ศพ – ตอนที่ 172 กลายเปลี่ยนแปลงของแมลง

ตอนที่ 172 กลายเปลี่ยนแปลงของแมลง

แม่เจ้า เจ้านี้กินหนอน

เดิมทีร่างกายที่เต็มไปด้วยแมลง ก็น่าขยะแขยงพออยู่แล้ว

แต่สิ่งที่ไม่เคยคิดมาก่อนเลยก็คือ เจ้านี้จะไม่มีขีดจำกัด ขนาดตัวเองน่าขยะแขยงอยู่แล้วก็ยังทำให้ดูน่าขยะแขยงยิ่งกว่าเดิม

ในเวลานี้เขากลืนหนอนอ้วนดำ ลงไปอย่างหน้าตาเฉย

เมื่อเห็นหมอผีกินแมลงเข้าไป ผมก็แทบอ้วกออกมา

เพราะการกระทำของหมอผีเกิดขึ้นอย่างกระทันหัน ดังนั้นพวกเราสามคนจึงไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม

ในเวลาเดียวกัน ทุกคนก็ได้ยินเสียงผมพูดว่า “ เจ้านี้คิดจะทำอะไร น่าขยะแขยงจริงๆ ! ”

 

เฟิงเฉ่วหานเองก็ไม่เคยเห็นมาก่อน จึงส่ายหัวไปมา

แต่ในเวลานี้ท่านนักพรตตู๋กลับพูดว่า “เขาน่าจะใช้วิชาลับ ตามที่ผู้ควบคุมแมลงสามารถควบคุมและปราบแมลงได้ เขาจะต้องใช้วิธีร้ายกาจบางอย่าง ! พลังของพวกนายสองคนน้อยเกินไป อย่าเข้าไปใกล้ละ ! ”

ท่านนักพรตตู๋พูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น บอกให้ผมและเฟิงเฉ่วหานคอยระวังอยู่ข้างหลัง

แต่เพียงเสี้ยววินาทีต่อมา ร่างกายของหมอผีคนนั้นก็เริ่มสั่น

ไม่ใช่แค่นั้น ตอนนี้เขายังจับที่คอของตัวเอง กรีดร้อง “ อ๊ากกกก ” ออกมาด้วยความทรมาน ดูเหมือนมีอะไรกำลังติดอยู่ที่หลอดลมของเขา

“ เจ้านี้คงไม่ถูกแมลงที่กินฆ่าตายหรอกนะ ” จู่ๆเฟิงเฉ่วหานก็พูดออกมา ทำให้ผมอึ้งในทันที

 

เมื่อมองจากท่าทีของเจ้าหมอนี้ เหมือนกำลังอยากอ้วกออกมามาก

แต่ท่านนักพรตตู๋ที่ยืนอยู่ข้างหน้า กลับแสดงสีหน้าเคร่งขรึม เขาไม่ประมาทเลยสักนิด

เพราะวินาทีที่หมอผีกำลังดิ้นทุรนทุราย ร่ายกายของเขาก็มีไอดำกระจายตัวออกมา

ไอดำพวกนั้นกระจายออกมาอย่างต่อเนื่อง หลังจากนั้นไม่นาน สถานที่แห่งนี้ก็เต็มไปด้วยหมอกดำ

การกระจายตัวนี้ใช้ระยะเวลาประมาณ 5 วินาที แต่ใน 5 วินาทีนี้ หมอผีคนนั้นกลับไม่ได้ประมาท

ระหว่างนั้น หนอนที่อยู่บนตัวของเขา ต่างยกหัวขึ้น จ้องพวกเราตาไม่กระพริบ

และหนอนที่ปีนขึ้นไปบนศพนางพญา ก็ได้กลับมาที่ตัวของหมอผีอีกครั้ง

ทันใดนั้น หมอผีก็คำรามออกมา “ อ๊ากกกก ”

 

เสียงดังมาก จนมันสะท้อนไปทั่วผืนป่า

ขณะที่เสียงคำรามของเขาดังขึ้น ทันใดนั้นพวกเราก็พบว่า ร่างกายของหมอผีมีการเปลี่ยนแปลงแปลกๆเกิดขึ้น

ตอนนี้เขาดูเหมือนจะสูงขึ้น และกำยำมากขึ้น

ในเวลานี้กระดูกทั่วตัวของเขาได้ส่งเสียง “ ก๊อบแกรบกึก ” และสิ่งที่พวกเราเห็นชัดที่สุดคือ ผมและเล็บของเขา ได้ยาวขึ้น

“ ท่านลุงตู๋ เหมือนเจ้านี้กำลังตัวโตขึ้น ! ” ผมพูดด้วยความตกใจ

“ ใช่ เขากินหนอนเข้าไป ตอนนี้ร่างกายเลยกำลังเปลี่ยนแปลง นี่น่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของแมลงพิษ ใช้แมลงพิเศษ กระตุ้นกล้ามเนื้อและส่วนต่างๆของร่างกายให้เติบโตอย่างรวดเร็ว เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตัวเอง ! หรือกลายเป็นสัตว์ร้ายตัวหนึ่ง ! ”

 

“ แต่มันจะคงสภาพได้ไม่นาน และผลข้างเคียงก็ร้ายแรงสุดๆ อีกเดี๋ยวเราจะทำศึกใหญ่แล้ว แต่ถ้าเราจับมันได้ เรื่องนี้ก็จะจบแล้ว ” ท่านนักพรตตู๋มองและพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง

ผมอดไม่ได้ที่จะสูดหายใจเข้าลึกๆ แม่เจ้าที่แท้ก็เพิ่มพลังให้ตัวเอง ถึงว่าเวลาแค่แป๊บเดียวเจ้านี้ก็สูงขึ้นกว่า 20 เซนติเมตร พระเจ้าถ้าเราประกาศวิชานี้ออกไป ต่อไปบนโลกนี้ก็จะไม่มีคนแคระอยู่แล้ว

แน่นอน ว่าในเวลานี้ไม่ใช่เวลามาคิดเรื่องพวกนี้ ผมต้องตั้งสติ จับดาบไม้ให้แน่น เตรียมตัวรับการโจมตี

แม้ในใจจะมีแรงกดดันที่มหาศาล แต่คืนนี้ที่มาอยู่ที่นี่ ก็เพื่อมาจัดการเรื่องนี้ให้จบ

ถึงแม้เจ้านี้จะเป็นหมอผีที่แปลกมาก เก่งเรื่องใช้พิษ แต่คืนนี้พวกเราจะต้องจับตัวเขาให้ได้

ทันใดนั้น หมอผีคนนั้นก็พูดว่า “ เป็นคนปราบสิ่งชั่วร้ายใช่ไหม ! ฉันจะทำให้พวกแกรู้ ว่าผลที่ตามมาหลังจากทำให้พวกเราคนควบคุมแมลงพิษโมโหมันเป็นยังไง ”

 

เสียงเพิ่งเงียบลง เจ้าหมอนั้นก็ตัวสั่นอย่างรุนแรง เขาดึงตะขอเหล็กยาวประมาณ 3 เซนติเมตรออกมาจากเอว จากนั้นก็พุ่งเข้ามาหาพวกเราทันที

เขาเร็วมาก ทุกย่างก้าวล้วนเร็วจนแทบมองตามไม่ทัน

แต่ทุกครั้งที่เท้ากระแทกพื้น หนอนจำนวนมากก็หล่นจากตัวเขา

และหนอนที่หล่นลงมาเหล่านี้ ก็รีบปีนกลับขึ้นไปบนตัวหมอผีอย่างรวดเร็ว

ไม่ว่าเขาจะไปที่ไหน ที่พื้นก็ล้วนเต็มไปด้วยหนอน

“ มาแล้ว ! ”

ท่านนักพรตตู๋พูดเบาๆ เขาก็ยกมือขึ้น จากนั้นก็ถือดาบไม้พุ่งเข้าไปทันที

 

แน่นอนว่าผมและเฟิงเฉ่วหานไม่ได้รอช้า พวกเรารีบตามขึ้นไปเช่นกัน

หลังจากที่หมอนั้นกินแมลงเข้าไป ร่างกายของเขาก็แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง ในเวลานี้เขามีพละกำลังมหาศาล เสียงหนาเหมือนกับสายฟ้า

เขาวิ่งเข้ามา จากนั้นก็ตะโกนออกมาว่า “ ไปตายให้หมด ! ”

หลังจากพูดจบ เขาก็โยนหนอนใส่พวกเราจำนวนหนึ่ง

เมื่อเห็นหนอนกำลังลอยเข้ามา ผมก็กลัวทันที ถ้าถูกพวกมันกัด ผมจะต้องถูกพิษของมันฆ่าตายแน่

ดูเหมือนท่านนักพรตตู๋จะร้ายกาจมาก เขาระเบิดพลังออก ทันใดนั้นพวกหนอนที่ลอยมาก็ปลิวหายไปทันที

ในเวลาเดียวกันผมและเฟิงเฉ่วหานก็กางร่มกันเอาไว้ ต้องทำแบบนี้เท่านั้นพวกเราถึงจะรอดพ้นจากหนอนกองใหญ่นั้นได้

 

แต่มันยังไม่จบเพียงเท่านั้น หมอผีเห็นพวกเราหลบหนอนได้ เขาจึงตะโกนออกมาอีกครั้ง

หลังจากที่เขาตะโกนใส่พวกเรา ทันใดนนั้นในปากของเขา ก็มีน้ำสีเขียวพุ่งออกมา

ตะขอที่อยู่ในมือก็ พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว

เมื่อน้ำสีเขียวพุ่งออกมา มันก็ตรงเข้ามาที่หน้าของพวกเราทันที

เมื่อท่านนักพรตตู๋เห็นแบบนั้น สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป เขารีบตะโกนว่า “ รีบถอยเร็ว ! ”

หลังจากพูดจบ เขาก็คว้าแขนของผมและเฟิงเฉ่วหานเอาไว้ จากนั้นก็ถอยไปข้างหลังอย่างรวดเร็ว

พวกเราเพิ่งถอยออกมา น้ำสีเขียวพวกนั้นก็ราดลงบนตำแหน่งเดิมของพวกเรา แถมตะขอที่เขาปล่อยออกมาก็ยังเบี้ยงเป็นมุมโค้งอย่างน่ากลัว

 

ทันใดนั้นไอระเหยสีเขียวก็ลอยตัวขึ้น เมื่อหญ้าที่อยู่ข้างๆโดนน้ำสีเขียวนี้กระเด็นใส่

พวกมันก็เหี่ยวลงทันที กลายเป็นหญ้าแห้งๆ……

พวกเราสามคนตกตะลึงทันที รู้สึกกลัวแบบสุดๆ

พิษนี้ รุนแรงยิ่งกว่ายาฆ่าแมลง

“ ฮึ ! พวกแกหลบได้งั้นเหรอ ” หมอผีพูดออกมาอีกครั้ง และรีบวิ่งเข้ามาทันที

เห็นสภาพของหมอผีแล้ว หัวใจของผมก็เต้นรัว

เราจะสู้กับเจ้าหมอนี้ยังไง ตอนนี้เจ้าหมอนี้มีพลังมหาศาล ทั้งตัวยังเต็มไปด้วยหนอนพิษ

แค่ลมหายใจ ก็มีแต่พิษร้าย ถ้าต่อสู้ประชิดตัว ผมก็ไม่รู้จริงๆว่าควรโจมตีเขายังไง

 

ท่านนักพรตตู๋เห็นอีกฝ่ายพุ่งเข้ามา เขาจึงถอยไปข้างหลังหลายก้าว ยกดาบขึ้นตั้งรับ

ในเวลาเดียวกันก็พูดกับผมและเฟิงเฉ่วหานว่า “ กลั้นหายใจเอาไว้ อย่าดมอะไรมัวๆ เพราะจะติดพิษ ! ”

หลังจากพูดจบ ท่านนักพรตตู๋ก็เข้าไปปะทะอีกครั้ง

แต่ครั้งนี้หมอผีไม่พ่นพิษออกมา เห็นได้ชัดว่าพิษพวกนั้นไม่ใช่อยากพ่นก็พ่นได้

ท่านนักพรตตู๋แสดงสีหน้าจริงจัง เขาตะหวัดดาบไปมา

มือข้างหนึ่งของหมอผี ใช้ตะขอในมือรับการโจมตี

“ ปัง ” เสียงอาวุธปะทะกัน แต่สิ่งที่ทำให้คนแปลกใจคือ เมื่อพลังของท่านนักพรตตู๋เปลี่ยนเป็นระดับเต้าจวิน ในวินาทีนี้ เขายังถูกแรงกระแทกของอีกฝ่ายผลักให้ถอยหลัง

 

“ แกฆ่านางพญาของฉัน ฉันจะเอาศพแกมาทำรังหนอน ! ” หลังจากที่หมอผีพูดจบ เขาก็ยกตะขอเหล็กขึ้นอีกครั้ง จากนั้นก็เล็งไปที่บนหัวของท่านนักพรตตู๋

ถึงผมและเฟิงเฉ่วหานจะกำลังกลั้นหายใจ แต่แน่นอนว่าพวกเราจะไม่ให้เขาทำสำเร็จ

พวกเราพุ่งเข้าไป แทงที่ตัวของหมอผีทันที

เมื่อหมอผีเห็นพวกเราเข้ามาเอาชีวิต เขาก็รีบดึงตะขอเหล็กกลับอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็รับการโจมตีของพวกเราสองคนแทน

“ ปังปัง ” เขารับการโจมตีเอาไว้ได้

จากนั้น พวกเราสามคนก็ร่วมมือ เข้าไปโจมตีหมอผีคนนี้พร้อมกัน

หลังจากโจมตีติดกันสิบกระทวนท่า พวกเราก็ยังไม่สามารถแยกแยะฝ่ายแพ้ชนะได้

 

หมอผีที่กินหนอนเข้าไป ร่างกายของเขาไม่เพียงเปลี่ยนไป แต่พละกำลังของเขายังเพิ่มขึ้นสุดๆ

ในเวลานี้พวกเราแทบเทียบไม่ติด มีเพียงท่านนักพรตตู๋เท่านั้นที่ยืนหยัดอยู่ได้ จะเห็นได้ว่าเขาแข็งแกร่งขนาดไหน

หลังจากต่อสู้กันมาสักพัก หมอผีคนนั้นกลับเห็นผมเปิดช่องโหว่ เขาใช้ตะขอ ตรงเข้ามาเกี่ยวที่ไหล่ของผม

ถ้าผมโดนตะขอนี้เข้าละก็ เนื้อของผมจะต้องถูกฉีกออกแน่

ถ้าตอนที่ก่อนเข้ามาทำงาน การโจมตีนี้ผมต้องหลบไม่ได้อย่างแน่นอน ทำได้เพียงรอความตายเท่านั้น

แต่พักนี้ผมฝึกอย่างเอาเป็นเอาตาย บวกกับการทุ่มเทสั่งสอนทั้งกายและใจของอาจารย์

การโจมตีนี้ดูเหมือนจะอันตราย แต่มันก็มีช่องโหว่

 

ผมไม่กล้าชักช้า รีบเบี่ยงตัว หลบไปอีกข้างทันที

แม้จะสูญเสียสมดุล แต่เท้าของผมกลับสามารถออกแรง

วินาทีนั้นผม ใช้เท้าข้างหนึ่งเตะกลับไปทันที

หมอผีคนนั้นไม่รู้ว่าผมจะทำแบบนี้ บวกกับการโต้กลับของผมเร็วมาก หลังจากเท้านี้เตะออกไป มันก็เข้าไปโดนข้อมือของหมอผีเต็มๆ

“ ปัก ” หนอนบนนั้นล่วงลงพื้นทันที

หมอผีปวดข้อมือ บวกกับความเฉื่อยที่ตามมา ทำให้ร่างกายของเขาเซไปด้านข้าง วินาทีนั้นร่างกายของเขายืนให้มั่นคงได้ยาก ตะขอที่อยู่ในมือก็แทบหลุดออกจากมือ

แม้ว่าเขาจะบาดเจ็บไม่หนัก ตะขอในมือก็ไม่ได้หล่นลงมา แต่ตอนนี้กลับเป็นวินาทีชีวิตของเขา

ม่านตาของท่านนักพรตตู๋และเฟิงเฉ่วหานหดเล็กลง พวกเขารีบเข้าไป ฆ่าเจ้าหมอผีนั้นทันที……

ศพ

ศพ

โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset