ศพ – ตอนที่ 433 ความในใจของอาจารย์

ตอนที่ 433 ความในใจของอาจารย์

ขณะที่ผมคุยกับมู่หลงเหยียนผ่านป้ายวิญญาณอาจารย์ก็นั่งลงสูบบุหรี่ที่โซฟาภาพเก่าเล่าใหม่ที่เห็นจนชินตาแล้ว

เขาเองไม่ได้สนใจผม หรือแม้แต่เปิดทีวีดูด้วยซ้ํา

แต่เสียงเพิ่งเงียบลง มู่หลงเหยียนกลับรีบตอบกลับทันที“ไม่ไม่ไม่ ไม่ต้องฉันไม่ได้เป็นอะไรนายก็อยู่บ้านพักรักษาตัวให้ดีๆเถอะรอให้อาการบาดเจ็บหายแล้วค่อยมาหาฉันก็ได้ !”

น้ำเสียงของมู่หลงเหยียนฟังดูกระวนกระวายนิดหน่อยเหมือนกับไม่อยากให้ผมไปหาที่จวนมู่หลงในป่าก่ยหม่าเลยสักนิด

ผมอึ้ง แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก

พอได้ยินเธอพูดถึงขนาดนั้นผมก็พยักหน้ารับปากเธอ“โอเค!งั้นฉันจะไปหาวันหลัง”

“อ๋อ ! เอาแบบนี้แหละ!ฉันกําลังจะเก็บตัวพอดี”เสียงมู่หลงเหยียนดังขึ้นอีกครั้ง

หลังจากพูดจบประโยคนี้เสียงของเธอก็ไม่ดังขึ้นอีกเลย

บางที่ฝั่งนั้น คงตัดการติดต่อกับผมไปแล้ว

ต่อจากนั้น ผมก็เอาธูปปักลงกระถาง แล้วก็จุดธูปอีกดอกให้เผ่าจิ้งจอก เพื่อขอบคุณที่นางพญามาช่วยในครั้งนี้

ทางฝั่งนางพญาไม่ได้ตอบกลับใดๆ ผมเลยทําเหมือนปกติ

หลังปักธูปลงกระถางแล้ว อาจารย์ก็พูดกับผมว่า “เสร็จแล้วเหรอ ?”

“เสร็จแล้ว !”

“งั้นแกมาเล่าให้อาจารย์ฟังหน่อย ว่าที่แล้วมามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทําไมแกถึงต้องไปขโมยน้ำลี่ลั่วอะไรนั่นด้วยเป็นเพราะเมียแกสั่งให้ไปจริงๆเหรอ ?” อาจารย์พูดตรงๆ

เพราะตอนอยู่ในโรงพยาบาล มีท่านนักพรตต์อยู่ด้วย ดังนั้นผมเลยพูดแบบขอไปที่เท่านั้น

ตอนนี้มีแค่ผมกับอาจารย์สองคน อาจารย์เลยอยากเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่าแท้จริงแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

ผมพยักหน้า บอกว่าใช่

หลังจากนั้น ก็เล่าเรื่องที่ไม่ได้เล่าเมื่อก่อนหน้านี้ เรื่องประโยชน์ของน้ำลี่ลั่วและทําไมพวกเราถึงต้องไป

เขาเขี้ยวหมาป่าให้ได้ ให้อาจารย์ฟังทั้งหมด

หลังฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้ว อาจารย์ก็อดขมวดคิ้วแน่น และถอนหายใจออกมายาวๆไม่ได้

“เฮ้อ ! เสี่ยวฝาน ! นี่คงเป็นชะตาชีวิตของแก ดูเหมือนชั่วชีวิตนี้ แกคงต้องเข้าไปพัวพันกับองค์กรตาผีชั่วนั่น”

มุมปากผมยกยิ้มอย่างเย็นชา ดวงตาดูเฉยชาเล็กน้อย “อาจารย์พูดถูกชั่วชีวิตนี้ของผมคงต้องเข้าไปพัวพันกับองค์กรตาผีตลอดแต่ไม่ช้าก็เร็วผมจะช่วยน้องศพทําลายองค์กรชั่วนั่นคืนความสงบให้กับผู้คน”

ขณะมองผมทําท่าทางจริงจังจู่ๆอาจารย์ก็เงียบไปพักหนึ่งเขาไม่พูดจา แต่สูบบุหรี่เข้าไปหนึ่งครั้ง

เหมือนเขากําลังครุ่นคิดถึงบางอย่างราวกับมีเรื่องในใจอีกแล้ว

พอผมเห็นอาจารย์เป็นแบบนั้นก็เริ่มถามออกมาอีกรอบ“อาจารย์ เป็นอะไร?อาจารย์ไม่ได้บอกเองเหรอในฐานะคนปราบสิ่งชั่วร้ายเราก็ต้องขับไล่สิ่งชั่วร้ายปกป้องความดีน่ะในเมื่ออาจารย์ให้ผมเข้ามาแล้ว

ถ้าไม่จัดการกับองค์กรชั่วร้ายนั่น แล้วจะให้ผมปล่อยพวกมันไปงั้นเหรอ ?”
ผมพูดอย่างมีเหตุมีผลพออาจารย์เห็นผมเป็นแบบนั้นกลับถอนหายใจออกมาอีกครั้ง

ผ่านไปอีกพักหนึ่งเขาถึงเริ่มพูดขึ้นมาอีกครั้ง“เสี่ยวฝานเส้นทางนี้มันไม่ได้เดินกันง่ายๆหรอกนะ

แกมาเป็นแบบอาจารย์ไหม ดูแลร้านอยู่ที่นี่รับงานศพบ้างเป็นครั้งคราวแล้วก็กําจัดภูติผีวิญญาณร้ายแถวนี้ก็พอ”

“ที่จริง ที่จริงแกก็ไม่ต้องไปสู้กับองค์กรตาผีที่มีอานาจขนาดนั้นก็ได้ เพราะสุดท้ายแล้วแกก็เป็นแค่คนฝึกบําเพ็ญเพียรธรรมดาๆคนหนึ่ง”

“อาจารย์ หมายความว่ายังไง ? คนปราบสิ่งชั่วร้ายอย่างพวกเราไม่ได้เกิดมาเพื่อกําจัดสิ่งชั่วร้ายเหรอ ?

ผมเริ่มสงสัย หรือแม้แต่ขมวดคิ้ว รู้สึกว่าวันนี้คําพูดของอาจารย์ฟังดูไม่เหมือนกับค่าสอนที่เคยพูดกับผมเมื่อก่อนหน้านี้เลย

อาจารย์พูดไม่ออกไปชั่วขณะ “อาจารย์ อาจารย์กลัวแกเป็นอะไรไป !”

“อาจารย์ ในเมื่อผมเลือกทางสายนี้แล้วทุกอย่างก็ต้องแล้วแต่โชคชะตากําหนดอีกอย่างผมก็ดวงแข็งจะตายช่วงเวลาหนึ่งปีนี้ผมผ่านเรื่องราวมามากมายแต่ตอนนี้ผมก็ยังอยู่ดีไม่ใช่เหรออาจารย์ ?” ผมพูดต่อ

ส่วนอาจารย์ กลับฝืนยิ้มเล็กน้อยจากนั้นก็หันหน้าไปทางอื่นไม่สนใจผมอีก

ขณะมองท่าทางของอาจารย์ ผมกลับรู้สึกว่ามันแปลกๆ

เหมือนกับอาจารย์กําลังกังวลเรื่องอะไรบางอย่าง เหมือนมีเรื่องในใจที่คิดไม่ตก

แต่อาจารย์ไม่พูด ผมเองก็ไม่ได้ไล่ถามต่อ

หลังจากทานอาหารกลางวันเสร็จแล้ว ผมก็ลองเดินลมปราณดูในตอนบ่าย

ไม่ได้เคลื่อนพลังมาหนึ่งอาทิตย์แล้วการเดินลมปราณครั้งนี้กลับทําให้ผมพบว่าจุดตันเถียนดูแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม

และพลังในจุดตันเถียน ก็เพิ่มขึ้นเยอะด้วย

หรือจะพูดว่า หลังจบการสู้ที่ดุเดือดในครั้งนี้แล้ว พลังของผมก็เสถียรและเพิ่มขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ผมดีใจ ถึงจะแลกมาด้วยความเป็นตาย แต่ข้อดีที่ตามมา ก็น่าปลื้มใจมาก

ถ้ายึดตามความเร็วปกติที่ใช้ฝึก หากอยากทําให้จุดตันเถียนเปลี่ยนเป็นแข็งแกร่งแบบนี้ก็คงต้องใช้เวลาประมาณสามเดือนเป็นอย่างต่ํา

แต่หลังจากจบศึกใหญ่ มันกลับผ่านไปไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์

ผมดีใจเว่อร์ เลยลืมประสบการณ์เสี่ยงตายเมื่อก่อนหน้านี้ไปจนหมด และลืมความเจ็บปวดทั้งหมดที่เคยได้รับไปจนสิ้น

ช่วงเวลาสองสามวันต่อจากนั้น นอกจากฝึกเดินลมปราณแล้ว ผมก็ช่วยที่ร้านขายของ

เพราะใกล้จะปีใหม่แล้ว การค้าเลยดีสุดๆ

คนที่มาซื้อธูปซื้อเทียนในแต่ละวันมีเยอะมาก แต่ผมกลับพบว่าอาจารย์มักทําตัวไม่ร่าเริง

ถึงผมจะบอกว่าพลังของตัวเองเพิ่มขึ้นแล้ว เขาก็ไม่ดีใจ เหมือนกับมีเรื่องใหญ่ให้คิดตลอดเวลา

พอถามเขา เขาก็ไม่ยอมพูดออกมา

ผ่านไปเพียงชั่วพริบตา เวลาก็ล่วงเลยมาถึงวันปีใหม่แล้ว

เราทําหม้อไฟเนื้อแกะ เรานั่งกินไปดูรายการฉลองปีใหม่ในทีวีไป

แต่ในแววตาของอาจารย์ กลับดูเศร้าสร้อยเป็นครั้งคราว ราวกับกําลังคิดถึงอะไรบางอย่างอยู่

ตอนกินข้าว ผมกับอาจารย์ดื่มเหล้าขาวกันสองแก้ว

ผมเห็นในช่วงหลายวันนี้อาจารย์ดูอารมณ์ไม่ค่อยดี เลยถามเขาไปตรงๆว่า “อาจารย์ อาจารย์กําลังมีเรื่องอะไรที่คิดไม่ตกอยู่หรือเปล่า ?”

พออาจารย์ได้ยินผมพูดแบบนั้น ก็เงยหน้าขึ้นมามองผมทันที

จากนั้นก็ถอนหายใจออกมา แล้วจิบเหล้าเข้าไปค่าเล็กๆ

ผมไม่ได้พูด เพียงมองดูอาจารย์ต่อเท่านั้น

หลังอาจารย์ดื่มเหล้าขาวเสร็จแล้ว เขาก็เงยหน้ามามองผม “ เสียวฝานอาจารย์จะถามแกแบบจริงจังนะ

แกรู้สึกเสียใจไหม ที่ได้เข้ามาในสายงานนี้ ! ”

พอได้ยินอาจารย์พูดถึงขนาดนั้น ผมก็เริ่มงงนิดหน่อย ไม่เข้าใจว่าเขากําลังคิดอะไรอยู่

แต่ผมก็ยังพยักหน้าให้อย่างหนักแน่น “ไม่เสียใจ ! ผมชอบชีวิตในตอนนี้มากผมรู้สึกว่าการปราบสิ่งชั่วร้ายก็คืองานของผม”

อาจารย์พนักหน้าเบาๆ “งั้นแกรับปากอาจารย์ได้ไหม ว่าจะรักษาหัวใจแบบนี้เอาไว้ ไม่เปลี่ยนใจอีกในวันข้างหน้า”

ผมทําท่าทางตกใจ “มันก็ต้องได้อยู่แล้ว อาจารย์ วันนี้เป็นอะไรไป ทําไมถึงถามผมแบบนั้นละ

ผมสับสนมาก ความรู้สึกแบบนั้นมันเหมือนกับ อาจารย์กําลังจะตาย ตอนนี้เหมือนกําลังสั่งเสียออกมา

อาจารย์กลับโบกมือ “ ฉันไม่เป็นอะไร วันนั้นพออาจารย์ได้ยินแกพูดว่า แกยอมใช้ชีวิตสู้กับองค์กรตาผี

ฉันก็คิดถึงเรื่องนึ่งมาตลอด ! ”

“คิดถึงเรื่องนึง เรื่องอะไรละอาจารย์ ?” ผมรีบถาม เป็นอย่างที่คิดจริงๆ อาจารย์มีเรื่องที่คิดไม่ตก

อาจารย์ไม่ได้รีบร้อนตอบกลับเขายกแก้วขึ้นมาจิบอีกครั้ง“พออาจารย์ให้แกเข้ามาในสายงานนี้แล้วอาจารย์แค่ถ่ายทอดวิชาให้แกเท่านั้นยังไม่ได้ถ่ายทอดการฝึกพลังที่แท้จริงให้แกถ้าแกรับปากอาจารย์

ว่าต่อไปจะรักษาหัวใจแบบนี้เอาไว้ ไม่เปลี่ยนใจไปทําชั่ว อาจารย์จะถ่ายทอดการฝึกพลังที่แท้จริงให้แก”
จ่ๆก็ได้ยินอาจารย์พูดแบบนั้น ผมเลยอึ้งไปในทันที

นี่มันหมายความว่ายังไงอาจารย์กําลังบอกว่าตัวเองไม่ได้สอนทุกอย่างไม่ได้ถ่ายทอดการฝึกพลังที่แท้จริงให้ผมตอนนี้ต้องการให้ผมสาบานเขาถึงจะถ่ายทอดให้

ผมใจเต้นแรงอยู่ครู่หนึ่ง อารมณ์ก็เปลี่ยนไปพอสมควร

“อาจารย์ อะไรคือการฝึกพลังที่แท้จริงแถมยังต้องให้ผมสาบานด้วย ?” ผมทําตาโตถามด้วยความสงสัย

อาจารย์กลับดื่มเหล้าขาวอีกครึ่งแก้วจนหมด “รีบรับปากอาจารย์ก่อน”

พอเห็นอาจารย์ดูจริงจังถึงขนาดนั้น ผมก็ทําท่าทางเคร่งขรึมขึ้นมา

รีบคุกเข่าลงกับพื้น แล้วยกมือขึ้นข้างหนึ่งทันที “ผมติงฝานขอสาบานต่อฟ้าวันหน้าจะรักษาหัวใจแบบนี้เอาไว้ปราบสิ่งชั่วร้ายปกป้องความถูกต้อง”

หลังฟังคําสาบานของผมจบ อาจารย์ก็ค่อยๆหลับตาลง แล้วเอื้อมมือเข้าไปในหน้าอกหยิบของบางอย่างออกมาอย่างช้าๆ…

ศพ

ศพ

อ่านนิยายเรื่องศพ
Status: Ongoing
โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset