ศพ – ตอนที่ 160 วิธีสุดท้าย

ตอนที่ 160 วิธีสุดท้าย

สถานการณ์ในตอนนี้ มีเพียงการให้มู่หลงเหยียนออกโรงเท่านั้น

แม้มู่หลงเหยียนจะบอกว่า ต้องเก็บเรื่องของเธอเป็นความลับ

แม้แต่อาจารย์ของผม ก็ยังห้ามบอกชื่อ จะเห็นได้ว่าเธอให้ความสำคัญกับความลับของตัวเองมากขนาดไหน

หรือพูดอีกอย่างคือ ศัตรูที่เธอต้องเผชิญหน้าด้วยนั้นอันตรายขนาดไหน ยิ่งคนนอกรู้เรื่องเธอมากเท่าไหร่ พวกเขาก็จะเจอกับอันตรายมากเท่านั้น ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็อาจนำไปสู่เรื่องที่ไม่อาจแก้ไขได้ตลอดกาล

แต่ถึงอย่างนั้น ผมสองคนก็มีพันธสัญญามืดอยู่

ถ้าผมตาย มันก็จะเกี่ยวข้องกับมู่หลงเหยียนด้วย

 

ตอนนี้พวกเราทุกคนใช้ทุกวิธีแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถจัดการยายแก่ได้ การเรียกมู่หลงเหยียนออกมา จึงเป็นทางเลือกสุดท้ายของผม

แต่เพื่อความปลอดภัย ผมจึงให้หยางเฉ่ว พี่เฟิง และคนอื่นๆหลับตาเอาไว้ เพราะตอนนี้ยังไม่ได้รับอนุญาตจากมู่หลงเหยียน ผมจึงไม่กล้าเปิดเผยตัวตนของเธอ

ไม่อย่างนั้นตอนผมเรียกมู่หลงเหยียนออกมา ผมอาจโดนเธอฆ่าตายก็ได้

ในขณะที่คำว่ามู่หลงเหยียนหยุดออกจากปากของผม หยางเฉ่วและพี่เฟิงต่างเงียบไปพักหนึ่ง

พวกเขายังคิดว่าผมกำลังท่องคาถาอะไรสักอย่าง ไม่ได้คิดว่าผมกำลังตะโกนเรียกชื่อของใครบางคนอยู่

 

ส่วนทางด้านเสี่ยวม่านและวูน่าที่เป็นคนธรรมดาไม่มีพลังอะไร ในเวลานี้พวกเธอกลับมั่นใจมากว่าผมกำลังเรียกชื่อผู้หญิงคนหนึ่งอยู่

เสี่ยวม่านเลิกคิ้วขึ้น เธออดไม่ได้ที่จะเงี่ยหูฟัง

และขณะที่ “ มู่หลงเหยียน ” สามคำนี้ดังขึ้น เหตุการณ์แปลกประหลาดก็เกิดขึ้น

ไฝดำที่ข้อมือซ้าย มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รอบๆไฝเริ่มร้อน แต่เสี้ยววินาทีต่อมามันก็เย็นลงในทันที

จากนั้น ไฝดำก็เริ่มกระจายตัว เปลี่ยนรูปร่างกลายเป็นปลาหยินหยาง

ครั้งก่อนตอนใช้เจ้าสิ่งนี้ หลังจากกลับไปถึงบ้านผมก็ลองคิดทบทวนดู

 

พบว่าการที่มู่หลงเหยียนให้ไฝดำสองเม็ดนี้ ก็เพื่อทิ้งวิธีแปลกประหลาดในการเรียกเธอออกมา

ผมสองคนสามารถใช้ความสัมพันธ์ของสามีภรรยา ติดต่ออีกฝ่ายจากไฝดำแปลกประหลาดนี้ เพื่อเรียกมู่หลงเหยียนออกมาได้

ขณะที่รูปหยินหยางกำลังรวมตัวกันอย่างรวดเร็ว รอบๆตัวของพวกเราก็มีเรื่องแปลกๆเกิดขึ้น

ตอนแรกเริ่มเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหมือนกับที่ผมคิดเอาไว้ รอบๆเกิดลมกระโชกแรงที่หนาวเหน็บ

ขณะที่สายลมอันหนาวเหน็บปรากฎขึ้น หยางเฉ่วและพี่เฟิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็อดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าประหลาดใจ

เพราะพวกเขารับรู้ได้อย่างชัดเจน ว่าสายลมที่หนาวเย็นนี้ ไม่ใช่สิ่งที่คนจะสามารถทำมันขึ้นมาได้

 

สายลมที่หนาวเย็นแบบนี้ จะต้องเกิดจากผีที่ร้ายกาจมากๆ

ไม่ใช่แค่นั้น ในเวลานี้แม้แต่ยายแก่ที่อยู่ด้านหน้า ก็ยังหยุดหัวเราะ ร่างกายของเธอค่อยๆยืนสงบนิ่ง

เห็นได้ชัดว่า เธอเองก็รู้สึกถึงความผิดปกติ

สายลมแบบนี้ มันแตกต่างกันอย่างชัดเจน

“ เจ้าเด็กน้อย แกทำอะไร ” ยายแก่ไม่เข้าใจ เธอพูดออกมาด้วยเสียงที่แหบแห้ง

แต่ผมกลับจ้องเธอตาไม่กระพริบ ไม่ตอบกลับเธอสักคำ ปากของผมยังคงตะโกนว่า “ มู่หลงเหยียน…… ” ต่อไป

เมื่อคำพูดนี้ดังขึ้น “ ปัง ” ดูเหมือนอากาศที่อยู่รอบตัวผมจะระเบิดออก ทันใดนั้นพลังหยินที่รุนแรงก็ปรากฎขึ้น

 

เมื่อพลังหยินปรากฎขึ้น รอบๆก็มีลมหมุนพัดเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

“ ฮูฮูฮู ” พวกมันกรีดร้องออกมาไม่หยุด ต้นหญ้าและก่อไม้ต่างพัดไหวไปมา

หยางเฉ่ว และพี่เฟิงต่างขมวดคิ้ว ทุกคนไม่รู้ว่าผมกำลังทำอะไร

เสี่ยวม่าน และวูน่ายืนตัวสั่น ความหนาวเย็นนั้น ทำให้เธอสองคนแทบทนไม่ไหว

แต่ในเวลานี้ยายแก่ที่อยู่ตรงหน้า กลับค่อยๆก้มหัวลง

จากนั้นก็พูดด้วยเสียงที่แหบและทุ้มต่ำ “ ไม่ว่าแกจะทำอะไร อีกเดี๋ยว แกก็จะต้องตาย ”

หลังจากพูดจบ ยายแก่คนนั้นก็ประสานมืออีกครั้ง ปากของเธอท่องอะไรสักอย่างสองสามประโยค จากนั้นผมก็ได้ยินเธอตะโกนว่า “ ดูดวิญญาณ เพี๊ยง ! ”

 

หลังจากพูดจบ มือที่เหี่ยวย่นของยายแก่ ก็ชี้มาทางผม

ทันใดนั้น “ ตึก ” ผมกลับได้ยินแค่เสียงนี้ในใจของตัวเอง

ราวกับในวินาทีนี้ วิญญาณของตัวเองกำลังสั่นไหว

และความรู้สึกที่อึดอัดมากก็ปรากฎขึ้น ผมเริ่มเวียนหัว ฟ้าดินกลับหัว และรู้สึกเหมือนวิญญาณของผมกำลังจะออกจากร่าง

ผมรู้ดี นี่ไม่ใช่เรื่องปกติ นี่จะต้องเป็นคาถาที่ยายแก่เสกใส่ผมแน่ๆ

เพื่อให้ตัวเองยังมีสติอยู่ และไม่ให้ตัวเองตกอยู่ในความสับสน

ผมจึงกัดลิ้นแรงๆ ขณะที่ความเจ็บปวดเกิดขึ้น ร่างกายของผมก็เริ่มตื่นตัวขึ้นอีกนิด

 

แต่ยายแก่คนนั้นกลับพูดด้วยเสียงที่เย็นชา “ ถึงแกจะทำแบบนั้น หรือกัดลิ้นจนขาด มันก็ไม่มีประโยชน์ ! ”

หลังจากพูดจบ ทันใดนั้นในแขนเสื้อของยายแก่ ก็มีโซ่ดำเส้นหนึ่งพุ่งออกมาอย่างรวดเร็ว

นี่คือโซ่ที่มองไม่เห็น สามารถใช้กับวิญญาณเท่านั้น คนธรรมดาไม่สามารถมองเห็นได้

โซ่เส้นนี้ดำมาก มองแล้วดูเยือกเย็นผิดปกติ

ในเวลานี้จู่ๆมันก็ออกมาจากแขนเสื้อของยายแก่ “ ซ่าซ่าซ่า ”

เมื่อผมเห็นโซ่ดำออกมา ม่านตาก็ขยายใหญ่อย่างช่วยไม่ได้ ผมพูดในใจว่าไม่ดีแล้ว

แต่ในเวลานี้เองผมก็ไม่กล้าปล่อยมือ ไม่อย่างนั้นมู่หลงเหยียนอาจมาไม่ได้

ผมรีบถอยหลังไปสองก้าว จากนั้นก็ตะโกนต่อทันที “ มู่หลงเหยียน…… ”

 

ขณะที่ “ มู่หลงเหยียน ” สามคำนี้ปรากฎขึ้น พลังหยินที่รุนแรง ก็ได้ระเบิดออกมาจากตัวผมอีกครั้ง

เป็นตำแหน่งที่แน่ชัด พลังหยินพวกนั้นระเบิดออกมาจากไฝดำที่ข้อมือของผม

ขณะที่พลังหยินปรากฎขึ้นอีกครั้ง จู่ๆที่เครื่องหมายก็มีหมอกสีขาวระเบิดออกมา

หมอกสีขาวนั้นไหลออกมาจากเครื่องหมาย และลอยไปที่ด้านหน้าของผมทันที

เมื่อเห็นหมอกสีขาว ในใจของผมก็ดีใจทันที ครั้งที่แล้วหลังจากที่หมอกสีขาวปรากฎขึ้น มู่หลงเหยียนก็จะปรากฎตัว

ตอนนี้หมอกสีขาวออกมาแล้ว นี่ก็แสดงว่ามู่หลงเหยียนรู้แล้วว่าผมเรียก เธอจึงรีบออกมาทันที

แต่โซดำเส้นนั้นเร็วมาก ไม่รอให้หมอกสีขาวได้กลายเป็นร่างของมู่หลงเหยียนจนสมบูรณ์ “ ฉึก ” มันก็พุ่งเข้ามาที่หน้าอกของผมทันที

 

วินาทีนั้น ผมรู้สึกเจ็บที่หน้าอก มึนหัว เหมือนกับร่างกายหมดเรี่ยวแรงจนต้องล้มลง

ไม่ใช่แค่นั้น สิ่งที่รุนแรงกว่านั้นก็คือ ในช่วงเวลานั้น ผมกลับพบว่าสติของตัวเอง กำลังจะหายไปอย่างรวดเร็ว

ผมพยายามอดทนตั้งสติเอาไว้จนถึงที่สุด ในเวลาเดียวกันก็กัดลิ้นอีกครั้ง ทันใดนั้นเลือดสดๆก็ไหลออกมาจากปากของผม แต่ครั้งนี้ความเจ็บปวดไม่ได้ทำให้ผมตื่นขึ้น

ดูเหมือนจะเป็นอย่างที่ยายแก่พูด พลังของพวกเราแตกต่างกันเกินไป

ถึงผมจะกัดลิ้นจนขาด ก็คงไม่สามารถเอาชนะวิชาแปลกประหลาดนี้ได้

สติของผมค่อยๆหลุดลอย ภาพที่อยู่ตรงหน้าก็เริ่มเลือนลาง

ภายใต้วิกฤตนี้ ผมพบว่าตัวเองกำลังถูกดึงออกจากร่าง ถ้าวิญญาณออกมาละก็ ผมจะต้องตายอย่างแน่นอน

 

ผมไม่อยากตาย ผมไม่อยากตาย

ในใจของผมกำลังพึมพำไม่หยุด แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความแข็งแกร่งที่แท้จริง ผมกลับทำอะไรไม่ได้เลย ในช่วงเวลานั้น เห็นได้ชัดว่าผมหมดทางสู้แล้ว……

แต่ ขณะที่สติของผมกำลังจะหายไป วิญญาณที่กำลังจะออกจากร่าง

ในที่สุด หมอกสีขาว ที่อยู่ตรงหน้าของผม ก็รวมตัวกลายเป็นรูปร่างของคน

ผมสูญเสียการมองเห็นในระยะใกล้ไปแล้ว แต่เมื่อผมเห็นสิ่งนี้ ที่มุมปากของผมก็อดยกยิ้มขึ้นมาไม่ได้

ผมรู้ว่า เธอมาแล้ว

ความรู้สึกที่หงุดหงิดของผม เมื่อเทียบกับผีเมียมู่หลงเหยียนแล้วเธอดุร้ายกว่าผมมาก

 

ขณะที่เงาสีขาวรวมตัว เสียง “ ฮึ ” ที่เย็นชาก็ดังขึ้น

ร่างสีขาวนั้นเอื้อมมือมาจับอย่างรวดเร็ว เธอจับโซดำเส้นนั้นเอาไว้แน่น จนส่งเสียงดัง “ ปึก ”

ในเวลาเดียวกัน ช่วงเวลาวิกฤตนั้นผมกลับได้ยินมู่หลงเหยียนพูดด้วยความโมโห “ กล้ามากนะ ที่มาแตะต้องคนของฉัน รนหาที่ตาย…… ”

ศพ

ศพ

โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset