ศพ – ตอนที่ 104 การเปลี่ยนแปลงที่แปลกประหลาด

ตอนที่ 104 การเปลี่ยนแปลงที่แปลกประหลาด

ต้นขาของหยางเฉ่วถูกกัดจนเป็นแผลเหวอะ ตอนนี้เธอจึงโกรธมาก

หลังจากพูดจบ ก็ยังเตะเจ้านี้อีกครั้ง

แต่ตอนนี้สภาพของโจวเจี่ยนก็ไม่ต่างอะไรกับหมาที่กำลังจะตายเลยสักนิด นอกจะหายใจรวยรินแล้ว ก็แทบไม่ขยับตัวเลยสักนิด

แต่นอกเหนือจากนี้ ผมกลับรู้สึกสงสัย

“ แกนพลังหยิน ” ที่หยางเฉ่วพูดว่าไม่มีแล้ว มันหมายความว่ายังไงกันแน่นะ

ผมจึงถามตรงๆ “ หยางเฉ่ว แกนพลังหยินที่เธอพูดถึง มันคืออะไรเหรอ ”

 

เมื่อหยางเฉ่วได้ยินผมถาม ก็หันมามองผมทันที

แสดงสีหน้าดูถูก “ ติงฝาน นายรู้อะไรบ้างเนี่ย แม้แต่แกนพลังหยินยังไม่รู้จักอีกเหรอ ”

ผมรู้สึกลำบากใจมาก พูดตามจริงแล้ว ผมก็ไม่รู้จักจริงๆนั้นแหละ

แต่นี่มันก็ไม่ใช่เรื่องอายนิ เพราะตัวเองพึ่งเข้าสู่โลกของคนปราบสิ่งชั่วร้ายเมื่อเร็วๆนี้ การไม่รู้จึงเป็นเรื่องปกติ

ดังนั้นผมจึงหัวเราะ “ ฉันไม่รู้จริงๆนะ ! ”

เมื่อหยางเฉ่วเห็นผมถามด้วยความจริงจัง เธอก็เผยรอยยิ้มที่มุมปาก “ พลังแบ่งเป็นหยินหยาง เวลามนุษย์เราฝึกฝนพลัง แต่พลังนี้คือพลังหยาง ซะส่วนใหญ่ แต่เขา เป็นมนุษย์แท้ๆ กลับมีพลังหยินเป็นหลัก ! ”

เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ ผมก็แสดงท่าทางตกใจออกมาอย่างชัดเจน จนอดไม่ได้ที่จะหันไปมองโจวเจี่ยนหลายต่อหลายครั้ง

 

เจ้าตัวแสบ ก่อนหน้านี้ยังคิดว่าเจ้านี้เป็นคนธรรมดาทั่วไป

แต่คิดไม่ถึงว่า เจ้านี้จะฝึกพลังในทางชั่วร้าย

แต่นี่มันก็ไม่แปลกอะไร ไม่อย่างนั้นเมื่อกี้พลังของมันก็คงไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้มหาศาลเพียงเวลาแค่ชั่วพริบตาแน่

ถ้าไม่ใช่เพราะว่าพวกเราร่วมมือกัน ตอนนี้ก็คงไม่สามารถปราบเจ้านี้ได้จริงๆ

แต่ในเวลานี้ จู่ๆโจวเจี่ยนที่กำลังหายใจโรยริน ก็พูดว่า “ ความลับของฉันถูกเปิดเผยแล้ว องค์กรไม่ไว้ชีวิตฉันแน่ พวกแก พวกแกฆ่าฉันซะ ! ”

ทันใดนั้นก็ได้ยินโจวเจี่ยนพูดแบบนี้ พวกเราจึงอึ้งไปในทันที

 

ผมรู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง ! เมื่อกี้ตอนที่พึ่งเข้ามาในห้อง ชายคนนี้ยังกลัวตายอยู่เลย แต่ตอนนี้กลับขอร้องให้พวกเราฆ่าเขา

ทำไมถึงขอให้ฆ่า นี่มันเรื่องอะไรกัน

หานเฉวเฟิงไม่ได้คิดอะไรเยอะขนาดนั้น เขาพูดออกมาตรงๆ “ องค์กรของแกชื่ออะไร ทำไมต้องฆ่าแก ”

โจวเจี่ยนนอนอยู่บบนพื้น ส่ายหัวช้าๆ “ ไม่รู้ นักพรตหยวนบอกว่า องค์กรสามารถทำให้ฉันเป็นอมตะ ไม่เจ็บไม่ป่วยได้ เมื่อองค์กรให้พลังกับฉันแล้ว ฉันก็จะต้องตอบแทนองค์กร โดยการเก็บเป็นความลับ ”

เมื่อได้ยินอีกฝ่ายพูดแบบนี้ ผมก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว

ความตายกำลังจะมาถึงอยู่แล้ว แต่เจ้านี้ยังทำปากแข็ง อย่างกับตัวร้ายในละครทีวี คิดว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่รึไงฮะ

“ แกไม่กลัวตายแล้วเหรอ ” ผมพูดอย่างเย็นชา

 

แต่จู่ๆโจวเจี่ยนก็หันไปมองเจ้าเชี่ยนเชี่ยนที่อยู่ข้างๆ จากนั้นก็หัวเราะอย่างขมขื่น “ กลัว ! แต่ตอนนี้สำหรับฉันแล้ว มันยากที่จะหนีจากความตายได้ และตอนนี้ฉันก็กลัวว่าคนในครอบครัวทั้งหมดจะต้องตายมากกว่า ”

“ ทำไมถึงพูดแบบนั้น ” หยางเฉ่วถามขึ้นมาอีกครั้ง

โจวเจี่ยนสูดหายใจเข้า “ เธอทำลายแกนพลังวิญญาณของฉันแล้ว สำหรับองค์กรแล้ว ความลับของฉันก็ถือว่าถูกเปิดเผยแล้ว ไม่ต่างอะไรกับคนที่ต้องตาย ! ถ้าฉันไม่ตาย หนีไปได้ หรือเปิดเผยความลับขององค์กร คนในครอบครัวทั้งห้าคนของฉัน ก็จะต้องตาย ! แม้แต่ แม้แต่วิญญาณก็ต้องแตกสลาย ”

ผมเลิกคิ้ว “ ขอแค่แกยอมบอกความลับของเจ้าองค์กรนี้กับฉัน พวกเราสามารถปกป้องคนในครอบครัวของแกได้ ! ”

 

เมื่อโจวเจี่ยนได้ยินผมพูดแบบนั้น เขากลับหัวเราะ “ ฮ่าฮ่าฮ่า ” และพูดว่า “ ขนาดสู้กับฉันยังลำบากขนาดนั้น ยังคิดจะต่อต้านองค์กรอีก น่าขำ ! จะฆ่า ก็ฆ่าเถอะ ! ”

“ ฮึ อย่าคิดว่าแกไม่ยอมพูดแล้วฉันจะไม่มีวิธีอื่น ตอนที่ฆ่าแกแล้ว ค่อยจับวิญญาณแกเอาไว้ ฉันจะคอยดูว่าแกจะยังปากแข็งได้อีกไหม ! ” ขณะที่พูด หยางเฉ่วทำท่าทางจะลงมือทันที

แต่ทันใดนั้นเจ้าเชี่ยนเชี่ยนกลับก้าวมาข้างหน้า “ ท่านนักพรตไม่ต้องถึงมือคุณหรอก ถ้าจะทำก็ให้ฉันทำแทนเถอะ ให้เขาได้ชดใช้ให้ฉัน ! ”

หลังจากพูดจบ เจ้าเชี่ยนเชี่ยนก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป

ยกกรงเล็บในมือทั้งสองข้างขึ้น พร้อมที่จะล้างแค้น

 

พวกเราเห็นทุกอย่าง แต่กลับไม่มีทีท่าว่าจะห้าม

โจวเจี่ยนคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็นคนชั่วที่ฝึกพลังชั่วร้าย แถมยังเป็นสมาชิกในองค์กรชั่วลึกลับ

แม้ว่าเขาจะมีพลังชั่วร้ายไม่มากนัก แต่คนประเภทนี้จะปล่อยให้อยู่รกโลกไม่ได้

และคนชั่วที่ฝึกพลังชั่วร้ายนี้ แม้ว่าพวกเราจะเป็นคนปราบสิ่งชั่วร้ายแต่ถ้าฆ่าเขาจริงๆ พอตายไป ก็ต้องได้รับผลกรรมเช่นกัน

ดังนั้นพวกเราจึงไม่สนใจว่าคนประเภทนี้จะเป็นหรือตาย คิดแค่ว่าหลังจากเจ้าเชี่ยนเชี่ยนแก้แค้นเสร็จ ก็จะจับวิญญาณของเขาเอาไว้ แล้วค่อยถามต่อ

แต่ใครจะคิดในตอนนั้นเอง ปัญหาก็เกิดขึ้น

 

ขณะที่เจ้าเชี่ยนเชี่ยนกำลังพุ่งเข้าไปหาโจวเจี่ยน ร่างของโจวเจี่ยนกลับสั่นอย่างแรง

สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างฉับพรัน ในปากร้อง “ อ้า ” ออกมาหนึ่งครั้ง จากนั้นก็กระอักเลือดออกมาทันที

ไม่เพียงแค่นั้น ตอนนี้ที่ผิวของโจวเจี่ยน กลับมีการเปลี่ยนแปลงแปลกๆเกิดขึ้น

ตำแหน่งของสัญลักษณ์ผีสามตาในตอนแรก จู่ๆก็สลายตัว เข้ามารวมตัวกันที่ตรงกลางของสัญลักษณ์ จากนั้นก็ถักทอกลายเป็นเส้นใยสีดำขนาดใหญ่ ราวกับเส้นเลือดฝอย

ตอนนี้ด้วยความเร็วของตาเปล่า ทำให้เห็นว่ามันกำลังแพร่กระจายไปทั่วร่างของโจวเจี่ยนอย่างรวดเร็ว

เริ่มจากต้นขาของเขา ผ่านไปแค่ไม่กี่วินาที ขาทั้งสองท่อนของเขาก็เต็มไปด้วยเส้นใยสีดำ

และโจวเจี่ยน ก็ดูทรมานผิดปกติ

 

เขานอนดิ้นอยู่กับพื้นไปมา กรีดร้อง “ โอ๊ยโอ๊ย ” ด้วยความเจ็บปวด

เขาเหลือบมองพวกเราด้วยสายตาน่าสงสาร ใบหน้าทุกข์ทรมาน “ ฆ่า ฆ่าฉัน ทร ทรมานมาก ขอ ขอร้องพวกนาย ช่วย ช่วยฆ่าฉันที อ้า ! อ้า ! ”

ขณะที่พูด อีกฝ่ายก็กลิ้งไปมา

แต่ตอนนี้เส้นสีดำนั้น ได้แพร่ไปยังใบหน้าของโจวเจี่ยนอย่างรวดเร็ว มันขึ้นไปข้างบนอย่างต่อเนื่อง

การเปลี่ยนแปลงแปลกๆนี้ทำให้พวกเราทำอะไรไม่ถูก ทำได้เพียงถอยหลังไปสองสามก้าว

“ แกเป็นอะไรไปฮะ ” ผมถามตรงๆ

แต่โจวเจี่ยนกลับตอบด้วยความทรมาน “ อง องค์กร เป็น เป็นองค์กร…… ”

 

แต่เสียงพึ่งจางหาย เส้นสีดำนั้นก็แพร่ไปถึงหน้าผากของเขา ตรงที่เนื้อของเขาแยกออกเมื่อก่อนหน้านี้ สถานที่ที่มีลูกตาสีขาวปรากฎขึ้น

ทันใดนั้น ก็ได้ยินเสียงดัง “ ปัง ” จู่ๆเสียงระเบิดก็ดังออกมาจากบริเวณนั้น

ต่อจากนั้น ของเหลวสีดำเข้มก็ไหลออกมาจากหน้าผากของเขา

ส่วนโจวเจี่ยนนั้น ก็ได้ตัวแข็งทื่อไปในวินาทีนั้น หัวของเขากระแทกลงกับพื้นอย่างแรง นอนแน่นิ่ง และไม่ขยับตัวอีกเลย

ดวงตาทั้งสองข้างไม่ปิดลง ยังคงจ้องไปที่เพดาน ม่านตาขยายอย่างต่อเนื่อง เห็นได้ชัดว่าเขาไม่หายใจแล้ว

เมื่อเห็นสิ่งนี้ พวกเราก็อดไม่ได้ที่จะตกตะลึง

 

เจ้าโจวเจี่ยนเป็นอะไรไป ทำไมจู่ๆร่างกายของเขาก็เป็นแบบนี้

เมื่อมองดูภาพตรงหน้า สุดท้ายก็คิดได้ว่าคงเป็นสัญลักษณ์ผีสามตาที่ฆ่าชีวิตของเขา

ก่อนหน้าที่เขาจะตายได้พูดว่า “ เป็นองค์กร ” ถ้าพูดอีกนัยหนึ่ง สุดท้ายคนที่กระตุ้นสัญลักษณ์ผี ก็อาจเป็นไปได้ว่าจะเป็นองค์กรผีนั่นแหละ

แต่ที่นี่มีเพียงแค่พวกเราสามคน แล้วคนในองค์กรนั้นจะรู้ได้ยังไงว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่ และรู้ว่าพวกเรากำลังถามโจวเจี่ยน

พวกเขาสามาถฆ่าคนได้โดยที่คนมองไม่เห็น และสามารถทำได้อย่างอิสระจริงๆงั้นเหรอ

ช่วงเวลานี้ ในใจของผมเต็มไปด้วยคำถาม แต่กลับไม่มีใครสามารถตอบได้

 

เดิมทีคิดว่าเรื่องจะจบลงเพียงเท่านี้ แต่เพียงเสี้ยววินาทีเรื่องแปลกๆที่ทำให้คนไม่เข้าใจก็เกิดขึ้นอีก

ร่างกายของโจวเจี่ยนที่ตายไปแล้ว แต่ทันใดนั้นการเปลี่ยนแปลงที่แปลกประหลาดเหนือความเข้าใจของมนุษย์ก็เกิดขึ้น

จู่ๆทั่วร่างของเขา ก็เริ่มเหี่ยวแห้ง กล้ามเนื้อที่เคยนูนอยู่ ก็ดูเหมือนจะถูกดูดออกไปเพียงชั่วพริบตา จากผิวของชายหนุ่มอายุไม่กี่ปี กลับมีรอยเหี่ยวย่นอย่างกับคนแก่ แถมซูบผอม และเหี่ยวแห้งเร็วมาก……

“ ร่าง ร่างกายของเขากำลังหดตัว ” หานเฉ่วเฟิงพูดด้วยความตกใจ เห็นได้ชัดว่าเขาไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น

หยางเฉ่วเองก็สูดหายใจเข้าลึกๆ รู้สึกงงมาก

เธอไม่เคยเห็น และไม่เคยได้ยินเรื่องแปลกประหลาดแบบนี้มาก่อนในชีวิต

 

คนที่ปกติดีคนหนึ่ง กลับกลายเป็นคนแก่ แถมเหี่ยวแห้งในชั่วพริบตา ถ้าพูดออกไปคนอื่นจะต้องไม่เชื่อแน่

และขณะที่เสียงของหานเฉ่วเฟิงพึ่งเงียบได้ไม่นาน สภาพศพที่ยังดูดีอยู่เมื่อกี้ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็น ศพแห้งก้านที่เหมือนกับศพอายุหลายร้อยปี

ผมเบิกตากว้าง มองศพที่แห้งก้าน ตอนนี้ผมแทบจะไม่รู้ว่าควรอธิบายความรู้สึกออกมายังไง

แต่ไม่รอให้พวกเราได้ สติกลับคืนมา

ทันใดนั้นเจ้าเชี่ยนเชี่ยนที่อยู่ข้างๆพวกเรา ก็กรีดร้องออกมา “ อร๊าย ! ”

จากนั้น เจ้าเชี่ยนเชี่ยนก็ล้มลงไปกับพื้น จับที่คอของตัวเอง และดิ้นไปมากับพื้นอย่างทรมาน “ เจ็บ เจ็บมาก เจ็บเหลือเกิน…… ”

 

เมื่อเห็นเจ้าเชี่ยนเชี่ยนเป็นแบบนั้น ทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะสูดหายใจเข้าลึกๆ

และตอนนี้เองสัญลักษณ์ที่อยู่บนคอของเธอ ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น มันเริ่มเปล่งแสงออกมา

จากนั้นก็กลายเป็นเส้นใยสีดำ เริ่มเคลื่อนจากลำคอของเธอ ราวกับใยแมงมุม แพร่ไปทั่วร่างกายของเจ้าเชี่ยนเชี่ยนอย่างต่อเนื่อง

เมื่อเห็นสิ่งนี้ พวกเราทุกคนก็อึ้งไปในทันที

เมื่อกี้พึ่งเห็นโจวเจี่ยนตายแบบแปลกประหลาด แต่ตอนนี้เจ้าเชี่ยนเชี่ยนเองก็กำลังมีการเปลี่ยนแปลงแบบนี้

หรือว่าวิญญาณแบบเจ้าเชี่ยนเชี่ยน ก็ยังสามารถกระตุ้นได้งั้นเหรอ

ศพ

ศพ

โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset