ตะวันลับขอบฟ้าแล้วชาติพยัคฆ์พึ่งกลับมาถึงบ้าน ป้าแก้วรีบเดินมาดักหน้าและถามด้วยความสงสัยขึ้นมาทันทีเมื่อไม่เห็นราชาวดีกลับมาด้วย
“คุณเสือมาคนเดียวเหรอคะ”
“ครับ ผมก็กลับมาคนเดียวทุกวัน”
คนถูกถามหัวเราะเบาๆ และจะเดินเข้าบ้าน แต่ก็ถูกขวางเอาไว้อีกครั้ง
“มีอะไรกับผมหรือครับป้าแก้ว”
ป้าแก้วเงยหน้าขึ้นมองเจ้าชายที่เลี้ยงมาแต่อ้อนแต่ออด จากนั้นก็พูดขึ้น
“คุณหนูวดียังไม่กลับมาบ้านเลยค่ะ”
สีหน้าที่เรียบเฉยของชาติพยัคฆ์กระตุกไหว ก่อนที่เจ้าตัวจะกลบเกลื่อนด้วยความเย็นชาอีกครั้ง
“อาจจะกลับมาแล้วแต่ป้าแก้วไม่เห็นก็ได้นะครับ”
“ไม่มีทางเป็นไปได้หรอกค่ะ ป้านั่งรอคุณหนูวดีตลอดตั้งแต่ช่วงบ่าย ตอนแรกก็นึกว่าจะกลับมาพร้อมกับคุณเสือ แต่นี่ก็ไม่ได้มา ไม่รู้ว่าไปอยู่ซะที่ไหน”
“วดีไปไหนไม่ได้หรอกค่ะ นอกจากอยู่ในไร่ชา บางทีอาจจะอยู่บนห้องนอนก็ได้นะ ป้าแก้วไปดูมาหรือยังครับ”
คนถูกถามส่ายหน้าดิก
“ป้าไปดูมาหมดแล้วค่ะ หาทั้งบ้านแล้วด้วย แต่ไม่มีคุณหนูวดีเลย”
ชาติพยัคฆ์ยืนนิ่ง ภาพที่ร่างเล็กวิ่งหนีไปทางท้ายไร่เมื่อตอนเที่ยงวันยังติดตา
“หรือว่าไปที่ท้ายไร่”
“คุณเสือว่าอะไรนะคะ”
ป้าแก้วถามเพราะได้ยินไม่ถนัด
“ไม่มีอะไรหรอกครับ และป้าแก้วก็ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก เดี๋ยวผมจะออกไปตามเด็กดื้อนั่นเอง”
“คุณเสือรู้แล้วเหรอคะว่าคุณหนูวดีอยู่ที่ไหน”
คนถูกถามหันกลับมาจ้องหน้าคู่สนทนา ใบหน้ายังคงไร้ความรู้สึกเช่นเดิม
“ผมคิดว่ารู้ครับ เอาล่ะป้าแก้วสบายใจได้แล้วล่ะครับ เดี๋ยวผมจะไปลากตัวคุณหนูวดีของป้าแก้วกลับบ้าน ขอตัวครับ”
ร่างสูงใหญ่ของชาติพยัคฆ์เดินหายไปในความมืด ป้าแก้วที่ยืนมองก็ได้แต่ภาวนาให้ตามหาราชาวดีเจอด้วยเถอะ เพราะค่ำมืดแบบนี้หล่อนเป็นห่วงหญิงสาวจริงๆ
แม้ว่าตอนนี้จะมืดค่ำแล้ว แถมบริเวณนี้ยังครึ้มไปด้วยกิ่งก้านของต้นไม้ใหญ่ แต่แสงสุดท้ายของพระอาทิตย์ก็ยังสามารถทำให้เขาสามารถมองเห็นร่างเล็กที่นั่งนิ่งอยู่บนโขดหินได้อย่างชัดเจน ชายหนุ่มถอนใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อราชาวดีอยู่ในที่ที่เขาคิดเอาไว้จริงๆ แผ่นหลังเล็กสะท้อนขึ้นลงบอกให้รู้ว่ากำลังร่ำไห้ปานจะขาดใจ ใจหนึ่งก็อยากจะเดินเข้าไปกระชากเข้ามาจูบให้หายคิดถึง แต่อีกใจหนึ่งก็รั้งเอาไว้
เขาจะทำแบบนั้นได้ยังไงกัน ลูกสาวของเพื่อน… เขาจะแตะต้องเจ้าหล่อนได้ยังไงกัน ถึงแม้ว่าเจ้าหล่อนจะยกหัวใจให้ทั้งดวงก็ตาม
“ทำคนอื่นเขาเดือดร้อนกันไปทั้งไร่เลยนะวดี”
เสียงกระด้างไร้ความรู้สึกของชาติพยัคฆ์ทำให้ราชาวดีที่กำลังร้องไห้อยู่ต้องรีบป้ายน้ำตา และหันกลับมาเผชิญหน้า
“วดีไม่เข้าใจที่อาเสือพูด”
หญิงสาวลุกขึ้นยืนบนโขดหิน และก้าวเท้าเดินหนี แต่ก็ถูกมือใหญ่กระชากเอาไว้เสียก่อน
“ปล่อยวดีนะ”
“อาก็ไม่ได้อยากจะแตะต้องเนื้อตัวของเธอนักหรอก แต่ที่ต้องทำแบบนี้ก็เพราะอาไม่อยากให้พ่อกับแม่ของเธอที่อยู่บนฟ้าต้องเป็นห่วงเท่านั้นเอง”
คนฟังหัวเราะทั้งน้ำตา น้อยใจจนแน่นอก
“นี่ถ้าไม่ได้พ่อกับแม่ค้ำหัว วดีก็คงไม่มีทางได้ความใส่ใจจากอาเสือใช่ไหมคะ”
“อย่ามาปากดี กลับไปกับอา”
เขาไม่สนใจท่าทางแง่งอนประชดประชันของหล่อน ร่างอรชรถูกรั้งให้เดินตามไปอย่างเผด็จการ
“วดีกลับเองได้ ปล่อยวดี”
เมื่อลงมายืนบนพื้นดินปกติไม่ใช่โขดหินแล้วหญิงสาวก็สะบัดข้อมือเต็มแรงอีกครั้ง จากนั้นก็จ้องหน้าผู้ชายใจดำเขม็ง
“อย่ามาทำดีกับวดีอีก ไปทำดีกับผู้หญิงของอาเสือนู้น”
คิดว่าเขาจะตอบว่าเขาไม่มีใคร แต่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
“ไม่ต้องมาสอนอา ยังไงซะอาก็สามารถดูแลผู้หญิงของตัวเองได้ดีอยู่แล้ว”
“งั้นก็ไปเลย ไปเลยสิ อย่ามายุ่งกับวดี”
ไม่รู้ว่าเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน เพราะหล่อนสามารถสะบัดหลุดจากพันธนาการของเขาได้อย่างน่าอัศจรรย์ หญิงสาววิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต น้ำตาไหลเป็นทางท่วมท้น
“ระยำ! กลับมานะวดี อาบอกให้กับมา!”
และเมื่อเจ้าหล่อนไม่มีทีท่าว่าจะหยุดวิ่ง เขาจึงต้องออกแรงวิ่งตามหล่อนไปเสียเอง ไม่นานก็สามารถคว้าร่างอรชรได้ก่อนที่เจ้าหล่อนจะหายเข้าไปในป่า
“เลิกพยศได้แล้ว!”
“ก็บอกอย่ามายุ่งกับวดีไง”
“เป็นบ้าอะไรของเธอหึ! ผีเข้าหรือไง!”
เขาเขย่าตัวหล่อนเต็มแรงอย่างบ้าคลั่ง ใบหน้าหล่อเหลาแดงก่ำไปด้วยแรงโทสะ
“อย่าให้อาบ้านะวดี”
หญิงสาวหน้าซีดเผือด เพราะไม่เคยเห็นชาติพยัคฆ์ดุดันแบบนี้มาก่อน แต่กระนั้นหล่อนก็ยังคงยืนกรานที่จะพยศเช่นเดิม
“วดีไม่ได้บ้า ปล่อยวดี ปล่อยสิ”
เขาไม่ปล่อยแต่ยืนนิ่ง และวินาทีถัดมาร่างของหล่อนก็ถูกจับขึ้นแบกบนบ่า พร้อมๆ กับฝ่ามือหนาหนักที่ฟาดลงกับบั้นท้ายอวบงอน
“อาเสือปล่อยวดีนะ”
“ไม่ปล่อย…”
“โอ๊ย อาเสืออย่าตีก้นวดีสิ เจ็บนะ”
“ก็ถ้าไม่หยุดดิ้น อาจะตีให้ระบมนั่งไม่ได้เลยคอยดูสิ”
คำขู่ของคนตัวโตทำให้ราชาวดีทำอะไรไม่ได้อีก นอกจากปล่อยให้เขาแบกร่างของหล่อนมุ่งหน้ากลับสู่บ้านหลังใหญ่อย่างง่ายดาย