไปหลายครั้งแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดเจ้ายังดื้อรั้นอยู่อีก? ช่วงเวลาที่ตำหนักยุทธ์ได้คัดเลือกเหล่าลูกศิษย์ได้เสร็จสิ้นไปแล้ว ถ้าหากเจ้าอยากจะเข้าร่วมตำหนัก เจ้าจงรอฤดูใบไม้ผลิครั้งหน้าและจงกลับมาอีกครั้งหนึ่ง” ทหารยามที่ยืนเฝ้าสังเกตการณ์ข้างหน้าตำหนักได้กล่าวต่อสักคำหนึ่งกับเด็กหนุ่มราวกับใกล้จะหมดความอดทน ทหารยามอีกคนหนึ่งเผยท่าทีดุร้ายจับจ้องประหนึ่งคมมีดไปยังเด็กหนุ่มพร้อมตะคอกใส่ “เจ้ามาที่นี่ก็สามวันแล้ว หากเจ้ายังไม่ไปให้พ้นจากตรงนี้ อย่าหาว่าพวกข้าไม่เตือนนะ” ทหารยามทั้งสองเชี่ยวชาญในการรับมือกับบุคคลที่ไร้ยางอายที่จะคิดเข้าไปให้ได้ เด็กหนุ่มเผยรอยยิ้มเจิดจ้าและหัวเราะ พูดว่า “พี่ชายทั้งสองอย่าทำเช่นนี้เลยข้า เซี่ยงเส้าหยุนเป็นอัจฉริยะที่พบเห็นได้ในรอบร้อยปี! ตราบใดที่พวกท่านอนุญาตให้ข้าเข้าไปข้างใน ข้าก็จะได้เป็นลูกศิษย์ของตำหนักยุทธ์อย่างแน่นอน ไม่เพียงเท่านั้นนะ ข้ายังจะเป็นลูกศิษย์ที่เลิศล้ำที่สุดในประวัติศาสตร์ของตำหนักยุทธ์! และเมื่อนั้นข้าจะไม่ลืมบุญคุณของท่านทั้งสองเลย” “ไร้สาระ! เรียกตัวเองว่าอัจฉริยะในรอบร้อยปีงั้นรึ? มองดูรูปร่างผอมบางของเจ้าก่อนไหม? ข้าเดิมพันว่าเจ้ารับหมัดของข้าไม่ได้ด้วยซ้ำ!” ทหารยามเผยสายตาดุร้ายขณะที่เขาตวาดเด็กหนุ่มพร้อมปล่อยหมัดออกไป ขณะที่หมัดกำลังเข้าใกล้ เด็กหนุ่มที่เรียกตัวเองว่าเซี่ยงเส้าหยุนตะโกนขึ้น “หยุดนะ” ดูเหมือนว่าเสียงร้องของเซี่ยงเส้าหยุนจะได้ผล มีพลังอำนาจบางอย่าง ราวกับว่าเขาคือบุคคลที่คนนับหมื่นจะต้องตกอยู่ภายใต้ตัวเขา ทหารยามผู้ที่มีสีหน้าดุดันเหม่อมองชั่วขณะหนึ่ง ดูเหมือนจะมีบางสิ่งที่แปลกประหลาดจากตัวเด็กหนุ่ม แรงกดดันมหาศาลที่อธิบายไม่ได้ที่ฉายผ่านดวงตาที่มองมา ถึงแม้ว่าทหารยามยังคงเย้ยหยันอย่างเย็นชา “กลัวแล้วงั้นรึ? งั้นก็ไสหัวไปซะไม่อย่างนั้นวันนี้จะต้องได้เห็นดีกันแน่” “นี่มันช่างน่าขัน นายน้อยผู้นี้ได้พบเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ใยจึงต้องหวาดกลัวด้วยเล่า?” เซี่ยงเส้าหยุนคิดกับตัวเอง แต่ทว่าท่าทียังคงชวนสงสารเวทนา เขาเผยรอยยิ้มอีกครั้งและพูดว่า “ดูสิ่งนี้สิ!” ในมือของเขาปรากฎชิ้นส่วนหินที่ส่องแสง หินก้อนนั้นดูบริสุทธิ์และไร้มลทิน ผู้ใดพบเห็นย่อมต้องตกตะลึง ทหารยามหวาดระแวงที่จะจ้องมองหินก้อนนั้น เมื่อมองให้ดี สีหน้าของเขาดูเปลี่ยนไปราวกับว่ามีบางสิ่งกำลังจะเกิดขึ้น เซี่ยงเส้าหยุน หัวเราะ “ฮี่ฮี่ อยากได้ใช่มั้ยล่ะ? ถ้าเกิดว่าให้คุณชายคนนี้ได้เข้าสู่ตำหนัก เจ้าเศษหินนี่…” เพี๊ยะ! ก่อนที่เซี่ยงเส้าหยุนจะพูดจบ ทหารยามได้ฟาดฝ่ามือใส่เขา หินส่องแสงโดนตบหลุดไปจากมือของเซี่ยงเส้าหยุน “เจ้ากล้าดียังไงถึงได้ใช้หินขยะนี่มาติดสินบนข้า! ข้าคิดว่าถ้าเจ้าไม่ได้เห็นโลงศพ เจ้าก็จะไม่มีวันหลั่งน้ำตาสินะ” ทหารยามยกหมัดขวาเข้าใส่เซี่ยงเส้าหยุนและกำลังจะต่อยไปยังใบหน้าของเด็กหนุ่ม “เวรเอ้ย ข้าจะเจอคนมีตาแต่หามีแววไม่อีกเท่าไหร่กัน” เซี่ยงเส้าหยุนก่นด่าตัวเขาเอง เขาหลับตาลงโดยที่ไม่ต้องทะเลาะเพราะรู้ว่าตัวเขาเองไม่มีทักษะที่จะต้านรับมันได้ ขณะที่กำปั้นกำลังจะเข้าไปทักทายใบหน้าของเด็กหนุ่ม ก็มีเสียงทุ้มลึกและดุดัน ดังขึ้น “หยุดเดี๋ยวนี้!”

Comment

Options

not work with dark mode
Reset