ศพ – ตอนที่ 217 เอาไก่ไปให้

ตอนที่ 217 เอาไก่ไปให้

 

ตอนกลางวันผมไม่มีอะไรทํานอกจากดูทีวี ผมก็ออกไปเฝ้าร้าน

 

แต่ระหว่างนั้น เหล่าฉินก็มาส่งข่าว

 

บอกว่าลุงหลิวฟื้นแล้ว และร่างกายยังฟื้นตัวขึ้นมาก อาการของเขาก็คงที่แล้ว

 

ไม่ใช่แค่นั้น พวกเรายังรู้รายละเอียดของคืนนั้นจากปากเหล่าฉินด้วย

 

เขาบอกว่าคืนนั้นลุงหลิวอยู่เฝ้าสุสานคนเดียว ตอนกลางดึกเขากําลังพักผ่อนอยู่ที่หอพัก จู่ๆก็มีจิ้งจอกตัวหนึ่งกระโดดเข้ามาทางหน้าต่าง

 

มันไม่รอให้ลุงฉินได้ทําอะไรทั้งสิ้น วินาทีนั้นจิ้งจอกตัวนั้นยืนขึ้น พร้อมพูดภาษามนุษย์ออกมา บอกให้ลุงฉันคืนลูกชายของมันมา

 

จากน้ําเสียง จิ้งจอกเฒ่าตัวนั้นไม่ได้ดุร้าย และยังดูค่อนข้างใจดีด้วย

 

แม้ลุงฉินจะทํางานที่สุสานมาหลายปี เห็นอะไรต่อมิอะไรมานับไม่ถ้วน

 

แต่จิ้งจอกพูดได้นี้ เขาเองก็เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก

 

วินาทีนั้นลุงหลิวตกใจ เขาไม่ได้สนใจคําพูดของอีกฝ่าย ยกเก้าอี้ในห้องขึ้นและบอกให้จิ้งจอกตัวนั้นไสหัวไปซะ

 

นี่จึงไปกระตุ้นทําให้จิ้งจอกเฒ่าโมโห จิ้งจอกตัวนั้นจึงกระโดดเข้าหา ทําให้ลุงหลิวล้มลงไปกับพื้น แต่มันไม่ได้ลงมือฆ่าเขาทันที

 

มันยังอ้าปากถามลุงหลิวต่อว่าเอาลูกชายของมันไปซ่อนไว้ที่ไหน

 

เพราะหลังจากเหล่าฉินเผาศพเสร็จ ก็ไม่ได้บอกลุงหลิวว่าศพนั้นเป็นเถ้ากระดูกของจิ้งจอก ดังนั้นตอนนั้นลุงหลิวจึงไม่รู้ว่าศพของชายคนนั้นคือจิ้งจอกตัวหนึ่ง

 

ช่วงเวลานั้นลุงหลิวถึงกับงง และพูดอะไรไม่ถูกขึ้นมาทันที

 

เมื่อจิ้งจอกเฒ่าต้องถามซ้ําแล้วซ้ําอีก มันก็โมโห บอกว่าถ้าลุงหลิวยังไม่ส่งตัวลูกชายออกมา เขาก็จะกินลุงหลิวซะ

 

เมื่อลุงหลิวได้ยินคําพูดนี้ เขาก็กระวนกระวาย

 

เขาไม่สนใจอะไรมากนัก ใช้ช่วงที่จิ้งจอกเฒ่าละสายตา ลุกขึ้นและคิดจะสู้ตายกับจิ้งจอกเฒ่า

 

แต่ลุงหลิวไม่มีวิชา จะไปสู้กับจิ้งจอกเฒ่าได้อย่างไร

 

จิ้งจอกเฒ่าเห็นลุงหลิวคิดจะลงมือ เขาถึงลงมือกัดที่คอของลุงหลิวหนึ่งครั้ง แต่ไม่ได้กัดที่เส้นเลือดของเขา แต่ตอนที่ลุงหลิวกําลังดิ้นรน มันจึงไม่ตั้งใจเผลอฉีกเนื้อลุงหลิวออกมา

 

และในตอนนั้นเอง ก็เป็นตอนที่พวกเราเข้ามาถึงสุสาน และได้ยินเสียงร้องนั้น

เรื่องหลังจากนั้นก็เป็นสิ่งที่พวกเราเห็นกับตาตัวเอง

 

เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ พวกเราถึงได้รู้ว่าตั้งแต่ต้นจนจบจิ้งจอกเฒ่าตัวนั้น ไม่ได้คิดจะฆ่าลุงหลิวตั้งแต่แรก เขาเพียงอยากตามหาลูกชายจิ้งจอกของตัวเองเท่านั้น

 

และจากเรื่องที่ได้ยิน เขาโดนลุงหลิวกระตุ้น ไม่ได้ต้องการลงมือจริงๆ

 

เพียงแค่หลังจากนั้นลุงหลิวรู้สึกได้รับอันตราย เขาสู้ขาดใจคิดจะหนีเอาชีวิตรอด นั้นจึงทําให้เขาถูกจิ้งจอกกัดจนบาดเจ็บ

 

ดูจากเรื่องทั้งหมด จิ้งจอกเฒ่าตัวนั้นไม่ได้เป็น “ จิ้งจอกชั่ว ” อย่างที่เราคิด

 

เขาทําเพื่อป้องกันตัว จิ้งจอกเฒ่าไม่ได้ดุร้ายเหมือนที่พวกเราจินตนาการเอาไว้เลยสักนิด

 

เป็นเพียงแค่จิ้งจอกแก่ที่ออกมาจากภูเขาชูหม่า แต่ระหว่างนั้นกลับไม่รู้ว่าลูกชายตัวเองตายได้ยังไง จิ้งจอกผู้เป็นพ่อจึงคิดจะเอาศพของลูกชายกลับไปเท่านั้น

 

แม้เรื่องนี้จะผ่านไปแล้ว แต่เรื่องราวที่เกิดและผลที่ตามมา กลับทําให้พวกเราเข้าใจ

 

แต่ผมก็ไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจ เพราะเรื่องมันจบไปแล้ว

 

แต่สิ่งที่ทําให้ผมคิดไม่ถึงเลยก็คือ เรื่องราวของผมและฝูงจิ้งจอก เพิ่งเปิดฉากขึ้นเท่านั้น

 

ผมเฝ้าร้านมาทั้งวัน หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จ ก็เห็นฟ้ามืดแล้ว ผมจึงเตรียมตัวออกจากบ้าน

 

แต่ก่อนจะออกจากบ้าน อาจารย์กลับยื่นกระเป๋าสีเหลืองให้ผม บอกผมว่าตอนผ่านป่ากุยหม่า ให้เอาไก่ทั้งสองตัวใส่ลงไปในกระเป๋าใบนี้ และยังกําชับว่าให้ปิดจนมิดห้ามให้เหลือช่องว่างแม้แต่นิดเดียว

 

ผมถามอาจารย์ว่าทําไมต้องทําแบบนั้น ผมถือไก่ข้างละตัว ก็สบายดีออก

 

ถ้าเอาไก่ไปใส่ในกระเป๋า แถมยังไม่ใช่มีช่องแม้แต่นิดเดียว ถ้าตอนนั้นไก่สองตัวขาดอากาศหายใจตาย ผมจะไปอธิบายกับมู่หลงเหยียนว่ายังไง

 

แต่อาจารย์กลับใช้กระบอกยาสูบเคาะหัวผม “ แกจะไปเข้าใจอะไร ป่ากุ่ยหม่าคืออะไรฮะ นั้นมันเป็นสุสานผีไร้ญาตินะ ผีที่นั้นไม่ได้กินกลิ่นธูปมากี่ปีแล้วก็ไม่รู้ ดึกขนาดนี้ แกถือไก่สองตัวเข้าไป แบบนั้นไม่เรียกว่าเรียกร้องความสนใจ ดึงดูดให้ผีเร่ร่อนพวกนั้นให้ไม่พอใจเหรอฮะ ถ้าเกิดไปทําให้ผีที่ต่อกรยากไม่พอใจขึ้นมา แกได้เจอดีแน่ ”

 

อาจารย์พูดด้วยความโมโห ในเวลาเดียวกันก็อธิบายให้ผมเข้าใจ

 

เมื่อฟังจบ ผมก็กลัวขึ้นมาทันที ผมคิดไม่ถึงจุดนี้จริงๆ

 

ถ้าเป็นแบบนั้น ผมจะต้องเก็บรายละเอียดเล็กๆน้อยๆพวกนี้แล้ว

 

ผมไม่ถามต่อ รับกระเป๋าเหลืองมาทันที หลังจากนั้นก็บอกลาอาจารย์ และเดินออกจากร้าน

 

ขณะเดินไปที่ป่ากุ่ยหม่า มันก็เป็นเส้นทางที่ผมคุ้นเคยแล้ว ตอนนี้ผมกําลังเดินตามเส้นทางบนภูเขา ตรงไปที่ป่ากุ่ยหม่าเรื่อยๆ

 

นอกจากเดินทางตอนกลางคืนจะไม่สะดวกแล้ว นอกนั้นก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ

 

แต่เมื่อมาถึงชายป่ากุ่ยหลิน ผมก็ทําตามที่อาจารย์พูด นําไก่ทั้งสองตัวใส่ลงในกระเป๋า หลังจากนั้นก็ใช้เชือกรัดให้เรียบร้อย ผมถึงได้ถือไก่เข้าไปในป่ากุ่ยหม่า

 

สถานที่แห่งนี้เป็นของผีจริงๆ พลังหยินแรงสุดๆ อากาศหนาวกว่าข้างนอกมาก

 

ผมเพิ่งเข้ามาในป่ากุ่ยหม่า ก็มีหมอกเข้าปกคุ้มทันที ยิ่งเดินเข้าไปข้างใน อุณหภูมิก็ยิ่งลดลงเรื่อยๆ

 

หลุมศพที่อยู่รอบๆต่างตั้งอยู่ติดกัน บางครั้งที่มีฝนตกหนัก ถึงกับมีโลงศพส่วนสองส่วนหรือกระดูกคนโผล่ออกมาก็มี

 

คนทั่วไป อย่าว่าแต่มาที่นี่ตอนกลางคืนเลย แม้แต่ตอนกลางวันแสกๆก็แทบไม่มีคนเต็มใจมาที่ป่าชุ่ยหล่านี้ด้วยซ้ํา

 

ถึงแม้นี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมมาเดินที่นี่ตอนกลางคืน แต่เมื่อเห็นวิวทิวทัศน์ที่อยู่รอบๆ ธงไว้อาลัยสีขาว หรือโคมไฟสีขาวขาดๆ ก็ทําให้ผมรู้สึกใจคอไม่ดี หลังเย็นวาบๆ

 

จิดใต้สํานึกบอกให้ผมเร่งฝีเท้า รีบเดินเข้าไปในป่าส่วนลึกของป่ากุ้ยหม่า

 

เมื่อมาถึงแนวป่าที่เก่าแก่ ผมก็หยุดเดิน ปิดไฟฉาย หลังจากนั้นก็เปิดตา

 

ผมเพิ่งเปิดตา ทันใดนั้นรอบๆที่ดํามืดก็สว่างขึ้นมา

 

ผมไม่รอช้า รีบเร่งฝีเท้าเดินต่อทันที

 

ผ่านไปไม่นาน ผมก็ได้ยินเสียงน้ําไหล ภาพคฤหาสน์หลังใหญ่ ค่อยๆปรากฏสู่สายตาของผม

 

ใช่แล้ว ผมมาถึงจวนมู่หลงแล้ว

 

ประตูหน้าบ้าน ยังมีสิงโตหินสูงใหญ่สองตัวตั้งอยู่ พวกมันเหมือนจริงมาก และยังดูทรงพลังสุดๆ

 

ด้านหน้ามีถนนหินทอดยาวเส้นหนึ่ง รอบข้างรายล้อมไปด้วยดอกไม้สีขาว ม่วง และแดง

 

ผมเดินตามถนนหิน ผ่านไปไม่นานผมก็มาถึงหน้าประตู

 

ผมหยุดเดินสูดหายใจเข้าลึกๆ ใช้ที่เคาะประตูเคาะดัง “ ก๊อกก๊อกก๊อก ” ขณะที่เสียงเคาะดังขึ้น ผมก็ตะโกนเข้าไปข้างในว่า “ น้องศพฉันมาแล้ว ”

 

เสียงเพิ่งเงียบลง ด้านในก็มีเสียงยายคนหนึ่งขานรับ “ คุณผู้ชาย มาแล้ว มาแล้ว ”

 

ผมรู้ทันที คนพูดต้องเป็นยายโม่แน่นอน

 

“ รบกวนยายโม่แล้วครับ ! ” ผมยืนพูดอยู่หน้าประตู

 

ทันใดนั้น เสียง “ แอ๊ด~” ก็ดังขึ้น ประตูเปิดออกแล้ว

 

ยายโม่ยังเหมือนเดิม ท่าทางอ่อนโยน ถือไม้เท้ามังกรไว้ในมือ

 

“ คุณผู้ชาย ในที่สุดคุณก็มาถึง คุณหนูกําลังอารมณ์เสียอยู่ข้างในเจ้าค่ะ! คุณรีบเข้าไปปลอบคุณหนูเถอะเจ้าค่ะ!”

 

แต่เมื่อผมได้ยินคําพูดนี้ สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที

 

อะไรนะ ยัยมู่หลงเหยียนกําลังอารมณ์เสีย ยายให้ผมไปปลอบเธอเนี่ยนะ

 

นี่ไม่ใช่เรื่องตลกนะ ยัยมู่หลงเหยียนเป็นผู้หญิงเจ้าอารมณ์ แล้วจะให้ผมไปปลอบเธอได้ยังไงละ

 

ผมแสดงสีหน้าอึดอัดใจ “ น้องศพ น้องศพกําลังอารมณ์เสียเหรอครับ ”

 

ยายโม่พยักหน้า “ เจ้าค่ะ แถมยังโมโหร้ายมาก! ตอนนี้ ถึงกับทําลายข้าวของแล้วเจ้าค่ะ! พวกเราเป็นคนรับใช้ ไม่กล้าพูดกับคุณหนู คุณเป็นนายช่วยไปพูดกับคุณหนูให้หน่อยนะเจ้าค่ะ ”

 

ดวงตาของผมเบิกกว้าง ผมอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ําลาย “ ยายโม่ ผมว่า- ผมว่าปล่อยเธอไปเถอะ ! คือใช่ ในนี้มีไก่เหลืองอยู่ แล้วก็…แล้วก็ยังมีกล่องใบนั้น ยายช่วยเอาไปคืนน้องศพแทนผมหน่อยนะ ! ผมยังมีธุระ ขอตัวกลับไปก่อนนะครับ!

 

พระเจ้าช่วย ยัยมู่หลงเหยียนกําลังอารมณ์เสีย เดิมที่ก็เป็นยัยก็อตซิลล่าขี้โมโหอยู่แล้ว ให้ผมไปปลอบเธอเนี่ยนะ เหมือนบอกให้ผมไปหาเรื่องใส่ตัวมากกว่า

 

ผมเลือกใช้กลยุทธ์เผ่นก่อนแล้วค่อยว่ากันทีหลัง แต่ผมเพิ่งหยิบกล่องไม้ออกมา ยังไม่รอให้ผมได้ส่งให้ยายโม่ ทันใดนั้นเสียงของมู่หลงเหยียนที่ฉลาดเป็นกรดก็ดังขึ้น “ ไอ้กาก รีบเข้ามาหาฉันเดี๋ยวนี้ ”

 

ศพ

ศพ

อ่านนิยายเรื่องศพ
Status: Ongoing
โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset