ศพ – ตอนที่ 178 เจอกุ่ยซานหยวนอีกครั้ง

ตอนที่ 178 เจอกุ่ยซานหยวนอีกครั้ง

พวกเราเพิ่งเดินออกมา ทันใดนั้นชายแก่ชุดคนตายกลับพูดออกมาแบบนั้น พวกเราที่ได้ยินก็แปลกใจทันที

ในใจของผมมีเสียงดัง “ กึก ” จากกันที่ป่าช้าเก่างั้นเหรอ

ป่าช้าเก่าคือสถานที่อะไรกันละ มันก็ไม่ใช่สถานที่ที่อารองของคุณหนูเหวินไปหาผีชั่วที่เป็นฆาตกรหรอกเหรอ

ตอนนั้นกุ่ยซานหยวน หรือนักพรตกุ่ยก็ซ่อนตัวอยู่ในวัดร้างที่เป็นรังผี

แต่เรื่องนี้นอกจากพวกเราแล้ว ก็มีเพียงท่านผู้อาวุโสหวางและท่านนักพรตโปที่กลับไปตำบลหวงหลงที่รู้

แต่ทั้งสองคนนี้ไม่อยู่ นอกจากสองคนนี้แล้ว งั้นก็มีเพียงคนเดียวที่รู้ นั้นก็คือกุ่ยซานหยวนที่มีสมญานามว่าปรมาจารย์ผี

 

เมื่อคิดถึงตรงนี้ ผมก็ตกใจในใจ ในเวลาเดียวกันก็จ้องชายแก่ชุดคนตายอย่างไม่ละสายตา

เห็นเพียงเขาใส่ชุดคนตาย จ้องพวกเราด้วยรอยยิ้ม ในมือกำลังถือท่อนเหล็กที่ชุ่มไปด้วยเลือด

แม้ว่ารูปร่างหน้าตาของเขาจะแตกต่าง แต่ลักษณะเด่นในการใส่ชุดคนตายของเขา กลับเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน

ยังไม่รอให้ผมได้พูด ทันใดนั้นท่านนักพรตตู๋ก็พูดด้วยความตกใจ “ แก แกคือกุ่ยซานหยวน วิชาควบคุมแมลงพิษนี่ก็เป็นแกที่เป็นคนสอนงั้นเหรอ…… ”

เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา ชายแก่คนนั้นกลับหัวเราะ “ ฮ่าฮ่า ” “ ดูเหมือนพวกเจ้าจะจำข้าได้แล้ว ! ข้าเป็นตัวแทนระดับภาคของสำนักเชิ่ง เลี้ยงแมลง ฟื้นคืนอำนาจให้สำนัก แต่มันก็แปลกนะ พวกเจ้ากลับเข้ามาทำลายเรื่องดีๆของข้าติดกัน จะให้ข้าพูดอะไรดีละ ”

 

เมื่อเห็นอีกฝ่ายยอมรับ ผมก็อดไม่ได้ที่จะสูดหายใจเข้า เป็นเจ้าชั่วนั้นอย่างที่คิด

แล้วเจ้า “ ตัวแทนระดับภาค ” นี่ก็ช่างหน้าปวดหัวจริงๆ

แต่ชายคนนี้ไม่ใช่ทั้งคนและผี สามารถเข้าสิงศพได้ เรื่องที่เขาลงมือทำ จะต้องไม่ใช่เรื่องดีๆอย่างแน่นอน

ร่างกายของเขาในตอนนี้ จะต้องเป็นศพของใครบางคนแน่

ไม่น่าแปลกใจที่สามารถซ่อนตัวอยู่ในถ้ำได้ และยังใส่ชุดคนตาย เขาจะต้องทำเพื่อหลบแสงอาทิตย์ ฝึกวิชามาร และยังชักใยผู้ใหญ่บ้าน ให้กลายเป็นคนโหดเหี้ยม

ตอนนี้พวกเรามั่นใจตัวตนของอีกฝ่าย และออกมาเจอเขาแล้ว ดังนั้นพวกเราจึงไม่มีเหตุผลที่ต้องพูดจาดีๆกับเขาอีก

 

ไม่รอให้ท่านนักพรตตู๋ได้พูด ทันใดนั้นผมก็ตอบกลับไปทันที “ ดีชั่วต่างกัน ยังต้องคุยอะไรกันอีก ”

หลังจากพูดจบ ผมก็ยกดาบไม้ขึ้น และชี้ไปทางหมอผีทันที

เฟิงเฉ่วหานเห็นผมทำแบบนั้น จึงพูด ฮึ ออกมาอย่างเย็นชา จากนั้นก็ยกดาบไม้หันไปทางกุ่ยซานหยวน

แต่กุ่ยซานหยวนกลับหัวเราะเสียงดัง “ ดีชั่วต่างกัน งั้นร่างกายของข้า ที่อยู่กับมันมาครึ่งปีนี้ วันนี้ก็คงได้เวลาเปลี่ยนใหม่สักที ในเมื่อพวกเจ้ามาแล้ว ทั้งแค้นเก่าแค้นใหม่ก็ชำระมาพร้อมๆกันเลยก็แล้วกัน…… ”

หลังจากพูดจบ กุ่ยซานหยวนก็ใช้เท้าทั้งสองข้าง กระโดดลงมาจากปากถ้ำ

ราวกับตัวของเขาเบามาก ทันใดนั้นร่างกายของเขาก็ร่อนลงไปอยู่ในลำธาร

 

กวัดแกว่งท่อนเหล็กในมือ พร้อมกับสีหน้าที่เย็นชา “ พวกเจ้าเข้ามาพร้อมกันเลย ! ไม่งั้นถ้าฆ่าทีละคนมันจะเสียเวลาฉันเปล่าๆ…… ”

เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ผมก็อารมณ์เสียมาก

แต่การจากลากันที่ป่าช้าเก่า ทำให้ผมรู้ดีว่ากุ่ยซานหยวนไม่ใช่ผีหรือปีศาจที่จะเข้าไปสู้ด้วยได้ง่ายๆ

พลังของเขาสูงมาก และตัวเขายังฝึกวิชามารที่ทรงพลัง เก่งเรื่องวิชามาร ไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่จะล้มได้ง่ายๆ

เมื่อคิดถึงตรงนี้ จิตใต้สำนึกก็บอกให้ผมมองไปที่ไฝดำบนข้อมือ

คิดว่าจะใช้ไพ่ไม้ตายเลยดีไหม เรียกมู่หลงเหยียนออกมา ให้ยัยนั้นจัดการเขา

แต่ความคิดนี้เพิ่งโผล่ออกมา ผมกลับลบมันออกจากสมองทันที

 

ผมคิดว่า ในเมื่อตัวเองเลือกเดินบนทางเส้นนี้แล้ว ก็ต้องเดินให้ได้ด้วยตัวเอง

อีกอย่างผมยังหวังให้ตัวเองสามารถพัฒนาพลังและขีดความสามารถเพิ่มมากขึ้น ถ้าให้มู่หลงเหยียนออกโรงทุกเรื่อง ในอนาคตผมจะช่วยมู่หลงเหยียนแก้แค้นได้ยังไง จะต่อสู้กับองค์กรลับได้ยังไง และจะกำจัดอำนาจที่ทรงพลังขององค์กรตาผีให้สิ้นซากได้ยังไง

ทำยังไงถึงจะหาทางยุติการแต่งงานได้ และคืนอิสระให้พวกเราสองคน

ดังนั้น การเรียกน้องศพออกมา

จะเป็นทางเลือกสุดท้ายของผม เป็นสิ่งที่ผมจำเป็นต้องทำเท่านั้น จะใช้ง่ายๆไม่ได้เด็ดขาด

ต้องทำแบบนี้เท่านั้น ผมถึงจะขัดเกลาตัวเอง ทำให้ตัวเองเติบโตสามารถต่อสู้และฝ่าฟันอันตรายไปได้ครั้งแล้วครั้งเล่า

 

หลังจากตัดสินใจเสร็จ ผมก็เพิ่มระดับความระมัดระวัง เตรียมพร้อมกับศึกที่กำลังจะมาถึง

แต่ในเวลานี้ท่านนักพรตตู๋กลับพูด ฮึ ออกมา “ กุ่ยซานหยวน อย่าอวดดีเกินไปนัก ”

“ อวดดีงั้นเหรอ ฮ่าฮ่าฮ่า ข้าร่อนเร่พเนจรมาหลายสิบปี ยังมีอะไรที่ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน แค่พลังของพวกเจ้าสามคนรวมกัน ก็คิดว่าจะฆ่าข้าได้แล้วเหรอ น่าขัน…… ”

เมื่อพูดถึงสองคำสุดท้าย น้ำเสียงของกุ่ยซานหยวนก็ลดต่ำลงทันที

แต่เฟิงเฉ่วหานที่ยืนอยู่ข้างๆพวกเรากลับพูดออกมาอย่างเย็นชา “ อาจารย์ อย่าไปพูดจาไร้สาระกับมันเลย ลงมือกันเลยเถอะ ! ”

ท่านนักพรตตู๋มองเฟิงเฉ่วหานแวบหนึ่ง จากนั้นก็หันมามองผม

 

เมื่อเห็นแววตาของผมสองเปี่ยมไปด้วยไฟ เขาก็ไม่ลังเล ยกดาบไม้ในมือขึ้นแล้วพูดว่า “ คืนนี้ข้าจะลงโทษเจ้าแทนสวรรค์ ! ”

หลังจากพูดจบ ท่านนักพรตตู๋ก็ขยับเท้า วิ่งเข้าไปโจมตีเป็นคนแรก

อย่ามองว่าท่านนักพรตตู๋เป็นตาแก่อายุ 50 ปกติทำตัวเหมือนชายชราคนหนึ่ง

แต่พลังของเขาสูงกว่าอาจารย์ของผมและเหล่าฉินหลายเท่า เวลาต่อสู้ เขาก็ดูแข็งแกร่งยิ่งกว่าคนหนุ่มอย่างพวกเรา ฝีมือก็ยังร้ายกาจ

เมื่อเห็นท่านนักพรตตู๋ขยับตัว ผมและเฟิงเฉ่วหานก็ไม่รอช้า รีบตามเข้าไปโจมตีเช่นกัน

กุ่ยซานหยวนเห็นพวกเราสามคนลงมือ มุมปากของเขาจึงยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เขายกท่อนเหล็กในมือขึ้น จากนั้นวิ่งเข้ามารับการโจมตีของพวกเราทันที

 

เขาเร็วสุดๆ เหมือนกับเงาสีดำที่หายวับไปกับตา

หลังจากนั้นเสียงอาวุธปะทะกันก็ดังขึ้นหนึ่งครั้ง ทันใดนั้นกุ่ยซานหยวนก็กระโดดขึ้น แทงท่อนเหล็กในมือลงมาด้านล่าง

ท่านนักพรตตู๋ขมวดคิ้ว เขาตะโกนเสียงดัง จากนั้นก็เข้าไปรับการโจมตีไว้ทันที

“ ปัง ” เสียงอาวุธกระทบกัน พลังของท่านนักพรตตู๋อยู่ในระดับเต้าจวินแล้ว แต่ตอนนี้เขากลับต้านทานเอาไว้ไม่ได้

ภายใต้พลังอันมหาศาล เท้าของเขาทรุดลง “ บึก ” ตัวของเขาคุกเข่าลงกับพื้นทันที

สีหน้าของผมและเฟิงเฉ่วหานที่อยู่ด้านหลังเปลี่ยนไป พวกเรารีบเข้าไปช่วย ผมเข้าไปแทงอย่างรวดเร็ว “ ไอ้ชั่วตายซะ ! ”

 

ขณะที่พูด ผมก็แทงเข้าไป

เฟิงเฉ่วหานเองก็ตะโกนออกมา และเข้าไปแทงเช่นกัน

นักพรตกุ่ยร่อนเร่พเนจรจนได้ฉายาว่าเป็นปรมาจารย์ผี แม้เขาจะร้ายกาจ

แต่ในร่างนี้ กลับไม่ใช่ร่างจริงของเขา เป็นเพียง “ ภาชนะ ” ที่เขาเข้าสิงเท่านั้น

หรือพูดอีกอย่างคือ กุ่ยซานหยวนไม่สามารถใช้พลังได้ร้อยเปอร์เซ็น

ดังนั้น ในเวลานี้เขาเองก็ไม่กล้าประมาท เมื่อเห็นผมและเฟิงเฉ่วหานแทงมีดไม้เข้ามา เขาก็รีบดึงท่อนเหล็กกลับ และหลบอย่างรวดเร็วทันที

 

ท่านนักพรตตู๋รีบคว้าโอกาส แล้วแทงขึ้นไปอย่างรวดเร็ว

แต่กุ่ยซานหยวนเร็วมาก เขาสามารถหลบการโจตีได้ทั้งหมด

ในเวลาเดียวกันร่างกายของเขากลับดูคล้ายกับผี หลังจากหลบแล้ว ตัวเขาก็หมุนกลับมาใช้ฝ่ามือตบที่หน้าอกของท่านนักพรตตู๋อีกครั้ง

การกระทำนี้เร็วมาก ผมและเฟิงเฉ่วหานเองก็ยังมองไม่ทัน

และเจ้าฝ่ามือนี้เป็นที่รู้จักดี ว่าในนั้นจะต้องมีพลังผสานอยู่

“ ปัก ” ท่านนักพรตตู๋ถูกฝ่ามือตบจนล้มลงไปกับพื้น ทันใดนั้นเขาก็กระอักเลือดออกมา ช่วงเวลานั้นเขาไม่สามารถลุกขึ้นได้ในทันที

 

“ อาจารย์ ! ” เฟิงเฉ่วหานตกใจ

“ ท่านลุงตู๋ ! ” ผมเองก็ตัวสั่นอย่างไม่รู้ตัว

ตอนนั้นผู้อาวุโสหวางเป็นผู้ลงมือ แค่คาถาเดียวก็จัดการกุ่ยซานหยวนได้แล้ว จึงยังไม่ทันเห็นว่าเขามีพลังในระดับไหนเลย

แต่คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าพลังของเขาจะสูงถึงขึ้นนี้

นี่เพิ่งต่อสู้กัน ท่านนักพรตตู๋ก็บาดเจ็บขนาดนี้แล้ว

ในใจของผมกำลังร้อนรน แต่ก็ไม่กล้าถอยกลับ ทำได้เพียงยกดาบไม้เข้าไปสู้ต่อ

 

แต่สิ่งที่แปลกประหลาดก็คือ กุ่ยซานหยวนยังคงหัวเราะ “ ฮ่าฮ่าฮ่า ” พอผมและเฟิงเฉ่วหานลงมือ เขากลับหลบแต่ไม่โจมตี

ในเวลาเดียวกันเขาก็ส่งเสียงที่แหบแห้งออกมา “ ไม่เลวไม่เลว ฝีมือยังพอไปวัดไปวาได้…… ”

เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ผมก็แค้นจนต้องกัดฟัน แต่ผมก็ทำอะไรไม่ได้ อีกฝ่ายสามารถพูดแบบนี้ได้ เพราะพลังของเขาอยู่ในระดับนั้น !

ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ ถึงพวกเราสามคนจะร่วมมือกัน ก็คงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจ้าหมอนี้

ผมเพิ่งคิดถึงตรงนี้ ทันใดนั้นกุ่ยซานหยวนก็พูดออกมาอีกครั้ง “ เลือดเนื้อของพวกเจ้าสองคนไม่เลว ในเมื่อเป็นแบบนี้ งั้นก็เอาพวกเจ้ามาเป็นร่างใหม่ของข้าก็แล้วกัน ! ”

 

หลังจากพูดจบ กุ่ยซานหยวนก็ทำตัวเหมือนผี หายวับไปกับตา

แต่ไม่รอให้พวกเราได้หาตัวกุ่ยซานหยวนเจอ ทันใดนั้นด้านหลังของพวกเราก็มีเสียงท่านนักพรตตู๋ตะโกนด้วยความตกใจ “ ระวังข้างหลัง…… ”

ไม่รอให้พวกเราได้หันกลับมา ทันใดนั้นพวกเราก็สัมผัสได้ถึงไอเย็นที่ด้านหลัง เขาบีบคอของผมและเฟิง

เฉ่วหานเอาไว้

ช่วงเวลานั้น ความเย็นเข้ากระดูกได้ไหลเข้ามาจากคอ จากนั้นก็กระจายไปทั่วร่างกายของพวกเราอย่างรวดเร็ว

ดูเหมือนพลังที่อยู่ในร่างกาย จะหายไปจนหมด วินาทีที่แล้วเลือดในกายของเรายังเดือดพล่าน กล้ามเนื้อยังทำงานได้ดี

แต่ในตอนนี้พวกเรากลับเหมือนลูกบอลที่ถูกปล่อยลม ไม่หลงเหลือพลังเลยแม้แต่น้อย……

ศพ

ศพ

โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset