ราชาเหนือราชัน – ตอนที่ 132 :ระดับแปรสภาพขั้นสอง

ราชาเหนือราชัน ตอนที่ 132 :ระดับแปรสภาพขั้นสอง

สามวันผ่านไป กําลังเสริมฝั่งมนุษย์ได้มาถึง

 

รถม้ามากมายล่องลอยอยู่บนฟ้า รถม้าคันแรกนั้นถูกลากโดยอินทรีลมทมิฬห้าตัว มีเพียงสองคนที่นั่งอยู่ด้านใน ซึ่งเป็นรถม้าที่บรรจุคนน้อยที่สุดในบรรดากองกําลังที่เพิ่งมาถึง รถม้าคันที่สองถูกลากด้วยหมาป่าโลหิตสี่ตัว ภายในมีห้าคนอยู่ สําหรับรถม้าคันอื่นพวกเขาใช้ปีศาจที่ต่างกันลาก และบรรทุกคนมากกว่าสิบคน

 

ในขณะนั้น พลับพลาขอบนภาได้พาผู้ฝึกยุทธ์ระดับราชาถึงสามสิบเจ็ดคนมาด้วย หัวหน้าของกลุ่มเป็นถึงผู้อาวุโสที่สองของพลับพลาขอบนภา ราชาอินทรีทมิฬ เขาเป็นชายวัยกลางคนและนั่งอยู่ในรถม้าคันแรก

 

ด้านข้างคือชายหนุ่มสวมอาภรณ์สีทมิฬ ชายหนุ่มผู้นี้มีอายุใกล้เคียงกับราชาสายฟ้าวัยเยาว์ เขายืนขึ้น และเอามือประสานไว้ที่หลังในขณะที่สายลมพัดผมปลิวไสว ดูราวกับเป็นผู้ที่เป็นอิสระไร้ซึ่งสิ่งฉุดรั้ง

เขาคือจางเสี่ยวหยู เป็นหนึ่งในศิษย์อัจฉริยะของพลับพลาขอบนภา และยังเป็นผู้มีชื่อเสียงเทียบเคียงกับราชาสายฟ้าวัยเยาว์ทั้งยังเป็นศิษย์เพียงคนเดียวของราชาอินทรีทมิฬ เขามีชื่อเสียงในนามราชาอินทรีวัยเยาว์ ด้วยมีปีศาจอินทรีเกาะบนไหล่ ดวงตาแหลมคมของมันและการแสดงท่าที่หยิ่งผยองบ่งบอกได้ว่าไม่ใช่อินทรี

ธรรมดา

บนรถที่ถูกหมาป่าโลหิตลากนั้น เป็นรถม้าของผู้อาวุโสที่มีนามว่า “หลงเสี่ยวหลัง” เขาเป็นผู้อาวุโสที่เจ็ดของพลับพลาขอบนภาและภายในกลุ่มเขายังเป็นผู้มีพละกําลังรองจากราชาเหยียวทมิฬเท่านั้น

 

ทั้งสามเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในกลุ่ม เมื่อมาถึงเหอหลัวโม่ฉาเก้อและราชาสายฟ้าวัยเยาว์ รวมถึงผู้อื่นได้ก้าวออกทักทาย

“รายงานสถานการณ์มาเสีย ผู้อาวุโสเหอหลัว” ราชาอินทรีทมิฬกล่าวขณะนั่งอยู่ในรถม้า เมื่อมันลงจอดบนผืนดิน ไม่มีผู้ใดกล้ามองโดยตรงเหอหลัวได้รายงานทุกสิ่งที่เกิดขึ้น

 

“ราชาปีศาจขั้นเก้างั้นหรือ!” เมื่อราชาอินทรีทมิฬได้ฟังเรื่องราวของปีศาจชั้นสูง ในที่สุดเขาก็เผยสีหน้าที่ต่างจากตอนแรกด้วยเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับราชาขั้นแปดเท่านั้น จริงอยู่ที่เขามีไพ่ตายที่จะสามารถต่อกรกับราชาปีศาจขั้นเก้าได้ แต่ด้วยข้อจํากัดที่มันมี

“ใช่ขอรับ เราไม่คาดคิดมาก่อน แต่ได้มีปีศาจที่มีพลังสูงกว่าปรากฏตัวที่ไหนสักแห่ง หากไม่เร่งฝีเท้า เราอาจต้องเป็นอาหารของราชาปีศาจ”เหอหลัวกล่าวขณะถอนหายใจ

“แล้วอสรพิษจระเข้ทองคําที่เป็นราชาปีศาจเล่า? พวกมันมีจํานวนเท่าไหร่?” ราชาอินทรีทมิฬถาม

“พวกมันหลายตัวได้ถูกสังหารโดยคลื่นเสียง จึงเหลือจํานวนไม่มากนักที่ยังคงมีชีวิต ด้วยจํานวนสมาชิกของเราตอนนี้ การจัดการพวกมันคงไม่ใช้ปัญหา” เหอหลัวตอบกลับ

“ด้วยเหตุนี้เราจึงควรยึดหุบเขาแม่น้ําทองคําก่อนสิ่งอื่น” ราชาอินทรีทมิฬกล่าว

 

หลงเสี่ยวหลังกล่าวแนะนํา “ราชาปีศาจขั้นเก้าคงยากจะจัดการได้เราจะต้องร่วมมือกันจึงจะมีโอกาส”

“เรื่องนั้นยังไม่จําเป็น นี่เป็นโอกาสอันดีที่ข้าจะปรับอารมณ์ตนเองบางทีมันอาจช่วยให้ข้าบรรลุการฝึกยุทธ์ได้” ราชาอินทรีทมิฬกล่าวอย่างมั่นใจดังนั้น กลุ่มของมนุษย์จึงบุกเข้าไปในหุบเขาทะเลสาบทองคํา

พี่บ! พี่บ!

ก่อนที่จะทันไปถึงจุดหมาย เหล่าอสรพิษจระเข้ทองคําได้ส่งเสียงเตือนตอนนั้นเอง หัวหน้าเหล่าอสรพิษจระเข้ทองคํา และอสูรพิษจระเข้ทองคําที่เป็นราชาปีศาจกว่ายี่สิบตัวได้ปรากฏตัวขึ้นหน้าหุบเขาด้วยท่าทีที่มุ่งร้ายบนใบหน้า พวกมันกล่าว “มนุษย์เอ๋ยพวกเจ้าจะมาบุกรุกอาณาจักรของเราอีกแล้วหรือ?”

“จงเปิดทางให้เราเข้าไปอย่างปลอดภัยเสีย”ราชาอินทรีทมิฬกล่าวเขายืนอยู่บนอินทรีลมทมิฬ

 

“ไม่มีวัน เราอาศัยอยู่ที่แห่งนี้มาหลายปี ไม่มีผู้ใดสามารถไล่เราออกไปได้” หัวหน้าเหล่าอสรพิษจระเข้ทองคําปฏิเสธ และกล่าวเสริม “พวกมนุษย์คิดว่าจะบุกรุกดินแดนของเราได้งั้นรี นี่เจ้าคิดว่า จะสามารถทําอะไรเราได้หรือไร?”

ด้วยคําเหล่านั้น เหล่าราชาปีศาจรอบข้างได้แสดงสีหน้าดุร้ายพวกเขาเริ่มแลบลิ้นกลับกลอกแสดงความกระตือรือร้นในการต่อสู้

 

“เช่นนั้นเราคงต้องล้างบางพวกเจ้าเสียแล้วเพราะความดื้อดึงของเจ้า” ราชาอินทรีทมิฬกล่าวขณะโบกมือส่งสัญญาณให้เริ่มโจมตี

 

ราชาอินทรีทมิฬถือกรงเล็บคู่หนึ่ง และพุ่งเข้าหาหัวหน้าเหล่าอสูรพิษจระเข้ทองคํา ด้วยการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วจนไม่อาจมองได้ทันชั่วพริบตาเดียวก็ได้ปรากฏตัวเหนือหัวของหัวหน้าอสรพิษราวกับอินทรีกําลังล่าเหยื่อ

 

ปีศาจทั่วไปมักจะมุทะลุ และไม่เกรงกลัวสิ่งใด คํากล่าวนี้ใช้กับอสูรพิษจระเข้ทองคําได้เช่นกัน ราชาปีศาจจํานวนมากพึ่งออกไปด้านหน้าอย่างไม่เกรงกลัว ผู้ฝึกยุทธ์ระดับราชาของมนุษย์จะไม่ยืนเฉยพวกเขาได้ชักอาวุธขึ้น และเข้าต่อสู้เช่นกัน

 

เคร้ง! เคร้ง!

ทันใดนั้น การระเบิดหลากหลายสีได้ดังสนั่นไปทั่วทั้งน่านฟ้าราวกับดอกไม้ไฟ

ภายในถ้ํา ในที่สุดเซี่ยงเส้าหยุนก็สามารถดูดซับวิญญาณของพยัคฆ์ขาวได้สําเร็จ และเติบโตอย่างก้าวกระโดดสู่ระดับแปรสภาพขั้นสองด้วยบรรลุไปถึงสี่ขั้นในคราเดียว นี่ถือเป็นความก้าวหน้าที่รวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่ฝึกฝนมา

นอกจากความสามารถแล้ว โชคเองก็มีบทบาทมากต่อผู้ฝึกยุทธ์เช่นกันเห็นได้ชัดว่าเซี่ยงเส้าหยุนมีทั้งความสามารถและโชคช่วยด้วยไม่ได้ฝึกฝนมาอย่างยาวนาน แต่กลับสามารถบรรลุระดับแปรสภาพได้

 

หลังจากการบรรลุ ท่าที่ของเขาดูเคร่งขรึมกว่าแต่ก่อน ร่างกายดูดูราวกับถูกปกคลุมด้วยการเผยตัวตลอดเวลาดูราวกับไม่มีสิ่งใดทําให้เขาหวาดกลัวได้เลย

 

“เราใช้เวลาแปดเดือนงั้นหรือ? ในแปดเดือน เราบรรลุจากระดับพื้นฐานขั้นสาม สู่ระดับแปรสภาพขั้นสอง ในเวลาไม่ถึงปี” เซี่ยงเส้าหยุนเองยังประหลาดใจกับความเร็วนี้ ทุกสิ่งราวกับเป็นเพียง ความฝัน ขณะที่ผู้อื่นต้องฝึกฝนอย่างหนักกว่าจะบรรลุแต่ละขั้น แต่สําหรับเขาแล้ว การบรรลุดูจะเป็นเรื่องง่ายดายเด็กหนุ่มได้แต่คร่ําครวญนความอยุติธรรมของโชคชะตา

เซี่ยงเส้าหยุนฟื้นฟูอาการบาดเจ็บทั้งหมดแล้ว ในขณะที่ทะเลจักรวาลดวงดาวเองก็ขยายใหญ่ขึ้นถึงสองเท่า ตอนนี้สามารถกักเก็บสิ่งของได้ถึงสามสิบเมตรแม้ทะเลจักรวาลดวงดาวจะมีส่วนทําให้แข็งแกร่งขึ้นแต่ด้วยพลังของวิญญาณพยัคฆขาวกลับมีส่วนอย่างมากในการบรรลุครั้งนี้

 

ด้ามกระบี่ราชันผ่าเมฆากลายเป็นสีทองหลังจากกลืนกินพลังวิญญาณเสือขาว ใบมีดที่แตกหักเอง นอกจากคําจารึกสีม่วงแต่เดิมแล้วตอนนี้มีคําจารึกสีทองเพิ่มขึ้นมาเช่นกัน สีม่วง และสีทองเป็นสีของชนชั้นสูงเมื่อมันบรรจบกันจึงทําให้ใบมีดของกระบี่ดูสู งส่งขี้ย

น่าเสียดาบที่รูปร่างกระบี่ยังคงเหมือนเดิม ด้วยเป็นกระบี่ที่เสียหายร้ายแรง หากไม่เป็นเช่นนั้น กระบี่เล่มนี้คงเป็นอาวุธที่พิเศษมากเซี่ยงเส้าหยุนหมุนเวียนพลังงาน ทําให้เกิดภาพของมังกรสีม่วง และพยัคฆ์ขาวล่องลอยรอบตัวตอนนี้ทั้งสองได้จับคู่กันอย่างทัดเทียมและอยู่ในสภาวะสมดุล

 

“มีสามขั้นตอนหลักสําหรับระดับแปรสภาพ ขั้นแรกคือสถานะปัจจุบันเราสามารถใช้พลังงานเพื่อเกราะคุ้มกันพลังงานด้านนอกได้ขั้นที่สองคือพลังงานภายใน ซึ่งเราสามารถสร้างเกราะคุ้มกันภายในเพื่อป้องกันอวัยวะและเส้นลมปราณ รวมไปถึงกระดูก จากความเสียหายได้ในขั้นที่สามนั้นคือการแปรสภาพพลังงานที่ถูกเรียกด้วยระยแปรสภาพ เพราะเราจะสามารถสร้างรูปร่างพลังงานอันไร้ตัวตนทําให้เป็นรูปร่างและใช้มันเพื่อโจมตีศัตรูผ่านอากาศอันเบาบางซึ่งเป็นความสามารถที่ใกล้เคียงกับผู้ฝึกยุทธ์ระดับราชาด้วยเราสามารถสร้างเกราะพลังงานชั้นนอกได้อย่างสมบูรณ์แล้วเราควรจดจ่อกับการใช้พลังงานภายใน”เซี่ยงเส้าหยุนกล่าวคําเบา

 

เขาไม่ได้รู้สึกยินดีมากนาก และลืมตัวเพราะความเร็วในการบรรลุหลายขั้นแต่ด้วยยังเป็นคนหัวดีและชัดเจนต่อสิ่งที่จะทําต่อไปเขาจ้องไปที่เสี่ยวไปที่อยู่ภายในดักแด้ชื่อทง

“เราคงตายไปแล้วหากไม่มีเสี่ยวไป เราจะตอบแทนเขาอย่างไรดี?” เซี่ยงเส้าหยุนถอนหายใจ จากนั้นจึงมองไปที่โครงกระดูกพยัคฆ์ขนาดใหญ่ด้วยสีหน้าตื่นเต้น

 

I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน

I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน

我不是大魔王
Score 7.8
Status: Ongoing Released: 2019 Native Language: Chinese
อ่านนิยายเรื่อง I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน เรื่องย่อ นครขอบนภา เมืองอู่ ตำหนักยุทธ์ ตำหนักยุทธ์คือสถานที่ในเมืองอู่ ที่ได้คัดเลือกผู้ฝึกยุทธ์จากต่างเมืองมาเป็นลูกศิษย์ ทุกฤดูใบไม้ผลิ จะมีการคัดเลือกลูกศิษย์หน้าใหม่ เพราะเหตุนั้น บุตรหลานและผู้เยาว์จากหลากหลายหมู่บ้านใกล้เคียง ต่างก็หลั่งไหลกันมาเพื่อเข้ารับการทดสอบเข้าตำหนักยุทธ์ พวกเขาต่างมาแสวงหาซึ่งกำลัง ในปีนี้ การคัดเลือกเป็นลูกศิษย์ของตำหนักยุทธ์ ได้สิ้นสุดลงไปแล้ว วันนี้ได้มีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่แต่งตัวราวกับบัณฑิตได้ยืนอยู่ตรงหน้าประตูหลักของตำหนักยุทธ์ อ้อนวอนขออนุญาตเพื่อให้ได้เข้าไป เด็กหนุ่มผู้นี้น่าจะมีอายุราวสิบห้าถึงสิบหกปีและมีคุณสมบัติที่ผ่านการขัดเกลามาอย่างดี เป็นเด็กหนุ่มที่มีใบหน้าที่หล่อเหลาเจิดจ้า ข้อบกพร่องคือร่างกายมีรูปร่างที่ผอมและเสื้อผ้าของเขาก็ขาดรุ่งริ่งราวกับผ่านพ้นอะไรมามากมาย ไม่ต่างกับบัณฑิตผู้ยากไร้ “เจ้าหนุ่ม ข้ากล่าวไปหลายครั้งแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดเจ้ายังดื้อรั้นอยู่อีก? ช่วงเวลาที่ตำหนักยุทธ์ได้คัดเลือกเหล่าลูกศิษย์ได้เสร็จสิ้นไปแล้ว ถ้าหากเจ้าอยากจะเข้าร่วมตำหนัก เจ้าจงรอฤดูใบไม้ผลิครั้งหน้าและจงกลับมาอีกครั้งหนึ่ง” ทหารยามที่ยืนเฝ้าสังเกตการณ์ข้างหน้าตำหนักได้กล่าวต่อสักคำหนึ่งกับเด็กหนุ่มราวกับใกล้จะหมดความอดทน ทหารยามอีกคนหนึ่งเผยท่าทีดุร้ายจับจ้องประหนึ่งคมมีดไปยังเด็กหนุ่มพร้อมตะคอกใส่ “เจ้ามาที่นี่ก็สามวันแล้ว หากเจ้ายังไม่ไปให้พ้นจากตรงนี้ อย่าหาว่าพวกข้าไม่เตือนนะ” ทหารยามทั้งสองเชี่ยวชาญในการรับมือกับบุคคลที่ไร้ยางอายที่จะคิดเข้าไปให้ได้ เด็กหนุ่มเผยรอยยิ้มเจิดจ้าและหัวเราะ พูดว่า “พี่ชายทั้งสองอย่าทำเช่นนี้เลยข้า เซี่ยงเส้าหยุนเป็นอัจฉริยะที่พบเห็นได้ในรอบร้อยปี! ตราบใดที่พวกท่านอนุญาตให้ข้าเข้าไปข้างใน ข้าก็จะได้เป็นลูกศิษย์ของตำหนักยุทธ์อย่างแน่นอน ไม่เพียงเท่านั้นนะ ข้ายังจะเป็นลูกศิษย์ที่เลิศล้ำที่สุดในประวัติศาสตร์ของตำหนักยุทธ์! และเมื่อนั้นข้าจะไม่ลืมบุญคุณของท่านทั้งสองเลย” “ไร้สาระ! เรียกตัวเองว่าอัจฉริยะในรอบร้อยปีงั้นรึ? มองดูรูปร่างผอมบางของเจ้าก่อนไหม? ข้าเดิมพันว่าเจ้ารับหมัดของข้าไม่ได้ด้วยซ้ำ!” ทหารยามเผยสายตาดุร้ายขณะที่เขาตวาดเด็กหนุ่มพร้อมปล่อยหมัดออกไป ขณะที่หมัดกำลังเข้าใกล้ เด็กหนุ่มที่เรียกตัวเองว่าเซี่ยงเส้าหยุนตะโกนขึ้น “หยุดนะ” ดูเหมือนว่าเสียงร้องของเซี่ยงเส้าหยุนจะได้ผล มีพลังอำนาจบางอย่าง ราวกับว่าเขาคือบุคคลที่คนนับหมื่นจะต้องตกอยู่ภายใต้ตัวเขา ทหารยามผู้ที่มีสีหน้าดุดันเหม่อมองชั่วขณะหนึ่ง ดูเหมือนจะมีบางสิ่งที่แปลกประหลาดจากตัวเด็กหนุ่ม แรงกดดันมหาศาลที่อธิบายไม่ได้ที่ฉายผ่านดวงตาที่มองมา ถึงแม้ว่าทหารยามยังคงเย้ยหยันอย่างเย็นชา “กลัวแล้วงั้นรึ? งั้นก็ไสหัวไปซะไม่อย่างนั้นวันนี้จะต้องได้เห็นดีกันแน่” “นี่มันช่างน่าขัน นายน้อยผู้นี้ได้พบเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ใยจึงต้องหวาดกลัวด้วยเล่า?” เซี่ยงเส้าหยุนคิดกับตัวเอง แต่ทว่าท่าทียังคงชวนสงสารเวทนา เขาเผยรอยยิ้มอีกครั้งและพูดว่า “ดูสิ่งนี้สิ!” ในมือของเขาปรากฎชิ้นส่วนหินที่ส่องแสง หินก้อนนั้นดูบริสุทธิ์และไร้มลทิน ผู้ใดพบเห็นย่อมต้องตกตะลึง ทหารยามหวาดระแวงที่จะจ้องมองหินก้อนนั้น เมื่อมองให้ดี สีหน้าของเขาดูเปลี่ยนไปราวกับว่ามีบางสิ่งกำลังจะเกิดขึ้น เซี่ยงเส้าหยุน หัวเราะ “ฮี่ฮี่ อยากได้ใช่มั้ยล่ะ? ถ้าเกิดว่าให้คุณชายคนนี้ได้เข้าสู่ตำหนัก เจ้าเศษหินนี่…” เพี๊ยะ! ก่อนที่เซี่ยงเส้าหยุนจะพูดจบ ทหารยามได้ฟาดฝ่ามือใส่เขา หินส่องแสงโดนตบหลุดไปจากมือของเซี่ยงเส้าหยุน “เจ้ากล้าดียังไงถึงได้ใช้หินขยะนี่มาติดสินบนข้า! ข้าคิดว่าถ้าเจ้าไม่ได้เห็นโลงศพ เจ้าก็จะไม่มีวันหลั่งน้ำตาสินะ” ทหารยามยกหมัดขวาเข้าใส่เซี่ยงเส้าหยุนและกำลังจะต่อยไปยังใบหน้าของเด็กหนุ่ม “เวรเอ้ย ข้าจะเจอคนมีตาแต่หามีแววไม่อีกเท่าไหร่กัน” เซี่ยงเส้าหยุนก่นด่าตัวเขาเอง เขาหลับตาลงโดยที่ไม่ต้องทะเลาะเพราะรู้ว่าตัวเขาเองไม่มีทักษะที่จะต้านรับมันได้ ขณะที่กำปั้นกำลังจะเข้าไปทักทายใบหน้าของเด็กหนุ่ม ก็มีเสียงทุ้มลึกและดุดัน ดังขึ้น “หยุดเดี๋ยวนี้!”

Comment

Options

not work with dark mode
Reset