หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม [เล่ม2] – บทที่ 66.1 ไฟโทสะของพี่จิ่ว (1)

บทที่ 66 ไฟโทสะของพี่จิ่ว (1)

Ink Stone_Romance

เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “บุรุษคนนั้นคือใคร?!”
แย่แล้ว ฆ่าเขาเลย! เผาเขาเลย! สับเขาเลย!
“…ไม่รู้” อวี๋หวั่นก้มหน้า “แล้วก็ อาจจะ ไม่ได้มีคนเดียว”
เยี่ยนจิ่วเฉาผู้ซึ่งรู้สึกประหนึ่งถูกศรธนูกระหน่ำเข้าที่หัวใจ “…”
“ข้าไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังท่าน”
“ข้าเองก็ยังจำไม่ได้ เพิ่งจะนึกออก”
“ไม่ใช่เพิ่งจะนึกออกด้วย ก็แค่…”
“ข้าก็บอกไม่ถูก เอาเป็นว่า แบบนั้นแหละ”
แบบนั้นแหละ? แบบนั้นคือแบบไหนกัน?!
ในห้องอันมืดสนิท เยี่ยนจิ่วเฉาโมโหจนลุกขึ้น เลิกผ้านวมขึ้น นั่งลงข้างขอบเตียง เท้าเปล่าเหยียบลงบนแท่นวางเท้าซึ่งเย็นยะเยือก หายใจหอบด้วยความโมโห
ไม่ได้โมโหมากถึงเพียงนี้มานานเท่าไรแล้ว เขารู้สึกราวกับร่างกำลังจะระเบิดออก!
นางใจกล้าเกินไปแล้ว เห็นว่าเขารักนาง จึงกล้าพูดพล่อยเช่นนี้!
บุรุษ…แถมยังไม่ได้มีเพียงคนเดียวรึ?!
ลูกก็มีแล้ว!
ไม่รู้ว่าใครเป็นลูกใคร!
เยี่ยนจิ่วเฉาโมโหจนปวดใจ!
“คุณชายคงไม่เป็นไรหรอกกระมัง?” ในลานบ้านนอกประตูใหญ่ อิ่งลิ่วปิดประตูห้องด้วยสีหน้าหนักใจ
สีหน้าของอิ่งสือซันก็ไม่สู้ดีเท่าไรนัก
ลุงวั่นกล่าวพลางทอดถอนใจ “ครั้งสุดท้ายที่คุณชายโกรธถึงเพียงนี้ก็เห็นจะเป็นตอนที่รู้สาเหตุการตายของท่านอ๋อง คุณชายโมโหถึงกับขังตัวเองเอาไว้ในห้อง ไม่ออกมาจนล้มป่วย…”
“ครั้งนี้คุณชายคงจะไม่โกรธจนถึงกับล้มป่วยกระมัง?” อิ่งลิ่วเอ่ยขึ้นด้วยความวิตก เขาเคยประสบพบเจอตอนที่คุณชายล้มป่วยมาแล้ว ช่างน่ากลัวเหลือเกิน!
ลุงวั่นถอนหายใจอีกครั้ง “ใครจะไปรู้ได้เล่า? ตั้งแต่ที่พบกับแม่นางอวี๋ คุณชายก็ไม่เคยล้มป่วยอีกเลย ทว่าครั้งนี้เป็นแม่นางอวี๋ที่ทำให้คุณชายโกรธ จุดจบจะเป็นอย่างไรก็พูดยาก…”
อิ่งลิ่วมองไปยังอิ่งสือซัน “ตอนนั้นเจ้าไม่ได้อยู่ด้วยหรือ? ไม่รู้จักห้ามแม่นางอวี๋เอาไว้”
อิ่งสือซันโมโหจนควันออกหู “ข้าจะไปห้ามได้อย่างไร? เจ้าไม่รู้อะไร นางไม่ได้พูดจาไร้สาระแม้แต่ประโยคเดียว!”
มีคนบิดเบือนความจริง นางก็เพียงแถลงไข มิได้พูดสิ่งใดระคายหูนี่! เขาถึงไม่จำเป็นต้องทัดทาน!
อิ่งลิ่วและลุงวั่นมองเขาด้วยสีหน้าบูดบึ้ง อิ่งสือซันรู้สึกพ่ายแพ้ราบคาบ “เอาเถอะๆ ข้าเข้าไปโน้มน้ามเขาสักหน่อยก็แล้วกัน”
อิ่งสือซันเสี่ยงชีวิตเข้าไปในห้องของคุณชาย
เยี่ยนจิ่วเฉานั่งอยู่ที่ขอบเตียง สวมใส่อาภรณ์เนื้อบาง อากาศในยามดึกของเดือนสามค่อนข้างเย็น ทว่าอิ่งสือซันก็ยังได้ยินเสียงเม็ดเหงื่อของเยี่ยนจิ่วเฉาหยดลงบนแท่นวางเท้า
ร่างของของเยี่ยนจิ่วเฉาถูกปกคลุมด้วยความมืด อิ่งสือซันจึงมองไม่เห็นสีหน้าของเขา กระนั้นก็ยังสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตที่กำจายออกมารอบกาย
แต่ถึงจะเป็นยอดฝีมืออย่างอิ่งสือซัน ก็ยังอดรู้สึกขนลุกซู่ไม่ได้
“คุณชาย” อิ่งสือซันทำใจดีสู้เสือเอ่ยขึ้น
ผ่านไปครู่หนึ่ง เยี่ยนจิ่วเฉาจึงตอบกลับมา “มีอะไร?”
เสียงของเขาไม่นับว่าดัง แต่กลับทำให้อิ่งสือซันรู้สึกขนพองสยองเกล้าอย่างบอกไม่ถูก
อิ่งสือซันมิได้ลืมว่าตนมาทำอะไร เขาตั้งสติ แล้วเอ่ยปากขึ้นว่า “คุณชาย ท่านอย่าโมโหไปเลย แม่นางอวี๋ไม่ได้บอกหรือว่านางก็จำตัวเองไม่ได้? ใครจะรู้ว่าสิ่งที่นางพูดนั้นจริงหรือไม่ ถ้านางจำผิดเล่าขอรับ?”
เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “เจ้าคิดว่าเรื่องแบบนี้นางไม่มีหลักฐานหรืออย่างไร? ยังกล้ามาพูดต่อหน้าข้าอีก”
อิ่งสือซันรู้สึกสับสนประหนึ่งน้ำท่วมสมอง เขาไม่อยากโน้มน้าวอีกต่อไป จึงรีบเปลี่ยนคำพูด “เช่นนั้นก็ไม่ได้นับว่าขาดทุนนะขอรับ คุณชายก็นอนกับสตรีอื่น แล้วก็มีลูกเช่นกัน เท่าเทียมกับแม่นางอวี๋แล้ว”
“เท่าเทียมได้อย่างไรกัน? ข้านอนกับสตรีเพียงคนเดียว! นาง…นางอาจจะผ่านมาไม่รู้กี่คน”
ความคิดของชาวยุทธภพต่างจากคนทั่วไป อิ่งสือซันจับประเด็นสำคัญในคำพูดของคุณชายได้อย่างว่องไว เขาเลิกคิ้วแล้วกล่าวว่า “เช่นนั้นคุณชายก็นอนกับสตรีเพิ่มอีกสักหน่อยสิขอรับ”
“…” ความอัดอั้นตันใจสุมอยู่ในอกของเยี่ยนจิ่วเฉา เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับนอนหรือไม่นอนมิใช่หรือ? ประเด็นของเรื่องนี้ก็คือสตรีผู้เป็นที่รักของเขาถูกบุรุษเส็งเคร็งที่ไหนก็ไม่รู้เอาเปรียบต่างหากเล่า!
“ฮัดชิ่ว!”
เยี่ยนจิ่วเฉาจามแรงๆ ครั้งหนึ่ง
เรื่องนี้หากเป็นคนอื่นก็คงไม่อาจยอมรับได้เช่นกัน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เมื่อชอบใครแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใจกับอดีตของคนผู้นั้น แต่ปัญหาอยู่ที่เขาไม่กระจ่างเลยแม้แต่น้อยว่าคนผู้นี้มีอดีตเป็นอย่างไร
เรื่องที่นางหลงลืม มันไม่สำคัญสำหรับนาง หรือเพราะมันได้สลักลงไปในใจของนางแล้วกันแน่?
วันใดนางนึกขึ้นมาได้ นางจะตระหนักได้ว่า…คนที่นางชอบที่จริงแล้วเป็นคนอื่นเช่นนั้นหรือ?
หรือว่าเรื่องนี้อาจจะเป็นไปได้ เขาอาจเป็นหนึ่งในเหล่าบุรุษที่นางนิยมชมชอบ…
เยี่ยนจิ่วเฉารู้สึกราวกับไฟโทสะกำลังจะแผดเผาตนจนสิ้นใจ
“อิ่งลิ่วเล่า?” เยี่ยนจิ่วเฉาตวาด
อิ่งลิ่วพุ่งเข้ามาในห้องอย่างรวดเร็ว “คุณชาย!”
รังสีอำมหิตพวยพุ่งออกมาจากก้นบึ้งในจิตใจของเยี่ยนจิ่วเฉา “เจ้าไปสืบดู ข้าต้องการรู้เรื่องราวทั้งหมดของนาง!”
……
ย่างเข้ายามสายัณห์ อวี๋หวั่นกลับถึงหมู่บ้าน
หลังจากที่อวี๋หวั่นสารภาพกับเยี่ยนจิ่วเฉาไปแล้ว ก็ลงจากรถม้า เธอนั่งรถม้าที่ตนเองเช่ากลับมายังตำบล
อวี๋หวั่นไม่กล้ามองสีหน้าของเยี่ยนจิ่วเฉา พ่อแม่ของเธอในโลกก่อนจากไปเร็วเหลือเกิน เธอเข้มแข็งมาโดยตลอด ทว่าความเข้มแข็งนี้ก็พลันเปราะบางลงหลังจากที่เจอกับเยี่ยนจิ่วเฉา
ว่ากันว่าผู้หญิงเข้มแข็งขึ้น ก็เพราะอับจนหนทาง เปลี่ยนจากเข้มแข็งเป็นอ่อนแอก็เพราะความสุข เธอไม่รู้ว่าคำกล่าวนั้นเป็นจริงหรือไม่ เธอรู้เพียงว่าจ้าวเหิงทำให้อาหวั่นต้องยืนหยัดด้วยตนเองเร็วเกินไป ส่วนเยี่ยนจิ่วเฉากลับถอดชุดเกราะแห่งความเข้มแข็งของเธอออกจนหมดสิ้น
เธอคิดว่าเธอไม่เสียใจที่บอกเยี่ยนจิ่วเฉาไป อดีตเหล่านั้นเป็นอดีตของอาหวั่น ก็นับว่าเป็นอดีตของเธอด้วยเช่นกัน เป็นอดีตที่เธอสลัดไม่หลุด ลบทิ้งไปก็ไม่ได้ นี่เป็นราคาที่เธอต้องจ่ายในการฟื้นคืนชีพ ถ้าเยี่ยนจิ่วเฉาไม่สามารถยอมรับเธอที่เป็นอย่างนี้ได้ เธอก็คงทำได้เพียงจบความสัมพันธ์นี้ลงด้วยความเสียใจ
“ท่านพี่ๆ!”
หลังจากกลับบ้าน เถี่ยตั้นน้อยก็วิ่งมาหา มือหนึ่งคว้ามือของอวี๋หวั่น ดึงเธอเข้าบ้านไป
“มีอะไรรึ?” อวี๋หวั่นถาม
“มีคนส่งสาส์นมาที่หมู่บ้านด้วย!” เถี่ยตั้นน้อยทำตาลุกวาว
อวี๋หวั่นถามต่อ “คนส่งสาส์นมา แล้วเจ้าลากพี่มาทำไม?”
“ก็มีจดหมายของท่านพี่ไง!” เถี่ยตั้นน้อยพาอวี๋หวั่นเข้าไปในบ้าน แล้วชี้ไปยังห่อผ้าซึ่งวางเป็นกองอยู่บนโต๊ะ “ท่านดู! จดหมายของท่าน! จดหมายเยอะมาก! เพิ่งส่งมาวันนี้!”
จดหมาย…ของเธอ?
‘คุณชายผู้นี้ไม่อยู่เพียงไม่กี่วัน จิตใจเจ้าไม่อยู่กับตัวเช่นนี้เลยรึ? มิใช่ว่าจดหมายที่ข้าเขียนหาเจ้าทุกวัน จะบรรเทาไข้ใจของเจ้าได้หรือ?’
เช่นนั้นก็หมายความว่า เยี่ยนจิ่วเขาเขียนจดหมายมาหาเธอจริงๆ แต่ว่าเขียนมามากขนาดนี้เลย? คงไม่ได้ให้คนอื่นเขียนให้หรอกมั้ง?
“ท่านพี่ ข้าช่วยท่านอ่านจดหมายได้นะ!” เถี่ยตั้นน้อยบอกพลางตบอก ตอนนี้เขานับว่าเป็นผู้รู้ตัวอักษร เขาเป็นเถี่ยตั้นน้อยที่มีความรู้แล้ว!
อวี๋หวั่นลูบศีรษะของเขาเบาๆ “เจ้าจำตัวอักษรให้ครบหนึ่งพันตัวก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
เถี่ยตั้นน้อยคอตก “…อื้ม”
อวี๋หวั่นรอจนเถี่ยตั้นน้อยเข้านอน เธอจึงจุดตะเกียงน้ำมันเพื่ออ่านจดหมาย มีจดหมายมากมายเหลือเกิน ประมาณสามร้อยฉบับเห็นจะได้ อวี๋หวั่นชักจะสงสัยแล้วว่าตลอดทางเยี่ยนจิ่วเฉาคงจะไม่ได้ทำอะไร นอกจากเขียนจดหมาย
“ข้าจะออกจากเมืองหลวง ไม่จำเป็นต้องคิดถึงมาก ไม่กี่วันก็จะกลับมา”
“ถึงถนนฉางอัน กำลังจะออกจากเมืองหลวงจริงๆ แล้ว”
“ถึงถนนเสวียนอู่แล้ว…”
“ถึงถนนจูเชวี่ยแล้ว…”
“กำลังจะถึงประตูเมืองทิศตะวันออกแล้ว…”
“ถึงประตูเมืองทิศตะวันออก…”
“ออกจากประตูเมืองทิศตะวันออกแล้ว…”
“ทังหยวนที่เมืองอวี้เป็นไส้เนื้อ…”
“ดอกโหยวไช่ที่อำเภอปั๋วสวยมาก…”
“…”
“…”
จดหมายแต่ละฉบับมีข้อความเพียงหนึ่งถึงสองประโยค ทุกฉบับล้วนเป็นเหมือนบันทึกซึ่งมิได้มีเนื้อหาสำคัญ แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด อวี๋หวั่นจึงเห็นภาพของเขานั่งลุกลี้ลุกลนอยู่บนรถม้า มือจับพู่กันได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง
น่ารักเหมือนกันนะ
อวี๋หวั่นยิ้ม
แต่เพียงครู่เดียว เธอก็ยิ้มไม่ออกเสียแล้ว
เพราะเยี่ยนจิ่วเฉาจะไม่เขียนจดหมายมาหาเธออีกแล้ว
……
“คุณชาย”
ยามฟ้าสาง อิ่งลิ่วกลับถึงจวน
เยี่ยนจิ่วเฉายังไม่ได้ล้มตัวลงนอน เขานั่งนิ่งอยูู่ที่ขอบเตียง แสงรำไรเข้ามาตกลงบนใบหน้าอันแสนเย็นชาของเขา อิ่งลิ่วไม่กล้ามอง ได้แต่ก้มหน้างุด และนำความที่ตนไปสืบมาได้แจ้งแก่เยี่ยนจิ่วเฉา “ข้าไม่ได้ข่าวว่าแม่นางอวี๋เคยมีสัมพันธ์กับบุรุษอื่น ทั้งยังเคยมีลูก”
เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวเสียงทุ้ม “เช่นนั้นก็หมายความว่านางบอกความเท็จกับข้ารึ?”
“เรื่องนั้น…” อิ่งลิ่วลังเล “ข้าน้อยไม่รู้ แต่ว่าข้าน้อยได้ยินมาอีกเรื่องหนึ่ง”
“เรื่องอะไร?” เยี่ยนจิ่วเฉาเอ่ยถาม
“เมื่อสามปีก่อน แม่นางอวี๋ไปบ้านท่านยายมาหนึ่งปี แต่น้องสาวของจ้าวซิ่วไฉกล่าวหาแม่นางอวี๋ต่อหน้าคนในหมู่บ้านว่าในปีนั้นแม่นางอวี๋ไม่ได้ไปบ้านท่านยาย หากแต่…หากแต่เข้าไปในหอคณิกา” อิ่งลิ่วฝืนใจพูดออกมา
สายตาของเยี่ยนจิ่วเฉาพลันเย็นเยียบขึ้นมา
อิ่งลิ่วพูดต่อ “ดังภาษิตกล่าวไว้ว่าลมในถ้ำย่อมมีที่มา ในเมื่อเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สกุลจ้าวพูด ไยไม่เรียกคนสกุลจ้าวมาถามเล่าขอรับ จะได้รู้ว่าจริงหรือเท็จ แม่นางอวี๋ไม่ได้บอกหรือว่านางเองก็จำไม่ได้? ไม่แน่ว่านางก็อาจจะถูกคนสกุลจ้าวหลอกลวงเช่นกัน เพื่อที่จะยกเลิกการแต่งงาน ไม่มีสิ่งใดที่คนสกุลจ้าวทำไม่ได้ นับประสาอะไรกับการกุข่าวลือขึ้นมาเล่าขอรับ!”
เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ไปจับคนแซ่จ้าวนั่นมา!”
……………………………….

หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม

หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม

เธอคือหมอ(รักษาสัตว์)เทวดาคนแรกของอาณาจักร เริ่มจากข้ามมิติมาอยู่ในร่างของเด็กสาวชาวบ้านผู้แสนยากจน ทางซ้ายมีท่านแม่ที่ป่วยกระเสาะกระแสะ ทางขวาก็มีน้องชายตัวน้อยคอยให้ป้อนข้าว ที่แย่ไปกว่านั้นคือ เธอถูกผู้ชายเฮงซวยยกเลิกการแต่งงาน… ให้ตายเถอะ! เสือไม่โอ้อวดพลังก็จริง แต่เห็นเธอเป็น HelloKitty หรืออย่างไร ถึงมารังแกกันแบบนี้?! สั่งสอนผู้ชายเฮงซวย รักษาอาการป่วยของท่านแม่ เลี้ยงดูน้องชายที่ผอมแห้งแรงน้อย บุกเบิกที่นารกร้าง ปลููกพืชบนที่ดินว่างเปล่า นั่งดูความอุดมสมบูรณ์ แล้วก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข วันเวลาอันแสนสุขค่อยๆ ผ่านไป… วันหนึ่งก็ได้ยินว่าเทพแห่งความตายผู้น่าสะพรึงกลัวจะมาเยือนถึงหน้าบ้าน บังคับขู่เข็ญให้เธอแต่งงานด้วย? ถึงเธอจะชอบผู้ชายหน้าตาดีก็เถอะ แต่ได้ยินว่าท่านอ๋องผู้นี้… “ท่านอ๋อง พวกเราไม่ได้สนิทกันเสียหน่อย!” หญิงสาวพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “เหอะๆ” ท่านอ๋องยกยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย แล้วคว้าเด็กน้อยตัวอ้วนจ้ำม่ำสามคนออกมาจากด้านหลัง “เรียกแม่สิ” เธอล่ะอยากจะเป็นลม…

Options

not work with dark mode
Reset