สอนสวาทคุณอาที่รัก – ตอนที่ 4

เมื่อคืนร้องไห้มาอย่างหนักทำให้เช้าวันนี้ดวงตาของหล่อนยังคงบวมช้ำ หล่อนก้าวเข้ามาในห้องอาหาร เขานั่งรออยู่ก่อนแล้วเหมือนทุกวัน แต่วันนี้ไม่มีคำทักทายจากปากของหล่อน และหล่อนก็ไม่ได้เข้าไปขโมยจูบแก้มสากเหมือนเช่นทุกวัน หล่อนเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดิม และนั่งก้มหน้าตักข้าวใส่ปากเงียบๆ ในใจก็หวังจะให้เขาทักท้วงกับท่าทางที่เปลี่ยนไปของหล่อนบ้าง แต่มันก็คงเป็นได้แค่ความหวังลมๆ แล้งๆ เท่านั้น เพราะชาติพยัคฆ์ไม่แม้แต่จะชายตาแลหล่อนเลยด้วยซ้ำ

คนที่แอบคาดหวังเต็มไปด้วยความเจ็บปวด และแน่นอนว่าหล่อนทำได้แค่เพียงนั่งเงียบๆ ปล่อยให้หยาดน้ำตามมันไหลออกมาเป็นทางเท่านั้น

นั่งกินข้าวไปได้ไม่นานเสียงรวบช้อนของอีกคนก็ดังขึ้น หล่อนเงยหน้าขึ้นมองโดยอัตโนมัติ ก็เห็นว่าเขาลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้

“คุณเสืออิ่มแล้วเหรอคะ”

“ครับป้าแก้ว แล้วกลางวันนี้ผมไม่กลับมาทานที่บ้านนะ ผมจะทานในไร่กับคนงาน”

แล้วคนพูดที่ไม่แม้แต่จะชายตามองหล่อนก็เดินออกไป ทิ้งให้หล่อนมองตามไปด้วยตาระห้อย หยาดน้ำตาไหลรินออกมาอาบแก้มอีกครั้งอย่างฉุดไม่อยู่

“คุณหนูวดีอย่าร้องไห้เลยนะคะ คุณเสือก็ปากแข็งอย่างนี่แหละค่ะ”

หญิงสาวไม่ตอบ มือบางยกขึ้นป้ายน้ำตาทิ้ง ในขณะที่อีกมือหนึ่งก็ตักข้าวใส่ปาก ลิ้นไม่รู้รสชาติของอาหารที่เข้ามาในปากเลยแม้แต่นิดเดียว มีแต่หัวใจเท่านั้นที่กำลังลิ้มรสแห่งความทุกข์ทรมาน ชาติพยัคฆ์ไม่ได้ปากแข็งหรอก เขาก็แค่ทำให้สิ่งที่เขาต้องการจะทำมาตลอดต่างหากยังไงล่ะ

 

 

“นั่นคุณหนูวดีจะหิ้วปิ่นโตไปไหนเหรอคะ”

กำลังจะก้าวพ้นจากประตูบ้าน แต่เสียงของป้าแก้วก็ดังขึ้นเสียก่อน ราชาวดีหันมายิ้มเจื่อนๆ ให้กับคนตั้งคำถามที่ยืนยิ้มอยู่ด้านหลัง

“คือวดี…”

“จะเอาไปให้คุณเสือหรือคะ”

แก้มนวลแดงก่ำ และก็ไม่มีทางปฏิเสธได้จึงจำเป็นต้องพยักหน้ารับด้วยท่าทางขัดเขินเอียงอาย ป้าแก้วหัวเราะอย่างพึงพอใจ

“ไม่เห็นต้องอายเลยค่ะ ใครๆ ที่นี่ก็รู้ว่าคุณหนูวดีรักคุณเสือมากแค่ไหน”

“ป้าแก้วน่ะ อย่าพูดแบบนี้สิคะ วดีอายนะ”

แม่บ้านเก่าแก่ยังคงอมยิ้มกว้าง

“แล้วนี่บอกคุณเสือไว้ก่อนหรือยังคะว่าจะเอาข้าวไปให้”

ราชาวดีส่ายหน้า

“วดียังไม่ได้บอกเลยค่ะ แต่เมื่อเช้าเห็นอาเสือบอกว่าจะไม่กลับมาทานข้าวที่บ้าน ดังนั้นอาเสือจะต้องสนใจข้าวและกับข้าวในปิ่นโตของวดีแน่นอนค่ะ”

ดวงหน้าที่เต็มไปด้วยความรอยยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ของราชาวดีทำให้ป้าแก้วอดมีความสุขไปด้วยไม่ได้

“แล้วหายเคืองคุณเสือแล้วเหรอคะ”

“วดีไม่เคยโกรธเคยเคืองอาเสือจริงๆ หรอกค่ะ แค่น้อยใจเท่านั้นเอง และตอนนี้วดีก็จะพยายามเอาชนะใจอาเสืออีกสักครั้งหนึ่งน่ะค่ะ แต่ถ้าครั้งนี้ไม่สำเร็จอีก วดีคงต้องถอนตัวแล้ว”

“สำเร็จสิคะ คุณเสือเธอไม่มีทางมองผู้หญิงคนไหนนอกจากคุณหนูวดีหรอกค่ะ เชื่อป้าสิ”

จากที่เคยใจฟ่อและเต็มไปด้วยความขลาดกลัว ตอนนี้ฟู่ฟ่องเต็มไปด้วยความหวังเต็มเปี่ยมก็เพราะคำพูดให้กำลังใจของป้าแก้วนั่นเอง

“ขอบคุณป้าแก้วมากเลยนะคะ วดีจะสู้อีกสักตั้งค่ะ”

“ป้าขอให้สำเร็จนะคะ”

ราชาวดีระบายยิ้มกว้างให้ป้าแก้ว ก่อนจะเดินฝ่าเปลวแดดเข้าไปในไร่ชาที่หล่อนรู้ดีว่าตอนนี้นั้นชาติพยัคฆ์อยู่ตรงไหนของไร่

“วดีจะไม่โกรธ จะไม่งอน และจะยิ้มทั้งวันให้กับอาเสือค่ะ”

หญิงสาวเดินไปท่องไป เพื่อให้กำลังใจตัวเอง ในมือก็กระชับเถาปิ่นโตแน่น รอยยิ้มยังคงเต็มดวงหน้าแม้จะถูกเผาด้วยเปลวแดดร้อนแรงก็ตาม ไม่นานก็เดินข้ามไร่เข้ามาถึงโรงอาหารของคนงาน หล่อนรู้ดีว่าคนที่หล่อนคิดถึงหมดหัวใจกำลังอยู่ในนี้

“มาหาคุณเสือเหรอครับ”

“ใช่จ้ะ ว่าแต่ตอนนี้อาเสืออยู่ไหนล่ะ”

ราชาวดีชะเง้อคอมองไปรอบๆ แต่ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของคนที่ตามหา แถมคนงานตรงหน้าก็ยังทำหน้าทำตาตาอึกอักมีพิรุธเพียบอีกต่างหาก

“อาเสืออยู่ไหน”

“คือว่า…”

ที่คนงานไม่กล้าบอกเพราะเป็นห่วงสวัสดิภาพของคนที่ชาติพยัคฆ์กำลังคุยด้วย เพราะทุกครั้งที่ราชาวดีเห็นว่าคุณอาของตัวเองคุยกับผู้หญิงคนไหน ผู้หญิงคนนั้นก็จะเคราะห์ร้ายขึ้นมาในทันที และเรื่องนี้คนงานและคนในไร่ชารู้กันดีทุกคน

“จะบอกหรือไม่บอก!”

“บอก… บอกครับ”

“งั้นก็บอกมาว่าอาเสืออยู่ที่ไหน”

หญิงสาวเค้นเสียงขุ่น มือกำลังเถาปิ่นโตแน่น หัวใจเต็มไปด้วยความหวาดระแวง

“คุณเสือกำลัง… คุยธุระอยู่ทางนู้นครับ”

นิ้วมือของคนงานชี้ออกไปนอกอาคารโรงอาหาร และหญิงสาวก็รีบเดินไปตามทิศทางนั้นทันที หล่อนจ้ำยาวๆ แทบจะวิ่งเลยก็ว่าได้ ทั้งๆ ที่รู้ตัวเองว่าไม่มีสิทธิ์ แต่ก็ห้ามปรามตัวเองไม่ได้สักที หล่อนเดินมาได้ไม่ไกลนักก็เห็นร่างสูงใหญ่ของชาติพยัคฆ์กำลังยืนคุยกะหนุงกะหนิงอยู่กับผู้หญิงคนหนึ่ง หุ่นดี สวย และโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ต่างจากหล่อนที่ยังเป็นเด็กกะโปโลราวฟ้ากับเหว

ปิ่นโตในมือล่วงลงแตกกระจายกับพื้นดิน พร้อมๆ กับเสียงที่เต็มไปด้วยความผิดหวังอย่างรุนแรง นัยน์ตากลมโตแดงก่ำ

“แอบมาพลอดรักกันที่นี่เองนะอาเสือ”

ชาติพยัคฆ์หันกลับมาเห็นสีหน้าของหลานสาวแล้วก็รู้สึกตกใจ แต่ความคิดวูบหนึ่งก็เข้าครอบงำจิตใจของเขาเอาไว้จนแน่นหนา

‘ปล่อยให้ราชาวดีเข้าใจผิดแบบนี้ต่อไปน่ะดีที่สุด’

“นั่นมันเรื่องของอา ว่าแต่เธอมาที่นี่ทำไม แล้วปิ่นโตนั่น…”

ราชาวดีกัดฟันแน่น มองใบหน้าผู้หญิงข้างกายของชาติพยัคฆ์ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยอริร้าย

“อย่าไปสนใจมันเลยค่ะ มันเละเทะมันแล้ว ไม่มีทางกินได้อีก ก็เหมือนกับหัวใจของวดีตอนนี้นั่นแหละ จะไม่มีทางกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีก”

พูดจบหญิงสาวก็หมุนตัวและวิ่งจากไปอย่างไม่คิดชีวิต

ชาติพยัคฆ์มองตามไปด้วยสายตามืดดำไม่แสดงความรู้สึก

“เธอกำลังเข้าใจผิดนะคะ คุณเสือรีบตามเธอไปดีกว่าค่ะ ปล่อยไว้นานจะไม่ดี”

“ไม่ครับ เรายังคุยงานกันไม่จบ”

“แต่ว่า…”

“ก็แค่เด็กเหลือขอ อย่าไปสนใจเลยครับ ว่าแต่เราคุยกันถึงไหนแล้วนะครับ” ชาติพยัคฆ์ทำเป็นคุยเรื่องงานต่อไป แต่ทั้งสมองและหัวใจของเขากลับคิดถึงแต่ราชาวดีแต่เพียงอย่างเดียว บ้าชิบ เขาไม่อยากคิดถึงหล่อนเลยสักนิด

สอนสวาทคุณอาที่รัก

สอนสวาทคุณอาที่รัก

Status: Ongoing
อ่านนิยาย สอนสวาทคุณอาที่รักเสื้อกล้ามสีขาวบนเรือนกายบึกบึนทรงพลังของชาติพยัคฆ์เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ ซิกแพ็คสมบูรณ์แบบจึงมองเห็นได้อย่างง่ายดาย และนั่นก็ยิ่งทำให้ราชาวดีต้องรีบยกมือขึ้นป้ายน้ำลายที่สออยู่มุมปากอย่างรวดเร็ว แต่สายตากลับแหงะออกจากมาจากกำยำของคุณอานอกไส้ตรงหน้าไม่ได้เลยแม้แต่วินาที ตั้งแต่จำความได้ก็มีแต่ชาติพยัคฆ์คนเดียวเท่านั้นที่คอยดูแลและปกป้องหล่อน จากคำบอกเล่าของเขาก็คือพ่อกับแม่ของหล่อนเสียชีวิตไปตั้งแต่หล่อนเกิดได้มาไม่เพียงกี่เดือน และเขาก็เป็นเพียงญาติคนเดียวของหล่อนจึงต้องทำหน้าที่อุปการะหล่อนเอาไว้ ทุกอย่างมันคงดำเนินไปด้วยดีตามวิถีทางของมันถ้าหล่อนกลับไม่บังเกิดไปหลงรักชาติพยัคฆ์เข้าให้อย่างจังแบบตอนนี้ หล่อนพยายามที่จะตัดใจจากเขา พยายามที่จะไม่สนใจผู้ชายที่แก่กว่าเกือบยี่สิบปี แต่ก็ทำไม่ได้สักที หึงและหวงทุกครั้งที่มีผู้หญิงมาเข้าใกล้เขา “อาไม่ใช่ข้าวนะ ไม่ต้องมองแบบหิวอย่างนั้นหรอก” คำพูดเตือนสติของผู้ชายตรงหน้าทำให้คนฟังแก้มแดงก่ำ แต่ก็รีบกลบเกลื่อน “อาเสืออย่ามาแซววดีแต่เช้าสิคะ”

Comment

Options

not work with dark mode
Reset