ศพ – ตอนที่ 162 ช่วยชีวิตเรียบร้อย

ตอนที่ 162 ช่วยชีวิตเรียบร้อย

เทพคุ้มครองบ้าน หรือ “ เทพดิน ” เขาจะคอยคุ้มครองบ้านให้ปลอดภัย

ในทางใต้ของพวกเราจะพบเห็นกันไม่บ่อยนัก แต่ทางตะวันออกเฉียงเหนือมันเป็นสิ่งที่เจอกันจนชินชา

ในปัจจุบัน เขตชนบทบนภูเขาหลายแห่ง หรือแม้แต่ในเขตตำบลเล็กๆ ทุกบ้านก็ต่างมีป้ายวิญญาณของเทพคุ้มครองบ้านเอาไว้กราบไหว้กันทั้งนั้น แม้กระทั่งวัดพวกเขาก็ยังมี

และพวกเทพดิน เทพบ้านเหล่านี้ ก็ไม่ใช่เทพเจ้าที่พวกเราจะรู้จัก แต่เป็นเทพเจ้าสัตว์ในภูเขา หรือปีศาจร้ายนั่นเอง

ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เทพคุ้มครองบ้านแบ่งออกเป็นห้าเทพ คือหนู พังพอน จิ้งจอก เม่น และงู สัตว์ห้าตัวที่คนเราเคยเห็นกันตามปกติ

 

เมื่อก่อนผมเคยได้ยินอาจารย์เล่าว่า เพราะประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่น มนุษย์ชาติใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับสัตว์เหล่านี้ พวกเขาจึงค่อยๆพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน

ขณะนั้นความสัมพันธ์ระหว่างสัตว์ทั้งห้าก็เริ่มพัฒนาและลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ เพราะสัตว์มีจิตวิญญาณ เกิดมาพร้อมกับศีลธรรมอันดี พวกเขาจึงคอยช่วยเหลือชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบๆป่า

เมื่อเวลาผ่านไป คนที่เคยได้รับพรหรือความช่วยเหลือจากเทพเจ้าสัตว์เหล่านี้ ก็ทำเพื่อเป็นการขอบคุณพวกเทพเจ้าสัตว์ พวกเขาจึงตั้งป้ายบูชาเอาไว้ในบ้าน

และยังมีคนที่ทำยิ่งกว่านั้น คือเขาสร้างวัดขึ้นมา เพื่อให้ผู้คนเข้าไปกราบไหว้

เพราะมีคนกราบไหว้ ดังนั้นการบำเพ็ญเพียรของเทพเจ้าสัตว์เหล่านี้จึงราบรื่นยิ่งกว่าเดิม และยังสามารถออกมาสร้างบุญกุศลด้วยตัวเองได้อีกด้วย

 

เทพเจ้าสัตว์เหล่านี้เริ่มช่วยเหลือมนุษย์อย่างสุดกำลัง ปกป้องความปลอดภัย ขับไล่ความชั่วร้าย เปิดรับสาวก จนเกิดคนปราบสิ่งชั่วร้ายขึ้น

จากนั้นคำว่า “ เทพคุ้มครองบ้าน ” ก็ปรากฎขึ้นในหน้าประวัติศาสตร์ การกราบไหว้ในบ้านจึงเป็นเรื่องปกติ

เพียงเกิดเรื่องขึ้นกับคนในบ้าน พวกเขาก็แค่ไปหาพวกสาวก หรือขอร้องเทพที่บ้านก็ได้แล้ว

แต่การพัฒนาของสังคม ทำให้ตอนนี้ประเพณีกราบไหว้เทพคุ้มครองบ้านลดน้อยลง

เมื่อหยางเฉ่วและพี่เฟิงได้ยินผมพูดว่า “ เทพคุ้มครองบ้าน ” สามคำนี้ ก็ต่างนิ่งไป พวกเขาหันมามองหน้ากันทันที

หลังจากนั้นผมก็ได้ยินหยางเฉ่วพูดว่า “ ติงฝาน บ้านนายบูชาเทพด้วยเหรอ แล้วเทพที่นายว่านี่ท่านไหนเหรอ ”

 

เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ในใจผมก็ยิ้มอย่างขมขื่นทันที

บ้านฉันบูชาเทพที่ไหนละ ที่บูชาน่ะผีเมียฉันต่างหาก

แต่ท่าทางของผมกลับแกล้งทำเป็นจริงจังมาก “ ใช่แล้ว บ้านฉันบูชาเทพ แต่เทพของบ้านฉันนิสัยไม่ค่อยดี ขี้โมโห ไม่ชอบให้ใครรู้ว่ามีเธออยู่ ดังนั้นฉันเลยไม่กล้าพูดมากกว่านี้ ไม่อย่างนั้นฉันก็คงไม่ให้พวกนายหลับตา…… ”

หยางเฉ่วและพี่เฟิงต่างทำอาชีพเดียวกัน มันจึงไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร ทุกคนต่างเข้าใจเรื่องนี้ดี

แม้จะไม่ได้บูชาเทพคุ้มครองบ้าน แต่ก็ได้ยินเรื่องเล่าของเทพคุ้มครองบ้านเหล่านี้บ่อยครั้ง

แม้เทพคุ้มครองบ้านจะมีคำว่า “ เทพ ” อยู่ในนั้น แต่พูดตามหลักของทางใต้เรา พวกเขาก็เป็นแค่กลุ่มสัตว์ประหลาดในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น

 

ในเมื่อพวกเขาเป็นสัตว์ประหลาด แน่นอนว่าจะต้องมีอารมณ์ ความรู้สึก นิสัย และความชอบของตัวเอง นี่จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

เมื่อหยางเฉ่วและพี่เฟิงเห็นผมพูดจริงจังขนาดนั้น พวกเขาจึงไม่อยากจะถามต่อ

แม้ว่าเทพคุ้มครองบ้านของทางใต้จะไม่เป็นที่นิยมมาก แต่ก็ไม่ได้เป็นเรื่องต้องห้ามอะไร

ทั้งสองคนคิดกันอยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็พยักหน้าให้ผม และพวกเขาก็ไม่ถามต่ออีกเลย เรื่องนี้จึงจบลงด้วยคำโกหก

ในใจของผมถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่ทันใดนั้นหยางเฉ่วก็พูดกับผมว่า “ พอนายกลับบ้านไปแล้วฉันฝากขอบคุณเทพคุ้มครองบ้านนายด้วยนะ ถ้าไม่ได้เธอช่วยเอาไว้ คืนนี้พวกเราทุกคนคงไม่ได้กลับไปแล้ว ! ”

 

“ ใช่ ! เจ้าเด็กน้อย เทพบ้านนายทรงพลังมาก ตอนที่จัดการยายแก่เหมือนเธอจะไม่ต้องทำอะไรมากเลยนะ ! ” พี่เฟิงก็พูดเหมือนกัน

ผมไม่อยากจะพูดมาก จึงหัวเราะ “ แฮะแฮะ ” จากนั้นก็พูดเพิ่มอีกนิดหน่อย

หลังจากนั้น ผมก็เปลี่ยนหัวข้อในการสนทนา

แม้ว่าพวกเราจะช่วยเสี่ยวม่านออกมา และจัดการกับผีในตำบลหม่าหวางที่อันตรายได้แล้ว

แต่คนตระกูลจางในตำบลหม่าหวางทั้ง 11 คน กลับมีชีวิตต่อไม่ได้ ทุกคนต่างวิญญาณแตกสลาย

สำหรับเรื่องนี้ ในใจของผมยังคงรู้สึกผิดและตำหนิตัวเอง

พวกเราพยายามสุดความสามารถแล้วจริงๆ และพยายามให้ตระกูลจางมีชีวิตต่อไปให้มากที่สุดแล้ว

 

แต่สุดท้ายสัญลักษณ์ตาผีบนตัวของพวกเขา ก็ถูกหมอผีควบคุม พวกเขาไม่สามารถหลีกหนีจากชะตาชีวิตที่น่าขันได้

หรือมันอาจเหมือนกับตอนที่ผีตาแก่พูดเอาไว้ก่อนวิญญาณจะแตกสลายว่า บางทีนี่ก็คือ “ ชะตาชีวิต ! ”

ในใจของผมรู้สึกเจ็บปวด แต่ผมก็มั่นใจมาก

ว่าเรื่องทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งที่องค์กรตาผีสร้างขึ้น เป็นยายแก่คนนั้นที่ทำมัน

ถ้ายังไม่ได้ฆ่าร่างจริงของยายแก่คนนั้น หรือกำจัดเจ้าองค์กรตาผีที่ชั่วร้ายนี้

ต่อไปก็จะมีคนอย่างเจ้าเชี่ยนเชี่ยน และวิญญาณ 11 ตนที่บริสุทธิ์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และสุดท้ายวิญญาณของพวกเขาก็ต้องแตกสลายไป……

 

ในใจของผมกำลังแอบตัดสินใจ องค์กรตาผี ยายแก่ เรื่องมันไม่จบแค่นี้หรอก สักวันผมจะต้องทำลายพวกมันให้สิ้นซาก

ต่อจากนั้น พวกเราก็พักอยู่ที่นี่อีกแป๊บหนึ่ง ขณะเดียวกันพวกเราก็ทำแผลของตัวเอง ตรวจสอบวิญญาณที่ถูกดึงไปจากร่างของเจ้าแว่นและเจ้าอ้วนพักหนึ่ง ขณะนั้นผมก็กลับมารู้สึกเสียใจอีกครั้ง

พวกเรานำศพของพวกเขาไปไม่ได้ ทำได้แค่รอให้ออกจากที่นี่แล้ว พวกเราถึงจะคิดวิธีบอกคนในครอบครัวของพวกเขาให้มาเก็บศพที่นี่

เมื่อมองดูเวลาอีกครั้ง ผมก็พบว่าตอนนี้ตี 4 แล้ว อีกไม่นาน ฟ้าก็จะสว่างแล้ว

พี่เฟิงเองก็ไม่ได้กลับเข้าไป เขากำลังนั่งบ่น บอกว่าเวลาของตัวเองใกล้มาถึงแล้ว

 

และยังบอกว่าหลังจากพระอาทิตย์ขึ้น เขาก็จะกลับไปหลับอีกครั้ง

ในเวลาเดียวกันยังด่าเฟิงเฉ่วหานเป็นเจ้าขยะ ไม่เอาเวลาไปฝึกฝนวิชา ทำให้ร่างกายอ่อนแออะไรประมาณนั้น

และเขาก็ยังเตือนผมอีกครั้ง บอกว่าหลังจากเขากลับไป จะต้องบอกกับเฟิงเฉ่วหานว่า ให้เขาใช้เวลาฝึกฝนบ่อยๆ

แต่จากคำพูดของพี่เฟิงผมก็เข้าใจว่า พลังของพี่เฟิงมีผลเกี่ยวข้องกับการฝึกฝนของเฟิงเฉ่วหานโดยตรง เพียงแต่พี่เฟิงไม่พูดมาก ผมเองก็ไม่ถามให้มากเรื่อง

เพราะความสัมพันธ์ของพี่เฟิงและเฟิงเฉ่วหานทั้งพิเศษและแปลกประหลาด หนึ่งชีวิตมีวิญญาณสองดวง เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบนโลก

 

หลังจากพวกเราพักผ่อนกันมาสักพัก พวกเราก็ลุกขึ้นเก็บสัมภาระ และเดินออกมาจากที่นี่ทันที

หลังจากพวกเราเดินออกมาจากตำบลหม่าหวาง ผมก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองมันอีกครั้ง

ตำบลหม่าหวางยังคงมืดมน เหมือนกับตอนที่พวกเรามาถึง เพียงแค่ที่นั้นไม่มีผีร้ายอยู่อีกแล้ว……

ผมถอนหายใจ จากนั้นก็เดินตามทุกคนไปข้างหน้าเรื่อยๆ

แต่เมื่อพวกเรามาถึงถนนที่มีหินถล่มของเส้นทางไปตำบลหม่าหวาง ทันใดนั้นพวกเรากลับเห็นเงาของใครคนหนึ่ง เขากำลังยืนมองพวกเราจากบนแนวก้อนหิน

นี่เป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่า ทำไมจู่ๆก็มีคนปรากฎตัวได้ นี่จึงทำให้พวกเราอดที่จะหวาดระแวงไม่ได้

 

แต่ทันใดนั้นเองผมกลับคิดว่าเงาของใครคนนั้นดูคุ้นตา แต่ไม่รอให้ผมได้มองเห็นอย่างชัดเจน

ทันใดนั้นเขาคนนั้นก็ตะโกนมาทางพวกเราว่า “ พวกน้องนักพรต พวกน้องนักพรตเป็นพวกนายรึป่าว พวกนายไม่เป็นอะไรใช่ไหม ! ”

เมื่อได้ยินเสียงนี้ ในใจของพวกเราก็มีเสียงดัง “ กึก ”

นี่มัน นี่มันไม่ใช่คนขับแท็กซี่ที่พาพวกเรามาส่งที่นี่เหรอ !

เขาไม่ได้ออกไปแล้วเหรอ ทำไมยังอยู่ที่นี่ละ

“ พี่ชาย พี่ไม่ได้ออกไปจากที่นี่แล้วเหรอ ” ผมตะโกนด้วยความสงสัย

 

ผลลัพธ์เสียงเพิ่งจางหาย ทันใดนั้นคนขับแท็กซี่ก็หัวเราะ “ ฮ่าฮ่าฮ่า ” “ เป็นพวกนายจริงๆด้วย ! ดีจริงๆ ดีจริงๆ พวกนายยังมีชีวิตอยู่…… ”

ขณะที่พูด คนขับรถแท็กซี่ก็วิ่งเข้ามา เห็นได้ว่าเขากำลังดีใจมาก

หลังจากที่เขามาถึงตรงหน้าของพวกเรา เขาก็เห็นว่าพวกเราบาดเจ็บ บนร่างกายมีคราบเลือด จึงทำหน้าประหลาดใจทันที

“ น้องชาย พวก พวกนายเป็น ”

ผมยิ้มอย่างขมขื่น “ ไม่เป็นไรครับ เจ้าพวกนั้นเป็นคนทำน่ะครับ ! ”

คนขับรถแท็กซี่ตกใจทันที เขาเผยท่าทางหวาดกลัว “ งั้น งั้นพวกเขา พวกเขา…… ”

 

“ พวกเขาวิญญาณแตกสลายไปหมดแล้ว…… ” พี่เฟิงกำลังสูบบุหรี่ เขาพูดออกมาหน้าตาเฉย

เมื่อคนขับรถแท็กซี่ได้ยิน เขาก็สูดหายใจเข้าหนึ่งครั้ง พร้อมกับหน้าตาที่ตกตะลึง

หลังจากนั้นไม่นาน คนขับรถแท็กซี่ก็พูดด้วยความประหลาดใจ “ ทั้งสามคนเก่งจริงๆ ! ฉันกลัวว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับพวกนาย ดังนั้นหลังจากขับไปได้ครึ่งทาง ฉันก็วนรถขับกลับมาอีกครั้ง ! ”

หลังจากพูดจบ เขาก็หันมามองหน้าเสี่ยวม่านและวูน่า

แม้จะสงสัยว่าทำไมถึงมีคนเพิ่มมาสองคน แต่เขาก็ไม่ได้ถามอะไร

เพียงหมุนตัวไปข้างหน้า และพูดว่า “ ไปกันเถอะ รถของฉันอยู่ตรงนั้น ตอนนี้ฉันจะพาพวกนายไปส่ง…… ”

 

เมื่อกี้ผมยังกังวลอยู่ ถ้าเดินกลับไปทั้งๆแบบนี้ จะต้องใช้เวลาเท่าไหร่ก็ไม่รู้

ตอนนี้มีรถแล้ว เป็นธรรมดาที่ผมจะดีใจขึ้นมา

พวกเราไม่พูดมาก หลังจากข้ามหินที่ถล่มมาได้ ก็เห็นรถแท็กซี่จอดอยู่อีกฝั่ง

พวกเราไม่เกรงใจ เข้าไปนั่งในรถทันที

ตอนมาพวกเรามีกันสามคน แต่ตอนนี้มีห้าคน ดังนั้นตอนกลับจึงค่อนข้างอึดอัดนิดหน่อย

แต่โชคดีที่หยางเฉ่ว เสี่ยวม่าน และวูน่าทั้งสามคนต่างมีรูปร่างดี พวกเราพยายามนั่งเบียดกันที่เบาะหลังสี่คน จนพูดได้ว่าแทบนั่งไม่ลง

หลังจากนั้นคนขับรถก็ไม่ได้คิดจะอยู่นาน เขากลับรถและขับออกไปจากที่นี่ทันที

แต่ตอนนี้คนขับรถดูดีใจมาก เพิ่งขับออกมาไม่นาน เขาก็รอไม่ไหวรีบพูดกับพวกเราทันที “ น้องชาย เร็ว รีบเล่าให้พี่ฟังหน่อย เมื่อคืนพวกนายไปเจออะไรมาบ้าง เจ้าพวกนั้นร้ายกาจมากไหม ”

ศพ

ศพ

โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset