หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม [เล่ม2] – บทที่ 46 มีความสุขยิ่ง

บทที่ 46 มีความสุขยิ่ง
โดย
Ink Stone_Romance

ในที่สุดนางเจียงก็เข้าไปในห้องพร้อมกับองค์หญิงแห่งซยงหนู
ทุกคนต่างไม่เห็นด้วยในตอนแรก ทว่าคิดดูแล้ว นางเจียงเป็นสตรีจากเมืองหลวง ได้เห็นโลกกว้าง ได้เรียนหนังสือ เข้าใจความจริงยิ่งกว่าที่พวกเขา นางต้องสามารถเกลี้ยกล่อมโน้มน้าวใจองค์หญิงผู้แสนป่าเถื่อนผู้นั้นด้วยความเสน่หา และเหตุผลได้อย่างแน่นอน
ทุกคนจึงออกไปรอด้านนอก มีเพียงเถี่ยตั้นน้อยเท่านั้นที่หน้าหนา แนบหูฟังการสนทนาส่วนตัวระหว่างสตรีที่ประตู
ตุบ ตุบ ตุบ!
เคร้ง เคร้ง เคร้ง!
ปัง ปัง ปัง!
เถี่ยตั้นน้อยสีหน้าสับสน เสียงการเจรจาด้วยเหตุผลของแม่ข้าดังเกินไปหรือไม่นะ…
ผ่านไปเพียงครึ่งเค่อ ประตูก็เปิดออก
องค์หญิงแห่งซยงหนูมีดวงตาเยี่ยงแพนด้า หัวกระเซิงเยี่ยงรังนก ใบหน้าเขียวปูดบวม ใบหน้าซีดเผือดเยี่ยงคนตาย นางอ้าปาก ไม่ทันเอ่ยสิ่งใดก็อาเจียนออกมา
เถี่ยตั้นน้อยกระโดดหนี “ท่านแม่ ผี!”
เถี่ยตั้นน้อยสะดุ้งหนีไป!
เมื่อคนสกุลอวี๋เห็นก็สูดหายใจเฮือกใหญ่ โอ้สวรรค์นี่มันเกิดอันใดขึ้น? ยาจกทรุดโทรมผู้นี้ ก็คือองค์หญิงผู้สวยสดงดงามเมื่อครู่หรือ?
“องค์…องค์หญิง…” ลุงใหญ่เรียกอย่างไม่แน่ใจ
องค์หญิงแห่งซยงหนูกลับเดินไปด้านหน้าอย่างล่องลอย
ลุงใหญ่ “…”
ป้าใหญ่ “…”
ทุกคน “…”
นางเจียงยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ไม่มีแม้ผมสักเส้นที่ขาด
นางเจียงกล่าวอย่างเศร้าสร้อย “ข้าบอกนางว่าอย่าคิดมาก”
อย่าคิดที่จะแย่งผู้ชายกับนางให้มาก
“นางก็ไม่ฟัง”
คนสกุลอวี๋ก็เข้าใจในทันที ภาพที่น่าประทับใจขององค์หญิงที่คิดได้ว่าตนเองทำไม่ถูกและสำนึกผิด นางเจียงโน้มน้าวด้วยความรู้สึกและเหตุผล ในที่สุดก็ทำให้องค์หญิงที่หลงมัวเมาตื่นขึ้นและตระหนักถึงความผิด หลังจากสำนึกได้ในความผิด องค์หญิงก็รู้สึกละอายใจและกระแทกกำแพง นางเจียงเกลี้ยกล่อมนางไม่ให้คิดมาก ทว่านางก็ไม่ฟัง…
ฮึ!
“ว่าแต่ นางเป็นองค์หญิงของตำหนักใดรึ?” ลุงใหญ่ถามด้วยความสงสัย หลังจากทำงานในเมืองหลวงมาหลายปี รู้เรื่องราวมาบ้าง ทว่าไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับองค์หญิงที่ยโสโอหังเช่นนี้
“องค์หญิงแห่งซยงหนู” อวี๋หวั่นเอ่ยตอบลุงใหญ่ หลังพูดจบ เธอก็นึกถึงประโยคที่มารดาเพิ่งเอ่ยไปเมื่อครู่ได้ ‘พวกเราในจงหยวนเจรจาด้วยเหตุผล’ ยามนั้นไม่ได้รู้สึก ยามกลับมาคิดอีกครา แม่ของเธอต้องรู้ว่าองค์หญิงมาจากซยงหนูจึงเอ่ยเช่นนั้นได้มิใช่หรือ? เพียงแต่ไม่รู้ว่าแม่ของเธอดูออกได้อย่างไร
กินอาหารค่ำที่บ้านของตนเอง อวี๋เซ่าชิงรับหน้าที่เป็นพ่อครัว ทำผัดผักกวางตุ้งฮ่องเต้เห็ดหอม แกงเต้าเจี้ยว มันฝรั่งทอด ยำฟองเต้าหู้ แกงเห็ดรวม เถี่ยตั้นน้อยตะโกนว่าอยากกินไข่ อวี๋เซ่าชิงจึงทำไข่ผัดพริกหยวกให้อีกจาน
“เหตุใดจึงล้วนแต่เป็นผัก?” อวี๋หวั่นถามด้วยความงงงวยขณะที่มองไปบนโต๊ะอาหาร
อวี๋เซ่าชิงกระแอมเบาๆ “ช่วงนี้แม่ของเจ้ากินเนื้อสัตว์มากเกินไป จึงอารมณ์ไม่ค่อยดี”
อวี๋หวั่น ‘คิดมากเกินไปหรือเปล่า? ทำไมรู้สึกว่า ‘เนื้อ’ คำนี้แตกต่างจากที่ฉันเข้าใจนะ…’
“ซู้ด~” เถี่ยตั้นน้อยยกถ้วยซดแกงเห็ดรวมร้อนๆ
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาที่ชายแดน อวี๋เซ่าชิงไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าเขาจะมีชีวิตกลับมาอีกครั้ง ยามมองภรรยาผู้แสนอ่อนโยนของเขา พร้อมทั้งบุตรสาวบุตรชายที่ประพฤติตัวดี อวี๋เซ่าชิงก็รู้สึกมีความสุขเป็นอย่างมาก
เถี่ยตั้นน้อยก็มีความสุขเช่นกัน เขายังเด็กและไม่สามารถบอกได้ว่าใครดีอย่างไร ทว่ายามบิดาของเขากลับบ้านมา เด็กที่โตกว่าเขาเหล่านั้นก็ไม่กล้ารังแกเขาแล้ว!
อวี๋หวั่นไม่เคยคิดว่าเธอจะมายังโลกอื่นและได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับพ่อแม่ที่อยู่ข้างกาย เธอสนุกและหวงแหนช่วงเวลาที่แสนงดงามตรงหน้า
จู่ๆ เธอก็นึกถึงเยี่ยนจิ่วเฉาและเด็กจ้ำม่ำทั้งสามขึ้นมา ไม่รู้ทำไม กลับรู้สึกโดดเดี่ยวแทนพวกเขา
หลังพลบค่ำครอบครัวของเธอก็หลับไป ทว่าอวี๋หวั่นนอนอยู่บนเตียงและไม่อาจหลับได้ลง ภาพของเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ สามคนและเยี่ยนจิ่วเฉายังคงอยู่ในใจของเธอ ดูเหมือนว่าผ่านมานานถึงเพียงนี้ เธอยังไม่ได้ให้สิ่งใดที่จริงจังกับพวกเขาเลยนอกจากอาหาร
ในเมื่อตนได้รับความเมตตามากมายจากเยี่ยนจิ่วเฉา ก็ควรจะให้ของขวัญตอบแทนกลับไป
ยามความคิดสว่างวาบ อวี๋หวั่นก็ยกผ้าห่มขึ้นและลุกออกจากเตียง เธอตัดสินใจที่จะทำรองเท้าให้กับเยี่ยนจิ่วเฉาและเด็กน้อยทั้งสาม เธอเคยคิดจะทำเสื้อผ้าทว่ามันก็ซับซ้อนเกินไป เข็มกับด้ายเธอไม่ถนัด
เมื่อคิดว่าจะทำก็ทำในทันที อวี๋หวั่นหากระดาษและพู่กัน กะประมาณขนาดและวาดแบบรองเท้าสองชุด ชุดหนึ่งสำหรับเยี่ยนจิ่วเฉา อีกชุดสำหรับเด็กน้อยทั้งสาม หลังจากถอดแบบรองเท้าแล้ว เธอก็พลิกผ้าฝ้ายที่อยู่ด้านล่างของกล่องและตัดออกมาตามแบบ
ต่อมาก็พับผ้าฝ้ายเหล่านี้เข้าด้วยกัน แล้วห่อด้วยผ้าขาวเป็นพื้นผ้ารองเท้า จากนั้นจึงนำมาซ้อนกันและเย็บให้แน่น ซึ่งโดยทั่วไปเรียกว่าพื้นรองเท้า หากต้องการพื้นรองเท้าที่แข็งแรงพอ ต้องทุ่มเทกับพื้นผ้ารองเท้า โดยปกติแล้วจะมีการทาแป้งเปียกหนึ่งชั้น รอจนแป้งเปียกแห้ง พื้นผ้ารองเท้าก็จะแข็งตัว
พื้นผ้ารองเท้าสามารถแห้งได้ด้วยลม ทว่าเธอร้อนใจ จึงจุดเตาอั้งโล่เพื่อทำให้แห้ง
เธอไม่เคยทำรองเท้ามาก่อน เธอได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้ยามไปช่วยป้าใหญ่ทำงาน และไม่รู้ว่าตนเรียนมาถูกต้องหรือไม่
เถี่ยตั้นน้อยหลับอยู่บนเตียง เมื่ออวี๋หวั่นเห็นว่าเขากำลังนอนหลับสนิท จึงทำให้ตะเกียงสว่างขึ้นอีกเล็กน้อย
คนทั่วไปใช้พื้นรองเท้าเพียงสามหรือห้าชั้นเท่านั้น อวี๋หวั่นใช้สิบกว่าชั้นในคราวเดียว มันหนาเกินไป เช่นนี้เธอก็ยังคิดว่ามันไม่เพียงพอ จึงเพิ่มไปอีกชั้นอย่างเงียบๆ
ว่ากันว่าการเย็บพื้นรองเท้าเป็นงานหนัก ทว่าด้วยความแข็งแกร่งของอวี๋หวั่น พื้นรองเท้าทั้งสี่คู่ก็เสร็จได้ก่อนเที่ยงคืน
ผู้ใหญ่หนึ่งเด็กสาม ถูกจัดเรียงอย่างเรียบร้อยบนเก้าอี้ อวี๋หวั่นมองเช่นนี้แล้วก็รู้สึกพึงใจเล็กน้อย เธอไม่รู้จริงๆ ว่าตนพึงใจกับสิ่งใด
หลังจากนั้นก็ทำส่วนบนของรองเท้า อวี๋หวั่นเลือกผ้าฝ้ายทอลายทแยงสีดำสำหรับเยี่ยนจิ่วเฉา พื้นผิวค่อนข้างคล้ายกับผ้ากากีในโลกก่อน ผ้าชนิดนี้ทนต่อความสกปรกและการสึกหรอได้ดี ส่วนของเด็กๆ ทำจากเศษผ้าที่นำมาต่อกัน รูปแบบที่ได้ออกมาเช่นนี้จะดูดีกว่าสีพื้นเรียบๆ
อวี๋หวั่นนั่งทำรองเท้า ไม่รู้ตัวว่าเวลาผ่านมาค่อนคืนแล้ว เธอขยี้ตาที่งัวเงีย จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวแปลกๆ มาจากทางเข้าหมู่บ้าน
เสียงการเคลื่อนไหวไม่ดังนัก บ้านของเธออยู่ห่างจากทางเข้าหมู่บ้านมากที่สุด ตามเหตุผลแล้วคงไม่ได้ยิน ทว่าช่วงนี้หูตาของเธอดีขึ้นมาก
เสียงนั้นค่อยๆ ดังเข้ามาใกล้บ้านของเธอ เธอค่อยๆ ดึงกริชใต้หมอนออกมา และคลุมรองเท้าที่ทำได้เพียงครึ่งหนึ่งบนเก้าอี้ด้วยผ้าฝ้าย
เธอปิดตะเกียงน้ำมันบนโต๊ะ
แกร็ก ช่องหน้าต่างถูกงัดออก ร่างสีฟ้าปรากฏตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว อวี๋หวั่นง้างกริชและแทงอีกฝ่ายอย่างดุเดือด!
ทันทีที่อีกฝ่ายเปิดหน้าต่าง ก็ได้กลิ่นตะเกียงน้ำมัน จึงรับรู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายเพิ่งดับ และคล้ายกับรู้ตัวว่าเขากำลังจะมา แม้จะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายสังเกตเห็นได้อย่างไร ทว่าเขาก็ตอบสนองในทันที เพียงแต่สิ่งที่เขาไม่คาดคิดมาก่อนก็คือ เขาทำให้อีกฝ่ายลอบโจมตีได้สำเร็จด้วยฝีมือของตนเอง!
เส้นไหมสีน้ำเงินถูกตัดออก ที่คอของเขาเกิดรอยบาดแผลเล็กๆ
รอยแผลเล็กๆ ไม่มีผลอะไรกับผู้ที่ฝึกวิชาการต่อสู้ ทว่าหากเป็นหญิงสาวชนบทคนหนึ่งที่ฝากรอยไว้กับนักดาบมือหนึ่งของใต้หล้า นั่นไม่อาจถูกเพิกเฉยได้
“ข้าเอง!” อวี้จื่อกุยกดเสียงต่ำ ทว่าก็ไม่ยากเกินไปที่จะได้ยินความอับอายและความโกรธที่ซ่อนอยู่
อวี๋หวั่นเองก็เดาว่าเป็นเขา ผู้ที่แอบมางัดหน้าต่างบ้านเธอกลางดึก นอกจากแขก ‘ต่ำช้า’ ผู้นี้แล้วยังมีผู้ใดได้อีก?
“เจ้ามาดูว่าข้าตายหรือยังรึ?” อวี๋หวั่นถามเบาๆ
ภายในห้องไม่มีโคมไฟ กลับมีเพียงแสงจันทร์เย็นที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามา ดวงตาของอวี้จื่อกุยตกกระทบบนดวงหน้าแสนเย็นชา เอ่ยด้วยน้ำเสียงในลำคอ “หลังจากที่เจ้าตกหน้าผา ข้าก็รีบไปตามหาเจ้าที่ด้านล่างของหน้าผาทันที ขณะที่ข้ายังไม่พบเจ้า ศิษย์พี่ของข้าก็ปรากฏตัวขึ้น เขาก็มาตามหาถุงผ้าเช่นกัน ข้ากลัวว่าเขาจะสงสัยเจ้า ข้าจึงแยกเขาออกไป”
เป็นคำพูดที่น่าประทับใจ ทว่าอวี๋หวั่นกลับมิได้มีสีหน้าที่แสดงถึงความประทับใจ “เจ้าไม่จำเป็นต้องอธิบายให้ข้าฟังมากเช่นนี้หรอก เจ้าจะเคยตามหาข้าหรือไม่ และเคยทำสิ่งใดให้ข้า ข้าไม่สนใจ แต่สุดท้ายทั้งหมดนี้ก็ต้องขอบใจเจ้า”
อวี้จื่อกุยไม่อาจโต้กลับได้
วันนี้อวี๋หวั่นยุ่งมาก หากไม่ใช่เพราะอวี้จื่อกุยกลับมา เธอก็เกือบลืมของที่ไป๋ถัง ‘คืน’ ให้เธอในคราก่อน ที่เคยคิดว่าจะเอาไปให้เยี่ยนจิ่วเฉาดูก็เกือบลืมไปเสียแล้ว
“เพราะลูกเหล็กนั่นอีกแล้วหรือ?” อวี๋หวั่นถามอย่างไม่แยแส
“ลูกเหล็ก?” รูม่านตาของอวี้จื่อกุยหดตัว “มันอยู่ในมือของเจ้าจริงๆ!”
ไม่มีเหตุผลที่อวี๋หวั่นจะเก็บลูกบอลที่แตกไว้ เธอจึงหยิบมันออกมาจากกล่องขยะและโยนมันให้เขา
เมื่อเห็นว่าสิ่งล้ำค่าเท่าชีวิตถูกเก็บไว้ในกล่องขยะ มุมปากของอวี้จื่อกุยก็กระตุกอย่างรุนแรง!
“ทำไมเจ้าไม่ยอมรับตั้งแต่แรก?” อวี้จื่อกุยถาม
“หาใช่เรื่องของเจ้า” อวี๋หวั่นขี้เกียจเกินกว่าที่จะอธิบายให้เขาฟังว่าสิ่งนั้นไปตกอยู่ที่หอหยกขาว แล้วบุรุษผู้นี้ก็หูแข็ง พูดสิ่งใดก็ไม่เชื่อ
อวี้จื่อกุยสวมถุงมือสีเงินและหยิบลูกเหล็กออกมาจากถุงผ้า
อวี๋หวั่นหัวเราะเยาะ ลูกกลมๆ นี่มีพิษหรือไร? ถึงกับต้องใส่ถุงมือด้วย!
เพียงแวบเดียวของความคิด อวี๋หวั่นก็ได้ยินเสียงแกร๊กดังขึ้น ลูกเหล็กก็เปิดออก
ของเล่นนี่สามารถเปิดได้ด้วยหรือ? ตนกับไป๋ถังพลิกดูเป็นเวลานาน ทว่าก็ไม่พบรอยแตกใดๆ
อวี้จื่อกุยก้มลงมอง “สิ่งที่อยู่ด้านในเล่า?”
อวี๋หวั่นเอ่ยด้วยความประหลาดใจ “ของอันใด? ข้าไม่ได้ขยับมันเลย!”
“เช่นนั้นเหตุใดจึงว่างเปล่า” อวี้จื่อกุยถาม
อวี๋หวั่นถามกลับ “ข้าจะรู้ได้อย่างไร? เจ้าคงมิได้สงสัยว่าข้าเอาสิ่งที่อยู่ด้านในไปกระมัง? เพียงเปิดข้าก็ยังไม่เคยเลย!”
อวี้จื่อกุยคิ้วขมวดมุ่นพลางเอ่ย “ถึงเอาไปก็หาได้มีประโยชน์กับเจ้า ข้าแนะนำให้เจ้ารีบส่งมาให้เร็วที่สุด ไม่เช่นนั้นหากศิษย์พี่ของข้ารู้ ข้าคงไม่ปกป้องเจ้าได้”
อวี๋หวั่นเอ่ยอย่างหงุดหงิด “ผู้ใดต้องการให้เจ้าปกป้อง?! ข้าบอกว่าข้าไม่ได้เอาไป เจ้าจะเชื่อหรือไม่!”
คนผู้นี้ป่วยจริงๆ ตอนแรกสงสัยว่าเธอซ่อนถุงผ้าของเขาไว้ ตอนนี้ก็สงสัยว่าเธอขโมยของในถุงผ้าไป หากเธอขโมยไปจริง จะคืนลูกเหล็กให้เขาโดยไม่มีความรู้สึกผิดเลยได้หรือ?
อวี้จื่อกุยเอ่ยด้วยสีหน้าเย็นชา “เจ้าคิดว่าข้าจะเชื่อเจ้ารึ? หลอกข้ามาคราหนึ่งแล้ว ยังคิดจะหลอกข้าอีกครา?”
“ตอนแรกข้าไม่รู้จริงๆ ว่าเจ้าเอาถุงผ้ามาใส่บนตัวข้า ข้า…” อวี๋หวั่นพยายามไม่ดึงไป๋ถังเข้ามาเกี่ยวข้อง “ข้าทำความสะอาดบ้านเมื่อสองสามวันก่อน และพบว่าถุงผ้านี้ตกอยู่ที่มุม…เจ้าจะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่ ข้ามิได้สัมผัสของด้านในจริงๆ”
“เจ้าไม่ได้ขยับจริงๆ หรือ?” อวี้จื่อกุยมองเธอด้วยความสงสัย
อวี๋หวั่นตอบรับสายตาของเขาโดยไม่หลบเลี่ยง “ไม่ได้ขยับก็คือไม่ได้ขยับ”
ไม่ได้ขยับจริงๆ ยามนั้นไป๋ถังก็อยู่ที่นั่นเช่นกัน ทว่าเรื่องนี้ไม่ควรให้อวี้จื่อกุยรู้
“ถามได้หรือไม่ว่ามันคือสิ่งใด?” อวี๋หวั่นเอ่ย
อวี้จื่อกุยตอบ “เจ้าไม่อยากรู้จะดีกว่า”
อวี๋หวั่น “!!!”
แล้วหากวันหนึ่งเจอสิ่งใดอีก จะรู้ได้อย่างไรว่ามันคือสิ่งที่เจ้าต้องการกันล่ะ!
อวี้จื่อกุยเดินไปที่หน้าต่าง
เมื่อเห็นว่าเขาตัดสินใจจากไป อวี๋หวั่นก็แอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ฟ้าใกล้สางแล้ว หากยุ่งกับเขาอีก เกรงว่าจะทำรองเท้าไม่เสร็จ
อย่างไรก็ตาม ลมหายใจที่โล่งอกของเธอ แตกต่างอย่างสิ้นเชิงในสายตาของอวี้จื่อกุย
ที่แท้ก็รู้สึกผิดมาก? อวี้จื่อกุยเหล่ตาและหยุดเท้าอยู่ที่หน้าต่าง “ไม่พบกันสองสามวัน ดูเหมือนว่าศิลปะการต่อสู้ของเจ้าจะพัฒนาขึ้นมาก”
นั่นเรียกว่าการต่อสู้ระยะประชิด ขอบใจ
จู่ๆ อวี้จื่อกุยก็หันกลับมาและเดินมาหาอวี๋หวั่นทีละก้าว
“เจ้าจะทำอันใด?” ร่องรอยของความระแวงพาดผ่านดวงตาของอวี๋หวั่น
อวี้จื่อกุยมองเธออยู่ครู่หนึ่ง “เจ้านอนหลับสบายทุกคืนหรือไม่?”
อวี๋หวั่นไม่เข้าใจ “เรื่องอันใดของเจ้า?”
อวี้จื่อกุยไม่ตอบเธอ พลันเอื้อมไปจับข้อมือผุดผ่องของอวี๋หวั่น
หากอวี๋หวั่นจะลอบโจมตีเขา ก็อาจมีโอกาสชนะอยู่บ้าง ทว่าคงไม่ใช่เรื่องง่ายหากปะทะกันซึ่งหน้า
ก่อนที่กริชของอวี๋หวั่นจะแทงเขา มันก็ถูกทำให้กระเด็นออกไปด้วยพลังภายในของอวี้จื่อกุย เมื่อเห็นว่าเขาเกือบจะสำเร็จ ประตูก็เปิดออก แสงจากดาบส่องสว่างวาบ!
อวี้จื่อกุยชักดาบออกมาต้านทาน ทว่าถูกพลังมหาศาลสั่นสะเทือนจนต้องถอยออกไปหลายก้าว
เขาเหลือบมองชายที่ปรากฏตัวขึ้น จากนั้นก็มองไปยังห้องด้านหลังชายผู้นั้น ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ ดวงตาของเขาแน่วแน่ กระโดดออกไปนอกหน้าต่างและใช้วิชาตัวเบาหนีไป
“ท่านพ่อ!” อวี๋หวั่นเดินไปหาอวี๋เซ่าชิง
อวี๋เซ่าชิงจับแขนบุตรสาว พลางมองเธอแล้วเอ่ยถามว่า “เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”
อวี๋หวั่นส่ายศีรษะ “ข้าไม่เป็นไร”
อวี๋เซ่าชิงโล่งใจ เห็นสีหน้าสดใส เสื้อผ้าเรียบร้อย ไม่เหมือนกับคนที่ตื่นขึ้นเพียงชั่วครู่ จึงเอ่ยถาม “เจ้าไม่ได้นอนหลับเลยหรือ?”
“…ข้ากินอาหารเย็นมากเกินไป ก็เลยนอนไม่ค่อยหลับ” อวี๋หวั่นเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย
อวี๋เซ่าชิงพยักหน้าและเอ่ยว่า “เขาคือใคร?”
อวี๋หวั่นเล่าเกี่ยวกับการพบกันกับอวี้จื่อกุยให้พ่อของเธอฟังสั้นๆ โดยมิได้เอ่ยถึงเยี่ยนจิ่วเฉา เล่าเพียงว่าในระหว่างทางที่เข้าไปช่วยเด็กน้อยทั้งสาม เธอได้พบกับนักดาบผู้หนึ่ง และเขาก็เอาถุงผ้าใส่ลงไปในตะกร้าด้านหลังของเธอ ตั้งแต่นั้นก็มาพัวพันและตามหาถุงผ้าจากเธอ
“…คุณหนูไป๋มอบถุงผ้าคืนให้ ข้าถึงรู้ว่ามันหล่นอยู่ที่หอหยกขาว ทว่าเมื่อครู่ข้าได้คืนถุงผ้าให้เขา เขากลับกล่าวหาว่าข้าขโมยสิ่งที่อยู่ด้านในไป” อวี๋หวั่นรู้สึกว่าบุรุษผู้นี้ค่อนข้างยากจะคาดเดา
อวี๋เซ่าชิงมองทิศที่อวี้จื่อกุยจากไป สายตาเยียบเย็น จากนั้นเขาก็มองบุตรสาวแล้วเอ่ยว่า “หากเขากล้ามาอีกครา พ่อต้องจับเขาให้ได้!”
“อื้ม!”
อวี๋หวั่นพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม
ความรู้สึกที่มีคนในครอบครัวปกป้อง ช่างดียิ่งนัก
อวี๋เซ่าชิงลูบจอนผมของบุตรสาวด้วยความรักใคร่เอ็นดู “พ่อจะเฝ้าอยู่ด้านนอก เจ้าไปนอนเถิด”
อวี๋หวั่นนอนลงอย่างเชื่อฟัง
อวี๋เซ่าชิงออกจากบ้านไป ทว่าขณะที่เขาปิดประตูให้บุตรสาว เขาก็เหลือบไปเห็นตะกร้าข้างเตียง
ตะกร้าถูกคลุมด้วยผ้าชิ้นหนึ่ง ทว่ากลับมิได้คลุมอย่างมิดชิด เผยให้เห็นรองเท้าผ้าของผู้ชายคู่หนึ่งที่เพิ่งทำขึ้นใหม่และยังทำไม่เสร็จ
เขาเป็นชายคนเดียวในบ้าน!
บุตรสาวไม่หลับไม่นอน เพราะกำลังทำรองเท้าให้เขาหรือ?
อวี๋เซ่าชิงมีความสุขยิ่งนัก
……………………………………………………..

หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม

หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม

เธอคือหมอ(รักษาสัตว์)เทวดาคนแรกของอาณาจักร เริ่มจากข้ามมิติมาอยู่ในร่างของเด็กสาวชาวบ้านผู้แสนยากจน ทางซ้ายมีท่านแม่ที่ป่วยกระเสาะกระแสะ ทางขวาก็มีน้องชายตัวน้อยคอยให้ป้อนข้าว ที่แย่ไปกว่านั้นคือ เธอถูกผู้ชายเฮงซวยยกเลิกการแต่งงาน… ให้ตายเถอะ! เสือไม่โอ้อวดพลังก็จริง แต่เห็นเธอเป็น HelloKitty หรืออย่างไร ถึงมารังแกกันแบบนี้?! สั่งสอนผู้ชายเฮงซวย รักษาอาการป่วยของท่านแม่ เลี้ยงดูน้องชายที่ผอมแห้งแรงน้อย บุกเบิกที่นารกร้าง ปลููกพืชบนที่ดินว่างเปล่า นั่งดูความอุดมสมบูรณ์ แล้วก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข วันเวลาอันแสนสุขค่อยๆ ผ่านไป… วันหนึ่งก็ได้ยินว่าเทพแห่งความตายผู้น่าสะพรึงกลัวจะมาเยือนถึงหน้าบ้าน บังคับขู่เข็ญให้เธอแต่งงานด้วย? ถึงเธอจะชอบผู้ชายหน้าตาดีก็เถอะ แต่ได้ยินว่าท่านอ๋องผู้นี้… “ท่านอ๋อง พวกเราไม่ได้สนิทกันเสียหน่อย!” หญิงสาวพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “เหอะๆ” ท่านอ๋องยกยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย แล้วคว้าเด็กน้อยตัวอ้วนจ้ำม่ำสามคนออกมาจากด้านหลัง “เรียกแม่สิ” เธอล่ะอยากจะเป็นลม…

Options

not work with dark mode
Reset