ราชาเหนือราชัน – ตอนที่ 23 : หอคอยแห่งขีดจำกัดห้องที่สอง!

ในห้องที่สองนั้นมีก้อนหินนับสิบบินไปมาทั่วทั้งห้องอย่างไร้จุดหมายทำให้มีช่องว่างเพียงน้อยนิด หากผู้อยู่ในห้องที่สองไม่สามารถหลบหินเหล่านี้ได้จะต้องถูกบดขยี้ราวกับเนื้อสัตว์ ด้วยเซี่ยงเส้าหยุนไม่ได้เตรียมตัวมาเท่าใดนักจึงถูกก้อนหินจำนวนมากกระแทก เขาร้องด้วยความเจ็บปวด

“บ้าฉิบ ก้อนหินพวกนี้ถูกเตรียมไว้เพื่อผู้ฝึกยุทธ์ระดับพื้นฐานจริง ๆ รึนี่? จะมีสักกี่คนกันที่จะสามารถยืนหยัดได้?” เซี่ยงเส้าหยุนร้องเสียงดัง รู้สึกราวกับต้องเผชิญหน้ากับหลายสิ่งอย่างพร้อมเพรียง หากมิใช่ผู้ฝึกฝนระดับพื้นฐานขั้นเก้าแล้วละก็ คงมิอาจป้องกันการจู่โจมของหินเหล่านี้ได้เลย

“คงต้องคิดหาวิธีโดยเร็ว!” เซี่ยงเส้าหยุนมิใช่ผู้ที่ยอมแพ้โดยง่าย ขณะที่พยายามหาหนทาง เขาจึงเริ่มหลบไปทางซ้ายทีขวาที โชคดีที่ได้รับประสบการณ์จากห้องแรกมาก่อน ทำให้เขาหลบอย่างรวดเร็วราวกับนกนางแอ่นที่สามารถหลบหลีกได้ด้วยช่องว่างอันน้อยนิด

แม้ว่าการหลบไปเรื่อย ๆ ภายในห้องให้ครบชั่วโมงดูจะเป็นทางออกที่แย่ แต่ขณะนี้โม่ปูหุย เหม่ยเหลียนฮวา และลู่เสี่ยวฉิงได้เข้ามายังห้องที่สองเช่นกัน พวกเขาเข้ามาพร้อมอาวุธประจำกายเพื่อป้องกันตนเองจากหินที่บินไปมา

ครึก เคร้ง!

เกิดประกายขึ้นจากก้อนหินที่กระทบกับอาวุธ เซี่ยงเส้าหยุนตกตะลึงชั่วครู่ก่อนจะอุทาน “เราสามารถใช้อาวุธป้องกันตนเองได้รึนี่!”

การใช้อาวุธเพื่อเปลี่ยนทิศทางของหินจะช่วยให้รับมือได้ง่ายขึ้น หลังจากพิจารณาสถานการณ์อย่างถี่ถ้วน เขาจึงตัดสินใจไม่ใช้อาวุธเพราะต้องการเพิ่มพูนทักษะในการต่อสู้เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับภายภาคหน้า ดังนั้นจึงใช้เพียงสองมือทำลายก้อนหินทั้งหมดภายในห้องแห่งนี้

คิดถึงช่วงฝึกฝนที่บ้านพัก เซี่ยงเส้าหยุนหลับตาลงก่อนจะเริ่มใช้วิชาราชันพิชิตสวรรค์ พลังงานแห่งดวงดาวเริ่มไหลเวียนไปทั่วทั้งร่างและรวบรวมความแข็งแกร่งไปยังหมัดทั้งสองก่อนจะตะโกน “ทลาย!” เสียงของเขาราวกับเสียงฟ้าผ่า ในตอนนี้หมัดทั้งสองแข็งราวกับเหล็ก

เปรี้ยง!

เซี่ยงเส้าหยุนใช้พลังเต็มพิกัดทำลายก้อนหินที่เข้ามาใกล้ แม้จะไม่มีเวลาให้ชื่นชม หินก้อนอื่นได้พุ่งกระแทกด้านหลังอย่างรวดเร็ว ด้วยความตกใจจึงบิดตัวเพื่อหลบหลีก ขณะเดียวกันตนก็สังเกตเห็นหินก้อนอื่นพุ่งมาหาด้วยความเร็ว เมื่อไม่มีหนทางให้เลือกจึงต้องฝืนปล่อยหมัดออกไปอีกครั้ง

ครั้งนี้เขาไม่อาจรวบรวมกำลังได้เร็วพอ ผลลัพธ์คือหมัดรับแรงปะทะจนหลั่งเลือด ด้วยไม่คิดให้พัก หินจากทั่วทิศเริ่มทะยานหาเขาก้อนแล้วก้อนเล่า

“เข้ามาสิ! ข้าจะทำลายพวกเจ้าทั้งหมดเอง!” เซี่ยงเส้าหยุนตะโกนจิตวิญญาณนักสู้ได้ก่อตัวขึ้น เขาต่อยออกไปอย่างรวดเร็วหมัดแล้วหมัดเล่า

โครม โครม!

การพัฒนาของวิชาราชันพิชิตสวรรค์และร่างกายที่น่าทึ่งของเซี่ยงเส้าหยุน ทำให้หินแตกออกทีละก้อน จึงมีเวลาให้พักหายใจได้บ้าง

ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่เป็นปัญหาอีก ขณะนี้เซี่ยงเส้าหยุนถูกปกคลุมไปด้วยบาดแผลทั่วร่างและถูกกระแทกก้อนหินกระแทกจนล้มลง จึงเป็นเรื่องยากที่เขาจะยืนหยัดอยู่ได้

ด้วยร่างกายถูกหินกระแทกจนแทบจะจำไม่ได้ ภาพลักษณ์ของเขาดูราวกับสัตว์ร้าย แม้ว่าจะต้องประจันหน้ากับอู่หมิงเหลียงถึงสามคนก็คงไม่ยากเท่านี้

หอคอยแห่งขีดจำกัดเป็นสถานที่สำหรับผลักดันผู้ท้าทายเพื่อบรรลุขีดจำกัดของตน มันจะทำให้เห็นว่าเขานั้นจะสามารถยืนหยัดได้หรือไม่

ขณะเดียวกันโม่ปูหุย เหม่ยเหลียนฮวาและลู่เสี่ยวฉิงทำได้ไม่ดีเช่นกัน ร่างกายของพวกเขาเทียบไม่ได้กับเซี่ยงเส้าหยุนซึ่งแข็งแกร่งตั้งแต่ยังเยาว์ด้วยยาวิญญาณ หลังจากถูกกระแทกหลายครั้งพวกเขาจึงพบว่าเป็นการยากที่จะยืนหยัดอยู่ได้

“ข้าทนไม่ไหวแล้ว ขอถอนตัว!” เหม่ยเหลียนฮวาเป็นคนแรกที่พ่ายแพ้แก่แรงกดดันและมุ่งไปยังทางออกอย่างรวดเร็ว ลู่เสี่ยวฉิงเองก็ทนได้อีกไม่นานนักจึงได้ถอนตัวออกไปเช่นกัน

สำหรับโม่ปูหุยนั้นแข็งแกร่งกว่าทั้งสองมาก ได้แต่กัดฟันแน่นและใช้หอกในมือแทงไปยังก้อนหินให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่กระนั้นก็ยังมีหินพุ่งกระแทกเขาเช่นกัน

“ดูเหมือนข้าคงต้องถอนตัวเช่นกัน” โม่ปูหุยพึมพำคำเบา ก่อนจะมุ่งตรงไปยังทางออก หลังจากที่ถอนตัว เขาหันมามองยังเซี่ยงเส้าหยุนด้วยความประหลาดใจ แต่ตนไม่อยากอยู่ในห้องนี้นานจึงรีบออกจากห้องที่สองไปอย่างรวดเร็ว

“บ้าเอ้ย ข้าไม่สามารถทนได้ถึงครึ่งชั่วโมงด้วยซ้ำ!” ขณะที่โม่ปูหุยกำลังจะออกจากห้อง เขาไม่ได้สนใจบาดแผลบนร่างกายด้วยซ้ำก่อนจะต่อยไปยังกำแพงตรงหน้าอย่างแรงเพราะไม่พอใจกับผลลัพธ์ที่ได้โดยสิ้นเชิง

“ศิษย์พี่โม่ อย่าได้หักโหมจนเกินไป ข้าเชื่อว่าท่านจะสามารถผ่านห้องนี้ไปได้เมื่อบรรลุถึงขั้นเก้าโดยสมบูรณ์แล้ว!” เหม่ยเหลียนฮวาปลอบโยน นางเองก็เจ็บใจเช่นกัน

โม่ปูหุยส่ายหัวและตอบ “ไม่เลย มันยากมากที่จะผ่านห้องนี้ได้เว้นเสียว่าข้าจะต้องฝึกฝนร่างกายให้สมบูรณ์กว่านี้ มิเช่นนั้นข้าคงมิอาจผ่านได้”

“ระดับพื้นฐานนั้นจะฝึกฝนความแข็งแกร่งของร่างกาย หากร่างกายของเจ้าถึงจุดสูงสุดแล้ว เพียงหนึ่งหมัดก็สามารถทำลายก้อนหินเหล่านั้นและทำให้สวรรค์ตะลึงได้ เช่นนั้นแล้วห้องที่สองจะยากแค่ไหนกันเชียว?” ผู้ดูแลตักเตือนแก่ผู้เยาว์ที่กำลังสิ้นหวัง

“ความแข็งแกร่งที่สามารถทำลายก้อนหินและทำให้สวรรค์ต้องตกตะลึงในหมัดเดียวงั้นรึ?” ทั้งสามครุ่นคิดต่อคำสอนของผู้ดูแลก่อนจะสำนึกในทันใด

ผู้ดูแลบอกเป็นนัยว่าร่างกายของพวกเขานั้นยังไม่ถูกขัดเกลาให้สมบูรณ์นัก โดยปกติแล้วพวกเขายังทำได้ไม่ถึงขีดจำกัดเสียด้วยซ้ำ

“ข้าจะต้องฝึกฝนความแข็งแกร่งของร่างกายให้หนักกว่านี้!” ลู่เสี่ยวฉิงพึมพำกับตนเองเบา ๆ ก่อนจะกำหมัดแน่น

โม่ปูหุยและเหม่ยเหลียนฮวาเข้าใจแนวคิดนี้เช่นกัน อย่างไรก็ตามมันชัดเจนขึ้นมากว่าการที่จะอุดช่องว่างนั้นยากเพียงใด หากต้องการจะเติบโตและแข็งแกร่งให้มากขึ้น  จะต้องเลือกที่จะใช้พลังงานจากจุดฝังเข็มเพื่อปลุกพลังแห่งดวงดาวขึ้นภายในร่างกายในเวลาอันสั้น เหตุใดจะต้องเสียเวลาฝึกฝนร่างกายกัน?

หลังจากครบกำหนดครึ่งชั่วโมง เซี่ยหลิวฮุยคลานออกจากห้องแรก ภาพดังกล่าวนั้นช่างน่าขบขัน

“ไม่เลวเลยนี่ เจ้าสามารถทนอยู่ในนั้นได้ตั้งครึ่งชั่วโมง! เจ้าคงได้รับบทเรียนบางสิ่งจากการอยู่ในนั้นแล้วสิ” ผู้ดูแลหัวเราะเสียงดังขณะมองเซี่ยหลิวฮุย

หลังออกจากห้องแรก เซี่ยหลิวฮุยสะดุดล้มลงกับพื้นและบ่นพึมพำ “ข้ากำลังจะตาย”

“นั่งขัดสมาธิเร็ว! นี่เป็นเวลาที่เจ้าจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากห้องแรก! เจ้าจะสามารถบรรลุถึงระดับพื้นฐานขั้นแปดได้ด้วยช่วงเวลานี้เท่านั้น!” ผู้ดูแลเตือนใส่เซี่ยหลิวฮุยราวกับฟ้าผ่า

ไม่รีรอเซี่ยหลิวฮุยเริ่มสงบลมหายใจและนั่งสมาธิทันที หนึ่งชั่วโมงผ่านไปในพริบตา ลู่เสี่ยวฉิงเริ่มกังวลและถามขึ้น “หนึ่งชั่วโมงผ่านไปแล้ว ท่านผู้ดูแลสูงวัย เหตุใดเซี่ยงเส้าหยุนยังไม่ออกมาอีกเล่า?”

“เขาบาดเจ็บสาหัสอยู่ในนั้นหรือเปล่า?” เหม่ยเหลียนฮวาถามอยู่ข้าง ๆ

“ข้าเชื่อมั่นว่าเซี่ยงเส้าหยุนจะออกมาได้แน่” โม่ปูหุยกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจ

ลู่เสี่ยวฉิงและเหม่ยเหลียนฮวาต่างมองอย่างประหลาดใจที่โม่ปูหุย ทั้งสองไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาจึงดูมั่นใจถึงเพียงนี้ ขณะเดียวกันผู้ดูแลกล่าวอย่างเฉยเมย “บททดสอบเข้าเจ้าหนูนี่ยังไม่จบ เขาจะต้องอยู่ในนั้นอีกหนึ่งชั่วโมง”

“อีกหนึ่งชั่วโมงเชียวรึ?! เหตุใดเขาต้องอยู่ในนั้นถึงสองชั่วโมงด้วยเล่า?” ลู่เสี่ยวฉิงอ้าปากค้าง

“ท่านผู้ดูแลสูงวัย มันเกิดอะไรขึ้นที่นี่กันแน่? เขากล่าวด้วยความตั้งใจของตนเองงั้นรึ?” เหม่ยเหลียนฮวาพบว่ามันยากที่จะเข้าใจได้ โม่ปูหุยยังคงรอคำตอบจากผู้ดูแลด้วยสีหน้าขุ่นมัว

ผู้ดูแลกล่าวราวกับว่านี่เป็นเรื่องปกติ “เวลาที่เจ้าเข้าไปยังห้องที่สองนั้นเป็นเวลาที่สั้นที่สุดที่ข้าให้ ข้าเองก็มิอาจรู้ได้ ว่าเขาจะออกมาไหมเมื่อถึงเวลานั้น”

หลังจากที่กล่าวจบ ทั้งสามต่างอ้าปากค้าง

I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน

I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน

我不是大魔王
Score 7.8
Status: Ongoing Released: 2019 Native Language: Chinese
อ่านนิยายเรื่อง I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน เรื่องย่อ นครขอบนภา เมืองอู่ ตำหนักยุทธ์ ตำหนักยุทธ์คือสถานที่ในเมืองอู่ ที่ได้คัดเลือกผู้ฝึกยุทธ์จากต่างเมืองมาเป็นลูกศิษย์ ทุกฤดูใบไม้ผลิ จะมีการคัดเลือกลูกศิษย์หน้าใหม่ เพราะเหตุนั้น บุตรหลานและผู้เยาว์จากหลากหลายหมู่บ้านใกล้เคียง ต่างก็หลั่งไหลกันมาเพื่อเข้ารับการทดสอบเข้าตำหนักยุทธ์ พวกเขาต่างมาแสวงหาซึ่งกำลัง ในปีนี้ การคัดเลือกเป็นลูกศิษย์ของตำหนักยุทธ์ ได้สิ้นสุดลงไปแล้ว วันนี้ได้มีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่แต่งตัวราวกับบัณฑิตได้ยืนอยู่ตรงหน้าประตูหลักของตำหนักยุทธ์ อ้อนวอนขออนุญาตเพื่อให้ได้เข้าไป เด็กหนุ่มผู้นี้น่าจะมีอายุราวสิบห้าถึงสิบหกปีและมีคุณสมบัติที่ผ่านการขัดเกลามาอย่างดี เป็นเด็กหนุ่มที่มีใบหน้าที่หล่อเหลาเจิดจ้า ข้อบกพร่องคือร่างกายมีรูปร่างที่ผอมและเสื้อผ้าของเขาก็ขาดรุ่งริ่งราวกับผ่านพ้นอะไรมามากมาย ไม่ต่างกับบัณฑิตผู้ยากไร้ “เจ้าหนุ่ม ข้ากล่าวไปหลายครั้งแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดเจ้ายังดื้อรั้นอยู่อีก? ช่วงเวลาที่ตำหนักยุทธ์ได้คัดเลือกเหล่าลูกศิษย์ได้เสร็จสิ้นไปแล้ว ถ้าหากเจ้าอยากจะเข้าร่วมตำหนัก เจ้าจงรอฤดูใบไม้ผลิครั้งหน้าและจงกลับมาอีกครั้งหนึ่ง” ทหารยามที่ยืนเฝ้าสังเกตการณ์ข้างหน้าตำหนักได้กล่าวต่อสักคำหนึ่งกับเด็กหนุ่มราวกับใกล้จะหมดความอดทน ทหารยามอีกคนหนึ่งเผยท่าทีดุร้ายจับจ้องประหนึ่งคมมีดไปยังเด็กหนุ่มพร้อมตะคอกใส่ “เจ้ามาที่นี่ก็สามวันแล้ว หากเจ้ายังไม่ไปให้พ้นจากตรงนี้ อย่าหาว่าพวกข้าไม่เตือนนะ” ทหารยามทั้งสองเชี่ยวชาญในการรับมือกับบุคคลที่ไร้ยางอายที่จะคิดเข้าไปให้ได้ เด็กหนุ่มเผยรอยยิ้มเจิดจ้าและหัวเราะ พูดว่า “พี่ชายทั้งสองอย่าทำเช่นนี้เลยข้า เซี่ยงเส้าหยุนเป็นอัจฉริยะที่พบเห็นได้ในรอบร้อยปี! ตราบใดที่พวกท่านอนุญาตให้ข้าเข้าไปข้างใน ข้าก็จะได้เป็นลูกศิษย์ของตำหนักยุทธ์อย่างแน่นอน ไม่เพียงเท่านั้นนะ ข้ายังจะเป็นลูกศิษย์ที่เลิศล้ำที่สุดในประวัติศาสตร์ของตำหนักยุทธ์! และเมื่อนั้นข้าจะไม่ลืมบุญคุณของท่านทั้งสองเลย” “ไร้สาระ! เรียกตัวเองว่าอัจฉริยะในรอบร้อยปีงั้นรึ? มองดูรูปร่างผอมบางของเจ้าก่อนไหม? ข้าเดิมพันว่าเจ้ารับหมัดของข้าไม่ได้ด้วยซ้ำ!” ทหารยามเผยสายตาดุร้ายขณะที่เขาตวาดเด็กหนุ่มพร้อมปล่อยหมัดออกไป ขณะที่หมัดกำลังเข้าใกล้ เด็กหนุ่มที่เรียกตัวเองว่าเซี่ยงเส้าหยุนตะโกนขึ้น “หยุดนะ” ดูเหมือนว่าเสียงร้องของเซี่ยงเส้าหยุนจะได้ผล มีพลังอำนาจบางอย่าง ราวกับว่าเขาคือบุคคลที่คนนับหมื่นจะต้องตกอยู่ภายใต้ตัวเขา ทหารยามผู้ที่มีสีหน้าดุดันเหม่อมองชั่วขณะหนึ่ง ดูเหมือนจะมีบางสิ่งที่แปลกประหลาดจากตัวเด็กหนุ่ม แรงกดดันมหาศาลที่อธิบายไม่ได้ที่ฉายผ่านดวงตาที่มองมา ถึงแม้ว่าทหารยามยังคงเย้ยหยันอย่างเย็นชา “กลัวแล้วงั้นรึ? งั้นก็ไสหัวไปซะไม่อย่างนั้นวันนี้จะต้องได้เห็นดีกันแน่” “นี่มันช่างน่าขัน นายน้อยผู้นี้ได้พบเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ใยจึงต้องหวาดกลัวด้วยเล่า?” เซี่ยงเส้าหยุนคิดกับตัวเอง แต่ทว่าท่าทียังคงชวนสงสารเวทนา เขาเผยรอยยิ้มอีกครั้งและพูดว่า “ดูสิ่งนี้สิ!” ในมือของเขาปรากฎชิ้นส่วนหินที่ส่องแสง หินก้อนนั้นดูบริสุทธิ์และไร้มลทิน ผู้ใดพบเห็นย่อมต้องตกตะลึง ทหารยามหวาดระแวงที่จะจ้องมองหินก้อนนั้น เมื่อมองให้ดี สีหน้าของเขาดูเปลี่ยนไปราวกับว่ามีบางสิ่งกำลังจะเกิดขึ้น เซี่ยงเส้าหยุน หัวเราะ “ฮี่ฮี่ อยากได้ใช่มั้ยล่ะ? ถ้าเกิดว่าให้คุณชายคนนี้ได้เข้าสู่ตำหนัก เจ้าเศษหินนี่…” เพี๊ยะ! ก่อนที่เซี่ยงเส้าหยุนจะพูดจบ ทหารยามได้ฟาดฝ่ามือใส่เขา หินส่องแสงโดนตบหลุดไปจากมือของเซี่ยงเส้าหยุน “เจ้ากล้าดียังไงถึงได้ใช้หินขยะนี่มาติดสินบนข้า! ข้าคิดว่าถ้าเจ้าไม่ได้เห็นโลงศพ เจ้าก็จะไม่มีวันหลั่งน้ำตาสินะ” ทหารยามยกหมัดขวาเข้าใส่เซี่ยงเส้าหยุนและกำลังจะต่อยไปยังใบหน้าของเด็กหนุ่ม “เวรเอ้ย ข้าจะเจอคนมีตาแต่หามีแววไม่อีกเท่าไหร่กัน” เซี่ยงเส้าหยุนก่นด่าตัวเขาเอง เขาหลับตาลงโดยที่ไม่ต้องทะเลาะเพราะรู้ว่าตัวเขาเองไม่มีทักษะที่จะต้านรับมันได้ ขณะที่กำปั้นกำลังจะเข้าไปทักทายใบหน้าของเด็กหนุ่ม ก็มีเสียงทุ้มลึกและดุดัน ดังขึ้น “หยุดเดี๋ยวนี้!”

Comment

Options

not work with dark mode
Reset