หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม [เล่ม2] – บทที่ 69 ไปรับเด็กๆ

บทที่ 69 ไปรับเด็กๆ

Ink Stone_Romance

ณ เรือนใหญ่สกุลสวี่
สวี่เฉิงเซวียนรู้สึกเบื่อหน่ายเหลือเกิน เมื่อเขาได้ออกไปนอกบ้านครั้งหนึ่ง ก็รู้สึกว่าอยากออกไปอีกครั้ง แต่หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรท่านพ่อก็ไม่ยอม เขาเบื่อจะตายอยู่แล้ว จึงทำได้เพียงไปตอแยจนกว่าท่านพ่อจะรำคาญและยอมให้เขาออกมา
ลานบ้านเงียบสงัด แม้แต่บ่าวเพียงคนเดียวก็ไม่มี
“น่าแปลก ไปไหนกันหมดนะ?” สวี่เฉิงเซวียนพึมพำ
แน่นอนว่าสวี่เฉิงเซวียนไม่ได้คาดคิดว่าสวี่ส้าวนำคนออกไปหมดแล้ว บ่าวทุกคนล้วนรู้กฎดี หากยังไม่ถึงเวลาที่สวี่ส้าวกำหนดก็ยังเข้ามาไม่ได้ อีกทั้งคนอื่นก็ไม่อาจเดินสุ่มสี่สุ่มห้าเข้ามาในเขตเรือนของสวี่ส้าวได้ แต่สวี่เฉิงเซวียนใช้สถานะบุตรชายคนเดียวเดินดุ่มเข้าไป
แน่นอนว่าสวี่เฉิงเซวียนไม่เคยทำเช่นนี้มาก่อน เพียงแต่วันนี้เขานั่งว่างเสียจนรากแทบงอก รู้สึกอยู่ไม่สุขอีกต่อไป
สวี่เฉิงเซวียนไม่ได้ไปหาสวี่ส้าวในห้อง แต่เขาเดินไปยังห้องหนังสือ
ครั้งนี้ ประตูห้องหนังสือปิดอยู่ ทว่ายังได้ยินเสียงสนทนาเบาๆ จากในห้อง
“นายท่าน ข่าวจากก้งเฉิงมาถึงแล้วขอรับ” คนสนิทกล่าว
สวี่ส้าวขมวดคิ้ว “เกิดอะไรขึ้น?”
คนสนิทตอบว่า “เรือนหลังนั้นมีร่องรอยของคน”
เรือนที่ไม่มีคนอยู่มานาน มีร่องรอยของคนก็มิใช่เรื่องแปลก อย่างไรเสียก็อาจจะมีโจรเข้ามาเยี่ยมเยียนบ้างมิใช่หรือ? ทว่าสิ่งที่แปลกก็คือ หนึ่ง ไม่มีของมีค่าหายออกไปจากเรือนแม้แต่ชิ้นเดียว สอง เหยียนหรูอวี้เตือนเขาได้ทันท่วงที ว่าเยี่ยนจิ่วเฉาสงสัยนางอยู่ เมื่อรวมข้อสันนิษฐานสองข้อเข้าด้วยกัน เขาย่อมต้องเดาว่าเป็นเยี่ยนจิ่วเฉา
“นายท่าน เยี่ยนจิ่วเฉากลับเมืองหลวงมาแล้ว” คนสนิทพูดต่อ
สวี่เฉิงเซวียนขมวดคิ้วด้วยความฉงนใจ ท่านพ่อของเขากำลังตามว่าเยี่ยนจิ่วเฉาทำอะไร? เขาไม่ได้บอกเองหรือว่าเรื่องที่หอเทียนเซียงถูกถล่มจนยับเยินให้ปล่อยผ่านไป ไม่ต้องไปเอาเรื่องกับเยี่ยนจิ่วเฉา
“ได้จังหวะพอดี” เวลาครึ่งเดือน เพียงพอที่จะเดินทางไปก้งเฉิง แน่นอนว่าในสถานการณ์เร่งด่วนเช่นนั้น สวี่ส้าวเชื่อว่าเยี่ยนจิ่วเฉามีความสามารถมากพอที่จะทำได้
“เขาจะสงสัยก้งเฉิงได้อย่างไรกัน?” คนสนิทเอ่ยถาม
“ข้าสับสนยิ่งกว่าเจ้าเสียอีก ข้าบอกตั้งแต่แรกแล้วว่าเรื่องนี้ไม่ได้ง่ายอย่างที่เห็น แต่ก็ไม่มีผู้ใดเชื่อ”
“จะทำอย่างไรต่อไปขอรับ?” คนสนิทถาม
สวี่ส้าวใช้ความคิด “จะทำอย่างไรได้? ในเมื่อสืบมาถึงก้งเฉิงแล้ว ก็หมายความว่าในมือเขามีหลักฐานเพียงพอแล้ว ไม่แน่ว่าข้าอาจถูกเปิดโปงไปด้วย”
ท่านพ่อพูดถึงอะไรกัน? สวี่เฉิงเซวียนงงไปหมด
สวี่ส้าวหลับตาลง ราวกับว่ากำลังตัดสินใจเรื่องสำคัญ แล้วกล่าวว่า “ตอนนี้ก็คงเหลือเพียงหนทางสุดท้าย”
“นายท่านหมายความว่า…” คนสนิทมองไปยังสวี่ส้าว
สวี่ส้าวพยักหน้า “ไม่ผิด หากทำแล้วย่อมต้องทำให้ถึงที่สุด ฆ่าเยี่ยนจิ่วเฉาเสีย!”
ตึง!
มีเสียงคล้ายกับเสียงกระแทกดังมาจากหน้าห้อง ทั้งสองสีหน้าเปลี่ยนในทันที
สวี่ส้าวถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ใคร?”
เมื่อคนสนิทเดินไปเปิดประตูห้อง ก็พบว่าเป็นสวี่เฉิงเซวียนที่กำลังกุมหน้าผากด้วยความเจ็บปวด เขาทำท่าจะวิ่งหนี แต่ก็ยังมิได้วิ่งไปสักที
ในตอนแรกสวี่เฉิงเซวียนคิดว่าเสียงของคนผู้นี้คุ้นหูอยู่บ้าง ผ่านไปสักพักเขาจึงนึกออกว่าเป็นใคร บัดนี้ได้พบหน้า ก็จดจำได้ทันทีว่าเขาเป็นเสมียนซึ่งทำหน้าที่ปัดกวาดเช็ดถูในหอเทียนเซียง ชื่อเล่นว่าหลินเลิ่งจื่อ ปกติแล้วไม่ได้โดดเด่นเท่าไรนัก นึกไม่ถึงเลยว่าเขาจะเป็นคนสนิทของบิดาตน
สวี่ส้าวเดินเข้ามา ดุบุตรชายของตนว่า “เจ้ามาได้อย่างไร? ใครให้เจ้าเข้ามา?”
สวี่เฉิงเซวียนเบ้ปาก “ข้าเบื่อนี่นา”
สวี่ส้าวส่งสายตาให้หลินเลิ่งจื่อ หลินเลิ่งจื่อจึงออกไปจากห้องอย่างรู้หน้าที่ สวี่ส้าวจึงเรียกสวี่เฉิงเซวียนเข้าไปในห้องหนังสือ
“เรื่องเมื่อครู่ เจ้าได้ยินมากน้อยเท่าไร?” สวี่ส้าวเอ่ยถาม
สวี่เฉิงเซวียนตอบตามความจริง “ข้าได้ยินพวกท่านพูดว่าก้งเฉิงอะไรสักอย่าง แล้วก็ฆ่าเยี่ยนจิ่วเฉา”
สวี่ส้าวมองเขาด้วยสายตาดุดัน “เจ้าจำเอาไว้ว่า ไม่ว่าเมื่อครู่เจ้าได้ยินอะไร ทางที่ดีจงลืมไปให้หมด ไม่เช่นนั้นหากเรื่องนี้แพร่สะพัดออกไป พ่อเองก็คงช่วยเจ้าเอาไว้ไม่ได้เป็นแน่!”
สวี่เฉิงเซวียนพึมพำ “ทราบแล้วขอรับ ท่านพ่อ”
……
สวี่ส้าวเริ่มภารกิจอย่างรวดเร็ว ระหว่างทางกลับเมืองหลวง รถม้าของเยี่ยนจิ่วเฉาก็ถูกไล่ล่า เยี่ยนจิ่วเฉานอนไม่หลับ เขาอยู่บนรถม้า พยายามข่มตานอน ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงพุ่งแหวกอากาศเข้ามา จากนั้นศรธนูดอกหนึ่งก็ปักลงบนรถม้า
อิ่งสือซันส่งเชือกให้อิ่งลิ่ว แล้วชักกระบี่ออกมา
ในตอนนั้นเอง ด้านหน้าก็มีศรธนูนับไม่ถ้วนพุ่งเข้ามา ราวกับหมายจะเอาชีวิตทุกคนบนรถม้า
อิ่งสือซันทะยานขึ้นกลางอากาศ รวบรวมพลังภายใน กวัดแกว่งกระบี่สกัดศรธนูด้านนอกรถม้า
เมื่ออีกฝ่ายเห็นว่าธนูไม่ได้ผล จึงใช้การโจมตีระยะประชิด ภายในเวลาชั่วประเดี๋ยวเดียว คนสวมชุดดำปิดบังใบหน้านับสิบคนก็ถือกระบี่กรูกันเข้ามา
ในตอนนั้นฟ้ายังไม่สว่าง รอบกายพวกเขามีแต่ความมืด จิตสังหารของพวกเขาจึงถูกอำพรางได้ดีกว่าในตอนกลางวัน ทำให้ในตอนแรกอิ่งสือซันไม่สามารถจับสัมผัสพวกเขาได้
แม้แต่อิ่งลิ่วผู้ซึ่งระแวดระวังอยู่ตลอดเวลาก็ยังไม่สามารถสัมผัสจิตสังหารของพวกเขาได้ล่วงหน้า จึงสามารถบอกได้ว่าวิทยายุทธ์ของพวกเขาเหล่านี้เหนือการคาดเดา
“คุ้มครองคุณชาย!” พูดจบ อิ่งสือซันก็ยกกระบี่พุ่งเข้าใส่มือสังหารกลุ่มนั้น
อิ่งลิ่วจับเชือกแน่น
อิ่งสือซันและมือสังหารประมือกันอย่างไม่หยุดหย่อน
เยี่ยนจิ่วเฉาเลิกม่านขึ้นมา
“คุณชาย” อิ่งลิ่วเอ่ยขึ้น “พวกเขาดูไม่เหมือนกับมือสังหารทั่วไป”
“อืม หน่วยกล้าตาย”
หน่วยกล้าตายเป็นยอดฝีมือซึ่งผ่านการฝึกฝนอันเข้มงวดและโหดเหี้ยม อิ่งสือซันและอิ่งลิ่วก็เกือบจะกลายเป็นหน่วยกล้าตายเสียแล้ว ทว่าได้พบกับเยี่ยนจิ่วเฉาเสียก่อน ภายหลังเยี่ยนจิ่วเฉารับพวกเขามาอยู่ด้วย
เยี่ยนจิ่วเฉาเองก็มีหน่วยกล้าตายของตนเอง เพียงแต่วันนี้มิได้พามา
“อิ่งสือซันจัดการได้” หลังจากเยี่ยนจิ่วเฉาสังเกตการณ์อยู่ครู่หนึ่ง ก็ปล่อยม่านลง
“จัดการได้จริงหรือขอรับ?” อิ่งลิ่วสงสัย วิชายุทธ์ของคนกลุ่มนั้นมิได้ด้อยไปกว่าอิ่งสือซันเลย ยิ่งไปกว่านั้นจำนวนก็มีมากกว่า อิ่งลิ่วเตรียมตัวเตรียมใจรับไม้ต่อจากอิ่งสือซัน ทุกครั้งที่คิดว่าอิ่งสือซันกำลังจะแพ้ อิ่งสือซันกลับระเบิดพลังอันน่าสะพรึงกลัวออกมา
อิ่งสือซันจัดการไปหนึ่งคน สองคน สามคน…
หลังจากผ่านไปสองเค่อ อิ่งสือซันคุกเข่าลงข้างหนึ่งท่ามกลางกองเลือด เขาใช้กระบี่พยุงตัวเอาไว้ เลือดไหลรินระคนกับหยาดเหงื่อ หยดจากหน้าผากของเขาลงบนพื้น
คนชุดดำเบื้องหน้าของเขา ไม่มีผู้ใดเหลือรอดเลยแม้แต่คนเดียว
อิ่งลิ่วนั่งอยู่บนรถม้า มองด้านหลังของเขาด้วยความวิตกกังวล “นี่! เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม?”
อิ่งสือซันกดจิตสังหารของตนไว้ ลุกขึ้นยืน แล้วเดินไปทางรถม้า “คุณชาย”
“ขึ้นรถ” เยี่ยนจิ่วเฉาบอกเขา
ไม่จำเป็นต้องถามว่าเพราะเหตุใดอิ่งสือซันมีสภาพร่อแร่เพียงนี้ ในสถานการณ์เช่นนี้ เอาชนะ
ได้ก็นับว่าเป็นโชคเหลือล้น มีชีวิตรอดกลับมาได้นับว่าเป็นเรื่องยากยิ่ง
นอกจากนั้น พวกเขาไม่จำเป็นต้องง้างปากคนพวกนั้น ก็เดาได้ว่าใครเป็นคนทำ
“เป็นสวี่ส้าวหรือขอรับ?” อิ่งลิ่วถาม
รถม้าออกเดินทางอีกครั้ง
อิ่งสือซันยังคงถูกจิตสังหารครอบงำ ผู้ที่บังคับรถม้าก็คืออิ่งลิ่ว
เยี่ยนจิ่วเฉานั่งพิงผนังรถม้า ค่อยๆ หลับตาลงแล้วตอบว่า “อืม”
“เป็นเขาจริงหรือนี่?” อิ่งลิ่วขมวดคิ้ว “ไอ้ชั่วนั่น! พวกเขารู้แล้วใช่หรือไม่ว่าพวกเราไปที่ก้งเฉิง? เขาเดาว่าคุณชายรู้ความจริงแล้ว จึงตามมาสังหารคุณชายรึ? กล้าเกินไปแล้ว!”
เยี่ยนจิ่วเฉาแดกดัน “ถ้าไม่กล้า ตอนนั้นจะมาทำร้ายข้าได้หรือ?”
เรื่องในปีนั้น เขายังคงจดจำได้ เขารู้ว่ามีคนวางยาลงในอาหาร เขาจึงหลีกเลี่ยงอาหารจานนั้น ทว่าบังเอิญล้มป่วย แล้วไปกินอาหารผิดจานอีก
มีคนพยุงเขาเข้าไปในหอคณิกา หลังจากเข้าไปในหอคณิกา เขาสลัดคนกลุ่มนั้นหลุด แล้ววิ่งไปที่ห้องเก็บฟืน บังเอิญว่าในห้องเก็บฟืนก็ยังขังสตรีสวมเสื้อผ้ามอซออีกคนหนึ่งไว้เช่นกัน สตรีผู้นี้ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ใช่คนของอีกฝ่ายอย่างแน่นอน…หลังจากนั้นก็เหตุไม่คาดฝันขึ้น
เพียงแต่ว่าในตอนนั้น เยี่ยนจิ่วเฉาไม่ทันได้สงสัยสวี่ส้าว หลังจากนั้นเขาก็สืบพบความสัมพันธ์ระหว่างเหยียนหรูอวี้และสวี่ส้าว จึงจะมาสืบความเรื่องของวาณิชซึ่งถูกเขามองข้ามผู้นี้ต่อ
“สวี่ส้าวคิดจะทำอะไร?” อิ่งลิ่วถาม
เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวอย่างไม่ยี่หระ “หากสังหารข้าแล้ว คนที่ได้ผลประโยชน์มากที่สุดคือผู้ใดเล่า?”
“…คุณชายน้อย? ไม่สิ เหยียนหรูอวี้!” อิ่งลิ่วกระจ่างแจ้งในทันที
ใช้โอกาสที่ยังไม่ได้ป่าวประกาศความจริงออกไปนี้มาจัดการ ขอเพียงคุณชายไม่อยู่ เรื่องท่านแม่ของคุณชายน้อยก็จะไร้หลักฐานทันที หลังจากนั้นคุณชายน้อยก็จะได้สืบทอดจวนเยี่ยนอ๋องทั้งหมด และในฐานะที่เป็น ‘มารดาผู้ให้กำเนิด’ ของคุญชายน้อย เหยียนหรูอวี้ก็จะเข้าครอบครองจวนเยี่ยนอ๋อง กลายเป็นนายหญิงแห่งจวนเยี่ยนอ๋อง จากนั้น คุณชายน้อยทั้งสามก็จะกลายเป็นเพียงหุ่นเชิดของนางและสวี่ส้าว!
อิ่งลิ่วกัดฟัน “ชั่วช้า!”
เยี่ยนจิ่วเฉาปัดแขนเสื้อ “ความคิดดี น่าเสียดาย…ข้ามีชีวิตอยู่มาจนถึงตอนนี้มิได้พึ่งพาโชค ไปจวนสกุลเซียวก่อน เรื่องนี้ค่อยว่ากัน”
“ขอรับ!” อิ่งลิ่วตวัดแส้ สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือให้คุณชายน้อยได้พบมารดาแท้ๆ ของพวกตน พวกเขาจะได้ไม่ต้องถูกเหยียนหรูอวี้หลอกลวงอีกต่อไป
เพียงแต่ไม่มีผู้ใดคาดคิดเลยว่า เมื่อไปถึงจวนสกุลเซียว ถึงได้รู้ว่าคุณชายน้อยถูกคนนำตัวไปแล้ว
อิ่งลิ่วถามบ่าวที่เฝ้าหน้าประตู “ใครพาไปหรือ?”
บ่าวตอบว่า “คุณชายเยี่ยนน่ะสิขอรับ!”
อิ่งลิ่วชี้นิ้วออกไป “แหกตาของเจ้าดูซะ นั่นรถม้าของคุณชายบ้านข้า! เขามารับคุณชายน้อยเมื่อไรกัน?”
บ่าวส่ายหัว “คุณหนูเหยียนบอกว่าอย่างนั้นขอรับ บอกว่าคุณชายให้นางมารับ…”
อิ่งลิ่วคว้าขอเสื้อของเขาไว้ “คุณหนูเหยียนไหน? บอกมาให้รู้เรื่อง!”
บ่าวกลัวจนตัวสั่นเทิ้ม “ก็…ก็ท่านแม่ของคุณชายน้อยไงขอรับ…”
เหยียน หรู อวี้!
……………………………………

หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม

หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม

เธอคือหมอ(รักษาสัตว์)เทวดาคนแรกของอาณาจักร เริ่มจากข้ามมิติมาอยู่ในร่างของเด็กสาวชาวบ้านผู้แสนยากจน ทางซ้ายมีท่านแม่ที่ป่วยกระเสาะกระแสะ ทางขวาก็มีน้องชายตัวน้อยคอยให้ป้อนข้าว ที่แย่ไปกว่านั้นคือ เธอถูกผู้ชายเฮงซวยยกเลิกการแต่งงาน… ให้ตายเถอะ! เสือไม่โอ้อวดพลังก็จริง แต่เห็นเธอเป็น HelloKitty หรืออย่างไร ถึงมารังแกกันแบบนี้?! สั่งสอนผู้ชายเฮงซวย รักษาอาการป่วยของท่านแม่ เลี้ยงดูน้องชายที่ผอมแห้งแรงน้อย บุกเบิกที่นารกร้าง ปลููกพืชบนที่ดินว่างเปล่า นั่งดูความอุดมสมบูรณ์ แล้วก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข วันเวลาอันแสนสุขค่อยๆ ผ่านไป… วันหนึ่งก็ได้ยินว่าเทพแห่งความตายผู้น่าสะพรึงกลัวจะมาเยือนถึงหน้าบ้าน บังคับขู่เข็ญให้เธอแต่งงานด้วย? ถึงเธอจะชอบผู้ชายหน้าตาดีก็เถอะ แต่ได้ยินว่าท่านอ๋องผู้นี้… “ท่านอ๋อง พวกเราไม่ได้สนิทกันเสียหน่อย!” หญิงสาวพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “เหอะๆ” ท่านอ๋องยกยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย แล้วคว้าเด็กน้อยตัวอ้วนจ้ำม่ำสามคนออกมาจากด้านหลัง “เรียกแม่สิ” เธอล่ะอยากจะเป็นลม…

Options

not work with dark mode
Reset