วิวาห์สายฟ้าแลบ กับคุณสามีผู้ลึกลับ – ตอนที่ 66 จุดประสงค์แอบแฝง

เย่ฉ่าวเฉินไม่สนใจกิจกรรมพวกนี้ จุดประสงค์ของงานที่มหาลัยหนานฮวาจัดขึ้นพวกนี้ไม่มีอะไรน่าสนมากไปกว่าส่งเสริมคนที่มีความสามารถเข้าไปยังบริษัทใหญ่ๆ มันเป็นธุรกิจเชิงพาณิชย์

“ไม่จำเป็น คุณปฎิเสธพวกเขาไปเถอะ”

เลขาหลิวพยักหน้า และพูดอย่างสุภาพว่า ” ค่ะ ดิฉันจะไปดำเนินการเดี๋ยวนี้ ”

เมื่อพูดจบ ก็เดินออกจากประตูไป

เย่ฉ่าวเฉินก้มหน้าทำงานต่อ จู่ๆก็มีลมพัดเข้ามา ทำให้เอกสารที่เลขาวางไว้ปลิวตกลง ทำให้เขาเหลือบไปเห็นของที่ดูคุ้นตาชิ้นหนึ่ง

เขารีบหยิบเอกสารขึ้นมาพลิกดูสองสามหน้า เขาก็เห็นภาพวาดที่คุ้นตา

ไม่ผิด นี่เป็นภาพวาดของผู้หญิงในคืนนั้น มันเหมือนกับของที่เขามี !

เมื่อเขาดูประวัติของผู้ออกแบบ เขียนชื่อว่า เฉียวซินโยว ข้างๆมีรูปถ่ายของเขาติดอยู่ นั่นคือผู้หญิงที่ปรากฏตัวในบ้านของเขานั่นเอง !

หรือว่าสัญชาตญาณของเขามันจะผิด?

ผู้หญิงคนนั้นคือ เฉียวซินโยวจริงๆหรอ ?

“ เลขาหลิว รอเดี๋ยว “

เย่ฉ่าวเฉินเงยหน้าขึ้น และห้ามไม่ให้เลขาหลิวออกห้อง

เลขาหลิวรีบหันกลับมาและถามด้วยความเคารพว่า “ประธานเย่ คุณยังมีคำสั่งอะไรอีกไหมคะ ?”

เย่ฉ่าวเฉินไม่อธิบายอะไร ดวงตากระพิบและพูดเชิงขู่เบาๆว่า “เปลี่ยนแผน ฉันจะไปร่วมตัดสินการแข่งขันที่มหาวิทยาลัยหนานฮวา !”

เลขาหลิวผงะด้วยความงงงวย เห็นได้ชัดว่าเมื่อครู่เขาปฎิเสธที่จะไม่เข้าร่วม ทำไมภายในเสี้ยววินาทีเขาถึงเกิดเปลี่ยนใจได้

อย่างไรก็ตามเย่ฉ่าวเฉินคุ้นชินกับการออกงานคนเดียวมาโดยตลอด เลขาหลิวจึงไม่แปลกใจอะไร จึงตอบกลับไปทันทีว่า “ รับทราบค่ะ ฉันจะไปจัดการให้เดี๋ยวนี้ “

เย่ฉ่าวเฉินพยักหน้า จ้องมองไปที่รูปที่ออกแบบด้วยความไม่เข้าใจ…..

…….

ตอนค่ำ เมื่อกลับมาถึงบ้าน

หลังจากเย่ฉ่าวเฉินเดินเข้าบ้าน ฉินหม่าก็เดินเข้ามาหยิบเสื้อสูทที่เขาถอดออก พร้อมกล่าวทักทายด้วยท่าทีที่สุภาพและเตือนว่า คุณชาย อาหารค่ำเตรียมพร้อมแล้ว โปรดไปรับประทานอาหารเย็นก่อน

“ อืม ”

เขาเดินไปที่โต๊ะอย่างช้าๆ เย่ฉ่าวเฉินมองไปที่โต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหาร พลางเหลือบมองไปที่ว่างข้างๆเขาขมวดคิ้วและถามด้วยความสงสัยว่า “คุณหนูล่ะ ? ค่ำขนาดนี้แล้วไปไหนไม่กลับบ้าน ?”

คุณอาหวังรู้สึกถึงอารมณ์ที่ไม่ค่อยดีของเย่ฉ่าวเฉิน จึงรีบตอบกลับไปว่า “คุณชาย คุณหนูกลับมานานแล้ว ตอนนี้อยู่ที่ชั้นบน บอกว่าจะออกแบบผลงาน เธอบอกว่าไม่อยากให้ใครเข้าไปรบกวน”

เมื่อได้ยินว่าเธออยู่บ้าน อารมณ์ของเย่ฉ่าวเฉินก็เย็นลง จากนั้นก็พูดจาถากถางและเย็นชาว่า งานอะไรจะสำคัญขนาดถึงกับไม่มากินข้าว คุณอาหวัง ไปเรียกเธอลงมาหาฉันเดี๋ยวนี้ !

คุณอาหวังมองไปที่เย่ฉ่าวเฉินที่กำลังโกรธ พลางถอนหายใจและพูดความจริงว่า “ผมขึ้นไปเรียกคุณหนูหลายครั้งแล้ว สองครั้งแรกคุณหนูบอกว่าอีกสักครู่ แต่ว่าหลังจากนั้นไปเรียกแล้วแต่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับ”

หึ !เย่ฉ่าวเฉินสถบออกมาพลางถามด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาว่า “ เธอยู่ที่ห้องไหน ? “

“ ห้องนอนครับ “

เขาโยนตะเกียบออกด้วยความโกรธ ก่อนที่เย่ฉ่าวเฉินจะลุกขึ้นและเดินขึ้นบันไดไปชั้นสอง ก่อนจะผลักประตูเข้าห้องไป

ในห้องไม่ได้เปิดไฟ มืดไปหมดทั้งสี่ด้าน เงียบซะจนเข็มตกก็ได้ยิน

“ มู่เวยเวย เธอตายรึยัง ? ไม่ใช่ว่ากำลังทำงานออกแบบอยู่รึไง ปิดไฟแบบนี้จะทำได้ยังไง ฉันว่าเธอคงจะนอน….. “

เย่ฉ่าวเฉินพูดด้วยความโกรธ ทันใดนั้นเขาก็ชักงักไปและสักเกตุเห็นอะไรบางอย่างที่มุมห้อง

โคมไฟตั้งโต๊ะสีเหลืองส่องแสงอันอบอุ่นสองไปยังโต๊ะสีเหลี่ยมข้างล่าง

ขณะนี้มีร่างบางนอนอยู่บนโต๊ะ ใบหน้าที่เรียวงามของเธอวางอยู่บนแขนของเธอ เธอหลับตาสนิทสีหน้าดูสงบและมีเสน่ห์

ข้างๆแขนของเธอ มีกระดาษและปากกาวางอยู่ บนกระดาษมีรอยขีดเขียนเค้าโครงอยู่ เย่ฉ่าวเฉินจ้องมองรูปนั้นอยู่พักหนึ่ง และเริ่มทนไม่ได้กับภาพวาด เขาแสดงสีหน้าที่ดูถูกออกมา ภาพกราฟิกแบบนี้เด็กเล็กยังวาดได้ดีกว่าเธออีกมั้ง?

“มู่เวยเวย ตื่นเดี๋ยวนี้ ลงไปกินข้าว !”เย่ฉ่าวเฉินออกแรงเขย่าเธอ พลางเรียกด้วยน้ำเสียงเย็นชา

เสียงตะโกนปลุกมู่เวยเวยที่อยู่ในห้วงนิทราให้ตื่นขึ้น เธอค่อยๆลืมตาขึ้นมา

เธอเงยหน้าขึ้นมองเย่ฉ่าวเฉินที่ทำหน้าเย้ยหยั่นอยู่ น้ำเสียงของมู่เวยเวยดูแหบแห้งและเกียจคร้าน “ฉันพึ่งจะได้นอนก็ถูกคุณปลุก เย่ฉ่าวเฉิน ทำไมคุณน่ารำคาญขนาดนี้นะ !”

เย่ฉ่าวเฉินพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เธอบอกคุณอาหวังไม่ใช่หรอว่าจะทำงานออกแบบ ไม่ยักจะรู้เธอสามารถวาดภาพในความฝันได้ด้วย ?”

พูดจบ สายตาเขาก็มองลงไปที่โต๊ะอีกครั้ง และพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูถูกว่า “นี่ไม่ใข่ผลงานที่คุณออกแบบในความฝันหรอกใช่ไหม ?”

เขาเหลือบมองไป มู่เวยเวยรีบดึงแบบร่างเก็บเข้าไปในลิ้นชัก เงยหน้าขึ้นมามองท่าทางที่เย้ยหยั่นของเขา ความโกรธในใจเธอก็ลุกโชนขึ้นมา

เขาวิจารณ์งานของเธอได้ แต่อย่ามาดูถูกงานของเธออย่างเด็ดขาด !

เพราะนั่นคือผลงานของเธอ คือความพยายามของเธอทั้งหมด !

“เย่ฉ่าวเฉินระวังปากของคุณหน่อย งานดีไซน์พวกนี้เพิ่งเริ่มทำ ยังมีอีกหลายส่วนที่ยังไม่ได้วาด คุณเลยยังเห็นมันปะหลาดแบบนี้ !” มู่เวยเวยกำมือสองข้างแน่น และพูดตอบกลับไป

เย่ฉ่าวเฉินเพิกเฉยต่อความโกรธของเธอ เขาแสดงท่าทีไม่เห็นด้วย และพูดเหยียดหยามว่า “งั้นเธอจะวาดหัวหมู หรือวาดลา ล่ะ ? แต่จากระดับของเธอ ฉันว่าเด็กสามขวบยังวาดได้ดีกว่าเธอ ยังกล้าเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นงานดีไซน์หรอ แล้วยังไม่อายคำดูถูกอีก!”

ไปตายซะ !

ไอ้บ้านี่ !

ปากเสียจริงๆ !

มู่เวยเวยโกรธจนแทบบ้า เธอคิดสงสัยว่าเธอกับเขาเกลียดชังกันมาแต่ชาติปางก่อนรึไง !

“เย่ฉ่าวเฉิน คุณคิดว่ามันสนุกใช่ไหมที่เอาความพยายามของคนอื่นมาล้อเล่น ? คุณเป็นคนที่ใจร้ายและไร้ยางอายจริงๆ บนโลกนี้ไม่มีใครเกินคุณเลย !คุณมันบ้าที่สุด !”

มู่เวยเวยตอบกลับด้วยความโกรธ

“เหอะ….”เมื่อเห็นท่าทางโกรธของเธอ ในใจของเย่ฉ่าวเฉินก็รู้สึกยินดีขึ้นมา

ไม่รู้ทำไม เมื่อเห็นมู่เวยเวยโกรธ ในใจเขากับรู้สึกพอใจ เขาก็ไม่เข้าใจความรู้สึกนี้ อาจเป็นเพราะเธอคือน้องสาวของมู่เทียนเย่ละมั้ง !

“มาตรฐานการออกแบบของมหาวิทยาลัยหนานฮวาคงจะต่ำลงไปมาก พวกเป็นแต่วาดรูปหมารูปแมวก็รับเข้ามา มันเปลี่ยนเป็นแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่นะ ?” ยิ่งเห็นเธอโกรธ เย่ฉ่าวเฉินยิ่งยั่วโมโหเธอ

”คุณ——”

มู่เวยเวยกัดฟันจ้องมองไปที่เขาด้วยความโกรธ จากนั้นเธอก็นึกอะไรขึ้นได้ “มหาวิทยาลัยฉันกำลังจะจัดงานแข่งขันออกแบบแฟชั่นโชว์ แต่น่าเสียดายในสายตาคุณมันไม่เท่าฉัน เพราะผลงานฉันเข้ารอบแล้ว หึ !”

ฉ่าวเฉินสะดุ้งเล็กนอย จากนั้นก็ยิ้มที่มุมปากพร้อมพูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยว่า “โอ้ ? คงไม่ใช่ผลงานที่เธอไปก๊อปคนอื่นมาหรอกใช่ไหม ? ฉันว่าคนอย่างเธอ มีโอกาสทำแบบนั้นสูง !”

“ไอ้บ้านี่ !”

มู่เวยเวยด่ากราด เธอโกรธจนอยากฆ่าเขาให้ตาย ถ้าไม่ใช่เพราะว่าแรงเธอสู้เขาไม่ได้ เธอคงจะกัดเขาให้ตายไปแล้ว !

“ชาติที่แล้วฉันไปติดหนี้อะไรคุณ ? ทำไมคุณถึงจ้องจะทำอย่างนี้กับฉัน ? “มู่เวยเวยสูดหายใจเข้าลึกๆและถามออกไป

เย่ฉ่าวเฉินก้าวไปใกล้บีบคางเธอและพูดอย่างเย็นชาว่า “ไม่ใช่ชาติที่แล้ว แต่เป็นชาตินี้ที่เธอติดฉัน ถ้าเทียบกับสิ่งที่พวกเธอทำกับฉันแล้ว นับว่าฉันใจดีแล้วด้วยซ้ำ !”

สีหน้าของเขาแสดงความไม่พอใจออกมา น้ำเสียงที่เย็นชาทำให้ห้องนี้ดูเย็นยะเยือกขึ้นมา

“โอ้ย——”มู่เวยเวยสูดหายใจด้วยความเจ็บปวด เธอรู้สึกว่าคางของเธอกำลังจะแตก ร่างกายกำลังจะแหลกสลาย

เธอพยายามร้องขอความเมตตา ดวงตาสีดำของเธอถามด้วยความแน่วแน่ว่า “ฉันไปติดหนี้อะไรคุณ ? ก่อนแต่งงานฉันก็ไม่เคยรู้จักคุณด้วยซ้ำ !”

“ไม่ใช่เธอ แต่เป็นพี่ชายเธอมู่เทียนเย่ !”เย่ฉ่าวเฉินพูดด้วยความเย็นชา “ในเมื่อหามันไม่เจอ เธอเป็นน้องสาวก็รับโทษแทนมันละกัน !”

มู่เวยเวยตกตะลึงไปชั่วขณะ เย่ฉ่าวเฉินกับพี่ชายเธอมีความเกลียดชังอะไรกัน ? ดวงตาของเขาแข็งกร้าว ?

“เย่ฉ่าวเฉิน พี่ชายฉันไปทำไรให้คุณ เพื่อให้เขาปรากฎตัวออกมา ถึงขนาดต้องทำเรื่องแบบนี้ ? “มู่เวยเวยตะโกนถามออกมา

เมื่อได้ยินเธอพูดถึงมู่เทียนเย่ เย่ฉ่าวเฉินก็สติหลุดและเดินไปบีบคอเธอ และพูดด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดว่า “เธอไปถามพี่ชายที่แสนดีเธอดูว่ามันทำอะไรไว้ ทำให้ฉันโกรธเกลียดจนแทบจะทุบมันให้แหลกเป็นชิ้นๆ !”

มู่เวยเวยโกรธคำพูดที่เขาพูดออกมา “ เย่ฉ่าวเฉินไอ้คนบ้า ฉันจะไม่ยอมให้คุณทำร้ายพี่ฉันหรอก !”

มู่เทียนเย่เป็นคนในครอบครัวของเธอเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ เธอจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายเขาเด็ดขาด !

อีกอย่าง เธอไม่เชื่อคำพูดของเขา พี่ชายที่แสนดีและเที่ยงธรรมของเธอไม่มีวันทำเรื่องร้ายหรอก เย่ฉ่าวเฉินต้องเข้าใจอะไรผิดแน่ !

”เหอะ….. “ เย่ฉ่าวเฉินหัวเราะอย่างเยือกเย็น มือทั้งสองกดหนักขึ้นไปอีก ดวงตาสีฟ้าเยือกเย็น และพูดด้วยเสียงต่ำและเย็นชาว่า มู่เวยเวยเธอทำให้ฉันหงุดหงิดมาก แต่วางใจเหอะ ตราบใดที่ยังหาพี่เธอไม่เจอ ฉันจะค่อยๆทรมานเธอเอง !

ขณะที่พูด มือเขาก็บีบแรงขึ้น มู่เวยเวยเริ่มหายใจไม่ออก เธอดิ้นและทุบตีเย่ฉ่าวเฉิน แต่ก็ ไม่สามารถทำอะไรได้

ในปากของเธอเริ่มไม่มีอากาศแล้ว สติของมู่เวยเวยเริ่มเลือนลาง เธอคิดว่าเธอจะต้องตายด้วยน้ำมือของเขาแน่ๆ แต่แล้วเขาก็คลายมือออก และเท้าเธอก็ตกลงพื้นอย่างแรง !

เมื่อเห็นท่าทีที่หายใจลำบากของเธอ เย่ฉ่าวเฉินก็พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “มู่เวยเวย จำไว้ว่าใครเป็นคนทำให้เธอเจ็บปวดในวันนี้ !”

“ แค่กแค่ก….. “

มู่เวยเวยยังคงไอ แต่ก็ไม่ลืมที่จะตอบกลับไปด้วยเสียงที่เย็นชาว่า “เย่ฉ่าวเฉิน คุณมันเป็นปีศาจ ฉันจะไม่มีวันลืมสิ่งที่คุณทำกับฉันในวันนี้ ฉันเกลียดคุณ สักวันฉันต้องแก้แค้นคุณให้ได้”

เมื่อได้ยินเธอพูด เย่ฉ่าวเฉินก็หัวเราะออกมาและพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาว่า “ถ้าฉันตาย มู่เทียนเย่ก็จะต้องโดนฝังไปพร้อมกับฉัน !”

“คุณ——-” มู่เวยเวยโกรธจัด

เย่ฉ่าวเฉินมองเธออย่างไม่วางตา พร้อมพูดด้วยเสียงที่เย็นชาว่า “มู่เวยเวย เธอทำตัวให้ดีหน่อย ไม่งั้นฉันจะใช้วิธีที่จะทำให้เธอไม่มีวันลืมเลย !”

หลังจากพูดจบ เขาก็เดินออกไปเลย

หลังจากเย่ฉ่าวเฉินไป มู่เวยเวยก็ขึ้นไปบนเตียง โดยไม่สนความเจ็บปวดบนร่างกาย เธอนอนอยู่บนเตียงเงียบๆ มองออกไป มองท้องฟ้าและอดไม่ได้ที่น้ำตาจะไหลออกมา…..

พี่ชาย พี่อยู่ที่ไหน ? ทำไมถึงไม่กลับมา ?

นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ?

ทำไมเย่ฉ่าวเฉินถึงเกลียดพี่ ?

คิดไปคิดมา มู่เวยเวยก็นึกถึงตอนที่ พ่อแม่ พี่ชาย นึกไปถึงช่วงเวลาที่พวกเขาทั้งสี่คนมีควาสุข…..

แต่ว่าตอนนี้ พ่อแม่ของเธอก็เสียแล้ว พี่ชายก็หายตัวไปอีก ช่วงเวลาแห่งความสุขนั้นมันไม่มีอีกแล้ว…..

ในขณะเดียวกัน อยู่ๆเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมา ทำให้ความคิดของเธอหยุดชะงักลง

มู่เวยเวยเรียกสติกลับมา มองไปที่ชื่อบนหน้าจอโทรศัพท์ หยุดไปสักพัก ก่อนกดรับสาย

“คุณลุง โทรมาดึกดื่นขนาดนี้มีเรื่องอะไรรึเปล่าคะ ? “มู่เวยเวยถามด้วยเสียงเบาๆ

เสียงของมู่จางรุ่ยดังมาจากปลายสาย ได้ยินเพียง “เวยเวย ฉันไม่ได้รบกวนเวลาเธอใช่ไหม ?”

มู่เวยเวยจ้องมองไปบนเพดาน พลางพูดว่า “ไม่ค่ะ คุณลุงมีเรื่องอะไรก็พูดมาเถอะค่ะ”

“เวยเวย ฉันจะถามเรื่องเงินหนึ่งล้านที่ฉันคุยกับเธอวันนั้น เธอไปพูดกับคุณชายเย่มารึยัง ?”

เมื่อได้ยิน มู่เวยเวยก็เบิกตากว้าง ไม่กี่วันมานี้เธอยุ่งอยู่แต่กับการดีไซน์งาน จนทำให้เธอลืมเรื่องสำคัญไปเลย !

แต่เมื่อนึกจะให้เธอไปยืมเงินเย่ฉ่าวเฉินนั้น มันก็…..

“คุณลุง ให้เวลาฉันอีกหน่อยได้ไหม ฉัน…..”

มู่เวยเวยยังไม่ทันพูดจบ ก็มีเสียงถอนหายใจดังขึ้นจากปลายสาย

ตามมาด้วยน้ำเสียงของมู่จางรุ่ยที่ทำอะไรไม่ถูก “เวยเวย ฉันรู้ว่ามันไม่ง่าย เดิมทีฉันก็ไม่อยากจะยุ่งกับเงินนี้หรอก แต่ว่าช่วงนี้สถานการณ์บริษัทไม่ค่อยดี ฉันคงไม่สามารถช่วยหาพี่เธอได้ ถ้าไม่ได้จริงๆฉันคงต้องขายบริษัท…..”

“ไม่ได้นะ !”มู่เวยเวยรีบพูดขัดขึ้น พลางลุกขึ้นมาจากเตียง “คุณลุง จะขายบริษัทมู่ซื่อไม่ได้เด็ดขาด นั่นเป็นสิ่งที่พ่อแม่เธอสร้างมา จะมาขายไปง่ายๆแบบนี้ได้ยังไงกัน ?”

ขณะเดียวกันมู่จางรุ่ยยันตัวขึ้นมานั่งหัวเตียง เมื่อได้ยินเสียงทีตื่นๆของปลายสาย เขาก็ยิ้มมุมปากออกมาอย่างพอใจ

เขายังคงพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูน่าสงสาร “เวยเวย ฉันก็ไม่อยากทำแบบนี้ แต่ว่าที่สถานการณ์ที่อเมริกาก็ไม่ค่อยดี ตอนนี้พี่ชายเธออาการหนักต้องใช้เงิน ในการรักษาอย่างเร่งด่วน อีกอย่างมู่เทียนเย่ก็คือหลานชายของฉัน ฉันไม่สามารถทนดูเขาทรมานแบบนี้ได้หรอก !”

เมื่อได้ยินเช่นนี้ มู่เวยเวยก็รีบพูดกลับไป “คุณลุง คุณวางใจเถอะ ฉันจะหาเงินหนึ่งล้านมาให้โดยเร็วที่สุด !”

มู่จางรุ่ยยิ้มอย่างคนชนะ และพูดต่อว่า “เวยเวย เธอเป็นถึงภรรยาของคุณชายเย่ ใช้เงินของเขาเป็นเรื่องปกติ เธอถามยืมเขาเถอะ แล้วฉันจะรอฟังข่าวดีนะ !”

ยืมเงินเย่ฉ่าวเฉิน ? เมื่อนึกถึงท่าทางดูถูกของเขาเมื่อครู่ มู่เวยเวยก็เงียบลง

ยังไม่ทันจะได้ฟังคำตอบ มู่จางรุ่ยก็รีบพูดขึ้นมา” รอต่อไปไม่ได้แล้ว อาการของพี่เธอไม่สู้ดีแล้ว ถ้าหากเกิดอะไรขึ้นมา ฉันจะมีหน้าไปอธิบายพ่อแม่เธอได้อย่างไร !”

มู่จางรุ่ยรู้ มู่เทียนเย่คือคนที่มู่เวยเวยให้ความสำคัญมากที่สุด เธอต้องเห็นด้วยกับเรื่องนี้แน่นอน

จากนั้นไม่กี่วินาที ก็ได้ยินเสียงเธอตอบกลับมาว่า “คุณลุง ให้เวลาฉันสองสามวัน ฉันจะหาเงินมาให้แน่ !”

มู่จางรุ่ยยิ้มมุมปาก ” ตกลง เธอต้องรีบจัดการนะ ”

“ฉันทราบแล้วค่ะ”

มู่เวยเวยวางสายไป เธอก็นึกถึงคำพูดถากถางของเย่ฉ่าวเฉินแล้วก็ปวดหัว

แต่ว่านอกจากเขาแล้ว เธอก็ไม่รู้แล้วว่าจะมีใครสามารถช่วยเธอได้อีก !

ไม่ว่ายังไงเธอก็ต้องลองดู !

” ติ้ง ติ้ง……. ”

เมื่อมาถึงชั้นสาม ลมก็พัดเสียงกระดิ่งเข้าหูของเธอ ชายคนนั้น…..

มู่เวยเวยใจเต้น เธอรู้สึกว่าชายตาม่วงจะต้องอยู่ในห้องนั้น

หลังจากเปิดประตูเข้าไป ฉากข้างในห้องก็ดูคุ้นเคย โดยมีการน้ำชาและถ้วยที่ลอยได้ เหมือนกับชายตาม่วงคนนั้น

ฉันเห็นร่างของเขาลอยอยู่ในอากาศ ดวงตาสีม่วงเปล่งประกายชวนน่าหลงใหล แต่ทันใดนั้นปาฎิหารย์เกิดขึ้น เขาเพียงตบมือร่างของเขาก็หายไปในพริบตา !

ห้านาทีต่อมา ร่างของเขาก็ปรากฎขึ้น เพียงแต่ตำแหน่งที่เขาปรากฎนั้น…..

ใบหน้าที่หล่อเหลาปรากฎขึ้นต่อหน้าของเธอ เธอตกใจ ตะโกนออกมา “อ๊ะ !!”

” ชู่ว….. “ นิ้มมือของเขาปิดปากเธอเอาไว้ มันทำให้เขายิ่งดูมีเสน่ห์มากขึ้น

มู่เวยเวยใจเต้นเร็วขึ้นอย่างบอกไม่ถูก เธอมองไปที่ใบหน้าที่มีเส่นห์ของเขาพลางถามว่า “เมื่อกี้คุณทำได้ยังไง เวทมนตร์เมื่อกี้ชื่อว่าอะไร?”

ชายตาม่วงมองเธอ และพูดอย่างช้าๆว่า “ เธอลองเดาดู “

มู่เวยเวยเม้มปากไม่พอใจ “ไม่คิดว่าคุณจะเจ้าเล่ห์ขนาดนี้ คุณเคยดูหนังเกาหลีเรื่อง 《 You from the star 》รึเปล่า ? ศาสตราจารย์ในนั้นก็สามารถทำแบบคุณได้ มันเรียกว่า การเคลื่อนย้ายในชั่วพริบตา !”

ชายตาม่วงประหลาดใจ และขมวดคิ้วถามว่า “ศาสตราจารย์คืออะไร ?”

มู่เวยเวยเหงื่อตก ไม่รู้จะอธิบายยังไง “ศาสตราจารย์คือมนุษย์ต่างดาวที่หล่อเหลา ไม่ใช่ผี ฉันคิดว่าคุณนั่นแหละที่เป็นผี !”

“ฉันเป็นเซียน” ชายตาม่วงอธิบาย

มู่เวยเวยยิ้มและหัวเราะอย่างตลก “คุณบอกว่าคุณเป็นเซียน เอาอะไรมายืนยัน ? ถ้าหากว่าคุณพูดจริง ถ้างั้นทำไมคุณไม่อยู่บนสวรรค์ คุณมาอยุ่ที่โลกทำไม ?”

ชายตาม่วงไม่ได้ตอบอะไร

“เป็นไงล่ะ ? ไม่มีอะไรจะพูดเลยหรอ เซียนเขาก็ต้องไปยังที่ต่างๆเช่น ภูเขาหลุนคุนไม่ใช่ที่อาศัยของมนุษย์เช่นนี้ คุณไม่กลัวคนเจอหรอ ?” มู่เวยเวยถามด้วยความสงสัย

เขามองไปที่เธอ ชายตาม่วงก็เงยหน้าพูดขึ้นอย่างหมดความอดทนว่า “ทำไมเธอถึงสนใจเรื่องของฉัน มีจุดประสงค์อะไรแอบแฝงรึเปล่า ?”

วิวาห์สายฟ้าแลบ กับคุณสามีผู้ลึกลับ

วิวาห์สายฟ้าแลบ กับคุณสามีผู้ลึกลับ

“ผู้หญิงคนนี้ ฉันต้องการแล้ว” มู่เวยเวยซึ่งถูกแฟนหนุ่มขายตัวเธอไป จนเธอต้องกลายเป็นภรรยาของเย่ฉ่าวเฉิน ภายในห้อง ความดุของเขาทำให้เธอทรุดลง “คุณแต่งงานกับฉันด้วยเหตุผลอะไร” ชายหนุ่มแสยะยิ้มอย่างชั่วร้าย “แต่งงานกับคุณ แน่นอนว่าเพื่อที่จะได้รังแกคุณไง” หลังจากนั้น…………. “คุณห้ามคิดถึงผู้ชายคนนั้น ไม่อย่างนั้นผมจะจัดการเขา” “ผู้หญิงของผมมีแค่ผมเท่านั้นที่จะรังแกได้ ใครกล้ามาแตะต้องคุณแม้แต่ปลายผม มันต้องตาย” “ใครบอกให้คุณไม่กลับบ้านตอนค่ำ ได้บอกผมรึยัง” ความทรมานที่ฉันพูดถึงมันเปลี่ยนรสชาติไปได้อย่างไร …………. เขาช่วยเธอ และปกป้องเธอเหมือนขุมทรัพย์ จนกระทั่งเธอพบว่าสามีที่เพิ่งแต่งงานคนนี้มีความลับที่เธอไม่รู้ … ห้องที่ห้ามเข้าใกล้ … ผู้ชายที่มีม่านตาสีม่วงและดวงตาเป็นประกาย … ทั้งสองหน้าเหมือนกันมาก … ใครคือสามีที่แท้จริงของเธอ?

Comment

Options

not work with dark mode
Reset