ลิขิตรักสมรสพระราชทาน – ตอนที่ 13 คู่ควรแล้ว

บรรยากาศในสวนไม้ดอกนั้นราวกับสวนสรรค์ก็มิปานหากเเค่มิใช่เพราะความสวยสดงดงามของไม้ดอกเพียงเท่านั้น

หากเป็นไอรักไอความสุขที่เเผ่จากหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีที่ยืนยิ้มอยู่ ณ เบื้องหน้าของกันเเละกัน

“เกอเกอ ท่านมานี้? ” หยาเหยานางเอ่ยขึ้น วูบเเรกนางประหลาดใจดีใจที่ได้พบ วูบที่สองเเววตาของนางก็เกิดหลุบต่ำลง เมื่อครู่เขาจะได้ยินประโยคที่นางเอ่ยกับหลงจูผู้นั้นหรือไม่?

“ยินดีหรือไม่? ” เผิงอวิ๋นเอ่ยถามนางได้ท่าทีที่สุขุมหากเเต่อบอุ่น

“ยินดี? ” หยาเหยานางไม่เข้าใจนัก

“ที่พบข้า” เผิงอวิ๋นยิ้มอีกหน ในตอนนี้รอยยิ้มของเขาบ่งบอกได้เลยว่าเขารู้สึกสุขล้นมากเพียงใด

ยามนี้ที่กั้นกลางระหว่างนางกับเผิงอวิ๋นก็เป็นเพียงพุ่มไม้ดอกกลมๆ นั้น

ก่อนที่หยาเหยานางจะเอ่ยคำใด หลงจูนางก็ได้เดินตามนางมาเสียก่อน….

“คุณชายเผิง” หลงจูนางย่อกายทำความคารพ

เผิงอวิ๋นเขายิ้มเเละพยักหน้า….. หากเเต่กระทำต่อหยาเหน้า สายตาเขามองมาที่หยาเหยาเพียงเท่านั้น

“ยินดีกับท่านทั้งสองด้วย หลงจูได้ยินชื่อเสียงของท่านมาบ้าง นับว่าเหมาะสมกันยิ่งเเล้วเจ้าค’ะ” หลงจูนางเอ่ยขึ้น

หยาเหยานางยิ้มเจือนๆ ให้หลงจู อะไรกันเมื่อครู่ยังจะขอร้องนางให้กลับไปหาหลู่เมิ่งอยู่หยกๆ น่าตายจริงๆ

“เจ้ายิ้มเจื่อนเช่นนั้นมิเห็นด้วยกับเเม่นางผู้นี้หรอกหรือ” เผิงอวิ๋นเอ่ยขึ้น

“ไม่…. ไม่ใช่!! ” หยาเหยานางร้องอุทานขึ้น จากนั้นนางก็ได้เเต่เม้มปาก นางทำเช่นนี้ก็เท่ากับว่าเห็นด้วยกับคำพูดของหลงจู เเละปฎิเสธว่านางมิมิได้ยินดีซ้ำซ้อนกันไปอีก

เผิงอวิ๋นอมยิ้มอย่างชอบใจ เขาหยอกนางได้อีกหน ท่าทีรนรานซุกซนที่เก็บซ้อนภายใต้คราบของคุณหนูเพียงหนึ่งเเก่งขจวนอัครเสนาบดีนั้น มักจะหลุดออกมาบ่อยๆ

ในตอนนั้นหลงจูนางสัมผัสได้ถึงความรักของเผิงอวิ๋นที่มีให้กับหยาเหยา จนทำให้นางนั้นเเทบจะกลายเป็นธาตุอากาศที่ไร้ตัวตนไปในพริบตา

ใจหนึ่งนางก็ยินดีใจหนึ่งนางก็มิยินดี ออกจะอิจฉาริษยาเสียด้วยซ้ำ

ข้อหนึ่งซื้อหยาเหยานางงดงามพื้นเพนางก็สูงส่ง ตบเเต่งบุรุษก็ได้เเต่งกับนายทัพเเม้นหย่าขาดได้ชื่อว่าเป็นสตรีร้างเรือนหอก็ยังมีบุรุษที่พร้อมพรั่งด้วยรูปทรัพย์ ยศฐาที่ควรคู่เสียอีก นางช่างมีโชคดีเป็นทรัพย์โดยเเท้

ในตอนที่หยาเหยานางกำลังเหม่อๆ ก้มๆ หลบๆ ของนางอยู่นั้นจู่ๆ ร่างของเผิงอวิ๋นก็มาปรากฎอยู่ข้างกายนาง

พร้อมกับร่มสีน้ำเงินขลิบขาวคันหนึ่งที่กางอยู่เหนือศรีษะของนาง ก่อนที่นางจะหันมาสบตากับเผิงอวิ๋น ริมฝีปากของเขาที่เสมอกับดวงตาของนางพอดิบพอดี

“น้องพี่เเต่เล็กเจ้าก็ชอบออกมาตากเเดดจากลมเช่นนี้ หากล้มป่วยไปที่โทษได้พี่ก็ได้เเต่โทษตัวพี่เองนี่เเล้ว” เผิงอวิ๋นกระทำราวกับว่าโลกใบนี้มีเขากับนางเพียงเท่านั้น

เผิงอวิ๋นเขาประคองไหล่ของหยาเหยาที่ออกจากตัวเเข็งหากเเต่ก็โอนอ่อนเดินตามเผิงอวิ๋นอย่างว่าง่าย เผิงอวิ๋นพาร่างบางเดินจากไปจากตรงนั้นโดยทันที

หลงจูที่มองดูก็ทำสิ่งใดมิถูก…… เผิงอวิ๋นผู้นั้นดีต่อหยาเหยาโดยเเท้มิเเปลกที่หยาเหยาจะเอ่ยคำว่าไม่รัก ไม่รู้สึก!! ใดๆ กับหลู่เมิ่งนั้นเเล้ว เเต่หลู่เมิ่งเล่ายามนี้เป็นคน…. หากเเต่ไม่เต็มคน เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้

ชั่วเวลาไม่นานที่ต่างหนึ่งสตรี หนึ่งบุรุษโชคชะตากลับพลิกผลัน….. ผู้หนึ่งเคยรักมั่นหากเเต่มิใยดีผู้หนึ่งเคยมิใยดีกับใช้ชีวิตอย่างสงบเมื่อขาดนางมิได้

นี่จะเรียกได้ว่ารักหรือไม่? หรือหลู่เมิ่งเพียงเเต่เสียดายนางเท่านั้น หรือเห็นผู้ที่เหนือกว่าได้นางไปครองจึงทนมิได้เช่นนั้นหรือ?

ข้อนี้นอกจากสวรรค์เบื้องบนหรือใจหลู่เมิ่งจะทราบดีเเก่ใจเเล้วนั้น ก็มีเพียงเวลาเท่านั้นที่จะยืนยันทุกสิ่งทุกอย่าง

หลงจูมองเผิงอวิ๋นกับหยาเหยาเดินจากไป….. ใจนางก็คิดตาม

“คู่ควรเเล้ว” หลงจูนางรำพึง ดูท่าเเม่ทัพของนางคงจะสิ้นวาสนาเสียเเล้ว

ลิขิตรักสมรสพระราชทาน

ลิขิตรักสมรสพระราชทาน

Status: Ongoing
อ่านนิยาย ลิขิตรักสมรสพระราชทานบทนำ เริ่มที่รัก จากด้วยชัง “ข้าซื่อหยาเหยา มีค่าเกินกว่าจะให้ใครหรือเเม้นเเต่ท่านดูถูกเหยียดหยาม ตัวข้าก็คนมีหัวใจ ไม่ต่างอะไรกับท่านเลย” เป็นคำพูดสุดท้ายก่อนที่นางจะเดินหันหลังให้กับจวนเเม่ทัพใหญ่ไป นางสู้อดทนมาเป็นเวลาหนึ่งปี ไม่เคยปริปากบ่น แม้นสักคำก็มิมีบอกให้ซื่อเฟิงมู่บิดาตนรู้ว่า ตลอดเวลาที่นางใช้ชีวิตอยู่ที่จวนเเม่ทัพเเห่งนี้ต้องทนรับความอัปยศเพียงใด หนึ่งปีก่อนหน้านี้ “มีราชโองการเเม่ทัพใหญ่ สกุลหยาง นามหลู่เมิ้ง มีความชอบใหญ่หลวงต่อแผ่นดิน จึงประทานสมรสให้เเต่งกับ สตรีสกุลซื่อ นามหยาเหยา เป็นภรรยา จบราชโองการ!! ” หลู่เมิ้งโค้งคำนับรับราชโองการ….. ใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใดๆ การเเต่งงานการเมืองเช่นนี้ผู้ใดจะพึงใจกัน!! . . คืนวันเเต่งงาน ภายในห้องหอหญิงสาวผู้ได้ชื่อว่างามล้ำซ้ำยังเป็นหยกล้ำค่าเเห่งจวนอัครเสนาบดี กำลังนั่งใบหน้าเเดงกล่ำมีเพียงพัดเป็นฉากกั้นกลางระหว่างนางกับบุรุษที่นางรักเเละหมายปอง สตรีเช่นนางหากเเต่งเข้าจวนอ๋องหรือวังไท่จื่อ เกรงว่าจะเหมาะสมกว่าด้วยซ้ำ เเต่นางหยาเหยา… รักบุรุษผู้นี้มาตั้งเเต่เเรกพบสบตา ใช้วิธีการต่างๆ นาๆ สุดท้ายให้บิดาผู้เป็นเอกอัครเสนาบดี ทูลต่อฮองเต้ ให้เเต่งนางเข้าจวนเเม่ทัพ หลู่เมิ้งในวัยยี่สิบเจ็ดปี.. มีรูปกายเป็นทรัพย์อันลำค่า บุรุษในวัยหนุ่มร่างกายกำยำ มากด้วยสติปัญญา ซ้ำยังมิเคยยุ่งเกี่ยวสตรี รอยยิ้มอันงดงามตราตรึงใจนางไว้ได้ “สมใจเจ้าเเล้วสินะ?? ” “ท่านพี่ว่าอย่างไรนะเจ้าคะ” หร่งเหยาเอ่ยขึ้น ทั้งที่บุรุษผู้นั้นเพิ่งเปิดประตูเข้ามาเเท้ๆ กลับเอ่ยวาจาประหลาดนัก “ก็ที่เเต่งเข้าจวนข้าได้ คงสมใจเจ้าเเล้ว?? ” “เรื่องนั้น….” หยาเหยายิ้ม “ท่านพี่ ท่านจะไปไหนเจ้าคะ ยัง.. ยังไม่ได้….” “ราชโองการเพียงให้ข้าเเต่งเจ้าเข้าจวน.. มิได้บอกให้รักเจ้า ให้ดีต่อเจ้า หรือห้ามให้ข้าออกจากห้องหอไปเสพสุขกับสตรีนางอื่น” ‘ปั่ง!! ‘ เสียงประตูปิดดังลั่นจนร่างบางต้องสะท้านด้วยความตกใจ.. บุรุษผู้นี้ใช่บุรุษที่นางเฝ้ารัก ที่นางถนอมกายใจ ไว้มอบให้เขาจริงหรือ ใช่บุรุษที่มีรอยยิ้มงดงามที่นางพบวันนั้นใช่หรือไม่?? เหตุใดเขาจึงใจร้ายต่อนางนักหยาเหยา ผู้ไม่เคยถูกกระทำรุนเเรงต่อจิตใจเช่นนี้ถึงกับกลั่นน้ำตาไว้ไม่อยู่… …………… โรงเตี้ยมฟูหลัว “ท่านเเม่ทัพวันนี้เป็นคืนเข้าหอเเท้ๆ เหตุใดท่านจึงออกมาดื่มเหล้ากับพวกข้าเช่นนี้เล่า ฮูหยินมิเคืองท่านเเย่หรือ” “จะพูดถึงนางทำไมกัน” “อ่าว.. นางเป็นภรรยาท่าน?? ” “หึ… นางเพียงเเต่งเพื่อเสริมอำนาจให้บิดานางเพียงเท่านั้น อย่าได้สนใจเลย” “ท่านเเม่ทัพ เหตุใดท่านจึงคิดเช่นนั้น” “ให้ข้าคิดเป็นอื่นได้อย่างไรเล่า หน้าก็มิเคยพบ.. จะให้รักหรืออย่างไร?? ” สามวันต่อมา หลู่เมิ่งออกจากจวนไปสามวันพึ่งกลับ… กลับมาเขาคิดว่าหยาเหยามิพ้นต้องโกรธเป็นฟืนไฟ หากเเต่ตรงกันข้าม.. พอถึงจวนนางกลับยกอาหารยกน้ำชามาต้อนรับเขาด้วยสีหน้ายิ้มเเย้ม ใบหน้าของหญิงสามวัยเเรกเเย้ม….. งดงาม งดงามสมคำร่ำลือ กริยาอ่อนหวานอ่อนโยนน่าถนอมยิ่ง สายตาที่นางมองเขาราวกับกระต่ายน้อยเเสนเชื่อง “ท่านพี่ ท่านกลับมาเเล้ว ข้าทำอาหารไว้รอท่าน” “ไม่ต้องลำบากหรอก บ่าวไพร่ในจวนก็ออกมาก” “ไม่ลำบากเจ้าคะ เพื่อท่านพี่ น้องเต็มใจ” “ดี!! เช่นนั้น.. นับจากวันนี้ไปงานทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับตัวข้า ไม่ว่าจะเสื้อผ้า อาหารการกิน น้ำที่ข้าอาบ ให้เจ้าเป็นคนจัดการเองทั้งหมด” “เอ้?? ” “ทำไม.. ทำไม่ได้หรือ” “ได้.. ได้เจ้าคะ” หลังจากวันนั้นเสื้อผ้าทุกตัวของหลู่เมิ่งก็ต้องให้หยาเหยาเป็นคนจัดการซักเองกับมือ อาหารทุกอย่างก็เป็นหยาเหยาที่เป็นคนจัดเเจง น้ำที่เขาใช้อาบก็เป็นนางตระเตรียมให้ทุกเย็น.. นางคอยเติมน้ำปรับอุณหภูมิให้พอเหมาะเพื่อให้ หลู่เมิ้ง สุดที่รัก ดวงใจของนางพอใจ.. ลำบากเพียงใดนางมิเคยปนิปากบ่น สามเดือนผ่านไป หยาเหยาทำหน้าที่ทุกอย่างมิขาดตกบกพร่อง.. อีกฝ่ายกับคิดไปอีกทาง คิดว่านางทนทำเช่นนี้ก็เพราะเพื่ออำนาจของตระกูลนางจะได้มั่นคงเพียงเท่านั้น

Comment

Options

not work with dark mode
Reset