ศพ – ตอนที่ 5 ผีคู่สามีภรรยา

ตอนแรกผมคิดว่าเรื่องในคืนนี้จะจบลงแค่นี้แล้วเชียว แต่ใครจะไปคิดว่าสามีของยัยผีนั้นจะโผล่มา

 

ในเวลานี้ผมเครียดแบบสุดๆ โดยเฉพาะหลังจากที่ผีผู้ชายนั้นรู้ความจริง ผมยิ่งเครียดหนักกว่าเดิม เหงื่อออกเต็มหลัง

 

ในมือกำกระจก 8 ทิศไว้แน่น ผมเขยิบถอยหลังไปเรื่อย ๆ

 

ส่วนผีผู้หญิงนั้นกลับทำหน้าประหลาดใจ หันมามองที่ไก่ “เขาก็อยู่ตรงนั้นไม่ใช่เหรอ ก็ถูกแล้วนิ”

 

แต่ผีผู้ชายก็หยุดความคิดของผีผู้หญิงทันที “อีเมียโง่ เธอมองดูดีๆซิ นั้นมันแค่ไก่ เธอนี่โดนลูกไม้กระจอกๆเล่นงานได้ครั้งแล้วครั้งเล่าจริงๆ!”

 

ผีผู้ชายพูดด้วยความโมโหอย่างมาก ส่วนผีผู้หญิงนั้นถึงกับมึนงง

 

ดูเหมือนเขาจะมองทะลุภาพลวงตาของอาจารย์ได้ “กึก” สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปทันที

 

“สมควรตาย ฉันจะต้องหาไอ้เด็กนั้นให้เจอ!”

 

เสียงของผีร้ายแหบมาก คนได้ยินเข้าจะรู้สึกอึดอัดมากทันที

 

ในฐานะที่เป็นคนก่อเรื่อง และยังซ่อนตัวอยู่ใต้โลงศพห่างจากพวกเขาเพียง 7-8 เมตรเท่านั้น มันจึงทำให้ผมกลัวมากกว่าเดิม กลัวจนถึงขีดสุด แม้แต่การหายใจแรงๆตัวผมเองยังไม่กล้าทำออกมา

 

แม้ว่าตัวเองจะทำเรื่องพวกนี้กับอาจารย์มาหลายปีแล้วก็ตาม แต่ตอนที่อาจารย์ออกไปทำพิธี กลับไม่เคยพาผมไปด้วยเลย

 

อย่างมากที่สุดก็คือพิธีเฝ้าศพ แต่เมื่อเทียบกับสิ่งนี้

 

ผมยังไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้มาก่อน และยิ่งไปกว่านั้นยังไม่เคยเจอผีที่ร้ายกาจขนาดนี้ด้วย

 

ขณะที่ผมกำลังซ่อนตัวอยู่ใต้โลง สติของผมก็ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ไม่รู้ว่าตัวเองควรทำอย่างไรดี

 

แถมเจ้าผีผู้ชายนั้นก็อย่างกับหมา หันมามองในห้อง แล้วใช้จมูกสูดดมแค่สองสามครั้ง จากนั้นก็หันไปคุยกับผีผู้หญิงที่อยู่ด้านหลัง “ไอ้เด็กนั้นมันซ่อนตัวอยู่แถวๆนี้ และเป็นไปได้มากที่มันจะอยู่ในห้องนี้ ไม่อย่างนั้นมันคงใช้วิธีแบบนี้ไม่ได้แน่!”

 

ขณะที่พูด ผีผู้ชายคนนั้นก็เดินเขย่งเท้าเข้ามาในห้องเก็บศพ นอกจากนี้เขายังไม่ลืมที่จะมองไปรอบๆ และใช้จมูกดมกลิ่นไปในตัว

 

บางทีสิ่งที่อาจารย์พูดอาจจะถูก แม้ว่าที่ผมอยู่ตรงนี้อาจจะดูเห็นได้ชัด และมันก็ไม่มีสิ่งขัดขวางอะไร

 

แต่ผีสองตัวนี้กลับมองหาในนี้ตั้งหลายรอบ พวกเขาเดินกลับไปกลับมาในห้องเก็บศพหลายครั้ง แต่พวกเขาก็ยังไม่เจอตัวผม

 

ผมแอบดีใจ แต่ที่ในปากกลับกลืนน้ำลายไปมา เห็นได้ชัดว่าผมกำลังเครียด

 

ผมถูกทรมานอยู่ในนี้ประมาณ 10 นาที แต่ผีร้ายทั้งสองตัวก็ยังหาผมไม่เจอ เหมือนกับตอนแรกเริ่ม พวกเขายังคงเดินวนเวียนไปเรื่อยๆ

 

เมื่อเห็นภาพแบบนี้ ผมเลยคิดว่าคืนนี้ตัวเองคงต้องทนแบบนี้ต่อไป จนถึงรุ่งเช้า

 

ดังนั้นใจของผมจึงค่อยๆผ่อนคลายลงมานิดหน่อย แต่ใครจะไปรู้ผ่านไปแค่ชั่วอึดใจเท่านั้น

 

ด้านหน้าของโลงศพที่ผมอยู่ กลับมีหัวของคนตายโผล่ออกมา

 

ใบหน้าขาวซีดจนไม่อาจหาอะไรเทียบได้ นอกจากนี้บนใบหน้ายังประดับไปด้วยรอยยิ้มที่น่าสยองขวัญ ดวงตาขาวโพน กำลังจ้องมาที่ผม

 

“ไอ้เด็กน้อย ที่แท้แกก็ซ่อนตัวอยู่นี้เอง ให้พี่สาวหาตั้งนาน!”

 

ตอนที่พูดสองสามประโยคสุดท้าย ผีผู้หญิงตนนั้นก็เพิ่มระดับเสียงขึ้นทันที มันเป็นเสียงที่ต่ำมาก

 

เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างไม่ให้ซุ่มให้เสียง เธอพูดขึ้นมาอย่างฉับพลัน

 

เมื่อเห็นแบบนี้ ในสมองก็มีเสียงดัง “เวิง” ไม่กล้านิ่งเงียบอีกต่อไป วินาทีนั้นผมร้องออกมาทันที!

 

“เฮ้ย!”

 

เท้าทั้งสองข้างขยับ ถอยหลังไปไม่หยุด แต่สุดท้ายผมก็ชนเข้ากับผนัง ไม่สามารถขยับตัวได้อีก

 

ผมได้เพียงแต่มองรอยยิ้มที่แสนน่าเกลียดน่ากลัวของคนตาย ในเวลาเดียวกันนั้นผีผู้ชายก็ปรากฎตัวขึ้นด้านหน้าเช่นกัน

 

เขาก้มตัวลง มองมาที่ผมอย่างประหลาด

 

“ไอ้เด็กน้อย มา พี่จะพาแกไปอาบน้ำเอง!”

 

ตอนที่พูด ผีสามีภรรยาคู่นี้ยังทำเสียงหัวเราะ “ฮ่าฮ่าฮ่า” ที่น่าสยองออกมาด้วย มันบาดแก้วหูมาก ทำให้คนฟังขนลุกเลยทีเดียว

 

“ ฉัน ฉันไม่ไป ถ้าจะอาบ พวกแกก็ไปอาบเองซิ!” ผมกดความกลัวที่อยู่ในใจเอาไว้และพูดออกมา

 

ผลลัพธ์เสียงพึ่งขาดหายไปเท่านั้น ผีผู้หญิงตนนั้นก็ก้มหน้าลงมา  “ไม่ไปงั้นเหรอ ถึงไม่ไปพี่สาวก็จะพาแกไปเอง!”

 

หลังจากพูดจบ เธอก็เอื้อมมือข้างหนึ่งออกมา แขนที่ยื่นมานั้นขาวซีดมาก มันตรงเข้าคว้าตัวผมทันที

 

ตอนนี้ในมือของผมมีกระจก 8 ทิศที่อาจารย์ให้ไว้ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายจะเข้ามาจับตัว วินาทีนั้นผมจึงถือกระจกแปดทิศไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง ยืดตรงออกไปทางด้านหน้าตามสัญชาตญาณ

 

ผลลัพธ์มือของผีผู้หญิงตนนั้นเข้ามาโดนกับกระจก 8 ทิศพอดี กระจก 8 ทิศเป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุดสำหรับขับไล่สิ่งชั่วร้าย

 

ในชนบท หลายบ้านต่างแขวนมันไว้ที่หน้าประตู เพื่อใช้ขับไล่วิญญาณชั่วร้าย

 

เมื่อสิ่งชั่วร้ายมาเห็น ส่วนใหญ่พวกมันก็จะเกรงกลัวและออกห่างทันที ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเข้าไปจับเลย

 

มันเป็นเวลาที่เหมาะเจาะพอดี หลังจากผีผู้หญิงจับโดนเข้าอย่างจัง

 

ผมก็ได้ยินเสียง “อร๊าย…” จากนั้นก็มีควันดำปรากฎขึ้นทันที

 

ดูเหมือนมือของผีผู้หญิงตนนั้นได้สัมผัสกับเหล็กร้อนๆ มือของมันถูกเผาไหม้ทันที

 

ผีผู้หญิงเจ็บปวดทรมาน ปากยังคงร้อง “อร๊าย” ออกมาไม่หยุด เธอรีบดึงมือออกทันที

 

เมื่อผีผู้ชายเห็นเข้า สีหน้าก็เปลี่ยนไปอย่างมาก เขาพูดด้วยความโมโหมาก “กล้าทำร้ายเมียฉัน ฉันจะสูบพลังให้แกแห้งตายไปเลย!”

 

ขณะที่พูด เขาก็เอามือเข้ามาจับผมเช่นกัน

 

เวลานี้ตัวเองก็ไม่รู้ว่าเอาความกล้าพวกนี้มาจากไหน ด้วยแรงปรารถนาที่อยากอยู่รอด ผมจึงหันกระจกเตรียมรับมือกับผีผู้ชายด้วยสีหน้าที่หวาดกลัว

 

หลังจากเห็นแบบนั้นเขาก็พูดออกมาทันที “หลบ หลบไป!”

 

แม้ว่าผีผู้ชายจะดุร้าย แต่ก็ไม่กล้าสัมผัสกับกระจก 8 ทิศตรงๆ มือที่ยื่นออกมา ก็ถอยกลับไปอีกครั้ง

 

แต่ผมกลับไม่รู้สึกว่าตัวเองปลอดภัยเลยสักนิด ตอนนี้ในมือเหมือนกำลังถือฟางเอาไว้ช่วยชีวิตอย่างนั้น จับกระจก 8 ทิศไว้แน่นมาก และยังคงจ้องผีร้ายสองตนที่อยู่ด้านนอกด้วยความเคร่งเครียด

 

ในใจยังไม่หยุดคิด อาจารย์ อาจารย์ ไม่ได้คอยจับตาดูอยู่ข้างนอกหรอ ทำไมยังไม่รีบเข้ามาช่วยผมอีกนะ ถ้าอาจารย์ยังไม่ออกมา ศิษย์คนนี้ของอาจารย์จะคุกเข่าขอร้องแล้วนะครับ

 

แต่ตอนนี้สถานการณ์เลวร้ายมาก ผีผู้ชายเห็นตัวเองซ่อนอยู่ใต้โลงจึงลงมือไม่ถนัด หลังจากดึงมือกลับไป เขาก็ใช้ฝ่ามือเดียวปัดโลงศพที่ขวางอยู่กระเด็นทันที

 

ได้ยินเพียงเสียง “แอ๊ด” เบาๆเท่านั้น ต่อมาโลงศพสีดำลูกนั้น ก็ตกลงมาแตกเป็นสองสามชิ้น

 

ทันใดนั้นภาพผีร้ายสองตนนั้นก็ปรากฎต่อหน้าผม ถึงตอนนี้ตัวเองอยากหลบก็หลบไม่ได้แล้ว ดังนั้นผมจึงลุกขึ้นและกำลังจะวิ่งหนีออกไป

 

แต่ทันใดนั้นทั้งสองทางกลับถูกผีทั้งสองตนปิดกั้นไว้จนหมด ในเวลาเดียวกันผีผู้หญิงที่บาดเจ็บก็แยกเขี้ยวที่น่าเกลียดออกมา “พูดดีๆไม่ชอบชอบให้บังคับ ตอนนี้ฉันจะเอาชีวิตแก!”

 

หลังจากพูดจบ เธอก็พุ่งเข้ามาหาผมทันที

 

ใบหน้าของผมเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ขณะที่กำลังจะใช้กระจกแปดทิศป้องกัน จู่ๆกระจกที่อยู่ในมือก็ถูกผีผู้ชายปัดด้วยหลังมือ หลังจากนั้นกระจก 8 ทิศที่อยู่ในมือกระเด็นออกไปไกลกว่าสองเมตร

 

“ดูซิว่าแกจะเอาอะไรมาป้องกัน!” ผีผู้ชายพูดด้วยน้ำเสียงที่ดุร้าย

 

ผมรู้สึกเจ็บที่บริเวณแขน เมื่อหันไปดูกลับพบว่าตอนนี้เสื้อผ้าของตัวเองมีรอยฉีกขาด ที่แขนยังมีบาดแผล และเลือดสดๆก็กำลังไหลทะลักออกมา

 

แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาสนใจเรื่องอื่น ผมจับแขนไว้และไม่สามารถขยับไปข้างๆได้ ใบหน้ายังคงเต็มไปด้วยความกลัว

 

ส่วนผีร้ายสองตัว เมื่อพวกเขาเห็นสีหน้าที่หวาดกลัว ก็ดูเหมือนจะดีใจกันมาก

 

ใบหน้าของผมเริ่มมืดมน  เพราะพวกเขาเริ่มขยับเข้ามาใกล้ผมเรื่อยๆ เรื่องอื่นไม่ต้องพูดก็เห็นได้ชัด

 

หัวใจเต้นรัว ความกลัวถึงขีดสุด จบกันจบกัน อีกเดี๋ยวชีวิตผมต้องจบเห่แน่

 

แต่ตอนที่ตัวเองกำลังคิดว่าหมดหนทางรอดชีวิตแล้ว จู่ที่ประตูก็มีเสียงทุ้มต่ำดังขึ้น “ไอ้พวกชั่ว ยังไม่หยุดอีก!”

 

เมื่อได้ยินเสียงนี้ ในใจก็มีเสียงดัง “กึกๆ” ขึ้นมาทันที ผีร้ายสองตนก็หันไปมองเช่นกัน

 

ทันใดนั้นพวกเขาก็พบว่า ที่ประตูมีชายแก่ยืนอยู่ เขาคนนั้นก็คืออาจารย์ของผมนั้นเอง ติงโย่วซาน

 

ในมือของอาจารย์กำลังถือดาบไม้อยู่ ส่วนมืออีกข้างหนึ่งก็ถือแผ่นป้ายสองแผ่น ดูเหมือนว่ามันจะเป็นป้ายวิญญาณ

 

ขณะที่ผมกำลังสังเกตว่าของในมือของอาจารย์คืออะไร สีหน้าของผีร้ายสองตนนั้นก็เปลี่ยนไปทันที

 

ในเวลาเดียวกันยังได้ยินเสียงผีผู้ชายที่พูดด้วยสีหน้าอันดุร้าย “ตาแก่ รีบวางป้ายวิญญาณของพวกเราลง ไม่อย่างนั้นฉันจะฆ่าแก!”

 

เสียงทุ่มต่ำ ใบหน้าเต็มไปด้วยรังสีฆ่าฟัน

 

แต่สีหน้าของอาจารย์ยังเรียบนิ่ง “ อยากได้ป้ายวิญญาณงั้นหรอ ก็มาแย่งไปเองซิ ”

 

หลังจากพูดจบ เขาก็จงใจวางป้ายวิญญาณพิงไว้ที่ข้างๆประตู

 

ภาพนี้ทำให้สีหน้าผีร้ายทั้งสองตนก็เปลี่ยนเป็นเขียวและแดงในทันที แทบรอไม่ไหวที่จะเข้าไปฉีกร่างอาจารย์ออกเป็นชิ้นๆ

 

“ฮึ!” ผีผู้ชายอดทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาพุ่งเข้าไปทันที

 

จากนั้นก็ตามมาด้วยผีผู้หญิง เธอแผดเสียงออกมาดังมาก หลังจากนั้นก็พุ่งเข้าไปหาอาจารย์ทันที

 

เมื่ออาจารย์เห็นผีทั้งสองตนพุ่งเข้ามา เขาหันมามองผมที่อยู่ในห้องเก็บศพแวบนึง จากนั้นก็วิ่งออกไปข้างออกทันที

 

เห็นได้ชัดว่าเขาทำไปเพราะต้องการดึงดูดให้ผีทั้งสองตามไป จากนั้นก็สร้างทางหนีเอาชีวิตรอดให้กับผม

 

หลังจากที่ผีร้ายสองตนออกไปจากห้องเก็บศพ ผมก็รีบหยิบกระจก 8 ทิศที่พื้นทันที จากนั้นก็ค่อยออกจากที่นี่ และหาที่สักแห่งเพื่อซ่อนตัว

 

แต่เมื่อผมวิ่งไปถึงประตู ก็พบว่าอาจารย์สู้กับผีร้ายสองตัวนั้นไม่ไหว

 

และตอนนี้ด้านหลังของอาจารย์ยังถูกทำร้ายแล้วด้วย เลือดสดๆกำลังไหลซึมเข้าสู่ชุดนักพรต

 

เมื่อเห็นแบบนี้ ผมก็นิ่งอึ้งไปทันที

 

อาจารย์รับเลี้ยงผมไว้ ดูแลตั้งแต่เล็กจนโต เวลานี้ยังมาบาดเจ็บเพราะช่วยผม ถ้าตอนนี้ผมหนีเอาตัวรอดคนเดียว แบบนั้นผมยังเป็นคนอยู่งั้นหรอ

 

เมื่อคิดถึงจุดนี้ ผมก็ไม่รู้ว่าตัวเองเอาความกล้ามาจากไหน

 

ผมกัดฟัน เห็นข้างๆมีกระถางใส่ขี้เถ่าธูปขนาดใหญ่วางไว้ ไม่คิดอะไรอีกต่อไป ผมยกกระถางธูปขึ้นและวิ่งออกไปทันที

 

นอกจากนั้นยังตะโกนเสียงดังว่า “อาจารย์ ผมมาช่วยแล้ว……”

 

เสียงพึ่งลดลงเท่านั้น ผมก็วิ่งเข้ามาทางด้านหลังผีสองตน ไม่รออะไรทั้งสิ้น ผมเอากระถางธูปกระแทกใส่หัวผีผู้ชายแรงที่สุดเท่าที่ทำได้

 

ผลลัพธ์ผมได้ยินเสียงดัง “เพล้ง” กระถางธูปแตกเป็นสี่ถึงห้าชิ้น

 

ถ้าเป็นคนธรรมดาถูกกระแทกแรงขนาดนั้น หัวต้องแตกแน่นอน หรือถ้าไม่ตายก็ต้องมึนหัว

 

แต่นี่คือวิญญาณชั่วร้าย ของธรรมดาๆจะทำร้ายพวกเขาได้ยังไง

 

ผลลัพธ์ผีผู้ชายคนนั้นไม่เพียงไม่เป็นอะไรเท่านั้น หัวของเขายังหนุมรอบ 180 องศา หลังจากนั้นเขาก็หันมาจ้องที่ผม สีหน้าที่มองยังดุร้ายยิ่งกว่าเดิมด้วย

 

“กล้าทำร้ายฉัน ฉันจะฆ่าแก!”

 

เมื่อพูดจบ ก็อ้าปากทันที

 

ไม่รอให้ผมได้หลบ เขาก็ตรงเข้ามากัดที่คอผมทันที……

ศพ

ศพ

โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset