ราชาเหนือราชัน – ตอนที่ 16 : มีการสมรู้ร่วมคิดปรากฏขึ้น!

อู่หมิงเหลียงไม่ได้อยู่ที่นี่ นอกจากนี้ไม่มีผู้ฝึกยุทธ์คนใดรู้เกี่ยวกับการท้าทายของเซี่ยงเส้าหยุนเลย เมื่อไม่มีสิ่งรบกวนอีกต่อไป เซี่ยงเส้าหยุนจึงเชื้อเชิญเซี่ยหลิวฮุยไปทานที่เหลาอาหาร

แม้ว่าเซี่ยหลิวฮุยจะเป็นคนที่ไม่ซื่อสัตย์นัก เซี่ยงเส้าหยุนคิดว่าเก็บเขาไว้ข้างกายน่าจะพอใช้อะไรได้บ้าง ขณะเดียวกัน เขายังคิดอยากทราบสถานการณ์ของสวนชั้นนอกให้มากขึ้น

“ลูกพี่ ท่านขุนนางอัสนีสีม่วงช่างปฏิบัติต่อท่านดีเสียจริง เขามอบแผ่นหยกให้ท่านเพื่อมากินอาหารที่นี่ ช่างน่าอิจฉานัก!” เซี่ยหลิวฮุยพูดอย่างกระตือรือร้น เป็นครั้งแรกที่เขาได้ย่างกรายเข้ามายังเหลาอาหารและรู้สึกว่าได้เลือกติดตามถูกคนแล้ว นับจากนี้ด้วยมีลูกพี่เช่นนี้หนุนหลัง เขาค่อยไร้ซึ่งความกลัวเกรงได้บ้าง

คิดได้เช่นนั้น เซี่ยหลิวฮุยจึงเกิดความยินดีภายในใจ หลังสั่งอาหารไปหลายอย่าง เซี่ยงเส้าหยุนจึงเอ่ยถามสิ่งที่ค้างคาใจ “ศิษย์สิบอันดับแรกของสวนชั้นนอกนั้นเป็นคนเช่นไร? และสิบอันดับแรกตัดสินด้วยอะไร?”

ลูกพี่อาจไม่ทราบเพราะเพิ่งมาอยู่ที่ตำหนักยุทธ์ได้ไม่นาน งั้นข้าขอเล่าให้ฟังโดยคร่าวแล้วกัน” เซี่ยหลิวฮุยตอบคำก่อนจะพูดต่อเนื่อง “พวกเราศิษย์ชั้นนอกต่างต้องผ่านบททดสอบความถนัด จากนั้นตำหนักยุทธ์จึงอนุญาตให้พวกเราได้เป็นศิษย์ ผู้ที่ผ่านการทดสอบจึงจะได้เข้าร่วมแข่งขันกับผู้อื่น และนั่นคือวิธีการตัดสินสิบอันดับแรก อู่หมิงเหลียงอยู่อันดับที่สี่ ถัดจากนั้นจึงเป็นพี่ใหญ่เหลิงหาน พี่รองโมปูหุย และพี่หญิงสามเหม่ยเหลียนฮวา กล่าวถึงตรงนี้ ศิษย์พี่หญิงลู่เสี่ยวฉิงเป็นอันดับที่หก และยังเป็นหนึ่งในสิบสาวงามสวนชั้นนอก มีศิษย์มากมายที่พยายามเกี้ยวพาราสีต่อนาง”

หลังได้ฟังเซี่ยหลิวฮุยอธิบายถึงสวนชั้นนอก เซี่ยงเส้าหยุนค่อยเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบัน มีเพียงสิบอันดับแรกเหล่านี้ที่จะถือครองแผ่นหยกด้วยฐานะศิษย์ชั้นนอก หากมีผู้อื่นต้องการถือครองแผ่นหยก เช่นนั้นก็ต้องขึ้นเป็นสิบอันดับแรกเท่านั้น และพวกเขายังจะได้รับแต้มภายในแผ่นหยก แต้มเหล่านั้นสามารถทำให้พวกเขาได้รับประทานอาหารที่ต้องการจากเหลาอาหาร

ในส่วนนี้เซี่ยงเส้าหยุนได้ทราบเพิ่มเติมถึงประโยชน์ของแผ่นหยกแล้ว แต้มนั้นสามารถแลกเปลี่ยนได้ทั้งอาวุธจากคลังอาวุธหรือแม้แต่สมุนไพรจากโถงโอสถ โดยพื้นฐานแล้วตราบใดที่มีแต้มเพียงพอในแผ่นหยก ผู้นั้นจะสามารถได้รับในสิ่งที่ต้องการในตำหนักยุทธ์

นอกจากนี้หากเป็นหนึ่งในสิบอันดับแรกของศิษย์ชั้นนอก พวกเขาจะได้รับอิสระในการออกไปนอกตำหนักยุทธ์ ซึ่งเป็นสิ่งพิเศษมากสำหรับศิษย์ชั้นนอก พวกเขาเหล่านี้ต่างยังเยาว์ ดังนั้นย่อมมีธรรมชาติคิดโลดโผน ไม่มีผู้ใดปรารถนาจะฝึกฝนอย่างน่าเบื่อหน่ายไปตลอด เรื่องราวจะน่ายินดีหากพวกเขาสามารถเข้าออกตำหนักยุทธ์ได้ตามปรารถนา!

“ทำอย่างไรข้าถึงจะได้เป็นหนึ่งในสิบอันดับแรกของศิษย์ชั้นนอกกัน?” เซี่ยงเส้าหยุนถามเซี่ยหลิวฮุย

“โดยพื้นฐานหากท่านท้าทายและเอาชนะศิษย์ผู้ที่เป็นหนึ่งในสิบอันดับแรกก็จะได้อันดับของผู้นั้นด้วย” เซี่ยหลิวฮุยตอบกลับ

“เหอะ ไม่เลว ข้าจะขึ้นไปยังสิบอันดับแรกแน่นอน!” เซี่ยงเส้าหยุนหัวเราะอย่างมั่นใจ

“ลูกพี่ กล่าวหลายรอบแล้วท่านก็ยังไม่เข้าใจหรือ? พวกที่อยู่สิบอันดับแรกนั้นเป็นถึงเหล่าศิษย์ระดับพื้นฐานขั้นที่เก้าเชียวนะ ท่าน… ท่านอยู่เพียงขั้นที่สาม! แม้เป็นอัจฉริยะฟ้าประทานก็ไม่ใช่เอาชนะพวกเขาได้! ลูกพี่ควรอยู่กับความเป็นจริงก่อนคิดลงมือก่อการ” เซี่ยหลิวฮุยกล่าวเตือนเซี่ยงเส้าหยุนอย่างจริงจัง

“ไม่ต้องกังวลไป ข้ารู้ว่าควรทำอย่างไร เจ้าเพียงแค่รอที่จะใกล้ชิดกับศิษย์ผู้ที่เป็นหนึ่งในสิบอันดับแรกของสวนชั้นนอกก็พอ” เซี่ยงเส้าหยุนไม่รำคาญที่จะอธิบายกับเซี่ยหลิวฮุย ขณะนี้เขาไม่ใช่เพียงขั้นสาม แต่เป็นก้าวสู่ขั้นที่หกแล้ว ด้วยความสามารถบรรลุไปยังขั้นที่เจ็ดเมื่อใดก็ได้ สิ่งสำคัญคือความสามารถทางวิทยายุทธ์ของเขานั้นเทียบเท่าผู้ฝึกยุทธ์ระดับพื้นฐานขั้นเก้าต่างหาก

ด้านนอกตำหนักยุทธ์ ที่คฤหาสน์อันหรูหราโอ่อ่าที่เจ้าเมืองอู่อาศัย

“ขอคำนับ ท่านพ่อ” ผู้เยาว์คำนับและกล่าวคำทักทายแก่ชายวัยกลางคน

หากเซี่ยงเส้าหยุนใกล้เคียงกัน เขาคงจะเห็นได้ทันที่ว่าผู้เยาว์คนนี้คืออู่หมิงเหลียง และชายวัยกลางคนผู้นั้นคือบิดาของเขา ท่านอู่หงจื่อ

อู่หงจื่อนั้นดูยังไม่เกินสี่สิบปีด้วยซ้ำ และขณะนี้ยังอยู่จุดสูงสุดแห่งชีวิต ไม่เพียงแต่เป็นยอดฝีมือระดับแปรสภาพ แต่ยังเป็นจ้าวเมืองอู่ เป็นผู้ถือตำแหน่งอันสูงสุดของเมืองอู่

“เงยหน้าขึ้นเถิด” เมื่อได้เห็นบุตรอันเป็นที่รัก อู่ฮงจื่ออดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา เขามีบุตรเจ็ดคนที่มีความสามารถแตกต่างกันไป บุตรคนที่เจ็ดคือผู้ที่เขาตั้งความหวังเอาไว้มากที่สุด และบุตรผู้นี้ออกจะดื้อด้านไปบ้าง กระนั้นก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ นิสัยนั้นจะเปลี่ยนแปลงไปตามอายุ

“ท่านพ่อ เรียกข้ากลับมามีเหตุอันใดกัน?” อู่หมิงเหลียงถาม

“ท่านพ่อก็ทราบอย่างนั้นรึ!” อู่หมิงเหลียงตอบอย่างสุภาพและเขาได้พูด “เขาเป็นศิษย์คนใหม่ที่เพิ่งเข้าร่วมกับตำหนักยุทธ์และเป็นเพียงระดับพื้นฐานขั้นสามเท่านั้น ข้าได้กลั่นแกล้งเขาเมื่อวานนี้! เขาเป็นเพียงขยะ”

“ระดับพื้นฐานขั้นสามงั้นรึ? ดี ดีมาก!” อู่ฮงจื่อหัวเราะเสียงดังก่อนจะกล่าว “ลูกชาย เจ้ามีวิธีล่อมันให้ออกมาจากตำหนักยุทธ์หรือไม่?”

อู่หมิงเหลียงเดา “ท่านพ่อต้องการให้เขาเป็นบริวารในบ้านรึ? เยี่ยมยอด! เขาจะได้รู้ว่าเราจะทำอะไรกับเขาบ้างเมื่อมาเป็นบริวาร”

อู่หงจื่อเพียงตอบกลับ “ลูกไม่จำเป็นต้องห่วงว่าพ่อจะทำอะไรกับเขา เพียงล่อให้มันอออกมานอกตำหนักยุทธ์ หรือไม่ก็ให้ออกมาด้วยตัวเอง จากนั้นแจ้งให้พ่อได้ทราบ นี่เป็นคำสั่งท่านปู่ของลูก เรื่องราวไม่อาจผิดพลาด เข้าใจใช่หรือไม่?”

“ท่านปู่? เขาต้องตาท่านปู่เข้า? เช่นนั้นข้าขอกลับไปเตรียมการ หวังว่าตอนนี้เจ้านั่นคงยังไม่ตาย” อู่หมิงเหลียงเผยน้ำเสียงจริงจัง

“ว่าอะไร? เขากำลังจะตายรึ?” อู่ฮงจื่อถามด้วยความตื่นตระหนก

อู่หมิงเหลียงสรุปสั้น ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างตนและซี่ยงเส้าหยุนก่อนจะพูดอีกครั้ง “เขาแข็งแกร่งเพียงเล็กน้อย ขณะนี้อยู่ที่ห้องแรกของหอคอยแห่งขีดจำกัด แม้เป็นครึ่งชั่วโมงก็เป็นเรื่องยาก แต่นี่ต้องอยู่ถึงหนึ่งชั่วโมง เกรงว่าป่านนี้คงตกตายไปแล้ว!”

“เขาไม่อาจตาย ตำหนักยุทธ์คงไม่โง่พอที่จะปล่อยให้อัจฉริยะที่มีความสามารถเช่นนี้ต้องพินาศลงแบบนั้น จริงไหม?” อู่ฮงจื่อกล่าวอย่างมั่นใจหลังจากที่ได้ฟังจนจบก่อนจะโบกมือแล้วกล่าวอีกครั้ง “ลูกควรกลับไปโดยเร็ว หากไม่สามารถทำมันให้สำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว จงรอคอยพี่ชายทั้งสองกลับมาจากการสำรวจและให้พวกช่วยเสีย”

“ท่านพ่อสบายใจได้ ลูกจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังแน่นอน” อู่หมิงเหลียบตอบกลับด้วยความมั่นใจ

สามวันผ่านไปราวพริบตา ภายในสามวันสั้น ๆ นั้น ข่าวคราวเกี่ยวกับการประลองระหว่างเซี่ยงเส้าหยุนและอู่หมิงเหลียงในลานประลองได้แพร่กระจายไปทั่วตำหนักยุทธ์

หลังผ่านไปสี่วัน พวกเขาทั้งสองจะยุติความแค้นนี้ในลานประลอง ไม่มีผู้ใดคิดว่าเซี่ยงเส้าหยุนจะมีโอกาส ในความคิดของพวกเขาเซี่ยงเส้าหยุนเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ระดับพื้นฐานที่มีระดับที่ต่ำเกินไป ทุกคนคิดว่าเขากำลังขุดหลุมฝังตนเอง

เหลืออีกเพียงสามวัน เซี่ยงเส้าหยุนได้ฝึกฝนอย่างต่อเนื่องในหอคอยแห่งขีดจำกัดระหว่างวัน ในยามราตรีเขาฝึกฝนวิทยายุทธ์ในที่พักของตน ด้วยเหตุนี้วิทยายุทธ์จึงพัฒนาอย่างก้าวกระโดด

เมื่อใดก็ตามที่เซี่ยงเส้าหยุนทำสมาธิ เขาจะโคจรการฝึกยุทธ์ ทำให้เกิดการกระเพื่อมของดวงดาวภายในร่างกาย เมื่อพลังงานพุ่งผ่านเข้าสู่จุดฝังเข็มทั้งสามร้อยหกสิบห้าจุดจะสว่างไสวราวกับทะเลสาบที่เต็มไปด้วยดวงดาว เป็นผลให้ตัวเขาประหนึ่งเป็นตัวตนอันศักดิ์สิทธิ์

นี่เป็นสิ่งที่มีเพียงผู้ฝึกยุทธ์ระดับพื้นฐานขั้นสูงสุดเท่านั้นถึงจะบรรลุได้ กระนั้นเซี่ยงเส้าหยุนสามารถบรรลุได้แม้เขาจะเป็นเพียงระดับพื้นฐานขั้นหกเท่านั้น

โดยปกติแล้วหากจุดฝังเข็มเต็มไปด้วยพลัง จากนั้นจะแปรเปลี่ยนมันเป็นพลังงานแห่งดวงดาวและปลุกผังจักรราศีให้ตื่นขึ้น ทว่าร่างกายของเซี่ยงเส้าหยุนพิเศษกว่าผู้อื่น ผังจักรราศีตื่นเองตามธรรมชาติตั้งแต่แรกเกิด ดังนั้นเขาจึงไม่จำเป็นต้องทำตามขั้นตอนนั้น!

นี่คือผลประโยชน์ของอสูรกายอัจฉริยะ ความแข็งแกร่งพุ่งผ่านเส้นลมปราณราวกับทะเลสาบขณะที่จุดฝังเข็มนั้นกระพริบตลอดเวลา ด้วยไม่อาจระงับได้อีก พลังงานภายในจึงระเบิดออก

ขั้นเจ็ด! เซี่ยงเส้าหยุนไม่จำเป็นต้องพยายามเลย ด้วยความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้การบรรลุไปอีกขั้นจึงไม่ได้เป็นปัญหาแม้แต่น้อย ในตอนนี้เขาได้เลือกที่จะปรามพลังงานที่บ้าคลั่งอีกครั้ง โดยใช้เวลาที่เหลืออยู่เพื่อรวบรวมรากฐานของตนต่อไป

I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน

I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน

我不是大魔王
Score 7.8
Status: Ongoing Released: 2019 Native Language: Chinese
อ่านนิยายเรื่อง I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน เรื่องย่อ นครขอบนภา เมืองอู่ ตำหนักยุทธ์ ตำหนักยุทธ์คือสถานที่ในเมืองอู่ ที่ได้คัดเลือกผู้ฝึกยุทธ์จากต่างเมืองมาเป็นลูกศิษย์ ทุกฤดูใบไม้ผลิ จะมีการคัดเลือกลูกศิษย์หน้าใหม่ เพราะเหตุนั้น บุตรหลานและผู้เยาว์จากหลากหลายหมู่บ้านใกล้เคียง ต่างก็หลั่งไหลกันมาเพื่อเข้ารับการทดสอบเข้าตำหนักยุทธ์ พวกเขาต่างมาแสวงหาซึ่งกำลัง ในปีนี้ การคัดเลือกเป็นลูกศิษย์ของตำหนักยุทธ์ ได้สิ้นสุดลงไปแล้ว วันนี้ได้มีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่แต่งตัวราวกับบัณฑิตได้ยืนอยู่ตรงหน้าประตูหลักของตำหนักยุทธ์ อ้อนวอนขออนุญาตเพื่อให้ได้เข้าไป เด็กหนุ่มผู้นี้น่าจะมีอายุราวสิบห้าถึงสิบหกปีและมีคุณสมบัติที่ผ่านการขัดเกลามาอย่างดี เป็นเด็กหนุ่มที่มีใบหน้าที่หล่อเหลาเจิดจ้า ข้อบกพร่องคือร่างกายมีรูปร่างที่ผอมและเสื้อผ้าของเขาก็ขาดรุ่งริ่งราวกับผ่านพ้นอะไรมามากมาย ไม่ต่างกับบัณฑิตผู้ยากไร้ “เจ้าหนุ่ม ข้ากล่าวไปหลายครั้งแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดเจ้ายังดื้อรั้นอยู่อีก? ช่วงเวลาที่ตำหนักยุทธ์ได้คัดเลือกเหล่าลูกศิษย์ได้เสร็จสิ้นไปแล้ว ถ้าหากเจ้าอยากจะเข้าร่วมตำหนัก เจ้าจงรอฤดูใบไม้ผลิครั้งหน้าและจงกลับมาอีกครั้งหนึ่ง” ทหารยามที่ยืนเฝ้าสังเกตการณ์ข้างหน้าตำหนักได้กล่าวต่อสักคำหนึ่งกับเด็กหนุ่มราวกับใกล้จะหมดความอดทน ทหารยามอีกคนหนึ่งเผยท่าทีดุร้ายจับจ้องประหนึ่งคมมีดไปยังเด็กหนุ่มพร้อมตะคอกใส่ “เจ้ามาที่นี่ก็สามวันแล้ว หากเจ้ายังไม่ไปให้พ้นจากตรงนี้ อย่าหาว่าพวกข้าไม่เตือนนะ” ทหารยามทั้งสองเชี่ยวชาญในการรับมือกับบุคคลที่ไร้ยางอายที่จะคิดเข้าไปให้ได้ เด็กหนุ่มเผยรอยยิ้มเจิดจ้าและหัวเราะ พูดว่า “พี่ชายทั้งสองอย่าทำเช่นนี้เลยข้า เซี่ยงเส้าหยุนเป็นอัจฉริยะที่พบเห็นได้ในรอบร้อยปี! ตราบใดที่พวกท่านอนุญาตให้ข้าเข้าไปข้างใน ข้าก็จะได้เป็นลูกศิษย์ของตำหนักยุทธ์อย่างแน่นอน ไม่เพียงเท่านั้นนะ ข้ายังจะเป็นลูกศิษย์ที่เลิศล้ำที่สุดในประวัติศาสตร์ของตำหนักยุทธ์! และเมื่อนั้นข้าจะไม่ลืมบุญคุณของท่านทั้งสองเลย” “ไร้สาระ! เรียกตัวเองว่าอัจฉริยะในรอบร้อยปีงั้นรึ? มองดูรูปร่างผอมบางของเจ้าก่อนไหม? ข้าเดิมพันว่าเจ้ารับหมัดของข้าไม่ได้ด้วยซ้ำ!” ทหารยามเผยสายตาดุร้ายขณะที่เขาตวาดเด็กหนุ่มพร้อมปล่อยหมัดออกไป ขณะที่หมัดกำลังเข้าใกล้ เด็กหนุ่มที่เรียกตัวเองว่าเซี่ยงเส้าหยุนตะโกนขึ้น “หยุดนะ” ดูเหมือนว่าเสียงร้องของเซี่ยงเส้าหยุนจะได้ผล มีพลังอำนาจบางอย่าง ราวกับว่าเขาคือบุคคลที่คนนับหมื่นจะต้องตกอยู่ภายใต้ตัวเขา ทหารยามผู้ที่มีสีหน้าดุดันเหม่อมองชั่วขณะหนึ่ง ดูเหมือนจะมีบางสิ่งที่แปลกประหลาดจากตัวเด็กหนุ่ม แรงกดดันมหาศาลที่อธิบายไม่ได้ที่ฉายผ่านดวงตาที่มองมา ถึงแม้ว่าทหารยามยังคงเย้ยหยันอย่างเย็นชา “กลัวแล้วงั้นรึ? งั้นก็ไสหัวไปซะไม่อย่างนั้นวันนี้จะต้องได้เห็นดีกันแน่” “นี่มันช่างน่าขัน นายน้อยผู้นี้ได้พบเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ใยจึงต้องหวาดกลัวด้วยเล่า?” เซี่ยงเส้าหยุนคิดกับตัวเอง แต่ทว่าท่าทียังคงชวนสงสารเวทนา เขาเผยรอยยิ้มอีกครั้งและพูดว่า “ดูสิ่งนี้สิ!” ในมือของเขาปรากฎชิ้นส่วนหินที่ส่องแสง หินก้อนนั้นดูบริสุทธิ์และไร้มลทิน ผู้ใดพบเห็นย่อมต้องตกตะลึง ทหารยามหวาดระแวงที่จะจ้องมองหินก้อนนั้น เมื่อมองให้ดี สีหน้าของเขาดูเปลี่ยนไปราวกับว่ามีบางสิ่งกำลังจะเกิดขึ้น เซี่ยงเส้าหยุน หัวเราะ “ฮี่ฮี่ อยากได้ใช่มั้ยล่ะ? ถ้าเกิดว่าให้คุณชายคนนี้ได้เข้าสู่ตำหนัก เจ้าเศษหินนี่…” เพี๊ยะ! ก่อนที่เซี่ยงเส้าหยุนจะพูดจบ ทหารยามได้ฟาดฝ่ามือใส่เขา หินส่องแสงโดนตบหลุดไปจากมือของเซี่ยงเส้าหยุน “เจ้ากล้าดียังไงถึงได้ใช้หินขยะนี่มาติดสินบนข้า! ข้าคิดว่าถ้าเจ้าไม่ได้เห็นโลงศพ เจ้าก็จะไม่มีวันหลั่งน้ำตาสินะ” ทหารยามยกหมัดขวาเข้าใส่เซี่ยงเส้าหยุนและกำลังจะต่อยไปยังใบหน้าของเด็กหนุ่ม “เวรเอ้ย ข้าจะเจอคนมีตาแต่หามีแววไม่อีกเท่าไหร่กัน” เซี่ยงเส้าหยุนก่นด่าตัวเขาเอง เขาหลับตาลงโดยที่ไม่ต้องทะเลาะเพราะรู้ว่าตัวเขาเองไม่มีทักษะที่จะต้านรับมันได้ ขณะที่กำปั้นกำลังจะเข้าไปทักทายใบหน้าของเด็กหนุ่ม ก็มีเสียงทุ้มลึกและดุดัน ดังขึ้น “หยุดเดี๋ยวนี้!”

Comment

Options

not work with dark mode
Reset