หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม [เล่ม2] – บทที่ 344 ต้าเป่ามาแล้ว

ไม่ใช่ถูกจับถ่วงน้ำไปแล้วหรือ? เหตุใดถึงมาปรากฏตัวที่ตำหนักจินหลวน? หรือพวกเขากำลังเห็นผีกลางวันแสกๆ?
ขันทีหลี่ตกตะลึง ไม่ควรเป็นเช่นนี้สิ เขาทำให้คนจมน้ำไปกับตา ก้อนหินที่ผูกไว้หนักเช่นนั้น ต่อให้ถนัดทางน้ำเพียงใดก็เป็นไปไม่ได้ที่จะว่ายน้ำขึ้นมา
แน่นอนว่าขันทีหลี่ไม่คิดว่าขันทีหวังจะถูกอวิ๋นเฟยช่วยชีวิต แต่ต่อให้คิดได้ก็ไม่มีประโยชน์ คนที่ควรตายไปแล้วกลับไม่ตาย สถานการณ์ต่อไปเกรงจะน่ากระอักกระอ่วน
“ขันทีหวัง เจ้าไม่ได้เป็นไข้ทรพิษ…กำลังจะตายหรือ?” ผู้ถามเป็นขันทีกระทรวงขุนนาง ฮองเฮากล่าวได้ครึ่งหนึ่งก็สะอึกสะอื้นไม่เป็นเสียง พวกเขาจึงอนุมานได้ว่าขันทีหวังไม่ตายก็ใกล้ตายเต็มทีแล้ว แต่ดูจากท่าทีมีเรี่ยวแรงแข็งขันของขันทีหวัง อย่างไรก็ไม่เหมือนคนใกล้ตายสักนิด!
ขันทีหวังตะคอก “ข้าเนี่ยนะ! ผู้ใดเป็นไข้ทรพิษใกล้ตาย? ข้าไม่ได้สบายดีอยู่รึ?”
ขันทีกระทรวงขุนนางมองมาที่เขา จากนั้นก็มองไปยังฮองเฮาที่สีหน้าตึงเครียด “ก็เมื่อครู่…”
“เมื่อครู่อันใด?” ขันทีหวังแกล้งจงใจถาม “มีคนแช่งให้ข้าเป็นไข้ทรพิษหรือ? ฮึ ข้าถูกรับสั่งให้ออกจากวังไปจัดการธุระของฝ่าบาท!”
ชายคนนี้ไม่เพียงแต่ไม่ตายที่ก้นทะเลสาบ แต่ยังฉวยโอกาสหนีออกไปจากวัง ช่างน่าชิงชังยิ่งนัก!
ใบหน้าของฮองเฮาและขันทีหลี่ต่างเปลี่ยนไปไม่น่าดู
ฮองเฮาลอบจ้องมองขันทีหลี่ และกล่าวด้วยเสียงที่ได้ยินเพียงสองคน “มิใช่บอกว่าจัดการเรียบร้อยแล้วหรือ? คนมีชีวิตอยู่ทั้งคนนี่มาได้อย่างไร?”
“เป็นความประมาทของข้าเอง” ขันทีหลี่ไม่กล้าปัดความผิด
ยามนี้สอบสวนความผิดของขันทีหลี่ไม่มีความหมาย การข้ามผ่านความยากลำบากในยามนี้โดยเร็วเป็นเรื่องเร่งด่วน
ดวงตาของฮองเฮาเกิดประกายวาบผ่าน “เจ้าโกหกว่าเจ้าไม่สบายใจ แปดเก้าส่วนน่าจะติดเชื้อไข้ทรพิษ ให้ข้าแยกเจ้าออกไป ไม่ต้องส่งคนไปดูแลเจ้า ที่แท้เป็นเรื่องโกหก เจ้าหลบหนีโดยพลการ! แต่เมื่อเจ้าหนีไปแล้ว เหตุใดเจ้าถึงยังกล้ากลับมา? หรือว่าเจ้าสมรู้ร่วมคิดกับใครบางคนคิดก่อการกบฏกระมัง?”
เจ้านั่นล่ะที่สมคบคิดกบฏ! แม่มดเฒ่าไร้ยางอาย!
ต้องบอกว่าหมวกของฮองเฮามัดปมไว้อย่างดีทีเดียว ไม่เพียงแต่ทำให้คำโกหกของตนเมื่อครู่สำเร็จลุล่วงด้วยดี ยังทำให้ขันทีหวังกลายเป็นคน ‘ก่อความวุ่นวายในราชสำนัก’ หากเขาทำสงครามกับฮองเฮาต่อไป ก็จำต้องชั่งน้ำหนักว่าเหล่าขุนนางจะเชื่อหรือไม่
“หึ!” ขันทีหวังกลอกตา ไม่เถียงกับฮองเฮาเรื่องความจริงที่เขาออกจากวัง ไม่ว่าจะเป็นพระราชโองการก็ดี โกหกเรื่องไข้ทรพิษก็ดี ล้วนไม่ใช่ความจริง เขาหนีออกจากวังด้วยความช่วยเหลือของอวิ๋นเฟย อวิ๋นเฟยมีบุญคุณกับเขา เขาไม่ต้องการลากผู้มีบุญคุณกับเขามาเกี่ยวข้องในเวลานี้
ขันทีหวังชั่งน้ำหนักพระราชโองการในมือของเขา “อย่างที่นักแสดงหญิงผู้นี้กล่าว ข้ามาที่นี่ในวันนี้เพื่ออ่านพระราชโองการแก่ขุนนางทุกท่าน”
“เหตุใดจึงมีพระราชโองการอีกฉบับหนึ่ง?”
“จริงด้วย? หรือฝ่าบาททรงมอบให้ฮองเฮาหนึ่งฉบับ และให้ขันทีหวังอีกหนึ่งฉบับ?”
บรรดาขุนนางเริ่มกระซิบกระซาบกัน
กล่าวอย่างเป็นธรรม ฮองเฮาและขันทีหวังล้วนเป็นบุคคลที่องค์ประมุขไว้วางใจอย่างยิ่ง ไม่ว่าพระราชโองการจะมอบให้ผู้ใดก็หาใช่เรื่องน่าประหลาดใจ แต่สิ่งที่แปลกคือ คนหนึ่งในมือถือราชโองการฉบับหนึ่ง และมองอีกฝ่ายอย่างตาต่อตาฟันต่อฟัน เห็นได้ชัดว่าพวกเขาขัดแย้งกัน
ฮองเฮามองไปที่พระราชโองการในมือขันทีหวังด้วยดวงตาเย็นชา
ขันทีกระทรวงขุนนางถือฮู่ป่าน[1]ไปด้านหน้า “ในเมื่อมีรับสั่งขององค์ประมุขสองฉบับ จึงเป็นการดีกว่าที่จะขอให้ฮองเฮาและขันทีหวังประกาศเนื้อหาของรับสั่งองค์ประมุขด้วยกันทั้งสอง”
ฮองเฮาพยักหน้าให้ขันทีหลี่
ขันทีหลี่อ่านพระราชโองการอีกครึ่งหนึ่งจบ ซึ่งหมายความโดยประมาณว่าองค์ประมุขทรงประชวรหนัก และไม่สามารถรักษาให้หายได้ แต่งตั้งหนานกงหลีเป็นองค์ประมุของค์ใหม่ ส่วนพระองค์เองเป็นไท่ซ่างหวาง และให้ฮองเฮาเป็นไทเฮาผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
“ฮ่า!” เมื่อขันทีหวังฟังจบ ก็หัวเราะอย่างประหลาดใจ “หนานจ้าวมีประมุขหญิงผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แต่ไม่เคยได้ยินว่ามีไทเฮาผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์มาก่อน นักแสดงหญิงผู้นี้มีความกระหายอยากอาหารดียิ่งนัก ยังคิดจะควบคุมราชสำนักอีกหรือ?”
ขันทีหลี่กล่าวอย่างเคร่งขรึม “ขันทีหวัง! เจ้าไม่อาจดูหมิ่นฮองเฮา!”
ขันทีหวังกลอกตา!
อวี้สื่อต้าฟู[2]หันมองขันทีหวัง “หากเป็นเช่นนั้น ขอบังอาจถามว่าในมือของเจ้าเป็นพระราชโองการใด?”
ขันทีหวังชูพระราชโองการขึ้น “ในมือข้า…คือคำสั่งปลดฮองเฮา!”
ฮองเฮาซวนเซ!
ขันทีหลี่จับตัวนางไว้ทันเวลาและเอ่ยเตือนเสียงต่ำ “ฮองเฮา!”
บรรดาขุนนางต่างตกตะลึงพรึงเพริด วันนี้ก่อนออกมาพวกเขาลืมเปิดปฏิทินโหราศาสตร์หรือ เหตุใดราชสำนักจึงเกิดคลื่นลมกระพือฮือโหมเช่นนี้? องค์ประมุขชราต้องการปลดฮองเฮา? ปลดฮองเฮาที่เป็นที่โปรดปรานของเขามาตลอดชีวิต?
เป็นไปได้อย่างไร?
ทุกคนต่างมองไปที่ฮองเฮา
ฮองเฮาที่เต็มไปด้วยความขุ่นเคือง “ทุกท่านอย่าไปเชื่อเขา! ข้ากับฝ่าบาทมีความรักอย่างลึกซึ้ง ฝ่าบาทจะปลดข้าได้อย่างไร? หวังเต๋อเฉวียนต้องสมรู้ร่วมคิดกับผู้อื่นเพื่อเล่นงานข้าเป็นแน่! หวังเต๋อเฉวียน! เจ้าจงบอกมาว่าผู้ใดยุยงให้เจ้าคิดร้ายกับข้า”
ขันทีหวังฮึดฮัด “คนที่บอกข้าก็คือฝ่าบาท!”
ฮองเฮาร้อนรน “สามหาว! เห็นได้ชัดว่าฝ่าบาท…”
“ฮองเฮา!” ขันทีหลี่บีบมือฮองเฮาแน่น พลางเค้นเสียงลอดไรฟัน
ฮองเฮาได้สติรู้ตัว
ขันทีแซ่หวังผู้นี้ ตนประเมินเขาต่ำเกินไปจริงๆ เพียงไม่กี่คำก็เกือบถูกบีบบังคับให้เผยความลับ
“พระราชโองการฉบับนี้เขียนขึ้นโดยองค์ประมุขเอง หากใต้เท้าทุกท่านไม่เชื่อ ก็สามารถมาดูด้วยตัวตนเองว่าเป็นลายพระหัตถ์ขององค์ประมุขหรือไม่” ขันทีหวังกล่าวด้วยความมั่นใจ และส่งพระราชโองการไปยังขุนนางฝ่ายบุ๋นที่อยู่ถัดจากเขา
ผู้ที่สามารถมาที่ศาลในราชสำนักได้ล้วนเป็นขุนนางระดับสามขึ้นไป พวกเขาจึงต้องเคยเห็นลายพระหัตถ์ขององค์ประมุขเป็นธรรมดา แต่ผู้ที่เข้าใจลายพระหัตถ์ ก็ต้องดูสามมหาเสนาบดีสูงสุดและอัครมหาเสนาบดีทั้งหลาย
อวี้สื่อต้าฟูรับพระราชโองการขององค์ประมุขมา เขาเป็นหนึ่งในสามมหาเสนาบดีสูงสุด และได้รับการยกย่องจากฝ่าบาท ในห้องของเขามีการประดิษฐ์ตัวอักษรส่วนพระองค์แสดงอยู่ไม่น้อย เขาสามารถยืนยันได้ นี่เป็นลายมือของฝ่าบาทแน่นอน
หลังจากนั้นเขาก็นำพระราชโองการส่งให้ไท่ฟู่[3]และไท่เว่ย[4]ดู
ทั้งสองได้เห็นแล้วก็ยังบอกว่าไม่มีร่องรอยของการเลียนแบบหรือลอกลายแบบอักษร
ขันทีหวังลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก โชคดีที่เยี่ยนอ๋องยามเป็นราชบุตรเขยของประมุขหญิงไม่ได้คิดเรื่องการกบฏ มิฉะนั้นความสามารถนี้คงทำให้หนานจ้าวตกที่นั่งลำบากไปแล้ว!
ราชโองการได้กล่าวว่า ฮองเฮาประพฤติตนไม่เหมาะสม ทำลายศักดิ์ศรีแห่งชาติ สมรู้ร่วมคิดกับขุนนางชั่วช้า ก่อความวุ่นวายต่อราชสำนัก ทำลายผู้จงรักภักดี มีเรื่องอื้อฉาวในวังหลวง เป็นภัยร้ายแรง นับจากนี้เป็นต้นไปปลดตำแหน่งฮองเฮาเป็นสามัญชนและคุมขังในตำหนักเย็น
พระราชโองการฉบับนี้ กับฉบับในมือของฮองเฮาอาจกล่าวได้ว่ามีเนื้อหาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เป็นไปไม่ได้ที่หลังจากองค์ประมุขคิดจะปลดฮองเฮา ก็อยากตั้งนางเป็นไทเฮาผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ดังนั้นในพระราชโองการสองฉบับนี้ต้องมีฉบับหนึ่งที่เป็นของปลอม
ขันทีหวังยืดเอวตรงและกล่าวว่า “ราชโองการของข้าได้รับการตรวจสอบแล้ว ว่าเป็นลายพระหัตถ์ของฝ่าบาท ทั้งตราประทับและอวี้ปั๋วก็เป็นของจริงเช่นกัน ส่วนฮองเฮา ไม่ทราบว่าท่านกล้านำพระราชโองการของท่านมาให้เหล่าขุนนางดูหรือไม่!”
สีหน้าฮองเฮาเปลี่ยนไป
ขันทีหวังเย้ยหยัน “ทำไมรึ? ไม่กล้า? เกรงว่าฮองเฮาคงไม่รู้กระมัง? ในห้องทรงอักษรของฝ่าบาทมีตราหยกแผ่นดินปลอมชิ้นหนึ่ง ท่านได้ขโมยไปผิดอันแล้ว!”
ฮองเฮาบีบนิ้ว
อวี้สื่อต้าฟูยกมือคำนับ “ฮองเฮา โปรดมอบพระราชโองการให้ใต้เท้าทั้งหลายชม”
ฮองเฮาตัวแข็งทื่อไม่ขยับ
พระราชโองการถูกนางหยิบไปตั้งแต่วินาทีที่ขันทีหวังก้าวเข้ามาในตำหนักจินหลวน
ขันทีหวังเดินไปคว้าราชโองการในมือของนาง “เอามานี่!”
“เจ้า…” ฮองเฮายื่นมือออกไปเพื่อจะคว้ามัน แต่ขันทีหวังก็หันตัวกลับไปอย่างรวดเร็วและมอบพระราชโองการให้กับสามมหาเสนาบดีสูงสุด
พระราชโองการนี้ไม่ใช่ลายมือขององค์ประมุข แต่เป็นของขุนนางใหญ่ องค์ประมุขมีอายุมากขึ้นก็เริ่มไม่อยากเขียนด้วยตัวเอง พระราชโองการที่ออกมานั้น แปดเก้าส่วนมาจากมือของขุนนางซื่อซู ขุนนางซื่อซูถวายการรับใช้เขียนพระราชโองการแทนองค์ประมุข ก็มีความเป็นไปได้ที่จะติดเชื้อ และถูกแยกตัวออกไปแล้ว
ยามนี้ไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องนี้ แต่ลายมือนั้นถูกต้อง อวี้ปั๋วก็เป็นของจริงเช่นกัน ส่วนตราประทับ…
สามมหาเสนาบดีสูงสุดแลกเปลี่ยนสายตากัน
ขันทีหวังเท้าเอวหัวร่อ “รูปลักษณ์เดิมถูกเปิดเผยแล้วกระมัง?”
“เป็นพระราชโองการ” อวี้สื่อต้าฟูกล่าว
ขันทีหวังตกตะลึงตาค้าง “พวกเจ้าดูให้ชัด! อย่าได้ผิดพลาด! ตราหยกแผ่นดินเป็น ‘รับโองการสวรรค์ ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน’ จริงหรือไม่?
“ใช่” อวี้สื่อต้าฟูกล่าว
ฮองเฮายิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น
คิดว่านางเป็นคนโง่จริงๆ กระทั่งตราหยกแผ่นดินก็ไม่อาจบอกว่าเป็นจริงหรือปลอมหรือ?
นอกจากนี้ ตราหยกทั้งสองก็เหมือนกันทุกประการ ไม่มีใครสงสัยว่าตราหยกแผ่นดินเป็นของปลอม และก็ไม่อาจแยกแยะคำเหล่านั้นได้มากนัก แต่ด้วยเหตุบังเอิญ นางกำลังจะได้เป็นไทเฮาผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ เห็นพระราชโองการเป็นสิ่งดั่งสมบัติ หยิบมองดูซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเห็นเบาะแส
พวกเขาแย่งชิงตราหยกแผ่นดินมาครึ่งวัน แต่กลับพบว่ามันเป็นของปลอม
โชคดีที่สวรรค์เข้าข้าง แม้พวกเขาไม่พบตราหยกแผ่นดินจริงในห้องทรงอักษร แต่พวกเขาพบตราประทับของตราหยกแผ่นดิน
นี่คือ ‘ราชโองการ’ ฉบับแรกที่ต้าเป่าประทับตราและหัวเราะเสียงหมูออกมา
องค์ประมุขไม่อยากทิ้งมันไป จึงเก็บไว้ด้วยความหวงแหน
ฮองเฮาไม่รู้เรื่องนี้ แต่นางก็ไม่จำเป็นต้องรู้ ก็เพียงพอแล้วที่นางจะใช้ทุกอย่างให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ฮองเฮามองขันทีหวังอย่างหยิ่งผยอง “ขันทีหวัง เจ้ามีสิ่งใดจะพูดอีก? เจ้าคิดว่าเจ้าขโมยตราหยกแผ่นดิน หาคนเลียนแบบลายพระหัตถ์ และมาที่นี่พร้อมกับพระราชโองการปลอมเพื่อปลดข้า?”
สิ่งต่างๆ กลับแย่ลงไม่ว่าจะมองอย่างไรขันทีหวังก็น่าสงสัยมากกว่าฮองเฮา
ไม่ว่าขันทีหวังจะเป็นที่โปรดปรานเพียงใด แต่ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าผู้ติดตามเท่านั้น ไหนเลยจะเทียบกับภรรยาที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา?
เมื่อเนื้อหาของพระราชโองการทั้งสองขัดแย้งกัน ทุกคนก็ยิ่งเต็มใจที่จะเชื่อว่าสิ่งที่อยู่ในมือของฮองเฮานั้นเป็นความจริง
ฮองเฮาตรัสอย่างเคร่งขรึมว่า “ตราประทับบนราชโองการนั้น องค์ประมุขทรงประทับด้วยพระองค์เมื่อคืนนี้ โชคดีที่องค์ประมุขทรงร่างราชโองการนี้ก่อน ไม่เช่นนั้นก็คงไม่รู้ว่าขันทีหวังจะนำตราหยกแผ่นดินที่ขโมยไปเล่นลูกไม้อันใด!”
“ไม่ใช่ พวกเจ้า…พวกเจ้า…” ขันทีหวังไม่อาจเถียง! สตรีพิษร้ายผู้นี้! นางงูพิษ! นางงูพิษ!
ขันทีหลี่แผดเสียงทรงอำนาจ “ทหาร หวังเต๋อเฉวียนขโมยตราหยกแผ่นดิน ปลอมแปลงราชโองการ ใส่ร้ายฮองเฮา จับกุมตัวไว้!”
ทหารรักษาพระองค์สองสามคนรุมจับแขนขันทีหวัง
“พวกเจ้าอย่าได้หลงกลนาง! พระราชโองการของนางเป็นของปลอม นางคือฮองเฮาชั่วร้าย! ฮองเฮาชั่วร้าย! นางสตรีพิษ! นางสมรู้ร่วมคิดกับสำนักราชครู! กระทำผิดกฎวังหลวง! นาง…อื้อๆๆๆ!” ปากของขันทีหวังถูกคนใช้ผ้าปิดไว้
ขณะที่ขันทีหวังกำลังจะถูกลากออกไป ร่างอันแข็งแกร่งก็กระโดดลงมาจากท้องฟ้า ผลักทหารรักษาพระองค์ที่จับขันทีหวังออกไปอย่างไม่ปรานี
ขันทีหวังเป็นอิสระ ดึงผ้าปิดปากออกและพูดด้วยความประหลาดใจ “องครักษ์เงา!”
อิ่งสือซันสวมเสื้อคลุมยาวสีดำเดินเข้าไปในตำหนักจินหลวนอย่างใจเย็น
ภายใต้สายตาจ้องมองอย่างตกตะลึงของเหล่าขุนนาง เขาคุกเข่าลงข้างหนึ่ง เปิดเสื้อคลุมและค่อยๆ วางไข่ดำน้อยที่ปกป้องไว้ในอ้อมแขนลงบนพื้นที่เป็นประกายระยิบระยับ
ดวงตาของต้าเป่ากลอกไปมา กอดตราหยกแผ่นดิน เดินไปข้างหน้าสองสามก้าว
เห็นตราหยกแผ่นดินเท่ากับเห็นองค์ประมุข
ทุกคนคุกเข่าลงกับพื้น!
แม้แต่ฮองเฮาก็ยังคุกเข่าลงด้วยความตกใจ
ต้าเป่าเดินไปอยู่ต่อหน้าอวี้สื่อต้าฟู หยิบราชโองการในมือของเขา ก้มเอวเล็กลง กางพระราชโองการลงบนพื้นและใช้นิ้วเล็กๆ จิ้ม “อื้อๆ!”
อวี้สื่อต้าฟูมองไปยังจุดที่เขาชี้ มันคือด้านหลังของราชโองการ ที่มันถูกซ่อนไว้ด้วยพื้นผิว ตัวอักษรเล็กๆ เขียนด้วยลายมือจางๆ รัชศกไท่ชู ปีที่สี่สิบเอ็ด วันที่สิบเจ็ดค่ำ เดือนสิบสอง ยามโย่วสามเค่อ ต้าเป่าเป็นผู้ประทับด้วยตนเอง
นี่เป็นตราประทับแรกของเหลนตัวน้อยอันเป็นที่รักขององค์ประมุข และยังเป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินหลานชายตัวน้อยหัวเราะเสียงหมู สำหรับองค์ประมุข นี่เป็นความทรงจำที่ควรค่าแก่การเก็บรักษา
เขาบรรจงจดมันลงอย่างระมัดระวัง
เขารักมันอย่างดี
เดิมทีเป็นเพียงความรักที่มีต่อต้าเป่า แต่ไม่คาดคิดว่าช่วงเวลาวิกฤตกลับกลายเป็นหลักฐานที่ทรงพลังที่สุดในการโค่นล้มฮองเฮา
นี่เป็นลายมือขององค์ประมุข ไม่มีทางที่อวี้สื่อต้าฟู ไท่เว่ย ไท่ฟูจะจำไม่ได้
ดังนั้นนี่ไม่ใช่ตราที่องค์ประมุขทรงประทับไว้ แต่เป็นตราประทับขององค์ประมุขน้อย
เช่นนั้นที่ฮองเฮากล่าวเมื่อครู่ว่าเมื่อคืนฝ่าบาทเป็นคนประทับไว้ด้วยตนเองก็เป็นเรื่องโกหกอย่างเห็นได้ชัด
ทุกคนมองไปที่ฮองเฮาด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไป
ขันทีหวังรู้สึกยินดีปรีดา
องค์ประมุขน้อยมาถึงทันเวลา หากช้าไปก้าวเดียวสตรีพิษร้ายผู้นี้คงทำสำเร็จไปแล้ว!
ขันทีหวังกล่าวอย่างฮึกเหิม “พวกเจ้ามัวทำอะไรกันอยู่? ผู้ใดปลอมแปลงราชโองการยังไม่รู้อีกหรือ? ยังไม่รีบจับสตรีพิษร้ายผู้นี้ไปอีก!”
ทหารรักษาพระองค์มองหน้ากัน
สามมหาเสนาบดีสูงสุดก็ส่งสายตากัน และพูดพร้อมเพรียง “พาตัวนางไป!”
ทหารรักษาพระองค์พุ่งเข้าหาฮองเฮา
เสี้ยววินาที ขันทีหลี่รีบวิ่งเข้าไปดึงต้าเป่าไว้ในอ้อมแขนและบีบคอเขาด้วยมือเดียว “อย่าเข้ามา! ไม่เช่นนั้นข้าจะฆ่าเขา!”
…………………………………………

[1] ฮู่ป่าน  คือแผ่นจดบันทึกสำหรับขุนนาง
[2] อวี้สื่อต้าฟู คือ หัวหน้าผู้ตรวจการแผ่นดิน
[3] ไท่ฟู่  คือ มหาราชครู
[4] ไท่เว่ย  คือ มหาเสนา

Related

หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม

หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม

เธอคือหมอ(รักษาสัตว์)เทวดาคนแรกของอาณาจักร เริ่มจากข้ามมิติมาอยู่ในร่างของเด็กสาวชาวบ้านผู้แสนยากจน ทางซ้ายมีท่านแม่ที่ป่วยกระเสาะกระแสะ ทางขวาก็มีน้องชายตัวน้อยคอยให้ป้อนข้าว ที่แย่ไปกว่านั้นคือ เธอถูกผู้ชายเฮงซวยยกเลิกการแต่งงาน… ให้ตายเถอะ! เสือไม่โอ้อวดพลังก็จริง แต่เห็นเธอเป็น HelloKitty หรืออย่างไร ถึงมารังแกกันแบบนี้?! สั่งสอนผู้ชายเฮงซวย รักษาอาการป่วยของท่านแม่ เลี้ยงดูน้องชายที่ผอมแห้งแรงน้อย บุกเบิกที่นารกร้าง ปลููกพืชบนที่ดินว่างเปล่า นั่งดูความอุดมสมบูรณ์ แล้วก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข วันเวลาอันแสนสุขค่อยๆ ผ่านไป… วันหนึ่งก็ได้ยินว่าเทพแห่งความตายผู้น่าสะพรึงกลัวจะมาเยือนถึงหน้าบ้าน บังคับขู่เข็ญให้เธอแต่งงานด้วย? ถึงเธอจะชอบผู้ชายหน้าตาดีก็เถอะ แต่ได้ยินว่าท่านอ๋องผู้นี้… “ท่านอ๋อง พวกเราไม่ได้สนิทกันเสียหน่อย!” หญิงสาวพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “เหอะๆ” ท่านอ๋องยกยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย แล้วคว้าเด็กน้อยตัวอ้วนจ้ำม่ำสามคนออกมาจากด้านหลัง “เรียกแม่สิ” เธอล่ะอยากจะเป็นลม…

Options

not work with dark mode
Reset