แฟนผมกลายเป็นซอมบี้ – ตอนที่ 866 กับดักเชื้อไวรัส

เห็นได้ชัด ว่าศักยภาพร่างกายการที่อีกฝ่ายแสดงให้เห็นเกิดความคาดหมายของฉีเทียนอี้ไปมาก และในวินาทีนี้ เขาก็เริ่มสัมผัสได้รางๆ แล้วว่า เรื่องนี้อาจไม่เหมือนที่เขาคาดเดาไว้…อีกฝ่ายไม่มีท่าทีอ้อมค้อมแม้แต่น้อย! เห็นได้ชัดว่าเป้าหมายของอีกฝ่ายคือต้องการฆ่าเขา!ถ้าหากเป็นแค่การหยั่งเชิง ก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องสู้กันอย่างดุเดือดถึงชีวิตอย่างนี้!

พลังพิเศษของฉีเทียนอี้ถือว่าไม่เลว บวกกับวิธีพิเศษอย่างการกระตุ้นความสามารถแฝง มากพอที่จะทำให้เขาระเบิดพลังได้อย่างยอดเยี่ยมเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นความเร็วหรือพละกำลัง ล้วนเหนือชั้นจนไม่อาจหาใครเปรียบ กอปรกับเทคนิคการต่อสู้อันช่ำชองและหลากหลายของเขา ถึงแม้อีกฝ่ายจะสามารถตีเสมอเขาในด้านการระเบิดพลัง แต่ไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้แน่

แต่ทว่า เขากลับมองเห็นบางอย่างที่ทำให้เขาหนักใจจากตัวหัวหน้าทีมย่อยคนนี้ ผู้ที่เขาไม่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามมาก่อน สู้สุดชีวิต!คนคนนี้ไม่สนเลยว่าตัวเองจะได้รับบาดเจ็บหรือไม่ ทุกการกระทำของเขาก็เพื่อบรรลุเป้าหมายเดียวเท่านั้น —โจมตีฉีเทียนอี้!

และหมัดของคนคนนี้ แม้จะเป็นฉีเทียนอี้ก็ไม่อยากตั้งรับตรงๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าอีกฝ่ายมีอาวุธอยู่ในมือด้วยแล้ว… “เฮ้ยๆ แบบนี้มันแฟร์เลยนี่! อย่างน้อยฉันก็เคยผ่านการฝึกโหดมา แต่หมอนี่เล่นโผล่มาพร้อมกับพลังแบบนี้เลย!แต่จุดอ่อนของหมอนั่นก็เด่นชัดอยู่เหมือนกัน แม้ว่าวิธีการสู้แบบไม่กลัวตายจะน่ากลัว แต่ก็ทำให้ตัวเองเดินไปสู่ความตายอย่างไม่รู้ตัวได้เหมือนกัน…”

แต่เดี๋ยวก่อน…แรงจูงใจล่ะ? ถึงแม้ตัวเขาจะเป็นนกสองหัวที่ถูกฐานทัพที่ 2 ซื้อตัวไปแล้ว ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องความประมาทในแผนการลอบสังหารครั้งนี้ แค่การกระทำของฐานทัพที่ 2 ก็น่าสงสัยมากพอแล้ว ตอนนี้เป็นช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน พวกเขาน่าจะไม่อยากเห็นสมาชิกระดับสูงคนหนึ่งตายอยู่ในถิ่นของตัวเองถึงจะถูกสิ…หรือว่านี่…เป็นการแก้แค้น?

“ใช่แล้ว นี่คือการแก้แค้นเพื่อหลิงม่อ! แต่ข้อมูลไม่น่าจะรั่วไหลออกไปได้นี่นา เรื่องที่พวกเขารู้ คือพวกหลิงม่อเดินทางจากไปด้วยตัวเองไม่ใช่หรือ? แทนที่พวกเขาจะหาโอกาสลอบส่งคนออกไปตามหาหลิงม่อ กลับยังมีกะจิตกะใจหันกลับมาลอบฆ่าเรางั้นหรอ?” ยิ่งคิด ฉีเทียนอี้ก็ยิ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้น่าสงสัย เห็นชัดว่าอีกฝ่ายไม่เปิดโอกาสให้เขาได้ใช้ความคิด ในเวลาสั้น ความเร็วของอีกฝ่ายเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน ความถี่ในการโจมตีก็เพิ่มขึ้นไม่น้อย

“แกเป็นใครกันแน่?!” ฉีเทียนอี้ถอยติดๆ กันหลายก้าว พลางตะโกนถามเสียงดุดัน

“ดูหน้าก็รู้แล้วไม่ใช่หรอ…” เสียงเย็นชาของอีกฝ่ายลอยออกมาจากกลุ่มฝุ่นละอองที่ลอยคลุ้งอยู่กลางอากาศ ขณะเดียวกัน เงาร่างที่ทำให้คนตกตะลึงก็ค่อยๆ ปรากฏตัว

“แก…” ฉีเทียนอี้ตกใจ ในการต่อสู้เมื่อครู่ อีกฝ่ายไม่เพียงไม่แสดงอาการเหน็ดเหนื่อย ตรงกันข้าม รูปร่างของเขากลับเปลี่ยนแปลงไปโดยที่ไม่รู้ตัว…ยิ่งบวกกับร่างกายอันกำยำของเขา รอยยิ้มเยือกเย็น ดวงตาแดงก่ำจางๆ…หากดูแค่ดวงตาคู่นั้น เขากับฉีเทียนอี้มีสภาวะที่คล้ายคลึงกันมาก แต่สิ่งที่ต่างกันคือ สายตาของเขากลับแฝงไปด้วยความเย็นชา นั่นทำให้ฉีเทียนอี้ดูอ่อนโยนขึ้นมาทันที…

“มีบางอย่าง…แปลกไป…” ฉีเทียนอี้ลอบกำหมัดแน่น คู้ต่อสู้ของเขาทำให้เขารู้สึกใจคอไม่ดี ถ้าหากเมื่อกี้ทั้งคู่ถือว่าฝีมือสูสี ตอนนี้พลังของอีกฝ่ายก็กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

“ไม่ว่ายังไง วันนี้นายต้องตายอยู่ที่นี่…” อีกฝ่ายพูดอย่างเย็นชา ฉีเทียนอี้สัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตได้จากอีกฝ่ายอย่างชัดเจน

บึ้ม!

สิ้นเสียงพูด เสียงระเบิดก็ดังขึ้นข้างหู ฉีเทียนอี้โฉบหลบไปข้างหลังตามสัญชาตญาณ ม่านตาหาเล็กลงทันที

“เร็วมาก!”

สิ้นเสียงก็ตามมาด้วยการโจมตีทันที และยังมุ่งทำร้ายเขาอย่างไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย

ถึงแม้ฝืนหลบไปได้ แต่ใบหน้ากลับมีรอยแผลปรากฏหนึ่งรอย…เลือดอุ่นๆ ไหลอาบแก้ม พร้อมกับที่สีหน้าของฉีเทียนอี้เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาทันที “เข้าใจแล้ว แกต้องการจะสู้กันจนตายไปข้างหนึ่งเลยสินะ? ถึงแม้จะยังไม่เข้าใจว่าแกมีเหตุผลอะไร…”

บึ้มๆๆ!

เห็นชัดว่าอีกฝ่ายไม่เปิดโอกาสให้เขาพูดมาก หลังจากถูกโจมตีรัวๆ ราวพายุโหมกระหน่ำเป็นชุด ฉีเทียนอี้ก็เริ่มรู้สึกเหน็ดเหนื่อยขึ้นมา เมื่อตกเป็นรองเรื่องความเร็วและพละกำลัง ฉีเทียนอี้ก็ได้แต่อาศัยประสบการณ์ของตัวเองสู้กับอีกฝ่าย แต่สิ่งที่ทำให้เขาหงุดหงิดก็คือ นอกจากป้องกันส่วนศีรษะและหัวใจเล็กน้อยแล้ว อีกฝ่ายกลับปล่อยให้เขาโจมตีส่วนอื่นได้อย่างสบาย! แถมทุกครั้งที่เขาโจมตี ร่างกายของอีกฝ่ายก็ดูเหมือนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทีละนิดๆ…

“นี่มันอะไรกันเนี่ย! แกเป็นแมลงสาบฆ่าไม่ตายรึไงวะ!” ฉีเทียนอี้ถอยกรูดเพื่อเพิ่มระยะห่างอีกครั้ง และเมื่อเขาเบิกตากว้าง ร่างกายของเขาก็พองโตขึ้น ชุดเครื่องแบบบนร่างกายแน่นเปรี๊ยะทันที ไม่กี่วินาทีก่อนเขายังดูไม่ต่างจากคนธรรมดา แต่ตอนนี้เขากลับกลายร่างเป็นมนุษย์ยักษ์ผิวขาวไปแล้ว ไม่เพียงเท่านี้ ดวงตาทั้งสองข้างของเขาแดงก่ำขึ้นเรื่อยๆ พริบตาเดียวเขาดูโหดเหี้ยมและดุดันขึ้นไม่น้อย

“แกคิดจะแลกบาดแผลด้วยบาดแผล? ได้ เข้ามาสิ!” ฉีเทียนอี้ท้าทายอย่างหยิ่งผยอง

แต่เขาไม่เคยสังเกตเลยว่า ขณะที่เขาตะโกนคำพูดนี้ออกไป สายตาของหลิงม่อกลับฉายแววยิ้มหยันออกมา

ติดกับแล้ว…ถ้าหากฉีเทียนอี้เอาแต่ตั้งรับและป้องกันตลอด หลิงม่ออาจไม่มั่นใจว่าจะสามารถจัดการอีกฝ่ายได้ในเวลาสั้นๆ ความสะดวกที่ซอมบี้มอบให้เขาไม่ได้มีเพียงศักยภาพร่างกายและวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมี…เชื้อไวรัสด้วย!

หรือสำหรับมนุษย์ก็คือเชื้อไวรัสซอมบี้ที่ไร้ทางรักษา และมีอานุภาพร้ายแรงที่สุดนั่นเอง!ในระหว่างที่สู้กันเมื่อกี้ ฉีเทียนอี้ได้สร้างบาดแผลให้เขาไม่ต่ำกว่ายี่สิบแผล และตอนนี้ในฝ่ามือเขา ก็เต็มไปด้วยเลือดสดๆ ของตัวเอง…

นับตั้งแต่ที่เริ่มต่อสู้กัน หลิงม่อได้คิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว หากวัดกันเรื่องการต่อสู้ เห็นชัดว่าฉีเทียนอี้ยังมีอุบายอีกหลายอย่างที่ยังไม่ได้เอาออกมาใช้ แต่ในเวลาอย่างนี้จะปล่อยให้เขามีโอกาสแสดงอุบายเหล่านั้นออกมาไม่ได้เด็ดขาด ดังนั้นกลยุทธ์ที่ดีที่สุด ก็คือการระเบิดพลังต่อสู้ออกมาให้ได้มากที่สุดในเวลาสั้นๆ เพื่อบีบคั้นอีกฝ่าย! เรื่องนี้อาจยากมากสำหรับคนธรรมดา แต่สำหรับหลิงม่อที่ควบคุมหุ่นซอมบี้ กลับเป็นเรื่องที่ง่ายดายเหมือนกระดิกดิ้ว

หุ่นซอมบี้จะอดทนไปได้อีกนานแค่ไหน ร่างกายจะได้รับบาดเจ็บจากสาเหตุนี้หรือไม่ เรื่องเหล่านี้ล้วนไม่สำคัญ ความจริงแล้ว นับตั้งแต่วินาทีที่ฉีเทียนอี้ถูกโจมตีจนบันดาลโทสะจริงๆ เขาก็ได้ติดกับดักที่หลิงม่อเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว…

ในช่องทางเดินบันได เงาร่างหนึ่งกำลังวิ่งพุ่งขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง

หลังจากระเบิดความแค้น เลขาฯ สาวก็เริ่มออกค้นหาไปตามห้องบันได และในขณะที่เพิ่งจะต้นหาในห้องบันไดของอาคารชั้นหนึ่งเสร็จ อยู่ๆ เสียงอึกทึกครึกโครมก็ดังลงมาจากข้างบนศีรษะ

“หัวหน้าทีม!” เลขาฯ สาวเงยหน้ามองเพดานทันที

เธอเร่งความเร็วฉับพลัน พุ่งตัวขึ้นไปชั้นบนด้วยความเร็วอันบ้าคลั่ง

และในเวลานี้ ฉีเทียนอี้ก็กำลังยกมือแขนไหล่ยืนพิงกำแพง

บนแขนของเขามีบาดแผลที่ไม่ถือว่าลึกมาก แต่ด้านบนกลับเต็มไปด้วยเลือดเนื้อเหวอะหวะเพิ่มขึ้นมาหนึ่งแผล

“แก…แกเล่นสกปรกอะไร?” ฉีเทียนอี้จ้องอากาศธาตุข้างหน้าด้วยสีหน้าตึงเครียด แล้วถาม “ตั้งแต่ที่ถูกแกจับได้ ยิ่งฉันใช้พลังพิเศษ ก็ยิ่งรู้สึเหมือนมีบางอย่างมุดเข้าไปตามบาดแผลของฉัน…ฝีมือแกใช่ไหม? แกจะทำอะไรกันแน่?”

ขณะเดียวกัน ฉีเทียนอี้กำลังคำรามอย่างเดือดดาลในใจ “แพ้แล้ว! ไม่คิดเลยว่าจะต้องแพ้อย่างนี้! เจ้าหมอนี่มันเล่นไม่ซื่อเลยซักนิด! แต่ว่าอย่างมากมันก็คงเป็นแค่ยาพิษชนิดหนึ่ง ขอเพียงให้เวลาฉัน…”

“ตั้งแต่เมื่อกี้ นายจงใจสร้างเสียงมาโดยตลอด คงคิดจะส่งสัญญาณให้ลูกน้องมาช่วยสินะ? แต่นายก็กลัวว่าคนของฐานทัพที่ 2 จะได้ยินเสียงแล้วแห่กันมาด้วย ถึงได้ไม่กล้าทำเสียงดังมาก…”

เสียงกระด้างแข็งนั้นดังขึ้นอีกครั้ง แต่เนื่องจากอยู่ในระหว่างเคลื่อนไหวด้วยความเร็ว ไม่ว่าจะเป็นเงาร่างหรือคำพูดของเขา ล้วนเลือนรางยากจับต้องได้ แต่คำพูดประโยคนี้เมื่อฉีเทียนอี้ได้ฟัง กลับทำให้เขาตกตะลึง

ในการโจมตีอย่างนั้นก็ยังมีสมาธิเล็งเห็นเรื่องนี้ด้วยหรอ? เจ้าหมอนี่เป็นใครกันแน่! ถึงแม้เขาจะถูกมีดฟันไปหนึ่งครั้ง แต่ร่างกายของอีกฝ่ายกลับเต็มไปด้วยบาดแผลและเลือดทั้งตัวเลยนะ! แม้แต่บาดแผลถึงชีวิตก็มีไม่น้อยเลยด้วย! ถ้าหากไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายมีพลังฟื้นตัวอันแข็งแกร่งล่ะก็…

เดี๋ยวก่อน…พลังฟื้นตัว…

ทันใดนั้น ฉีเทียนอี้ก็คิดอะไรบางอย่างออก เมื่อมองไปที่ฝ่ามือของตัวเองอีกครั้ง สีหน้าของเขาก็ย่ำแย่สุดขีด

และในเวลานี้ อีกฝ่ายก็ได้เปิดปากพูดขึ้นอีกครั้ง “เมื่อกี้นายถามถึงเหตุผลที่ฉันทำอย่างนี้ไม่ใช่หรอ?”

“แก…ฐานทัพที่ 2 ไม่ได้ส่งแกมา…” ฉีเทียนอี้หน้าซีดเผือด

“ฉันส่งตัวเองมา” หลิงม่อฉีกยิ้มแข็งๆ ออกมาอย่างยากลำบาก จากนั้นพลันไหวร่าง เท้าทั้งสองลอยเหนือพื้น พุ่งตัวเข้าไปทางฉีเทียนอี้ราวลูกระเบิด “ตายซะเถอะ!”

—————————————————————————–

แฟนผมกลายเป็นซอมบี้

แฟนผมกลายเป็นซอมบี้

เมื่อเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่อุบัติขึ้นและเกิดการแพร่ระบาดเป็นวงกว้าง ผู้คนบนโลกก็ต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต จากคนธรรมดาต้องกลายเป็นซอมบี้กระหายเลือด! แต่ก็ยังมีคนจำนวนหนึ่งที่รอดพ้นจากไวรัสร้ายกาจนี้ หนึ่งในนั้นคือหลิงม่อ หนุ่มเนิร์ดหน้าตาบ้านๆ แน่นอนว่าเขาต้องทุ่มเทพยายามสุดชีวิตเพื่อเอาตัวรอด แต่ไม่ใช่เพียงแค่นั้น เขายังมีภารกิจสำคัญอีกอย่างที่ต้องทำ คือช่วยแฟนสาวซอมบี้ ให้กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง สุดท้ายแล้วหลิงม่อหนุ่มธรรมดาคนนี้จะทำภารกิจสำเร็จหรือไม่ เรามาร่วมลุ้นไปด้วยกันเถอะ

Comment

Options

not work with dark mode
Reset