ศพ – ตอนที่ 106 สามชั่วโมง

ตอนที่ 106 สามชั่วโมง

เมื่อเห็นสิ่งนี้ ผมและหยางเฉ่วก็แสดงท่าทางดีใจ

ในเวลานี้ เฟิงเฉ่วหานก็พูดกับพวกเราว่า “ ทำไมต้องช่วยยัยผีนี่ด้วย พวกเราอยู่ที่ไหน ”

เมื่อเห็นเฟิงเฉ่วหานไม่เข้าใจเรื่องทั้งหมด ผมจึงชี้สัญลักษณ์ผีสามตาที่อยู่บนคอของเจ้าเชี่ยนเชี่ยนแล้วพูดว่า “ นายดูสิ่งนี้ ! ”

“ สัญลักษณ์ผี ! ” เฟิงเฉ่วหานตกใจ

ผมจึงพยักหน้าให้ “ ใช่แล้ว เบื้องหลังของยัยผีนี่ มีองค์กรชั่วคอยชักใยอยู่ และศพที่แห้งอยู่นั่น ก็คือหนึ่งในสมาชิกขององค์กร แต่ตอนนี้เขาตายไปแล้ว…… ”

จากนั้น ผมก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้เฟิงเฉ่วหานฟังอย่างสั้นๆและรวดเร็ว

 

เมื่อเฟิงเฉ่วหานฟังจบ ก็อดไม่ได้ที่จะสูดหายใจเข้าลึกๆ

เขาเองก็คิดไม่ถึง ว่าบนโลกนี้จะผีผู้หญิงที่น่าสงสารขนาดนี้

และคิดไม่ถึงว่าอาจารย์ชั่วนี้ จะเป็นสมาชิกในองค์กรลับ

ยิ่งไปกว่านั้นเครื่องหมายนี้ก็แปลกมาก สามารถฆ่าคนเองได้ แถมยังทำให้ศพแห้งอย่างกับมัมมี่

แน่นอนว่า เฟิงเฉ่วหานและพวกเราต่าง ก็สงสัย

นั้นก็คือทำไมจู่ๆสัญลักษณ์นั้นถึงเริ่มกระจายออกได้ และทำไมถึงไม่กระจายตั้งแต่แรก หรือช้ากว่านั้น แต่ดันกระจายตอนที่พวกเรากำลังถามพอดี

เรื่องนี้ทำให้พวกเราคิดไม่ตก แต่ตอนนี้ก็ทำได้เพียงรอดูเท่านั้น

 

แต่โชคยังดีที่สามารถรักษาชีวิตของผีเจ้าเชี่ยนเชี่ยนเอาไว้ได้ หลังจากเธอผ่านเรื่องเมื่อครู่มา ร่างกายของเธอก็อ่อนแออย่างเห็นได้ชัด

เธอมองมาที่พวกเรา และพูดว่า “ ขอบ ขอบคุณมาก ! ”

หยางเฉ่วพยักหน้าเล็กน้อย “ ไม่ต้องขอบคุณ ! นี่เป็นเรื่องที่พวกเราสมควรทำ แต่ยังไม่มีวิธีกำจัดเจ้าสัญลักษณ์ผีนั้นออกไปได้ ฉันทำได้แค่ใช้ยันต์แยกมันออกจากเธอเท่านั้น คลายสัญลักษณ์ผีออก จากนั้นก็ใช้อักขระผนึกมันอีกชั้น ”

“ แต่อักขระนี้อยู่ได้ไม่ถึง 3 ชั่วโมง ดังนั้นภายในสามชั่วโมงนี้ เธอต้องไปลงนรก ไม่อย่างนั้นหลังจากสามชั่วโมงไปแล้ว สัญลักษณ์ผีนั้นก็จะแพร่ออกมาอีก ถึงตอนนั้นพวกเราเองก็ช่วยเธอไม่ไหวแล้วนะ ! ”

 

หยางเฉ่วพูดอย่างต่อเนื่อง หลังจากยัยผีได้ยิน เธอก็ตอบรับ “ อืม ” จากนั้นก็พยักหน้ารัวๆด้วยความรู้สึกขอบคุณที่ช่วยชีวิตเธอเอาไว้

แต่หลังจากนั้น เธอก็พูดเพิ่ม “ แต่ฉันยังอยากกลับบ้านไปหาปู่กับย่า พวกเขาเป็นญาติที่รักฉันมากที่สุด ถ้าได้เจอพวกเขา ถึงฉันต้องทุกข์ทรมานอยู่ในนรกร้อยปี ฉันก็ยินดี ! ”

เมื่อเห็นเจ้าเชี่ยนเชี่ยนดื้อมาก และก่อนหน้านี้พวกเราก็ยังเคยรับปากเธอไว้ จึงถามเธอว่า “ พวกเขาอยู่ที่ไหน ”

“ อยู่ห่างจากมหาลัยไม่ไกล อยู่ในย่านการค้าเก่า ! ” เจ้าเชี่ยนเชี่ยนรีบตอบ

เมื่อได้ยินว่าอยู่ในย่านการค้าเก่า ซึ่งใช้เวลาเดินทางน้อยมาก ดังนั้นสามชั่วโมงที่เหลือถือว่าพอ

ผมจึงหันไปมองหยางเฉ่ว เธอพยักหน้าให้ผมเล็กน้อย เธอก็คิดว่าได้เหมือนกัน

 

ดังนั้น ผมจึงพูดกับเจ้าเชี่ยนเชี่ยนตรงๆ “ ได้ ! เดี๋ยวพวกเราจะพาเธอไป ! ”

เสียงพึ่งเงียบลง ผมก็พูดกับหยางเฉ่วและเฟิงเฉ่วหานอีกครั้ง “ จะทิ้งศพไว้ที่นี่ หรือจะเอาออกไปหาที่ฝัง ”

ขณะที่พูด ผมก็หันไปมองศพมัมมี่ที่อยู่บนพื้น

ถ้าทิ้งเจ้านี้เอาไว้ที่นี่ ไม่ช้าก็เร็วจะต้องมีคนมาเจอ

และถ้าถึงเวลานั้น ไม่แน่ว่าตำรวจอาจบุกมาสร้างเรื่องยุ่งให้กับพวกเราก็ได้

และถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ พวกเราจะต้องลำบากจนเกินจะบรรยายแน่

หรือจะบอกความจริงกับตำรวจ ว่าเจ้านั้นมันเป็นปีศาจ ถูกคนลงอักขระเอาไว้ ตัวมันเลยกลายเป็นมัมมี่

แต่หยางเฉ่วกลับพูดกับผมทันที “ ที่นี่อยู่ในเขตมหาวิทยาลัย ทุกๆที่มีกล้องวงจรปิดอยู่ ถ้าเอาออกไปต้องเกิดเรื่องยุ่งขึ้นแน่ ! ”

 

เมื่อได้ยินแบบนี้ ผมก็ขมวดคิ้ว แสดงสีหน้ากังวลออกมา

ใช่ ! ที่นี่เป็นเขตมหาลัยนี่หว่า ถ้าผมแบกศพออกไปโต้งๆ ตำรวจก็คงตามหาพวกเราเจอ และก็เห็นได้ชัดโครตๆ

พอถึงตอนนั้น ก็คงยิ่งลำบากกว่าเดิม

เฟิงเฉ่วหานกลับแสดงท่าทางไม่แยแส “ ฉันว่า พวกเราไม่ต้องสนใจเรื่องอื่นหรอก สภาพศพเป็นมัมมี่แบบนั้น จะดูยังไงก็ตายมาหลายสิบปีแล้ว ถ้าตำรวจหาที่นี่เจอ ก็แค่สงสัยว่าโจวเจี่ยนฆ่าตัวตาย นอกจากนี้นี่ก็เป็นคดีที่เกี่ยวกับจิตใจ ถึงจะหาตัวพวกเราเจอ พวกเราก็แค่ปฏิเสธไปก็จบ แถมยังไม่มีผลอะไรตามมาด้วย ”

เมื่อได้ยินเฟิงเฉ่วหานพูดแบบนั้น ผมก็สูดหายใจเข้าลึกๆ

ดูจากสถานการณ์ในตอนนี้ ก็ทำได้แค่วิธีนี้วิธีเดียวแล้ว

เรื่องนี้ยิ่งสืบก็ยิ่งมืดขึ้นเรื่อยๆ แต่จะทิ้งเอาไว้ที่นี่โดยไม่สนใจเลยก็ไม่ได้

 

หลังจากพูดเรื่องนี้จบผมขอสารภาพว่า ถ้าเจ้าหน้านี้ตำรวจมาหาถึงบ้านจริงๆ ผมก็คงพูดว่าไม่รู้ คิดแล้วก็คงผ่านไปได้แบบมึนๆ

ผมคิดในใจ แต่เพราะเวลาของเจ้าเชี่ยนเชี่ยนเหลือแค่สามชั่วโมง ผมจึงไม่มีอารมณ์มาคิดมาก

มันจะเป็นเรื่องดีหรือเป็นเคราะห์ร้าย แต่ก็คงหนีไม่พ้น

เพราะความคิดแบบนี้ พวกเราจึงทิ้งศพเจ้าปีศาจโจวเจี่ยนไว้ที่นี่ จากนั้นก็ออกจากห้อง เดินลงบันไดไปทันที

แน่นอนว่า ก่อนจะออกจากห้อง พวกเรายังไม่ลืมที่จะเรียนแบบหนังตำรวจ ใช้เสื้อเช็ด ลูกบิดประตูและที่เขี่ยบุหรี่ที่หานเฉ่วเฟิงใช้ก่อนหน้านี้ให้ดี

เมื่อลงมาถึงชั้นล่าง เจ้าเชี่ยนเชี่ยนก็พาพวกเราออกมาทางประตูหลังของมหาลัย

เดินผ่านถนนเส้นหนึ่ง มาถึงย่านเมืองเก่า

 

ตอนนี้ย่านเมืองเก่าแทบจะไม่มีคนอยู่แล้ว เหลือเพียงร้านค้าในย่ามค่ำคืนที่เปิดอยู่ และมีผู้ชายเมาสองสามคนกำลังดื่มเหล้าและพูดคุยกันเท่านั้น

หลังจากนั้นประมาณ 20 นาที พวกเราก็มาถึงตึกที่ปู่และย่าของเจ้าเชี่ยนเชี่ยนพักอยู่

พึ่งมาถึงที่นี่ เจ้าเชี่ยนเชี่ยนก็ดูตื่นเต้นมาก

พลังชั่วร้ายในร่างของเจ้าเชี่ยนเชี่ยนได้ถูกขับออกมาหมดแล้ว ตอนนี้เพียงกลับมาเยี่ยมญาติเท่านั้น

ดังนั้นเมื่อมาถึงชั้นล่างของตึก ก็ได้ยินเสียงผมพูดกับเธอว่า “ เชี่ยนเชี่ยน เธอขึ้นไปข้างบนเองเถอะ ! พวกเราไม่ไปรบกวนคุณปู่คุณย่าของเธอดีกว่า จำไว้ละเหลือเวลาแค่ 2 ชั่วโมง รีบไปรีบกลับ ! ”

 

หลังจากเจ้าเชี่ยนเชี่ยนฟังผมพูดจบ เธอก็ตอบผมว่า “ อือ ” มองพวกเราอีกแป๊บนึง จากนั้นเธอก็ลอยขึ้นไปทางบันไดทันที

พวกเราก็ไม่มีอะไรจะทำ จึงนั่งรอเธอที่เก้าอี้ใต้ตึก

เมื่อได้นั่งพัก ผมถึงได้รู้สึกเจ็บหลัง

แต่โชคยังดีที่เป็นเพียงแผลภายนอก และเลือดก็หยุดไหลแล้ว

เพราะไม่เป็นอะไรมาก ผมจึงรู้สึกค่อนข้างสนใจยันต์ที่หยางเฉ่วใช้ก่อนหน้านี้

อาจารย์ของยัยนี้ยังคงเป็นความลับ แต่เธอสามารถใช้คาถาได้เยอะมาก และทุกชนิดยังร้ายกาจมากอีกด้วย

เธอต้องไม่ยอมพูดถึงที่มาแน่ ผมเลยไม่รู้จะถามยังไง จากนั้นก็พูดว่า “ หยางเฉ่ว ยันต์ที่เธอใช้เมื่อกี้คือยันต์อะไร มันดูร้ายกาจมากๆเลย ! ”

 

แต่หยางเฉ่วกลับยิ้ม “ ร้ายกาจแน่นอน มันชื่อยันต์ผนึกวิญญาณ ถึงจะแตกต่างจากยันต์สะกดวิญญาณแค่คำเดียว แต่ผลแรงกว่า 3 เท่า แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นฉันก็ยังแปลกใจ คาถาที่ร้ายกาจขนาดนี้ ฉันเคยใช้แค่สองครั้ง และพอรวมกับยันต์สะกดวิญญาณ ก็ยังไม่สามารถสะกดสัญลักษณ์ผีได้ ! ”

“ เจ้าสัญลักษณ์ผีนี่ไม่ธรรมดา มันไม่ได้เป็นแค่สัญลักษณ์ แต่จะต้องซ่อนคาถาที่ร้ายกาจเอาไว้แน่ๆ ! ”

ตอนนี้ พวกเราจึงเริ่มคุยเรื่องสัญลักษณ์ผี

เจ้าสัญลักษณ์นี้แปลกประหลาด และน่าสงสัยมาก

ในใจของผมมีข้อสงสัยผุดขึ้นมามากมาย

แต่พวกเรามีข้อมูลน้อยมาก น้อยโครตๆ ถึงจะคุยกันนานขนาดไหน แต่ก็ไม่ได้ข้อมูลที่มีประโยชน์มากขึ้นเท่าไหร่

 

แต่มีสิ่งหนึ่งที่หลังจากพวกเราคุยกันแล้วเห็นตรงกัน ก็คือการกระตุ้นสัญลักษณ์ผีได้จะต้องมีคนทำแน่

และคนๆนั้น สามารถใช้สัญลักษณ์นี้ และรับรู้ถึงสถานการณ์จริงของคนที่ถูกตีตราเอาไว้

เช่นโจวเจี่ยนถูกทำลายแกนพลังหยิน เจ้าเชี่ยนเชี่ยนถูกทำลายพลังชั่วร้าย

นี่ก็คือหลังจากที่โจวเจี่ยนถูกทำลายแกนพลังหยินแล้ว จากนั้นก็พูดว่าความลับของเขาถูกเปิดโปงแล้ว เขาต้องตาย ไม่ช้าก็เร็วองค์กรจะต้องมาฆ่าเขาอยู่ดี

จะต้องเป็นเพราะคนที่อยู่เบื้องหลังสัญลักษณ์ มีความสามารถตรวจสอบสถานการณ์ในปัจจุบันของทั้งสองได้ จากนั้นก็ใช้สัญลักษณ์ กระตุ้นคาถาจากระยะไกล ฆ่าโจวเจี่ยนก่อน

 

แต่ขณะที่กำลังลงมือฆ่าเจ้าเชี่ยนเชี่ยน กลับถูกพวกเราคิดวิธีขัดขวางเอาไว้ได้

แม้ว่าพวกเราจะไม่มั่นใจว่าวิธีนี้ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นไหม แต่มันก็มีข้อดีอยู่

นั้นก็คือสัญลักษณ์ผี จะต้องไม่ได้เป็นแค่สัญลักษณ์ธรรมดาที่องค์กรใช้เท่านั้น……

เมื่อคุยมาถึงตรงนี้ เจ้าเชี่ยนเชี่ยนที่ไปนานกว่าหนึ่งชั่วโมงก็ลอยกลับมา

ตอนนี้เธอกำลังร้องไห้ อย่างเอาเป็นเอาตาย หันกลับไปมองข้างหลังตลอดเวลา

เมื่อพวกเราเห็นเจ้าเชี่ยนเชี่ยนกลับมา ต่างคนก็ต่างลุกขึ้น

จากนั้นก็จะได้ยินเสียงผมพูดกับเธอว่า “ เชี่ยนเชี่ยน พวกเราไปกันเถอะ ! ”

 

ขณะที่พูด ผมก็พาเจ้าเชี่ยนเชี่ยนออกจากที่นี่ จากนั้นก็จะไปส่งวิญญาณเธอข้างนอก ช่วยให้เธอหลุดพ้นจากปัญหา

แต่เสียงพึ่งเงียบลง ทันใดนั้นด้านหลังของพวกเราก็มีเสียงแหบๆของยายแก่คนหนึ่งดังขึ้น “ ใช่ ควรส่งเธอไปได้แล้ว ! ”

ศพ

ศพ

โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset