ราชาเหนือราชัน – ตอนที่ 96: หรือเสี่ยวไป่จะมีสายเลือดจักรพรรดิกัน?

“เหตุใดข้าจึงเอามันไปไม่ได้เล่า ในเมื่อมันอยู่ที่นี่?” เซี่ยงเส้าหยุนถาม

เขามองไปยังแท่งสีดำที่มีรูปร่างคล้ายก้อนถ่านมากกว่าไม้ มันดูไม่มีอะไรพิเศษ แต่แท่งสีดำนั่นเป็นสมบัติอันมีค่าของโถงโอสถ ไม้อัสนีบาต

ด้วยถูกเรียกในนามไม้อัสนีบาตเพราะมันเกิดจากพันธุ์ไม้ซึ่งดึงดูดฟ้าผ่า ซึ่งไม้เหล่านี้มีความต้านทานต่อฟ้าผ่าได้ และยังสามารถงอกใหม่ได้เมื่อถูกฟ้าผ่า ตำนานเล่าขานว่าหลังถูกฟ้าผ่า  และงอกใหม่แปดสิบเอ็ดครั้ง ต้นไม้จะแปรสภาพเป็นไม้สายฟ้าอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งสามารถต้านทานสายฟ้าโดยสมบูรณ์

และสิ่งสำคัญกว่านั้น เมื่อใช้ไม้นั่น ผู้ฝึกยุทธ์จะสามารถฝึกฝนพลังแห่งสายฟ้า ซึ่งเป็นหนึ่งในพลังทำลายล้างขั้นสูง  และด้วยความหายากของมันจึงทำให้เป็นสิ่งมีค่ามหาศาล

ไม้อัสนีบาตมีระดับเทียบเท่ากับพืชวิญญาณระดับสูง ไม้ต้องถูกฟ้าผ่าถึงกี่ครากันจึงจะมีรูปร่างเช่นนี้? แม้มันจะดูเหมือนตายไปแล้ว แต่อันที่จริง มันยังคงมีชีวิตอยู่ หลังจากที่นำมันไปแช่ในน้ำพุวิญญาณ มันจะงอกใหม่อีกครั้ง

“สิ่งนี้เป็นสมบัติของโถงโอสถ เจ้าทำได้เพียงแค่รับชมแต่ห้ามนำมันออกไป เรายังคงต้องยืมพลังของมันเพื่อเก็บเอาพลังสายฟ้าในช่วงฤดูฝน” ผู้ดูแลกล่าวอย่างจริงจัง

นี่เป็นสมบัติของโถงแห่งนี้ และเขาต้องเก็บมันไว้เพื่อรวบรวมพลังสายฟ้าเพื่อช่วยผู้อาวุโสในการนำพลังสายฟ้าเหล่านั้นมาพัฒนาพวกเขา  แม้เซี่ยงเส้าหยุนจะมีสถานะพิเศษในตำหนักยุทธ์ แต่ผู้ดูแลก็มิอาจอนุญาตให้นำสมบัตินี่ไปใช้ได้

เซี่ยงเส้าหยุนสามารถมองเห็นได้เลยว่าผู้ดูแลประหม่าเพียงใด คงไม่ใช่เรื่องง่ายดายที่จะนำไม้อัสนีบาตไป ดังนั้น เขาจึงไปหยิบเอาวัตถุดิบอื่น ก่อนจะออกไปจากโถงโอสถ

จากนั้นไม่นาน ผู้อาวุโสเจิ้นเผิงได้มายังโถงโอสถ เขาตรงไปยังตำแหน่งของไม้อัสนีบาต แม้แต่ผู้ดูแลก็ไม่มีความกล้าจะส่งเสียงใด

เช้าตรู่ของอีกวัน เซี่ยงเส้าหยุน ผู้อาวุโสเจิ้นเผิง และจื่อฉางเหอกำลังมุ่งหน้าไปยังเทือกเขาร้อยอสูร ในการเดินทางครั้งนี้ เป้าหมายหลักของเซี่ยงเส้าหยุนคือสถานที่ซึ่งสายฟ้ารวมตัวกัน ซึ่งสถานที่นั้นอยู่ในส่วนลึกของเทือกเขาร้อยอสูรซึ่งเป็นส่วนที่อันตรายมาก

เหล่าสัตว์อสูรที่อาศัยที่นั้นล้วนเป็นปีศาจชั้นสูง และยังสามารถพบราชาปีศาจได้ที่นั่นเช่นกัน ไม่มีมนุษย์คนใดกล้าย่างกรายไปที่นั่น มีเพียงผู้ฝึกยุทธ์ระดับราชาเท่านั้นถึงจะกล้าเข้าไป

กลุ่มของเซี่ยงเส้าหยุนไม่เร่งรีบนัก หลังจากเสี่ยวไป่ขยายร่างกาย เซี่ยงเส้าหยุนขี่เสี่ยวไป่ และเริ่มออกเดินทางอย่างสบายผ่านเทือกเขาร้อยสัตว์อสูร ด้วยต้องการเวลาไตร่ตรองถึงขั้นตอนการฝึกยุทธ์

เซี่ยงเส้าหยุนยังต้องการทำอีกหลายสิ่ง และสำหรับรายการของเขาเป็นสิ่งที่ผู้อื่นคาดไม่ถึง การแข็งแกร่งขึ้นเพียงลำพังไม่เพียงพอสำหรับเขาที่จะเอาคืนทั้งหมดที่เคยเป็นของตน จึงต้องการผู้ติดตามจำนวนมาก

ผู้อาวุโสเจิ้นเผิง และจื่อฉางเหอแข็งแกร่งพอสมควร แต่พวกเขายังห่างไกลจากสิ่งที่เด็กหนุ่มต้องการนัก ทั้งสองจะช่วยได้จริงหากตัดสินใจจะดูแลเขาอย่างเหมาะสม นอกจากนั้น เขายังต้องการเหล่าทหารที่จงรักภักดี ซึ่งคงไม่สามารถไปไกลได้กว่านี้หากทำด้วยตัวเอง

หากมีผู้ที่มีพรสวรรค์เฉกเช่นคุณชายผู้นี้ คงไม่ใช่ความคิดที่ดีนักที่จะใช้เวลาในการฝึกฝนเหล่าผู้ติดตาม โชคไม่ดีนัก เพราะไม่เป็นเช่นนั้น เซี่ยงเส้าหยุนคร่ำครวญภายใน จากนั้นเขาก็กล่าวกับเสี่ยวไป่ให้เคลื่อนที่ไวขึ้นในขณะมุ่งหน้าไปยังเทือกเขาร้อยอสูร เมื่อมาถึงขอบของเทือกเขาร้อยสัตว์อสูร พวกเขาจึงตรงเข้าไปโดยไม่หยุดพัก

“เส้าหยุน เราต้องระมัดระวังตั้งแต่ตรงนี้ไป” จื่อฉางเหอกล่าวเตือน

เซี่ยงเส้าหยุนตอบกลับ “แน่นอน ข้าทราบดี”

แม้จะมีผู้อาวุโสเจิ้นเผิงอยู่ข้างกาย แต่สถานที่แห่งนี้ยังคงมีอันตรายนานับประการ

ผ่านไปไม่นาน สัตว์ปีศาจได้เข้าจู่โจมพวกเขา เสี่ยวไป่สัมผัสได้ และโจมตีก่อนที่คนอื่นจะทันได้ทำสิ่งใด ก่อนหน้านี้เสี่ยวไป่จะกลืนแก่นอสูร และเขี่ยวพยัคฆ์ มันจึงเติบโตไม่หยุดโดยที่ไม่ดึงดูดสิ่งใด

แม้แต่เซี่ยงเส้าหยุนก็ยังไม่รู้ว่าตอนนี้เสี่ยวไป่แข็งแกร่งเพียงใด แต่เขาคิดว่าเสี่ยวไป่ได้เติบโตจนเป็นปีศาจชั้นกลางแล้ว และแน่นอนว่าปีศาจชั้นกลางที่ประจันหน้ากับเสี่ยวไป่นั้นถูกสังหารอย่างรวดเร็ว

“คุณชาย สัตว์ปีศาจของท่านนั้นแข็งแกร่งนัก เขาใกล้จะบรรลุเป็นปีศาจชั้นสูงแล้ว” ผู้อาวุโสร้องเตือนเมื่อสัมผัสถึงความแข็งแกร่งของเสี่ยวไป่

“ใช่ และข้าสงสัยว่าเขาเป็นเพียงเสือลายธรรมดา” จื่อฉางเหอกล่าวกับหมาป่าอาวุโสของตน เขาเรียนรู้สิ่งนี้จากหมาป่า ว่าอย่าประมาทเจ้าเสือน้อยตัวนี้

“เหอะ เหอะ ข้าหวังเช่นนั้น แต่สิ่งที่อยากให้เขาเรียนรู้ที่สุดคือการฝึกพูด การสื่อสารจะทำให้สิ่งต่าง ๆ ง่ายดายขึ้น” เซี่ยงเส้าหยุนกล่าวอย่างอารมณ์ดี

“โดยทั่วไปแล้ว สัตว์ปีศาจจะสามารถพูดได้เมื่อพวกมันบรรลุถึงช่วงท้ายของการเป็นปีศาจชั้นสูง ข้าเชื่อว่าคงอีกไม่นานนัก” ผู้อาวุโสเจิ้นเผิงกล่าว

“ได้ยินไหม เสี่ยวไป่? การบรรลุเป็นปีศาจชั้นสูงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม หลังจากนั้นเจ้าจะสามารถพูดคุยกับนายของเจ้าได้” เซี่ยงเส้าหยุนกล่าวขณะลูบเสี่ยวไป่

ทันใดนั้น เสี่ยวไป่หันกลับไป และกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ละ ลูกพี่ อันที่จริงข้าพูดภาษามนุษย์ได้แล้ว”

ทั้งสามต่างตัวแข็งทื่อ

“ฮ่า ฮ่า เสี่ยวไป่ นี่เจ้าเรียนการพูดเมื่อไหร่กัน? เหตุใดจึงไม่กล่าวกับข้า?” เซี่ยงเส้าหยุนถามด้วยความปิติ ขณะกอดเสี่ยวไป่  แม้เซี่ยงเส้าหยุนจะยังเป็นผู้เยาว์ และวิธีที่เขาทำจะเปรียบได้กับจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์ แต่ก็ยังคงเป็นเด็กหนุ่มทั้งกาย และใจ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องปกติที่จะมีความสุขมาก เมื่อสัตว์เลี้ยงเรียนรู้ที่จะพูดในที่สุด

“ผ่านไปเพียงไม่นาน ข้าได้รับทักษะในการพูดคุยหลังจากกลืนเขี่ยวพยัคฆ์เข้าไป แต่ข้ายังพูดได้ไม่ดีนัก จึงทำได้แต่เก็บเอาไว้เงียบ ๆ” เสี่ยวไป่ตอบกลับด้วยความเขินอาย

“ไม่ต้องกังวลเรื่องนั้น เจ้าต้องฝึกฝนเพิ่ม และเจ้าจะสามารถพูดได้อย่างคล่องแคล้ว มาสิ มาลองกันอีกครั้ง เราจะคุยกันไปตลอดทาง” เซี่ยงเส้าหยุนกล่าว

ผู้อาวุโสเจิ้นเผิง และจื่อฉางเหอต่างจ้องมองกัน แววตาเผยความไม่เชื่อสิ่งที่พบเห็น แม้แต่สัตว์สายพันธุ์ราชาก็ไม่อาพูดคุยได้ก่อนที่จะบรรลุเป็นปีศาจขั้นสูง หรือเสี่ยวไป่จะมีสายเลือดแห่งจักรพรรดิกัน?

ในชั่วพริบตาเดียว ก็ผ่านไปหนึ่งวัน และพวกเขายังคงอยู่รอดปลอดภัยขณะมาถึงเส้นแบ่งชั้นนอก และชั้นในของเทือกเขาร้อยสัตว์อสูร ที่นี่ ทุกคนต่างเริ่มวิตกกังวล

เหล่าสัตว์ปีศาจจำนวนมากปรากฏขึ้นในพื้นที่แห่งนี้ สิ่งเดียวที่ทำได้เมื่อพบฝูงสัตว์ร้ายคือหลบหนีไป โชคดีที่จื่อฉางเหอคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้เป็นอย่างดี และพวกเขาสามารถอ้อมไปรอบดินแดนของสัตว์ปีศาจชั้นสูงมากมายได้ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเขาจึงสามารถผ่านไปได้อย่างง่ายได้

ในความเป็นจริง ผู้อาวุโสเจิ้นเผิงต้องการบินตรงไปยังสถานที่ซึ่งสายฟ้ารวมตัวกัน แต่เซี่ยงเส้าหยุนปฏิเสธข้อเสนอ นี่เป็นโลกของสัตว์ปีศาจ หากพวกมันสามารถบินได้ ซึ่งหมายความว่าพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับสัตว์ปีศาจทั้งหมด และหากยั่วยุเหล่าสัตว์ปีศาจ แม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับราชาก็คงไม่อาจรอดชีวิตจากความโกรธเกรี้ยวของพวกมันไปได้

ไม่มีใครเข้าใจเรื่องนี้ได้ดีไปกว่าเซี่ยงเส้าหยุนอีกแล้ว หลังจากผ่านไปครึ่งวัน ในที่สุดพวกเขาก็ได้เข้าใกล้สถานที่ซึ่งสายฟ้ามารวมตัวกัน แร้งสายฟ้ามากมายกำลังร่อนอยู่ในอากาศ บางตัวก็พุ่งตัวมาที่พวกเขา

I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน

I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน

我不是大魔王
Score 7.8
Status: Ongoing Released: 2019 Native Language: Chinese
อ่านนิยายเรื่อง I’m not the Overlord! ราชาเหนือราชัน เรื่องย่อ นครขอบนภา เมืองอู่ ตำหนักยุทธ์ ตำหนักยุทธ์คือสถานที่ในเมืองอู่ ที่ได้คัดเลือกผู้ฝึกยุทธ์จากต่างเมืองมาเป็นลูกศิษย์ ทุกฤดูใบไม้ผลิ จะมีการคัดเลือกลูกศิษย์หน้าใหม่ เพราะเหตุนั้น บุตรหลานและผู้เยาว์จากหลากหลายหมู่บ้านใกล้เคียง ต่างก็หลั่งไหลกันมาเพื่อเข้ารับการทดสอบเข้าตำหนักยุทธ์ พวกเขาต่างมาแสวงหาซึ่งกำลัง ในปีนี้ การคัดเลือกเป็นลูกศิษย์ของตำหนักยุทธ์ ได้สิ้นสุดลงไปแล้ว วันนี้ได้มีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่แต่งตัวราวกับบัณฑิตได้ยืนอยู่ตรงหน้าประตูหลักของตำหนักยุทธ์ อ้อนวอนขออนุญาตเพื่อให้ได้เข้าไป เด็กหนุ่มผู้นี้น่าจะมีอายุราวสิบห้าถึงสิบหกปีและมีคุณสมบัติที่ผ่านการขัดเกลามาอย่างดี เป็นเด็กหนุ่มที่มีใบหน้าที่หล่อเหลาเจิดจ้า ข้อบกพร่องคือร่างกายมีรูปร่างที่ผอมและเสื้อผ้าของเขาก็ขาดรุ่งริ่งราวกับผ่านพ้นอะไรมามากมาย ไม่ต่างกับบัณฑิตผู้ยากไร้ “เจ้าหนุ่ม ข้ากล่าวไปหลายครั้งแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดเจ้ายังดื้อรั้นอยู่อีก? ช่วงเวลาที่ตำหนักยุทธ์ได้คัดเลือกเหล่าลูกศิษย์ได้เสร็จสิ้นไปแล้ว ถ้าหากเจ้าอยากจะเข้าร่วมตำหนัก เจ้าจงรอฤดูใบไม้ผลิครั้งหน้าและจงกลับมาอีกครั้งหนึ่ง” ทหารยามที่ยืนเฝ้าสังเกตการณ์ข้างหน้าตำหนักได้กล่าวต่อสักคำหนึ่งกับเด็กหนุ่มราวกับใกล้จะหมดความอดทน ทหารยามอีกคนหนึ่งเผยท่าทีดุร้ายจับจ้องประหนึ่งคมมีดไปยังเด็กหนุ่มพร้อมตะคอกใส่ “เจ้ามาที่นี่ก็สามวันแล้ว หากเจ้ายังไม่ไปให้พ้นจากตรงนี้ อย่าหาว่าพวกข้าไม่เตือนนะ” ทหารยามทั้งสองเชี่ยวชาญในการรับมือกับบุคคลที่ไร้ยางอายที่จะคิดเข้าไปให้ได้ เด็กหนุ่มเผยรอยยิ้มเจิดจ้าและหัวเราะ พูดว่า “พี่ชายทั้งสองอย่าทำเช่นนี้เลยข้า เซี่ยงเส้าหยุนเป็นอัจฉริยะที่พบเห็นได้ในรอบร้อยปี! ตราบใดที่พวกท่านอนุญาตให้ข้าเข้าไปข้างใน ข้าก็จะได้เป็นลูกศิษย์ของตำหนักยุทธ์อย่างแน่นอน ไม่เพียงเท่านั้นนะ ข้ายังจะเป็นลูกศิษย์ที่เลิศล้ำที่สุดในประวัติศาสตร์ของตำหนักยุทธ์! และเมื่อนั้นข้าจะไม่ลืมบุญคุณของท่านทั้งสองเลย” “ไร้สาระ! เรียกตัวเองว่าอัจฉริยะในรอบร้อยปีงั้นรึ? มองดูรูปร่างผอมบางของเจ้าก่อนไหม? ข้าเดิมพันว่าเจ้ารับหมัดของข้าไม่ได้ด้วยซ้ำ!” ทหารยามเผยสายตาดุร้ายขณะที่เขาตวาดเด็กหนุ่มพร้อมปล่อยหมัดออกไป ขณะที่หมัดกำลังเข้าใกล้ เด็กหนุ่มที่เรียกตัวเองว่าเซี่ยงเส้าหยุนตะโกนขึ้น “หยุดนะ” ดูเหมือนว่าเสียงร้องของเซี่ยงเส้าหยุนจะได้ผล มีพลังอำนาจบางอย่าง ราวกับว่าเขาคือบุคคลที่คนนับหมื่นจะต้องตกอยู่ภายใต้ตัวเขา ทหารยามผู้ที่มีสีหน้าดุดันเหม่อมองชั่วขณะหนึ่ง ดูเหมือนจะมีบางสิ่งที่แปลกประหลาดจากตัวเด็กหนุ่ม แรงกดดันมหาศาลที่อธิบายไม่ได้ที่ฉายผ่านดวงตาที่มองมา ถึงแม้ว่าทหารยามยังคงเย้ยหยันอย่างเย็นชา “กลัวแล้วงั้นรึ? งั้นก็ไสหัวไปซะไม่อย่างนั้นวันนี้จะต้องได้เห็นดีกันแน่” “นี่มันช่างน่าขัน นายน้อยผู้นี้ได้พบเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ใยจึงต้องหวาดกลัวด้วยเล่า?” เซี่ยงเส้าหยุนคิดกับตัวเอง แต่ทว่าท่าทียังคงชวนสงสารเวทนา เขาเผยรอยยิ้มอีกครั้งและพูดว่า “ดูสิ่งนี้สิ!” ในมือของเขาปรากฎชิ้นส่วนหินที่ส่องแสง หินก้อนนั้นดูบริสุทธิ์และไร้มลทิน ผู้ใดพบเห็นย่อมต้องตกตะลึง ทหารยามหวาดระแวงที่จะจ้องมองหินก้อนนั้น เมื่อมองให้ดี สีหน้าของเขาดูเปลี่ยนไปราวกับว่ามีบางสิ่งกำลังจะเกิดขึ้น เซี่ยงเส้าหยุน หัวเราะ “ฮี่ฮี่ อยากได้ใช่มั้ยล่ะ? ถ้าเกิดว่าให้คุณชายคนนี้ได้เข้าสู่ตำหนัก เจ้าเศษหินนี่…” เพี๊ยะ! ก่อนที่เซี่ยงเส้าหยุนจะพูดจบ ทหารยามได้ฟาดฝ่ามือใส่เขา หินส่องแสงโดนตบหลุดไปจากมือของเซี่ยงเส้าหยุน “เจ้ากล้าดียังไงถึงได้ใช้หินขยะนี่มาติดสินบนข้า! ข้าคิดว่าถ้าเจ้าไม่ได้เห็นโลงศพ เจ้าก็จะไม่มีวันหลั่งน้ำตาสินะ” ทหารยามยกหมัดขวาเข้าใส่เซี่ยงเส้าหยุนและกำลังจะต่อยไปยังใบหน้าของเด็กหนุ่ม “เวรเอ้ย ข้าจะเจอคนมีตาแต่หามีแววไม่อีกเท่าไหร่กัน” เซี่ยงเส้าหยุนก่นด่าตัวเขาเอง เขาหลับตาลงโดยที่ไม่ต้องทะเลาะเพราะรู้ว่าตัวเขาเองไม่มีทักษะที่จะต้านรับมันได้ ขณะที่กำปั้นกำลังจะเข้าไปทักทายใบหน้าของเด็กหนุ่ม ก็มีเสียงทุ้มลึกและดุดัน ดังขึ้น “หยุดเดี๋ยวนี้!”

Comment

Options

not work with dark mode
Reset