ราชาเหนือราชัน – ตอนที่ 62 : โปรดตอบรับคำข้าด้วย คุณชาย

ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าผู้อาวุโสเจิ่นเผิงจะทำสิ่งใด และพวกเขาทั้งหมดมองไปที่ตำแหน่งของชายสูงวัยที่กำลังบินอยู่ ที่ด้านล่าง มีเด็กหนุ่มซึ่งดูราวกับกำลังแอบหนีจากห้องแห่งขีดจำกัด เด็กหนุ่มผู้เป็นเป้าหมายของผู้อาวุโสเจิ้นเผิง

“บ้าฉิบ! ไม่ว่าเราจะทำสิ่งใดต่อท่าน ท่านก็จะไม่ไว้ชีวิตข้าหรือ?” เด็กหนุ่มก่นด่าตนเอง

เด็กหนุ่มผู้นั้นคือเซี่ยงเส้าหยุนนั่นเอง เขาพยายามออกจากห้องแห่งขีดจำกัดที่หก และวางแผนหลบหลีกระหว่างที่ผู้อาวุโสเจิ้นเผิงกำลังเฉลิมฉลองต่อการบรรลุนี้ และไม่คาวคิดว่าจะโดนจับได้ ในตอนนั้นเอง ผู้อาวุโสเจิ้นเผิงได้ลงมาใกล้เคียงกับเขา ปิดเส้นทางหลบหนี ชายสูงวัยเป็นถึงผู้ฝึกยุทธ์ระดับล่องนภาขั้นสอง และด้วยเพิ่งจะบรรลุระดับยุทธ์ขั้นนี้ จึงเคลื่อนที่ได้รวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ

“ศะ ศิษย์พี่ ท่านต้องการสิ่งใด? ก็ได้ ก็ได้ ข้าขอยอมแพ้” เซี่ยงเส้าหยุนยกมือขึ้น กล่าวอย่างประหม่า ด้วยเกรงกลัวว่าชายสูงวัยจะสังหารตนด้วยความโกรธ

ผู้อาวุโสเจิ้นเผิงจ้องมองไปที่เซี่ยงเส้าหยุน ใบหน้าแสดงออกอย่างซับซ้อน เขารู้สึกขัดแย้งต่อตนเอง ว่าจะทำสิ่งใดต่อเด็กหนุ่มตรงหน้าดี ในตอนนั้นเอง หยางเกาฉวน ฉิงสิวเหอ และผู้อาวุโสคนอื่นก็มาถึง

หยางเกาฉวนกล่าวอย่างเร่งรีบ “ผู้อาวุโสเจิ้นเผิง โปรดยกโทษให้ด้วย ข้าเป็นผู้ส่งเด็กหนุ่มคนนี้เข้าไปในห้องแห่งขีดจำกัดที่หกเอง เขาเป็นผู้มีห้าดวงดาวสถิตร่าง และมียังมีอนาคตที่งดงามรอคอยเขาอยู่”

หยางเกาฉวนขอร้องให้ลดโทษต่อเซี่ยงเส้าหยุน เนื่องจากเชื่อว่าผู้อาวุโสเจิ้นเผิงกำลังกล่าวโทษเด็กหนุ่มที่เข้าไปรบกวนระหว่างบรรลุขั้นนั่นเอง แม้จะไม่มีผู้ใดทราบว่าเกิดสิ่งใดขึ้น แต่เมื่อพวกเขาได้ยินคำของหยางเกาฉวนเกี่ยวกับเซี่ยงเส้าหยุน พวกเขาจึงพอคาดเดากันได้

“ท่านเจ้าตำหนัก เกิดสิ่งใดขึ้นกับเซี่ยงเส้าหยุน? เหตุใดจึงอนุญาตให้เขาเข้าไปในห้องแห่งขีดจำกัดที่หกเล่า ในเมื่อทราบดีว่าผู้อาวุโสเจิ้นเผิงอยู่ด้านใน?” ฉิงสิวเหอกล่าวถามอย่างสงสัย

หยางเกาฉวนตอบกลับ “นี่ไม่ใช่เวลาที่จะพูดเรื่องนี้ โปรดจัดการเรื่องที่สำคัญก่อนเถิด”

ในเวลานั้นเอง หลี่เสวียเหมิงได้ตะโกนใส่เซี่ยงเส้าหยุนจากกลุ่มผู้อาวุโส “ช่างสามหาวนัก! เซี่ยงเส้าหยุน รีบคุกเข่าขอขมาต่อความผิดของเจ้าเสีย! ที่ไปรบกวนการบรรลุของผู้อาวุโสเจิ้นเผิง มิเช่นนั้นโทษของเจ้าคือจะต้องตาย!”

คำของหลี่เสวียเหมิงนั้น ถูกกล่าวในเวลาที่เหมาะเจาะ คำเหล่านั้นจุดประกายความโกรธให้แก่ผู้อาวุโสคนอื่น ด้วยสิ่งต้องห้ามที่เข้าไปรบกวนผู้ที่กำลังบรรลุขั้นนั้น มิต้องกล่าวถึงบางสิ่งที่สำคัญพอกันกับการบรรลุสู่ระดับล่องนภาของผู้อาวุโสเจิ้นเผิง

ยอดฝีมือระดับราชาเพียงคนเดียวบ่งบอกถึงความรุ่งโรจน์ของตำหนักยุทธ์ในตอนนี้ หากการบรรลุขั้นนั้นล้มเหลว เซี่ยงเส้าหยุนคงมิอาจทำสิ่งใดได้ นอกจากจะต้องตายซ้ำไปซ้ำมาเป็นสิบครา แม้จะเป็นผู้มีห้าดวงดาวสถิตร่างก็ตาม

“สำหรับความกล้าที่จะก่อกวนการบรรลุขั้นของผู้อาวุโสเจิ้นเผิงนั้น คงมิอาจปล่อยเด็กคนนี้ไว้ได้!” หนึ่งในผู้อาวุโสกล่าว

“ถูกต้อง ไม่ว่าจะมีเหตุผลใดในการเข้าไปยังห้องแห่งขีดจำกัด ก็มิอาจลบล้างความผิดได้”

“ไอ้เด็กเหลือขอเอ้ย นี่เขาคิดว่าสามารถทำสิ่งใดก็ได้ เพราะมีห้าดวงดาวสถิตงั้นหรือ? ข้าขอเสนอให้ทำให้เขาพิการ และขับไล่ออกจากตำหนักยุทธ์ไปเสีย!”

“ข้าคิดว่าเราควรฆ่าเขาเสีย เพื่อมิให้มีปัญหาในภายภาคหน้า”

มีผู้อาวุโสจำนวนหนึ่งเห็นด้วยกับหลี่เสวียเหมิง พวกเขาล้วนสนิทสนมกับหลี่เสวียเหมิง ในขณะที่คนอื่นเริ่มเข้าหาผู้อาวุโสเจิ้นเผิง

ผู้อาวุโสอีกจำนวนหนึ่งมิกล่าวสิ่งใด พวกเขาแสดงออกอย่างซับซ้อน ขณะที่ยังไม่อาจคาดคะเนต่อสิ่งที่เกิดขึ้นได้ จึงไม่กล่าวตัดสินใด

จื่อฉางเหอทำได้เพียงกล่าว “เย็นก่อนเหล่าอาวุโส ข้าคิดว่าควรให้ผู้อาวุโสเจิ้นเผิงตัดสินใจ หากเซี่ยงเส้าหยุนทำผิดจริง เขาก็ควรถูกลงโทษ แต่หากเป็นความเข้าใจผิดเล่า ข้าขอร้องท่านอาวุโสเจิ้นเผิง และท่านเจ้าตำหนัก ในการล่วงเกินต่อพวกท่าน”

“จื่อฉางเหอ เจ้าต้องไม่ลืมว่าการก่อกวนต่อการบรรลุขั้นของผู้อาวุโสเจิ้นเผิงนั้น จะต้องตายสถานเดียว แม้แต่อาจารย์ของเจ้าก็มิอาจปกป้องเขาจากสถานการณ์เช่นนี้ได้ ผู้อาวุโสเจิ้นเผิงได้บรรลุสู่ระดับราชานั้นไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ นะ!”

“นี่เจ้ากำลังใช้ตำแหน่งอย่างไม่เหมาะสม เพื่อล้างแค้นต่อความแค้นส่วนตัว! ข้าเชื่อว่าผู้อาวุโสเจิ้นเผิงมีความคิดส่วนตัวต่อเรื่องนี้ คำพูดสรุปนั้นมิได้ขึ้นอยู่กับท่าน!” จื่อฉางเหอลุกขึ้นยืน

หลี่เสวียเหมิงกำลังจะเถียงกลับ แต่เสียงของหยางเกาฉวนก็ดังขั้น

“พอได้แล้ว หยุดเถียงกัน โปรดฟังคำของผู้อาวุโสเจิ่นเผิงก่อนเถิด”

ทำให้ผู้อาวุโสทุกคนต่างเงียบสงบ

ในเวลานั้นเอง เซี่ยงเส้าหยุนกล่าวอย่างอ่อนโยน “ศะ ศิษย์พี่ อะ อย่าจ้องมองเข้าเช่นนั้นสิ ขะ ข้าเขินนะ” หลังจากสิ้นคำนั้น คอของเขาลดต่ำลงไปอีก ตัวเขาในตอนนี้ทำให้ผู้คนใกล้เคียงอยากจะรีบพุ่งไปตบตี

เขาก้มหัวลงต่อหน้าเซี่ยงเส้าหยุน “คุณชาย ได้โปรดให้ข้าติดตามท่าน และเป็นผู้อารักขาท่านตั้งแต่นี้ไปด้วยเถิด”

โครม!

คำพูดเหล่านั้นกระแทกใจต่อผู้ได้ฟัง ทำให้พวกเขาต้องงุนงง ด้วยผู้ฝึกยุทธ์ระดับราชันคือผู้ที่อยู่จุดสูงสุดเหนือผู้อื่น และยังเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในตำหนักยุทธ์ หรืออาจจะมีอำนาจที่สุดในเมืองอู่ก็เป็นได้

แต่ราชาเช่นเขากลับกล่าวสาบานจะจงรักภักดีต่อเด็กหนุ่มระดับดวงดาวผู้นี้หรือ? นี่โลกกลับตาลปัตรแล้วหรือไร พวกเขาต่างสงสัยว่ากำลังต้องมองภาพลวงตา แม้แต่เซี่ยงเส้าหยุนก็ยังตะลึง

“โปรดตอบรับข้าด้วยเถิด คุณชาย!” ผู้อาวุโสเจิ้นเผิงขอร้อง ขณะอีกฝ่ายไม่ตอบคำใด

ในขณะเดียวกัน หยางเกาฉวนเลียริมฝีปากตนเอง และกล่าว “ ทะ ท่านอาวุโสเจิ้นเผิง ทะ ท่านคิดจะทำสิ่งใดกัน? เจ้าเด็กนี่เป็นเพียงระดับดวงดาวนะ แม้จะมีห้าดวงดาวสถิตร่าง แต่ก็ยังอ่อนแอกว่าท่านนัก! หรือหากต้องการเขามากจริง ๆ ท่านอาจให้คำแนะนำในการฝึกยุทธ์แก่เขาได้”

หลี่เสวียเหมิงมิอาจต้านทานได้เช่นกัน จึงกล่าวขึ้น “ท่านอาวุโสเจิ้นเผิง ทะ ท่านถูกเจ้าเด็กนี่หลอกเอาหรือไม่? ให้ข้าฆ่ามันแทนท่านไหม!”

“สามหาว!” ผู้อาวุโสเจิ้นเผิงจ้อมมองอย่างเคียดแค้นต่อหลี่เสวียเหมือง คำที่กล่าวออกมานั้นดังก้องราวกับฟ้าผ่า และออร่าแห่งราชาก็ปะทุขึ้น ส่งหลี่เสวียเหมิงบินไปในทันใด และกระอักเลือด สร้างภาพอันน่าตกใจแก่เหล่าผู้อาวุโส

ผู้อาวุโสเจิ้นเผิงจ้องมองฝูงชน และกล่าวอย่างจริงจัง “ข้า  เจิ้นเผิง แม้จะอายุมากแล้ว ข้ารู้ว่าต้องทำสิ่งใด นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เขาจะมาเป็นคุณชายของข้า ข้าจะขอยืนหยัดเคียงข้างเพื่อปกป้องให้เขาเติบใหญ่ แม้แต่การวางนิ้วมือลงบนตัวเขา ข้าจะถือว่าสิ่งนั้นเท่ากับทำร้ายข้าเช่นกัน!”

I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน

I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน

我不是大魔王
Score 7.8
Status: Ongoing Released: 2019 Native Language: Chinese
อ่านนิยายเรื่อง I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน เรื่องย่อ นครขอบนภา เมืองอู่ ตำหนักยุทธ์ ตำหนักยุทธ์คือสถานที่ในเมืองอู่ ที่ได้คัดเลือกผู้ฝึกยุทธ์จากต่างเมืองมาเป็นลูกศิษย์ ทุกฤดูใบไม้ผลิ จะมีการคัดเลือกลูกศิษย์หน้าใหม่ เพราะเหตุนั้น บุตรหลานและผู้เยาว์จากหลากหลายหมู่บ้านใกล้เคียง ต่างก็หลั่งไหลกันมาเพื่อเข้ารับการทดสอบเข้าตำหนักยุทธ์ พวกเขาต่างมาแสวงหาซึ่งกำลัง ในปีนี้ การคัดเลือกเป็นลูกศิษย์ของตำหนักยุทธ์ ได้สิ้นสุดลงไปแล้ว วันนี้ได้มีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่แต่งตัวราวกับบัณฑิตได้ยืนอยู่ตรงหน้าประตูหลักของตำหนักยุทธ์ อ้อนวอนขออนุญาตเพื่อให้ได้เข้าไป เด็กหนุ่มผู้นี้น่าจะมีอายุราวสิบห้าถึงสิบหกปีและมีคุณสมบัติที่ผ่านการขัดเกลามาอย่างดี เป็นเด็กหนุ่มที่มีใบหน้าที่หล่อเหลาเจิดจ้า ข้อบกพร่องคือร่างกายมีรูปร่างที่ผอมและเสื้อผ้าของเขาก็ขาดรุ่งริ่งราวกับผ่านพ้นอะไรมามากมาย ไม่ต่างกับบัณฑิตผู้ยากไร้ “เจ้าหนุ่ม ข้ากล่าวไปหลายครั้งแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดเจ้ายังดื้อรั้นอยู่อีก? ช่วงเวลาที่ตำหนักยุทธ์ได้คัดเลือกเหล่าลูกศิษย์ได้เสร็จสิ้นไปแล้ว ถ้าหากเจ้าอยากจะเข้าร่วมตำหนัก เจ้าจงรอฤดูใบไม้ผลิครั้งหน้าและจงกลับมาอีกครั้งหนึ่ง” ทหารยามที่ยืนเฝ้าสังเกตการณ์ข้างหน้าตำหนักได้กล่าวต่อสักคำหนึ่งกับเด็กหนุ่มราวกับใกล้จะหมดความอดทน ทหารยามอีกคนหนึ่งเผยท่าทีดุร้ายจับจ้องประหนึ่งคมมีดไปยังเด็กหนุ่มพร้อมตะคอกใส่ “เจ้ามาที่นี่ก็สามวันแล้ว หากเจ้ายังไม่ไปให้พ้นจากตรงนี้ อย่าหาว่าพวกข้าไม่เตือนนะ” ทหารยามทั้งสองเชี่ยวชาญในการรับมือกับบุคคลที่ไร้ยางอายที่จะคิดเข้าไปให้ได้ เด็กหนุ่มเผยรอยยิ้มเจิดจ้าและหัวเราะ พูดว่า “พี่ชายทั้งสองอย่าทำเช่นนี้เลยข้า เซี่ยงเส้าหยุนเป็นอัจฉริยะที่พบเห็นได้ในรอบร้อยปี! ตราบใดที่พวกท่านอนุญาตให้ข้าเข้าไปข้างใน ข้าก็จะได้เป็นลูกศิษย์ของตำหนักยุทธ์อย่างแน่นอน ไม่เพียงเท่านั้นนะ ข้ายังจะเป็นลูกศิษย์ที่เลิศล้ำที่สุดในประวัติศาสตร์ของตำหนักยุทธ์! และเมื่อนั้นข้าจะไม่ลืมบุญคุณของท่านทั้งสองเลย” “ไร้สาระ! เรียกตัวเองว่าอัจฉริยะในรอบร้อยปีงั้นรึ? มองดูรูปร่างผอมบางของเจ้าก่อนไหม? ข้าเดิมพันว่าเจ้ารับหมัดของข้าไม่ได้ด้วยซ้ำ!” ทหารยามเผยสายตาดุร้ายขณะที่เขาตวาดเด็กหนุ่มพร้อมปล่อยหมัดออกไป ขณะที่หมัดกำลังเข้าใกล้ เด็กหนุ่มที่เรียกตัวเองว่าเซี่ยงเส้าหยุนตะโกนขึ้น “หยุดนะ” ดูเหมือนว่าเสียงร้องของเซี่ยงเส้าหยุนจะได้ผล มีพลังอำนาจบางอย่าง ราวกับว่าเขาคือบุคคลที่คนนับหมื่นจะต้องตกอยู่ภายใต้ตัวเขา ทหารยามผู้ที่มีสีหน้าดุดันเหม่อมองชั่วขณะหนึ่ง ดูเหมือนจะมีบางสิ่งที่แปลกประหลาดจากตัวเด็กหนุ่ม แรงกดดันมหาศาลที่อธิบายไม่ได้ที่ฉายผ่านดวงตาที่มองมา ถึงแม้ว่าทหารยามยังคงเย้ยหยันอย่างเย็นชา “กลัวแล้วงั้นรึ? งั้นก็ไสหัวไปซะไม่อย่างนั้นวันนี้จะต้องได้เห็นดีกันแน่” “นี่มันช่างน่าขัน นายน้อยผู้นี้ได้พบเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ใยจึงต้องหวาดกลัวด้วยเล่า?” เซี่ยงเส้าหยุนคิดกับตัวเอง แต่ทว่าท่าทียังคงชวนสงสารเวทนา เขาเผยรอยยิ้มอีกครั้งและพูดว่า “ดูสิ่งนี้สิ!” ในมือของเขาปรากฎชิ้นส่วนหินที่ส่องแสง หินก้อนนั้นดูบริสุทธิ์และไร้มลทิน ผู้ใดพบเห็นย่อมต้องตกตะลึง ทหารยามหวาดระแวงที่จะจ้องมองหินก้อนนั้น เมื่อมองให้ดี สีหน้าของเขาดูเปลี่ยนไปราวกับว่ามีบางสิ่งกำลังจะเกิดขึ้น เซี่ยงเส้าหยุน หัวเราะ “ฮี่ฮี่ อยากได้ใช่มั้ยล่ะ? ถ้าเกิดว่าให้คุณชายคนนี้ได้เข้าสู่ตำหนัก เจ้าเศษหินนี่…” เพี๊ยะ! ก่อนที่เซี่ยงเส้าหยุนจะพูดจบ ทหารยามได้ฟาดฝ่ามือใส่เขา หินส่องแสงโดนตบหลุดไปจากมือของเซี่ยงเส้าหยุน “เจ้ากล้าดียังไงถึงได้ใช้หินขยะนี่มาติดสินบนข้า! ข้าคิดว่าถ้าเจ้าไม่ได้เห็นโลงศพ เจ้าก็จะไม่มีวันหลั่งน้ำตาสินะ” ทหารยามยกหมัดขวาเข้าใส่เซี่ยงเส้าหยุนและกำลังจะต่อยไปยังใบหน้าของเด็กหนุ่ม “เวรเอ้ย ข้าจะเจอคนมีตาแต่หามีแววไม่อีกเท่าไหร่กัน” เซี่ยงเส้าหยุนก่นด่าตัวเขาเอง เขาหลับตาลงโดยที่ไม่ต้องทะเลาะเพราะรู้ว่าตัวเขาเองไม่มีทักษะที่จะต้านรับมันได้ ขณะที่กำปั้นกำลังจะเข้าไปทักทายใบหน้าของเด็กหนุ่ม ก็มีเสียงทุ้มลึกและดุดัน ดังขึ้น “หยุดเดี๋ยวนี้!”

Comment

Options

not work with dark mode
Reset